หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 303)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Last night, in a radio address, the President urged us _________________ to the Red Cross.

(เมื่อคืนที่ผ่านมา  ในคำกล่าวทางวิทยุ  ท่านประธานาธิบดีกระตุ้นให้พวกเรา ______ ให้กับกาชาด)

(a) subscribe

(b) subscribing

(c) that we subscribe

(d) to subscribe    (บริจาค, ช่วยเหลือ, บอกรับเป็นสมาชิก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Urge + กรรม + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกันจากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • I told my daughter ______________________ good care of herself while she was away.

(ผมบอกลูกสาวของผม (ให้) ______________ ตนเองเป็นอย่างดี  ในขณะที่เธอออกไปข้างนอก)

(a) taking

(b) to take    (“Take care”  =  ดูแล)

(c) she will take

(d) that she take

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Subject + Tell + กรรม + To + Verb 1”  (I told my daughter to take……………)  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Tell”   ในประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • The teacher permitted him __________________________________ by himself.

(ครูอนุญาตให้เขา _________________________ ด้วยตัวของเขาเอง)  (คือ  คิดตามลำพัง)

(a) to thinking

(b) to think    (คิด)

(c) think

(d) thinking

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจาก  “Subject + Permit + กรรม + To + Verb 1

                                  ตัวอย่างที่ 

  • The workers are all gone.  Because of the bad weather, the boss permitted them _________________ early.

(คนงานไปกันหมดแล้ว  เนื่องจากอากาศเลว  เจ้านาย (หัวหน้า) อนุญาตให้พวกเขา _____________________ แต่เนิ่นๆ)

(a) leave

(b) to leaving

(c) to be going

(d) to leave    (ออกจากที่ทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ตามโครงสร้าง   “Subject + Permit + กรรม + To + Verb 1

                                   ตัวอย่างที่ 

  • I want you _______________________________ on an errand for me tomorrow.

(ผมต้องการให้คุณ _____________________________________ ทำธุระให้ผมวันพรุ่งนี้)

(a) go

(b) to do

(c) to go    (ไป)

(d) going

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Want + กรรม + To + Verb 1”  และ  Go on an errand” =  ปทำธุระ 

                                 ตัวอย่างที่ 

  • We don’t allow anyone ___________________________________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม ______________________________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim   (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Allow + กรรม + To + Verb 1

                                   ตัวอย่างที่  

  • He told one of the men ________________________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ ___________________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -    ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Subject + Tell + กรรม  + To + Verb 1”  กล่าวคือ   กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้   จะต้องเป็นรูป  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  เสมอ  ได้แก่  “Expect, Want, Cause,  Force,  Compel,  Invite,  Advise,  Instruct, Persuade,  Allow,  Permit,  Encourage,  Press,  Warn,  Order,  Request,  Tempt,  Teach,  Tell,  Oblige”   ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

  • She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

  • They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

  • The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

  • I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

  • he taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

  • We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

  • The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

  • She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

  • The manager advised his staff to work harder.

(ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

                                   ในกรณีเป็นประโยคปฏิเสธ  ให้ใส่  “Not”  ไว้หน้า  “To + Verb 1”  (Not + To + Verb 1)   เช่น

  • She asked me not to arrive late.

(เธอขอร้องผมมิให้มาสาย)

  • He told her not to go out at night.

(เขาบอกเธอมิให้ออกไปข้างนอกเวลากลางคืน)

  • We forced him not to resign from his work.

(เราบังคับเขามิให้ลาออกจากงาน)

  • She expects him not to fail again.

(เธอคาดหวังเขาว่าจะไม่ล้มเหลวอีกหน)

 

2. We all realize ________________________________________________________.

(เราทุกคนตระหนัก (ว่า) ________________________________________________ )

(a) how difficult is the university entrance examination

(b) how the university entrance examination is difficult

(c) how difficult the university entrance examination is    (การสอบเข้ามหาวิทยาลัยยากเย็นเพียงไร)

(d) how is the university entrance examination difficult

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Realize”  จึงต้องเรียงโครงสร้างแบบประโยคบอกเล่า  คือ  “How + Adjective + Subject + Verb”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • I can see how happy she is.

(ผมสามารถเห็นได้ว่าเธอมีความสุขเพียงไร)

  • We could feel how hot the room was.

(เราสามารถรู้สึกได้ว่าห้องร้อนเพียงไร)

  • They understand how expensive the new car is.

(พวกเขาเข้าใจว่ารถคันใหม่แพงเพียงไร)

 

3. ___________ cell’s nucleus is removed or destroyed, the entire cell disintegrates and dies.

(______________ นิวเคลียสของเซลถูกกำจัดหรือทำลายไป  เซลทั้งหมดจะสลายตัวและตาย)

(a) A

(b) If a    (ถ้า)

(c) That a

(d) When it is

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “When a”  ก็ได้

 

4. ____________________ a professor of physics at Massachusetts Institute of Technology, Edward Charles Pickering established the first physics laboratory in the United States.

(_______________________ เป็นศาสตราจารย์ทางฟิสิกส์ที่เอ็มไอที  เอดเวิร์ด ชาร์ลส  พิคเคอริ่ง  ได้ก่อตั้งห้องปฏิบัติการด้านฟิสิกส์แห่งแรกในสหรัฐฯ)

(a) He was

(b) After

(c) While    (ในขณะที่)

(d) Because he

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “While he was a professor of…………..”

 

5. The fire which broke ____________________ in a theater last night caused tremendous loss of both lives and properties.

(ไฟไหม้ซึ่ง ______________________ ในโรงหนังเมื่อคืนวาน  ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมโหฬารทั้งชีวิตและทรัพย์สิน)

(a) down    (“Break down”  =  (เครื่องจักร, เครื่องใช้ไฟฟ้า) ชำรุด, เสีย, ไม่ทำงาน)

(b) off    (“Break off”  =  ตัดความสัมพันธ์ทางการทูต)

(c) out    (“”Break out”  =  (ไฟ, สงคราม, โรคระบาด, การทะเลาะวิวาท) เกิดขึ้น)

(d) up    (“Break up”  =  (คู่รัก) ตัดความสัมพันธ์, เลิกคบ, เลิกรากันไป)

 

6. My roommate has some lunatic (a) ideas about changing the world.

(เพื่อนร่วมห้องพักของผมมีความคิด    บ้า-วิกลจริต-วิปลาส    เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโลก)

(a) bizarre    (แปลก, ประหลาด, พิกล)

(b) pessimistic    (มองโลกในแง่ร้าย)

(c) insane or extremely foolish    (บ้า-วิกลจริต  หรือ โง่อย่างยิ่ง)

(d) patriotic    (รักชาติ)

 

7. The bad weather seriously impedes (v) the army’s advance.

(อากาศที่เลวร้าย    ขัดขวาง-เป็นอุปสรรค-สกัดกั้น-หน่วงเหนี่ยว    อย่างรุนแรงต่อการรุกคืบหน้าของกองทัพ)

(a) forces    (บังคับ)

(b) facilitate    (ทำให้สะดวก, ทำให้ง่าย, ทำให้ราบรื่น)

(c) obstruct    (ขัดขวาง, เป็นอุปสรรค, หน่วงเหนี่ยว)

(d) fascinate    (ทำให้หลงใหล, เป็นที่จับจิตจับใจแก่)

 

8. Many people who want warm coats can buy fake (a) furs.

(ผู้คนจำนวนมากที่ต้องการเสื้อคลุม-เสื้อนอกที่อบอุ่น  สามารถซื้อเสื้อผ้าที่ทำด้วยหนังขนสัตว์อ่อนนุ่มที่    ปลอม-เทียม-ของปลอม-ของเทียม)

(a) costly    (มีราคาแพง)

(b) heavy    (หนา, หนัก)

(c) inexpensive    (ไม่แพง)

(d) imitation    (ของปลอม, ของเทียม, การเลียนแบบ, การลอกเลียน, การเอาอย่าง, ของเลียนแบบ)

 

9. He wanted me to go shopping with him because he wanted me to help him pick __________ some shoes.

(เขาต้องการให้ผมไปซื้อของกับเขา  เพราะว่าเขาต้องการให้ผมช่วยเขา ________ (ซื้อ) รองเท้า)

(a) out    (“Pick out”  =  เลือก)

(b) up    {“Pick up”  =  หยิบขึ้นมา (หูโทรศัพท์, หรือจากพื้น), ไปรับ (ที่สนามบิน, บ้าน)}

(c) in

(d) at

 

10. We don’t have to offer Mr. Jones a drink because he looks _________________________.

(เราไม่จำเป็นต้องเสนอเครื่องดื่มให้แก่มิสเตอร์จอห์น  เพราะว่าเขามีท่าทาง-อาการ ___________ )

(a) real comfortable

(b) comfortable    (สบายดี)

(c) comfortably

(d) so comfortably

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจาก  “Look”  เมื่อหมายถึง  “มีลักษณะท่าทาง, มีอาการ”  ต้องตามด้วย  “คำคุณศัพท์”  (Adjective) มิใช่กริยาวิเศษณ์ (Adverb)  สำหรับข้อนี้อาจตอบ  “Really comfortable”  (สบายดีอย่างแท้จริง)  ก็ได้ ดูเพิ่มเติมคำประเภทเดียวกับ  “Look”  จากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • I don’t think she is very suitably dressed.  She looks extremely ____________ to me.

(ผมไม่คิดว่าเธอแต่งตัวได้เหมาะสมมากนัก  เธอมีท่าทาง ___________ อย่างมากสำหรับผม)

(a) commonly

(b) common    (ธรรมดา, สามัญ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) commonness    (ความเป็นธรรมดาสามัญ, ความพร้อมกัน-ร่วมกัน-เหมือนกัน)  (เป็นคำนาม)

(d) being common

ตอบ   -   ข้อ    (b)   หลังคำกริยา  “Look”  เมื่อหมายถึง  “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทนี้จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • The mother looked _________________________________ at her naughty child.

(แม่มอง ____________________________________________ ที่ลูกผู้ซุกซนของเธอ)

(a) anger

(b) angry

(c) angrily    (อย่างโกรธเคือง)

(d) angered

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ขยายกริยา  “Look at”  (จ้องมอง)  จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  แต่ถ้า  “Look”  หมายความว่า  “มีอาการ, มีลักษณะ, มีท่าทาง”  จะต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   ดังประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Let us _______________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง _______________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  

  • I ______________________________________ about his ability to do the work.

(ผม _______________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Feel + Adjective”  สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน   ได้แก่   “I have (a) doubt about………”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ......) และ  “I wonder about…………” (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ..........)  สำหรับกริยาตัวอื่นๆ  ที่ใช้แบบเดียวกับ   “Feel”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  

  • Everything looks __________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ ________________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความ หมายว่า   “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์ (Adverb)

                                  ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels __________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก _________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)   มิใช่  “Adverb”  เช่น  Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                                    ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells __________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น ______________________________________________ )

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Smell + Adjective”

                                 ตัวอย่างที่       {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

  • (1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพนกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะ  งุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ    แก้เป็น   “Awkward”  เนื่องจาก   “Seem + Adjective

                                   ตัวอย่างที่ 

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed ________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า ___________________ )

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry   (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า   “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”   คือช่วยเชื่อมระหว่าง  ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

 (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

 (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

 (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป   -    คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่  Be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  Become,  Seem  (ดูเหมือนว่า)Appear  (มีลักษณะท่าทาง)Feel  (รู้สึก)Get,  Grow,  Keep,  Look  (มีท่าทาง)Smell  (มีกลิ่น), Sound,  Taste  (มีรสชาติ)Turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ  เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • Her name sounds familiar to me.   (ชื่อของเธอฟังดูคุ้นๆหูผม)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)
  • She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

11. Today ___________________________________ seems more expensive than usual.

(ในปัจจุบัน __________________________________________ ดูเหมือนว่าแพงกว่าปกติ)

(a) most of everythings    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) most of everything    (ส่วนใหญ่ของทุกอย่าง)  (รูปนี้ไม่มีใช้  เพราะผิดหลัก ตรรก)

(c) almost everythings    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) almost everything    (เกือบจะทุกอย่าง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Everything”  เป็นเอกพจน์เสมอ  จึงไม่มีการเติม  “S”  ข้างท้าย

 

12. Our cat grew up to be larger than _____________________________________ cats.

(แมวของเราเติบโตขึ้นจนตัวใหญ่กว่าแมว _____________________________________)

(a) most    (ส่วนใหญ่)

(b) mostly

(c) the most

(d) most of

ตอบ   -   ข้อ   (a)   หรืออาจตอบ  “Most of the”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Most, The most, Almost, Mostly”  จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • ________________ social nesting birds that build their nests in trees and on cliffs.

( ____________ นกสร้างรังที่อยู่รวมกันเป็นฝูง  ซึ่งสร้างรังของตนบนต้นไม้และหน้าผาสูง)

(a) The most storks

(b) Most are storks

(c) Most storks are    (นกกระสาส่วนใหญ่เป็น)

(d) Storks most

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “Most of the storks are”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Most, Almost”  จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • ______________________________ people are not interested in classical music.

(ผู้คน ____________________________________________ ไม่สนใจในดนตรีคลาสสิค)

(a) Almost(เกือบจะ)

(b) Most of

(c) The most of

(d) Most    (ส่วนมาก, ส่วนใหญ่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “Most of the”  ก็ได้

                                ตัวอย่างที่  

  • _______________________________________ my students went to see that film.

(นักเรียนของผม __________________________________________ ไปดูหนังเรื่องนั้น)

(a) Most of the

(b) The most of

(c) Almost   (เกือบจะ)

(d) Most of   (ส่วนใหญ่, ส่วนมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

                                   ตัวอย่างที่  ๔

  • ________________________________________ would like to live peacefully.

(_____________________________________________ อยากจะดำรงชีวิตอย่างสันติ)

(a) Most of people

(b) The most of people

(c) Almost people

(d) Most people    (ผู้คนส่วนมาก  หรือ ส่วนใหญ่)

(e) Almost of people

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรือใช้   “Most of the people”  ก็ได้

                                  ตัวอย่างที่  

  • ________________________________ outside of the cities is used for farming.

(______________________ นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas    (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรือ  “Most area”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Area”  เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้  หมายถึง  “พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอา คาร, สาขาของวิชาความรู้”  สำหรับประโยคข้างบน  กริยา คือ  “is used”  จึงต้องใช้ “Area” แบบนามนับไม่ได้ คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ (a) และ (c)  จึงผิด  สำหรับความแตกต่างระหว่าง  “Most of the”  และ  “The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่           (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ ๑ ถึง ๔)

  • (1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4) from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็น สีดำ)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น   “most olives”  หรือ  “most of the olives” เนื่อง จากหมายถึง  “ผลมะกอกส่วนใหญ่”  สำหรับ  “The most”  ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวในการเปรียบเทียบ  “ขั้นสูงสุด”  (Superlative degree)  เช่น

  • the most important thing  (สิ่งสำคัญที่สุด)
  • the most expensive car  (รถยนต์ที่แพงที่สุด)
  • the most diligent student  (นักเรียนที่ขยันที่สุด)
  • the most difficult question (คำถามที่ยากที่สุด)
  • the most complicated problem(ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

                                 ตัวอย่างที่       (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ  ๑ – ๔)

  • (1) Almost visitors in New York City (2) spend their time (3) attending Broadway plays, visiting some of the museums, and (4) going shopping.

(ผู้ไปเยือน – นักท่องเที่ยว – กรุงนิวยอร์คส่วนใหญ่  ใช้เวลาของตนเข้าชมละครบรอดเวย์  ไปเยือนอนุสาวรีย์บางแห่ง  และไปชอปปิ้ง)

ตอบ   –   ข้อ   (1)   แก้เป็น  “Most”  หรือ   “Most of the”  เนื่องจากหมายถึง นักท่องเที่ยวส่วนมาก-ส่วนใหญ่”  ส่วน “Almost” หมายถึง “เกือบจะ”  ซึ่งใช้ดังนี้ คือ

  • He spent almost a month in China.

(เขาใช้เวลาเกือบ ๑ เดือนในจีน)

  • In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)

  • I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

  • Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

  • The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

  • He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน – แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

  • He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

                                     สำหรับ   “Mostly”  เป็นกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  “ส่วนมาก, ส่วนใหญ่, โดยทั่วไป, โดยธรรมดาแล้ว”  ดูจากประโยคข้างล่าง   

  • The men at the party were mostly young.

(ผู้ชายที่งานเลี้ยงเป็นคนหนุ่มเสียส่วนใหญ่)

  • She has had a very exciting career, mostly in Birmingham.

(เธอมีอาชีพที่น่าตื่นเต้นมาก  ส่วนใหญ่อยู่ในเมืองเบอร์มิงแฮม)

  • She was busy writing, poetry mostly.

(เธอยุ่งอยู่กับการเขียน  -  บทกวีเสียเป็นส่วนใหญ่)

  • Some snakes hunt mostly at night.

(งูบางชนิดออกล่าส่วนใหญ่เวลากลางคืน)

 

13. The diet of more than one-tenth of the world’s population cannot sustain (v) a person’s health.  

(อาหาร-โภชนาการของมากกว่า ๑ ใน ๑๐ ของประชากรของโลกไม่สามารถ    ค้ำจุน-ช่วย เหลือ-รักษาไว้-ผดุงไว้-ประคองไว้-รับภาระ    สุขภาพของบุคคล)  (คือ มากกว่า ใน ๑๐ ของพลเมืองโลกกินอาหารที่ไม่ช่วยบำรุงสุขภาพ  หรือ ขาดอาหารนั่นเอง)

(a) maintain    (บำรุง, รักษาไว้, เกื้อกูล, ผดุงไว้, ธำรงไว้, ค้ำ, ยืนยัน)

(b) damage    (ทำให้เสียหาย, ทำให้ได้รับอันตราย, เป็นภัย, เสียหาย)

(c) alter    (เปลี่ยนแปลง, แก้ไข)

(d) rejuvenate    (รี-จู๊-วิ-เนท)  (ทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม, ทำให้เป็นหนุ่มขึ้นอีก, ทำให้กลับเป็นหนุ่ม, ทำให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นอีก, ฟื้นคืน)

 

14. Before they are exhibited in any zoo, all imported animals are kept in quarantine (คว้อ-เริน-ทีน) (n) to make sure they are free from diseases.

(ก่อนที่พวกมันจะถูกแสดงในสวนสัตว์  สัตว์ที่ถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศจะได้รับ    การเก็บกักตัวไว้อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการแพร่ของเชื้อโรค    เพื่อให้มั่นใจว่าพวกมันปราศจากโรค)

(a) hospitals    (โรงพยาบาล)

(b) captivity    (การจับกุมคุมขัง, ภาวะที่เป็นเชลย, ภาวะที่หลงใหล, การผูกมัด)

(c) laboratories    (ห้องปฏิบัติการ)

(d) isolation    (การแยกตัวโดดเดี่ยว, การแยกให้อยู่ต่างหาก, การแยกตัว-ปลีกตัวออก, การแยกผู้ป่วย (คนหรือสัตว์) ด้วยโรคติดต่อให้อยู่ต่างหาก)

 

15. The scientist supports his theory with copious (a) evidence.

(นักวิทยาศาสตร์คนนั้นสนับสนุนทฤษฎีของตนด้วยหลักฐาน    มากมาย-อุดมสมบูรณ์)

(a) copyrighted    (มีลิขสิทธิ์, ได้รับลิขสิทธิ์)

(b) detrimental    (เป็นอันตราย, เป็นภัย) 

(c) abundant    (มากมาย, อุดมสมบูรณ์)

(d) paramount    (แพ้-ระ-เม่าท)  (สำคัญยิ่ง, ยิ่งยวด, ยอดเยี่ยม, สูงสุด, อันดับหนึ่ง)

 

16. Jewish boys would begin to study ________________________________ the age of 3.

(เด็กชายชาวยิวจะเริ่มเรียนหนังสือ (เข้าโรงเรียน) _______________________ อายุ  ๓  ขวบ)

(a) early as

(b) so early as

(c) as early as    (โดยเร็วเท่ากับ, แต่เนิ่นๆเท่ากับ)

(d) when early as

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Early” เป็นทั้งคำคุณศัพท์  (Adjective) และกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ในที่นี้ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  เนื่องจากขยายกริยา  “Study

 

17. ___________________________________ most beginners, he worried about details.

(_____________________ ผู้เริ่มต้น (มือใหม่) ส่วนใหญ่  เขาวิตกกังวลเกี่ยวกับรายละเอียด)

(a) As    (ตามที่, ดังที่, ในฐานะ)

(b) Just as    (ตามที่, ดังที่)

(c) Like    (เหมือนกับ, คล้ายกับ, เป็นลักษณะเฉพาะของ)

(d) Even though    (ถึงแม้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Like”  เมื่อเป็น   “Preposition”  หมายถึง  “เหมือนกับ, คล้ายกับ”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี   (ในข้อนี้  คือ “most beginners”)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Like, As, Just as”  จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  

  • This car has an engine _______________________________ one in an airplane.

(รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์ ______________________________ เครื่องยนต์ในเครื่องบิน)

(a) as    (= ในฐานะ, เป็น  -  เมื่อเป็น  “Preposition”  ตามด้วยคำนามหรือวลี)  (=เหมือน, เหมือนกับที่, ตามที่, ดังที่  -  เมื่อเป็น “Conjunction”  = Just as  ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) the same    (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน)

(c) as like as    (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(d) like    (เหมือน, คล้าย)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก “Like  (เหมือน, คล้าย) +  คำนามหรือวลี  ส่วน  “As (ตามที่, ดังที่) + ประโยค”  (As + subject + verb)  สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่งที่สามารถใช้ได้สำหรับข้อที่  ๓  คือ  “This car has the same engine as one in an airplane.”  หรือ  “This car’s engine and one in an airplane are the same.  (หรือ  “are alike, are similar”)  ดูเพิ่มเติมการใช้“Like, As, Alike” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • What is the climate __________________________________ in your home town?

(อากาศ _______________________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ในที่นี้  “Like”  เป็น “Preposition”  หมายถึง  “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”   ใช้กับ  “Verb to be”  หรือ  “Look”  (มีลักษณะ, มีท่าทาง)  ต้องตามด้วยคำนาม

                                   ตัวอย่างที่  

  • The sky is cloudy and it looks like ___________________________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ________________________________________)

(a) rain    (ฝน)  (เป็นคำนาม)

(b) to rain   (ฝนตก)

(c) rainy   (ซึ่งมีฝนตก)

(d) it will rain

ตอบ   –    ข้อ  (a)  เนื่องจาก  “Like”   ในที่นี้เป็น  “Preposition”  หมายถึง เหมือน, คล้าย”   ต้องตามด้วยคำนาม    ซึ่งในที่นี้ คือ  “ฝน

                                    ตัวอย่างที่  

  • He became a doctor ________________________________________ his father.

(เขาเป็นหมอ ________________________________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like    (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง  “เหมือน, คล้าย”   จะเป็น “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ “the same as”  ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

  • Like the other nations of Eastern Europe, Poland was politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดยสหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like” เนื่องจาก “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” “his father”  most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as” (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + Subject + Verb)   เช่น

  • He did as (just as) his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

  • She smiled as (just as) her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                                    สำหรับ  “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  เช่น

  • She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

  • He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

  • They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

  • As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                                     สำหรับ  “Alike”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

  • These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

  • Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

  • No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร ๒ คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

  • The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว ๒ คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

  • They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

  • The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

  • The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

  • The snowstorm affected the southern and northern states alike

 (พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้  เหมือนๆกัน)

 

18. She is fond of people who think __________________________________ she does.

(เธอชอบผู้คนซึ่งคิด _____________________________________________ เธอคิด)

(a) about    (เกี่ยวกับ)

(b) like    (เหมือน, คล้าย, เป็นเหมือน)  (เป็น  “Preposition” ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) just like    (ความหมายเหมือน  “Like”)

(d) as    (เหมือนกับที่, ดังที่, ตามที่)  (เป็น  “Conjunction” ตามด้วยประโยค คือ  Subject + Verb)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในข้อ  ๑๗  ของข้อสอบชุดนี้

 

19. You can learn ________________________________ the word from the dictionary.

(คุณสามารถเรียนรู้ _____________________________________ คำจากพจนานุกรม)

(a) pronunciation    (การออกเสียง, วิธีการออกเสียง)

(b) pronouncing

(c) to pronounce    (ที่จะออกเสียง)

(d) pronounce

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Learn + to + Verb 1” ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่

  • I’ll try __________________________________________________ my best.

(ผมจะพยายาม _________________________________________________ ดีที่สุด)

(a) to make

(b) to work

(c) to show

(d) to do   (ทำ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)  “Do one’s best” = “ทำดีที่สุด” และหลังกริยา “Try” ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  ได้แก่   “promise (สัญญา),  offer (เสนอ),   want (ต้องการ),   hope (หวัง),   plan (วางแผน),   hesitate (รีรอ, ลังเลใจ),   fail  (ล้มเหลว),   learn  (เรียนรู้),   expect  (คาดหวัง),   refuse (ปฏิเสธ), need  (ต้องการ),  dare  (กล้า),  claim  (อ้าง),   agree  (ตกลง),  demand  (เรียกร้อง),   wish  (ปรารถนา),   intend  (ตั้งใจ),  seem (ดูเหมือนว่า),  resolve  (ตกลงใจ),  determine  (ตัดสินใจ),  decide  (ตัดสินใจ),   pretend (แสร้งทำ),  afford  (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้),  happen  (บังเอิญ),  appear (ดูเหมือนว่า),  prove  (พิสูจน์ว่า),   ask  (ขอร้อง),  beg  (ขอร้อง),   choose (เลือก),  manage  (ประสบความสำเร็จ),   hurry  (เร่งรีบ),   tend  (มักจะชอบ),   arrange  (จัดแจง, เตรียมการ),   care  (สนใจ),  come  (มา)   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

  • She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

  • He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

  • We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

  • He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

  • We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

  • She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา

  • She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

  • They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

  • We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

  • He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

  • They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

  • The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

  • They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

  • Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

 

20. How old must one __________________________________________ in an election?

(คนเราจะต้องอายุเท่าใด _______________________________________ ในการเลือกตั้ง)

(a) to vote

(b) to be voted

(c) to be to vote

(d) be to vote    (ที่จะลงคะแนนเสียง)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  เนื่องจากมาจากประโยคบอกเล่า   “One must be 20 years old to vote in an election.”  (คนเราจะต้องอายุ ๒๐ ปี  ถึงจะลงคะแนนในการเลือกตั้งได้)   และ  “Must”  ต้องตามด้วย  “Infinitive without to” (Verb 1)  ดังนั้น   จึงต้องใช้  “One must be 20 years………….” จะใช้ “Must is, Must are”  ไม่ได้   และเมื่อเป็นประโยคคำถาม   จึงต้องใช้ว่า  “How old must one be to vote…………..?”   (คนเราจะต้องอายุเท่าใด  จึงจะลงคะแนน...............)

 

21. When the burglar ran down the stairs, Miss Emmy threw a chair __________________ him and knocked him down.

(เมื่อเจ้าหัวขโมยวิ่งลงบันไดไป   มิสเอ็มมี่ได้ขว้างเก้าอี้ ____________ เขา  และทำให้เขาล้มลง)

(a) to

(b) on

(c) at    (ไปที่)

(d) against

 

22. His son was given a watch for his birthday, and his daughter a necklace for ____________.

(ลูกชายของเขาได้รับนาฬิกาสำหรับวันเกิดของตน  และลูกสาวได้สร้อยคอสำหรับ (วันเกิด) ___________________ )

(a) him

(b) her

(c) hers    (ของเธอ)

(d) his

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “Possessive pronoun” (His, Hers, Its, mine, yours, ours, theirs)   จึงสามารถอยู่ลอยๆคำเดียวได้   ไม่ต้องมีคำนามตามหลัง  ซึ่งมีค่าเท่ากับ   “Her birthday” ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

  • My house is small but yours (= your house) is big.

(บ้านของผมหลังเล็ก  แต่ของคุณหลังใหญ่)

  • His dog is ferocious while hers (= her dog) is tame and lovely.

(หมาของเขาดุร้าย  ในขณะที่ของเธอเชื่องและน่ารัก)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้