หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 307)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. You ________ come to the party last week.  I’m sure you’d have liked it if you __________.

(คุณ ________ มางานเลี้ยงสัปดาห์ที่แล้ว  ผมมั่นใจว่าคุณคงจะชอบมัน  ถ้าคุณ __________ ) 

(a) did ___________ had

(b) could ___________ did

(c) didn’t ___________ had    (มิได้ ........................... ได้มา)

(d) couldn’t ____________ did

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากใช้  “Past tense” ในรูปปฏิเสธ  (Didn’t come)  กับ  “Adverb of time”  (Last week)   ส่วนประโยคหลังเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  คือ  “คุณคงจะชอบมัน  ถ้าคุณได้มาที่งานเลี้ยง”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมิได้ชอบมัน  เพราะคุณมิได้มางานเลี้ยง”  โดย  “If clause”  แบบที่  ๓  นี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้โครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might) + Have + Verb 3”  (You would have liked)  ส่วนในอนุประโยค  (If clause)  ใช้  “Subject + Had + Verb 3”  (If you had come)  แต่ในที่นี้ใช้เพียง  “If you had”  เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำซ้ำ คือ  “Come” เนื่องจากได้กล่าวไปแล้วในประโยคแรก  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • If the art dealer _______________ the money, he would have bought the painting.

(ถ้าพ่อค้าศิลปะ ___________________________ เงิน  เขาก็คงจะได้ซื้อภาพวาดไปแล้ว)

(แต่ความจริงก็คือว่า  พ่อค้าไม่มีเงิน  เขาก็เลยไม่ได้ซื้อภาพวาด)

(a) has

(b) had had    (มี)

(c) had

(d) would have

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือการสมมติเรื่องในอดีตที่มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค 

                                ตัวอย่างที่ 

  • When I had arrived at the market last night, I found that it was not open.  If I __________, I wouldn’t have bothered to drive over there.

(เมื่อผมไปถึงตลาดเมื่อคืนวาน  ผมพบว่ามันปิด  (ทั้งนี้)  ถ้าผม _________________ ผมคงจะไม่ยุ่ง (เดือดร้อน) กับการขับรถไปที่นั่น)

(a) know

(b) known

(c) would know

(d) had known    (ได้รู้)  (ว่าตลาดปิดเมื่อคืน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต)  (เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค)  ทั้งนี้  ข้อความในประโยค  คือ  “ถ้าผมรู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืนวาน  ผมคงไม่ขับรถไปที่นั่น”  แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืน  ผมจึงขับรถไปที่นั่น” 

                              ตัวอย่างที่ 

  • Nancy ______________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ __________________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  If clause” แบบที่  ๓  ได้แก่

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลังการสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้ คืออนุประโยค  “If + Subject + Had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง  3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ   แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น   ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต  เช่น

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                      จะเห็นว่าใน  “If clause”  มี  “Had” 2  ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb  ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ   “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

          สรุป   -   ใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)   จะเป็นรูป  “Past perfect” {Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Subject + Would (Should, Could, Might) + (Not) + Have + Verb 3}   จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้  ให้ได้

 

2. It’s so dark in here.  You’d better be careful, _________________ you should stumble.

(มันมืดมากเลยในที่นี้  คุณควรระมัดระวัง ____________ คุณ (อาจ) เดินสะดุด-ก้าวพลาด)

(a) unless    (ถ้า........................ไม่)

(b) so that    (เพื่อที่ว่า)

(c) lest    (โดยเกรงว่า, เพื่อไม่ให้)

(d) as a result    (ผลที่ตามมาคือ)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Lest”  จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

A: “The doctor told him to stop taking drugs ______________ he should suffer brain damage.”

(หมอบอกเขาให้เลิกกินยาเสพย์ติด _________________ เขา (อาจ) ได้รับอันตรายทางสมอง)

B: “I don’t think he’ll listen.”

(ผมไม่คิดว่าเขาจะฟัง (ที่หมอบอก) หรอก)

(a) unless    (ถ้า...................ไม่)

(b) nevertheless    (อย่างไรก็ตาม)

(c) in order that    (เพื่อที่ว่า)

(d) lest    (โดยเกรงว่า, เพื่อไม่ให้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Lest”   จากประโยคข้างล่าง

  • We watched all night lest the bandits should return.

(เราเฝ้าดูตลอดทั้งคืน  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) พวกโจรจะกลับมา)

  • I had to grab the iron rail at my side lest I slipped off.

(ผมจำเป็นต้องเกาะราวเหล็กข้างตัวเอาไว้  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) ผมจะลื่นล้ม)

  • He was extra polite to his superiors lest something adverse might be written into his records.

(เขาสุภาพเป็นพิเศษกับผู้บังคับบัญชา  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) บางสิ่งบางอย่างในทางลบ  อาจถูกเขียนลงไปในประวัติของเขา)

 

3. The students wished they ______________________________________ to the party.

(นักเรียนปรารถนาว่าพวกเขา ____________________________________ ไปงานเลี้ยง)

(a) would be invited

(b) had been invited    (ได้รับเชิญ)

(c) might have been invited

(d) have been invited

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  อนุประโยคที่อยู่หลัง  “Wish” จึงต้องอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  แต่เนื่องจากข้อนี้ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  เพราะพวกเขา  “ได้รับเชิญ หรือ ถูกเชิญ”  จึงต้องอยู่ในรูป   “Subject + Had + Been + Verb 3” ดูเพิ่มเติมการใช้  “Wish”  จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • I wish I _______________________________________ to the cinema last night.

(ผมปรารถนาว่าผม ____________________________________ ดูหนังเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) went

(b) had gone    (ได้ไป)

(c) would go

(d) would have gone

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ในอดีต  (ไปดูหนังในคืนที่ผ่านมา)  (แม้ว่าจะปรารถนาในขณะนี้ก็ตาม)  จึงต้องใช้รูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  เรื่องนี้เป็นการใช้โครงสร้าง  “Past subjunctive

                                  ตัวอย่างที่ 

  • He wishes his wife ___________ spend so much time gossiping with the neighbors.

(เขาปรารถนาว่า  ภรรยาของเขา _________ ใช้เวลาอย่างมากมายซุบซิบนินทากับเพื่อนบ้าน)

(a) won’t

(b) wouldn’t    (จะไม่)

(c) shouldn’t

(d) weren’t

ตอบ   -   ข้อ    (b)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ในอนาคต  (ภรรยาจะไม่ใช้เวลาซุบซิบนินทาฯ)  ดูคำอธิบายการใช้  “Wish”  จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • I wish I ________________________________________________ as he does.

(ผมปรารถนา (ว่า) ผม ______________________________________ เหมือนที่เขาเล่น)

(a) can play

(b) play

(c) could play    (สามารถเล่น)

(d) will play

ตอบ    -   ข้อ  (c)  เนื่องจากอนุประโยค  (Subordinate clause)  ที่ตามหลัง  “Wish”  จะอยู่ในรูป  “Past subjunctive”  คือต้องอยู่ในรูป    “Past simple  หรือ Past perfect tense”  สำหรับข้อนี้ใช้  “Past simple tense”  (Could play)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน   

                                   ตัวอย่างที่  

  • Smith said, “I don’t speak English.”  His friend said, “I wish you ______________.”

(สมิธพูดว่า  “ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ”   (และ)  เพื่อนของเขาพูดว่า  “ผมปรารถนาว่า  คุณ  _______________)

(a) speak

(b) do

(c) did    (พูด)

(d) can

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Did”  แทน  “Spoke”  ต้องอยู่ในรูป  “Past tense” เนื่องจากเป็น  “Past subjunctive”  (ปรารถนาให้พูดภาษาอังกฤษในปัจจุบัน)  คือเป็นกริยาใน  “Clause”  ที่ตามหลัง  “Wish

                                    ตัวอย่างที่   

  • When I said that I wished I __________________ Italian, she told me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม___________________ ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ)

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  คือ  ได้รู้ภาษาอิตาเลียน  ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  คือ  ไม่รู้  ซึ่งโครงสร้างแบบนี้  เรียกว่า  “Past subjunctive”   จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”  (ในข้อนี้  เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต  แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เรียน)

                                 ตัวอย่างที่  

  • I wish I ________________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน __________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ ปรารถนาว่าได้พบกับเธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ  ซึ่งเป็นเรื่องในอดีต  แต่จริงๆ แล้วมิได้พบ)   จึงต้องใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”  ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น 

  • He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง คือ ไม่ได้รับโอกาส)

                                 ตัวอย่างที่  

  • I wish you _______________________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _________________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been    (อยู่)

(d) would have been

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)  

                                   ตัวอย่างที่  

  • I wish I _________________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม ________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -   ข้อ   (cเนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)แต่ในความเป็นจริงคือ    “ผมมิได้เรียนภาษาเยอรมัน ตอนเป็นนักเรียน”

                                    ตัวอย่างที่  

  • I wish today ______________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

© being

(d) were    (เป็น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)และข้อนี้เป็นการปรารถนาในปัจจุบัน  (ให้วันนี้เป็นวันหยุด)  จึงต้องใช้รูป  “Subject + Wish + (That) + Subject + Verb 2”  (และในกรณีกริยาเป็น  “Verb to be” ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว)  แต่   “That”  มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”  โดยมีหลัก  คือ

                                    ๑. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้  “Verb เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be”  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

  • I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้)  (แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้มา)

  • She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ)  (แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

  • I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  -  ในขณะนี้)  (แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • I wish I had had a bigger house (last year).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  -  เมื่อปีที่แล้ว)  (แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้  -  ในขณะนี้)  (แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

                                     ๒. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Past perfect” (Had + Verb 3)  เช่น

  • I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

                                      ๓. ถ้า  “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น “Would”  “Should”  “Could”  “Might”  ความหมาย คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา    หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

  • I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้)  (แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)  (แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า)  (แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                     ๔. อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Wish”   แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครงสร้าง  “Wish + To + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริง  หรือไม่เป็นจริงก็ได้   เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                                      ๕. สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ   “Wish + กรรม + Noun”  มีความหมาย  คือ   “ขออวยพรให้”   เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

4. She acts as if she ____________________________________________ his fiancée.

(เธอแสดงตัวประหนึ่งว่า (ราวกับว่า) เธอ __________________________ คู่หมั้นของเขา)

(a) be

(b) is

(c) was

(d) were    (เป็น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากอนุประโยคที่ตามหลัง  “As if, As though”  (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จะอยู่ในรูป  “Past simple tense, Past perfect tense”  แล้วแต่ว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน หรืออดีต  สำหรับกรณีเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  (เช่นในข้อนี้)  และกริยาเป็น  “Verb to be”  ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  ทั้งนี้  มีลักษณะการใช้เช่นเดียวกับ  “Wish”  เราเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “As if, As though”  จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • He acted as though he _____________________________________ a mad man.

(เขาทำราวกับว่า  (ประหนึ่งว่า) เขา ____________________________________ คนบ้า)

(a) is

(b) was

(c) were    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน)

(d) had been    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต)

(e) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบาย  “As though, As if”   (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่         {จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)}

(1) Despite its size, a whale can swim (2) as it (3) were (4) almost weightless

(ทั้งๆที่ขนาด (ใหญ่โต) ของมัน  ปลาวาฬสามารถว่ายน้ำได้ราวกับว่า (ประหนึ่งว่า)  มันเกือบจะไร้น้ำหนัก)

ตอบ   -    ข้อ  ๒  แก้เป็น   “as if  หรือ  as though”  เพราะมีความหมายว่า  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”  และต้องตามด้วย  “Past simple tense” (Verb 2)  (ถ้าใช้ในความหมายปัจจุบัน  และต้องใช้   “Were”  กับประธานทุกตัวในกรณีของ  “Verb to be”)   สำหรับในกรณีที่ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  ให้ใช้  “Past perfect tense” (Had + Verb 3)   อนึ่ง  ที่ต้องใช้รูป  “Past simple” (Verb 2)  หรือ “Past perfect” (Had + Verb 3)  หลัง “As if, As though”  เนื่องจากเป็นเพียงการเปรียบเทียบว่า  “ราวกับว่าเป็นเช่นนั้น, ประหนึ่งว่าเป็นเช่นนี้”  ซึ่งมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ  หรือตรงข้ามกับความเป็นจริง  เหมือนกับการใช้  “Wish”  โดยเราเรียกการใช้โครง สร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive” 

                                   ตัวอย่างที่  

  • He spends his money _____________________ though he were a very rich man.

(เขาใช้จ่ายเงิน _______________ เขาเป็นคนที่ร่ำรวยมาก)  (แต่จริงๆแล้วมิได้เป็นคนรวย)

(a) so much

(b) as    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(c) very little

(d) (No word is needed.)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “As though”  หรือ  “As if”  หมายถึง  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”  โดยในกรณีนี้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  (สังเกตจากกริยา “spends”)  จึงใช้  Were”  กับประธาน  “He”  ในประโยคย่อย  แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ในอดีต  ต้องเปลี่ยนเป็น  “Had been” (……as though he had been a………..)  ตัวอย่างประโยคอื่นๆ  ได้แก่

  • He acts as if he were a millionaire.   (เป็นปัจจุบัน)

(เขาทำตัวราวกับว่าเขาเป็นเศรษฐี – ปัจจุบัน)  (แต่จริงแล้วไม่ได้เป็น)

  • He acted as though he had been a millionaire.  (เป็นอดีต)

(เขาทำตัวราวกับว่าเป็นเศรษฐี – ในอดีต)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • The boy plays with his toy as if it were a living thing.  (เป็นปัจจุบัน)

(เด็กคนนั้นเล่นกับของเล่น  ราวกับว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต  -  ในปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิต)

  • He says as though he loved her.   (เป็นปัจจุบัน)

(เขาพูดราวกับว่าเขารักเธอ  -  ในปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้รัก)

  • I saw it a long time ago, but I remember it as though I had seen it yesterday.   (เป็นอดีต)

(ผมเห็นมันเมื่อนานมาแล้ว  แต่ผมจำมันได้  ราวกับว่า  ผมเห็นมันเมื่อวานนี้ – เป็นอดีต)  (จริงๆแล้ว  ไม่ได้เห็นเมื่อวานนี้)

 

5. Bangkok, __________________________ is the capital of Thailand, is over populated.

(กรุงเทพฯ _________________ เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย  มีประชากรมากเกินไป)

(a) which    (ซึ่ง)

(b) what

(c) that

(d) where

 

6. In the 1970’s, many governments’ efforts to curb (เคิ้ร์บ) inflation were unsuccessful.   

(ในช่วงทศวรรษ  ๑๙๗๐  ความพยายามของรัฐบาลของหลายประเทศที่จะ    ควบคุม-ระงับ-เหนี่ยวรั้ง    ภาวะเงินเฟ้อ  ไม่ประสบความสำเร็จ)

(a) resist    (ต้านทาน, ต่อต้าน, แข็งข้อ)

(b) induce    (ชักจูง, ชักนำ, ชักชวน, เหนี่ยวนำ, ทำให้เกิดขึ้น, พิสูจน์หาความจริงด้วยการสังเกตข้อเท็จจริง)

(c) nurture    (เน้อร์-เชอะ)  (สนับสนุน, เลี้ยง, บำรุง, ถนอม, ทะนุถนอม, ฝึกฝน, ให้การศึกษา, อาหาร, เครื่องบำรุง, การบำรุง)

(d) control    (ควบคุม, ยับยั้ง, บังคับ, มีอำนาจเหนือ)

 

7. The president appears to have been in earnest (เอิ๊ร์น-นิสท) when he promised to try to balance the national budget. 

(ท่านประธานาธิบดีดูเหมือนว่าได้    เอาจริงเอาจัง-มุ่งมั่น    เมื่อเขาสัญญาว่าจะพยายามทำให้งบประมาณของชาติมีความสมดุล)

(a) dreaming    (ฝัน)

(b) joking    (ล้อเล่น, พูดเล่น, พูดตลก, ทำตลก, เล่นตลก)

(c) serious    (จริงจัง, เอาจริงเอาจัง, ไม่ล้อเล่น, ไม่เหลาะแหละ, สำคัญ, สาหัส, ร้ายแรง)

(d) lying    (พูดโกหก)

 

8. The boy had looked up to his older brother all his life.

(เด็กชายคนนั้น    ยกย่อง-ชื่นชม-เคารพ-ให้เกียรติ-ถือเป็นตัวอย่างที่ดี    (ใน) พี่ชายของเขาตลอดชีวิต)

(a) despised    (ดูถูก, ดูหมิ่น, เหยียดหยาม)

(b) admired    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(c) safeguarded    (ปกป้อง, คุ้มครอง, เฝ้าระวัง)

(d) conjectured    (เดา, ทาย, คาดคะเน, การเดา, การทาย, การคาดคะเน)

 

9. In this city, there are many private schools all ______________________ are famous.

(ในเมืองนี้  มีโรงเรียนเอกชนจำนวนมาก _____________________ ทั้งหมดล้วนมีชื่อเสียง)

(a) of that

(b) of which    (ซึ่ง)

(c) that

(d) which

 

10. The box _____________________________________________ cost a lot of money.

(กล่อง ____________________________________________________ มีราคาแพง)

(a) which lid you painted

(b) whose lid you painted    (ซึ่งคุณทาสีฝาปิดของมัน)

(c) you painted the lid

(d) its lid you painted

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ  (ฝาปิดของมัน)  จึงต้องใช้  “Whose

 

11. I couldn’t find the scissors.  Where _______________________________________?

(ผมหากรรไกรไม่เจอ  ____________________________________________ ที่ไหน)

(a) they are

(b) is it

(c) are they    (มันอยู่)

(d) it is

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Scissors” (กรรไกร)  ถือเป็นคำนามพหูพจน์  และต้องแทนด้วยสรรพนาม  “They” สำหรับเครื่องมือชนิดอื่นๆ  ที่ต้องใช้เป็นคู่หรือประ กอบด้วย  ๒  ส่วน ซึ่งจะต้องอยู่ในรูปพหูพจน์   และใช้กับกริยาแบบพหูพจน์   ได้แก่   scissors  (กรรไกร),  glasses (eyeglasses) (แว่นตา),  spectacles  (แว่นตา),  tongs (ปากคีบ, คีม),  chopsticks  (ตะเกียบ),  pincers  (คีม),  pliers  (คีมปากยาว), dividers  (วงเวียน),  sheers  (กรรไกรตัดต้นไม้),  calipers  (callipers)  (วงเวียนใช้วัด)    เป็นต้น

                                     นอกจากนั้น   เครื่องแต่งกายที่ต้องใช้ในรูปพหูพจน์เสมอ   คือ  shorts (กางเกงขาสั้น),  trousers  (กางเกงขายาว),  pants  (กางเกง, กางเกงชั้นใน – ของผู้หญิงหรือเด็ก),  panties  (กางเกงชั้นในของผู้หญิงหรือเด็ก),  clothes  (เสื้อผ้า), breeches  (กางเกงขี่ม้า),  pajamas  (pyjamas) (เสื้อกางเกงชุดนอน)   เป็นต้น

 

12. Could you please fill out the application forms that I __________________ for me?

(คุณช่วยกรุณากรอกข้อความในใบสมัครที่ผม ___________ ให้ผมหน่อย  ได้ไหมครับ)

(a) left it on your desk

(b) left them on your desk

(c) left on your desk    (ทิ้งไว้บนโต๊ะของคุณ)

(d) leave on your desk

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Left”  (Leave, Left, Left)  เพราะกระทำผ่านมาแล้ว  แต่ไม่ต้องใช้  “Them”  เนื่องจากมี   “That”  ทนอยู่แล้ว

 

13. The subject _____________________________ my son is interested is mathematics.

(วิชา ___________________________________ ลูกชายของผมสนใจ  คือคณิตศาสตร์)

(a) which

(b) that

(c) for which

(d) in which    (ซึ่ง, ที่)   

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากข้อความ  “My son is interested in mathematics.”  มื่อจะสร้างอนุประโยคขยาย  “วิชา”  จะต้องเอา “In”  ติดมาด้วย

 

14. You need my help, _________________________________________________?

(คุณต้องการความช่วยเหลือของผม, _____________________________________ )

(a) need you

(b) needn’t you

(c) don’t you    (ใช่ไหม)

(d) isn’t it

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Need”  (ต้องการ)  เป็นกริยาธรรมดาตัวหนึ่ง  เมื่อจะสร้างประโยคคำถาม หรือปฏิเสธ  จะต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)    ช่วย

 

15. The death of her husband was a calamity which left Mrs. Cynthia numb.  

(ความตายของสามีเธอเป็น    ความหายนะ-เคราะห์ร้าย-ภัยพิบัติ    ซึ่งทิ้งให้มิสซิสซินเธีย  มึนงง-ทำอะไรไม่ถูก)

(a) beneficiary    (ผู้ได้รับประโยชน์)

(b) disaster    (ดิ-ซาส-เทอะ)  or great misfortune   (ความหายนะ, ความล่มจม, ภัยพิบัติ  หรือ  โชคไม่ดีอย่างยิ่ง)

(c) probity    (โพร้  หรือ  พร้อบ-บิ-ที่)  (ความซื่อสัตย์, ความซื่อตรง, ความตรงไปตรงมา)

(d) tycoon    (ไท-คู่น)  (นักธุรกิจที่ร่ำรวยและมีอิทธิพลมาก)

 

16. Because of lack of money, the sweetness of their matrimony turned sour.  

(เนื่องมาจากความขาดแคลนเงิน  ความหวานของ    การแต่งงาน-พิธีแต่งงาน    ของเขา (ทั้ง ๒) ได้กลายเป็น  เปรี้ยว-บูด-ไม่มีรสชาติ-ไม่สมใจ)

(a) marriage    (แม้ร์-ริจ) or married (แม้-รี่ด) life   (การแต่งงาน  หรือ  ชีวิตแต่งงาน)

(b) optimism    (การมองโลกในแง่ดี)

(c) dilemma    (ดิ-เล้ม-ม่ะ)  (สถานการณ์ที่ลำบาก, สภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หรือ หนีเสือปะจรเข้, ปัญหาที่ลำบาก)

(d) plagiarism    (เพล้-เจีย-ริ-ซึ่ม)  (การขโมยคัดลอกผลงานหรือบทประพันธ์, สิ่งที่ขโมยคัดลอกมา)

 

17. The ambush became a tragedy for those who attempted it because they were all killed.  

(การซุ่มโจมตี-การคอยดักทำร้าย    กลายเป็นโศกนาฏกรรม-เรื่องเศร้า  สำหรับบุคคลผู้พยายามจะทำมัน  เพราะว่าพวกเขาถูกฆ่าตายทั้งหมด)  (คือ  ทำไม่สำเร็จและถูกฆ่าตาย)

(a) cannibalism    (การกินเนื้อมนุษย์, การกินเนื้อสัตว์พวกเดียวกัน)

(b) scapegoat    (แพะรับบาป)

(c) surprise attack, attack after hiding and waiting    (การลอบโจมตีอย่างไม่คาดคิด, การจู่โจมหลังจากหลบซ่อนและรอคอย (คือลอบโจมตี-ลอบทำร้าย)

(d) distortion    {การบิดเบือน (ข้อมูล, ข้อเท็จจริง)}

 

18. I _____________________________________________ with the result of my exam.

(ผม__________________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied     (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ  -  ข้อ   (c)    ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภท “Satisfy, Excite, Interest, Disappoint, Please, Attract, Frighten, etc.” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  

  • I am _______________________________________ in science, not in English.

(ผม ______________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested     (มีความสนใจ)

(d) to interest     (ทำให้สนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                  ตัวอย่างที่  

  • He is ____________________________________________________ a house.

(เขา _________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting      (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                    ตัวอย่างที่  

  • It will take me quite some time to get him _________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา _________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested     (มีความสนใจ)

(d) interesting      (น่าสนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                   ตัวอย่างที่  

  • The little girl was very ____________  when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _____________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited     (รู้สึกตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ)

หมายเหตุ  –  ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “Surprising” เนื่องจาก “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป  “Is (are, was, were) surprising” จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “Is (am, are, was, were) surprised”  จะมีความหมายว่า  “มีความรู้สึกประหลาดใจ”  ดังตัวอย่างประโยค เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                         คำกริยาประเภทเดียวกับ “Surprise” ได้แก่

satisfy – ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint – ทำให้ผิดหวัง

attract – ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse – ทำให้สนุกหรือขบขัน

please – ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy – ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse – ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise – ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass – ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle – ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate – ทำให้โกรธ

astonish – ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate – ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify – ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                                          กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

                                     ๑. ถ้าใช้ในรูป“Subject + verb + object”จะมีความหมายว่า “ทำให้”  คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.  (past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.  (past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.   (present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.   (present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                     ๒. ถ้าใช้รูป “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ing}หรือ  (Verb +ing + noun)  มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม  “ing”  พวกนี้  ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลังVerb to be” หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.  (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.   (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing.   (past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.   (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.   (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ”  เหมือนกับประโยค  He is walking. (เขากำลังเดิน)present continuous tense}

                                      ๓. ถ้าเติม  “Ed” ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆ ก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ..........”  แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า  “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

  • We are interested in German.(present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.   (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.   (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.   (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

19. ______________________________________________________ to catch the train.

(_____________________________________________________ ที่จะไปทันรถไฟ)

(a) He did not run enough fast

(b) He ran not fast enough

(c) He did not run fast enough    (เขาวิ่งไม่เร็วพอ)

(d) He ran not enough fast

ตอบ  -    ข้อ   (c)   กริยา  “Run”  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ  จะต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  และ  “Enough”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์   ต้องขยายข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective) (good enough – ดีพอ, quick enough – เร็วพอ, cold enough – หนาวพอ, big enough – ใหญ่พอ, small enough – เล็กพอ, brave enough – กล้าหาญพอ)  หรือ หลังกริยาวิเศษณ์  (Adverb) (quickly enough – อย่างรวดเร็วพอ, slowly enough – อย่างเชื่องช้าพอ, carefully enough, well enough, attentively enough – อย่างเอาใจใส่เพียงพอ)  แต่ขยายหน้าคำนาม  (enough money – เงินมากพอ, enough furniture – เฟอร์นิเจอร์มากพอ, enough information – ข้อมูลมากพอ, enough time – เวลามากพอ, enough knowledge – ความรู้มากพอ, enough people – คนมากพอ, enough men – คนมากพอ,  enough cars – รถยนต์มากพอ, enough homes - บ้านมากพอ, enough participants – ผู้เข้าร่วมมากพอ)

 

20. He came into the room with a big book _____________________________ his arm.

(เขาเข้ามาในห้องพร้อมด้วยหนังสือเล่มใหญ่หนีบอยู่ _______________________ รักแร้)

(a) in

(b) under    (ใต้)

(c) on

(d) beside   (ข้างๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “under his arm”  หมายถึง  “หนีบอยู่ใต้รักแร้  แต่ถ้าต้อง การบอกว่า  “อยู่ในมือ”  ใช้   “in his hand”  สำหรับวลีที่ใช้กับ “Under”  ได้แก่   “under age”(อายุน้อยเกินไป, ยังไม่โตพอ, ยังไม่บรรลุนิติภาวะ), “under arrest” (ถูกจับกุมโดยตำรวจ),  “under cover” (ภายใต้กำบัง, อย่างซ่อนเร้น, อย่างปิดบังอำพราง), (The prisoners escaped under cover of darkness. – นักโทษหลบหนีไปภายใต้กำบังของความมืด หรือ โดยซ่อนเร้นไปกับความมืด)  “under fire” (ถูกยิงหรือถูกโจมตี, ถูกโจมตีด้วยอาวุธปืนหรือคำพูด),  “under one’s breath” (ในแบบกระซิบ, ด้วยเสียงที่แผ่วเบา),  (I told Jim the news under my breath, but Tom overheard me.  –  ผมบอกข่าวแก่จิมด้วยเสียงที่แผ่วเบาหรือแบบกระซิบ  แต่ทอมแอบได้ยินผมพูด), “under one’s nose  (= under the nose of)”   อยู่ในสายตา, เห็นอยู่ตำตา, ต่อหน้าต่อตา,  อยู่ในที่ที่สามารถมองเห็นหรือสังเกตเห็นได้ง่าย, (The thief walked out of the museum with the painting, right under the nose of the guards. – เจ้าขโมยเดินออกไปจากพิพิธภัณฑ์พร้อมกับภาพวาด  ต่อหน้าต่อตา รปภ. เลยทีเดียว  -   โดยที่ รปภ. ไม่เห็น),  “under one’s wing”  (ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ หรือปกป้องคุ้มครองของ,  “under the circumstances  (= in the circumstances)”  (ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่, ในสภาวะปัจจุบัน, ตามที่สิ่งต่างๆเป็นอยู่),  “under the sun”  (บนโลกนี้, ในโลกนี้  -  ใช้เพื่อแสดงการเน้น), (The President’s assassination shocked everyone under the sun.    การลอบสังหารท่านประธานาธิบดีทำให้ทั้งโลกตกตะลึง), (Where under the sun could I have put my purse?  –  ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ที่ไหนบนโลกนี้), “under the counter”  (แอบซื้อหรือขายกันอย่างลับๆ  –  เปรียบเหมือนใต้เคาน์เตอร์), (The liquor dealer was arrested for selling beer under the counter to teenagers.  –  คนขายสุราถูกตำรวจจับเพราะขายเบียร์ให้เด็กวัยรุ่นอย่างผิดกฎหมาย   -   คือลักลอบขาย),  “under the table”  (ใต้โต๊ะ),  “under the bench”  (ใต้ม้านั่ง),  “under the blanket”  (ใต้ผ้าห่ม หรือห่มผ้าห่ม),  “under the earth (the ground)”  (ใต้ดิน),  “under the sea”  (ใต้ทะเล),   “under difficult circumstances”  (ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก), “China under Chairman Mao”  (จีนภายใต้การปกครองของประธานเหมา), “Vietnam under communist rule”  (เวียดนามภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์),  “under capitalism”  (ภายใต้ระบอบทุนนิยม),  “under repair” (กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม),  “under investigation” (กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน-สอบสวน),  “under construction”  (กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง),  “under discussion”  (กำลังอยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกัน), “under supervision”  (ภายใต้การกำกับดูแล)  “under cultivation” (กำลังอยู่ระหว่างการเพาะปลูก),  “under surveillance” (อยู่ภายใต้การสอดส่องดูแล-สำรวจตรวจตรา),  “under attack”  (ถูกโจมตี),  “under guard” (ได้รับความคุ้มครอง),  “under suspicion” (ถูกระแวงสงสัย),  “under his influence”  (ภายใต้อิทธิพลของเขา),  “under the impression” (มีความประทับใจ),  “under the assumption”  (มีหรือภายใต้ข้อสมมติฐาน),  “under pressure”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความกดดัน),  “under stress” (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความเครียด),  “under immediate threat”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับการคุกคาม-อันตรายโดยตรง),  “under treatment”  (ได้รับการเยียวยารักษา),  (He is under treatment for an ulcer.)  –   (เขากำลังได้รับการเยียวยารักษาแผลพุพอง-เน่าเปื่อย),  “under his real name”  (เขียนหนังสือ) โดยใช้ชื่อจริง  -  มิได้ใช้นามแฝงหรือชื่อคนอื่น),  “land under cash crops”  (ที่ดินที่กำลังใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจ),  “He studied under Professor Thomas.”  (เขาเรียนภายใต้การสอนโดยอาจารย์โทมัส),  “John worked under his supervisor.” (จอห์นทำงานภายใต้การสอนหรือกำกับของผู้ควบคุมดูแลของเขา),  “I’ve got two clerks under me in my section.”  (ผมมีเสมียนเป็นลูกน้อง  ๒  คนในแผนก),  “children under 12”  (เด็กอายุต่ำกว่า  ๑๒),  “expenditure under $ 10 million”  (ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า  ๑๐  ล้านเหรียญ),   “under retirement age”  (อายุต่ำกว่าวัยเกษียณ  คือ ต่ำกว่า  ๖๐  ปี)  เป็นต้น

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้