หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 301)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. We’re lucky to live in a ____________________________________ country.

(เราโชคดีที่อาศัยอยู่ในประเทศ _____________________________________ )

(a) democracy    (ระบอบประชาธิปไตย, การปกครองแบบประชาธิปไตย) (เป็นคำนาม)

(b) democratic    (ที่เป็นประชาธิปไตย, ในระบอบประชาธิปไตย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) democrat     (ผู้นิยมระบอบประชาธิปไตย) (เป็นคำนาม)

(d) democracies    (ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย) (เป็นคำนาม)

ตอบ    –    ข้อ   (b)  เนื่องจากขยายหน้าคำนาม (Country) จึงต้องใช้คำคุณศัพท์

 

2. I object _______________________________________________ your proposal.

(ผมคัดค้าน (ไม่เห็นด้วย) _________________________________ ข้อเสนอของคุณ)

(a) to    (กับ)

(b) against

(c) in

(d) at

(e) on

ตอบ   –   ข้อ   (a)  “Object to” หมายถึง  “คัดค้าน, ไม่ชอบ, ไม่เห็นด้วย”  ต้องตาม ด้วย  “To + Verb + ing”  หรือคำนาม  เช่น 

  • We object to the selection of Tom as our team leader.

(พวกเราไม่เห็นด้วยกับการเลือกทอม  เป็นหัวหน้าทีมของพวกเรา)                   

                                    ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “To + Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ 

  • I object __________________________________ my lunch because of him.

(ผมไม่เห็นด้วย _______________________ อาหารกลางวันของผม  เพราะว่าเขา)  (หมายความว่า  อดกินอาหารกลางวันเพราะเขา  เช่น  ต้องไปรับหรือพบเขา)

(a) to miss

(b) miss

(c) to missing    (กับการพลาด)

(d) missing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Object”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)  ต้องตามด้วย  “To + Verb + ing

                                ตัวอย่างที่ 

  • He devoted himself to ____________________________________ the poor.

(เขาอุทิศตนเองให้กับ ______________________________________ คนยากคนจน)

(a) help

(b) helping    (การช่วยเหลือ)

(c) being helped

(d) be helping

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากในวลี  “Devote himself to”  “To”  เป็น  Preposition”    จึงต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูเพิ่มเติมวลีประเภทนี้จากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • I am looking forward to __________________________________ your letter.

(ผมกำลังตั้งตารอคอย ___________________________________ จดหมายของคุณ)

(a) receive

(b) be received

(c) receiving    (การได้รับ)

(d) have received

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจาก  “Look forward to + Verb + ing”

                                 ตัวอย่างที่ 

  • His daughter wrote to him that she was looking forward to __________ home soon.

(ลูกสาวของเขาเขียนจดหมายถึงเขา  บอกว่าเธอกำลังตั้งหน้าตั้งตารอคอย _________ บ้านเร็วๆนี้)

(a) come

(b) coming    (การกลับมา)

(c) be coming

(d) have come

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Look  forward to + Verb + ing” 

                              ตัวอย่างที่ 

  • I shall look forward ___________________________________ from you soon.

(ผมจะตั้งตารอ ____________________________________________ จากคุณโดยเร็ว)

(a) to hear

(b) for hear

(c) to hearing     (ที่จะได้ยินข่าว – คือได้รับจดหมายหรือการติดต่อด้วยวิธีอื่นๆ)

(d) for hearing

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                               ตัวอย่างที่  

  • I wish you and your wife many years of happiness together and look forward _____________________ you both.

(ผมขออวยพรให้คุณและภรรยามีความสุขด้วยกันตลอดไป  และหวังอย่างยิ่งกับ  (หรือ “ตั้งตารอ”) ______________________ คุณทั้ง  ๒  คน)  (หมายถึงในวันข้างหน้า) 

(a) to see

(b) to seeing    (การได้พบ)

(c) for seeing

(d) to be seeing

ตอบ  -  ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “To” ที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้  ถือเป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือ  “Gerund” (Verb + ing)   ได้แก่  “Look forward to” (ตั้งตารอคอย),  “Be opposed to”  (คัดค้านหรือไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง), “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  Admit”(ยอมรับ),  “Devote…..to”  (อุทิศ.........ให้กับ), “Dedicate………to” (อุทิศ............ให้กับ), “Apply……to”  (ประยุกต์.............เข้ากับ)    ดังประโยคตัวอย่าง  

  •    She looks forward to buying a new home next year.

(เธอตั้งตาคอยซื้อรถคันใหม่ปีหน้า)

  •   He looks forward to his birthday party next week.

(เขาตั้งตารอคอยงานเลี้ยงวันเกิดของเขาในสัปดาห์หน้า)       

  •   We object to going to bed late tonight as we will have to start our trip early tomorrow.

(เราไม่เห็นด้วยกับการนอนดึกคืนนี้  เพราะเราจะต้องออกเดินทางแต่เช้าวันพรุ่งนี้)

  •   She objected to his plan to move to London after their marriage.

(เธอคัดค้านแผนการของเขาที่จะย้ายไปลอนดอนหลังการแต่งงาน)

  •    He admitted to having an extramarital affair that ended in a pregnancy.

(เขายอมรับว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนอื่นที่มิใช่ภรรยา  ซึ่งจบลงด้วยการตั้งครรภ์)

  •    He devotes most of his time to studying in the library.

(เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการศึกษาในห้องสมุด)

  •    We were opposed to paying a lot of money for luxurious goods.

(เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการจ่ายเงินจำนวนมากกับสินค้าฟุ่มเฟือย)

  • The President was opposed to the development of nuclear weapons.  (หรือ  “was opposed to developing nuclear weapons”)

(ท่านประธานาธิบดีไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์)        

  •   They applied their knowledge gained from training overseas to performing their daily work. 

(พวกเขาประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการอบรมในต่างประเทศ  เข้ากับการทำงานประจำวัน)

 

3. Though the railways have no competition, most people see that their charges are fair and _____________________.

(แม้ว่ารถไฟจะไม่มีการแข่งขัน   คนส่วนมากมองว่าราคา (ค่าบริการของรถไฟ)  เป็นธรรมและ _______________________ )

(a) reason    (เหตุผล – เป็นคำนาม)

(b) reasonable    (ราคาพอสมควร, ไม่แพงเกินไป, มีเหตุผล, เหมาะสม) (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) reasonably    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) reasonless     (ปราศจากเหตุผล)

 

4. I will give you ____________________________________________ details later.

(ผมจะให้รายละเอียด __________________________________ แก่คุณ  ในภายหลัง)

(a) farer    (คำนี้ไม่มีใช้)

(b) farther    (ไกลกว่า)

(c) further    (เพิ่มเติม, มากขึ้น, ขยายออกไปอีก)  (เป็นคำคุณศัพท์) (เมื่อเป็นกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  “ต่อไป, ไกลออกไป, นานออกไป”)

(d) longer    (ยาวกว่า, นานกว่า)

 

5. “A corner shoe store” means “________________________________________”.

(“ร้านรองเท้าที่หัวมุมถนน”   หมายถึง ___________________________________ )

(a) the shoe at the corner of a store    (รองเท้าที่มุมของร้าน)

(b) one corner of a shoe store    (มุมหนึ่งของร้านรองเท้า)

(c) a store selling shoes at the corner    (ร้านขายรองเท้าอยู่ที่หัวมุมถนน)

(d) the shoe at one corner of the store    (รองเท้าที่มุมหนึ่งของร้าน)

ตอบ    –    ข้อ    (c)   เนื่องจากการแปลความหมายของคำนามขยายคำนาม หรือ “นามประกอบ”  (Compound noun)  ต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นมาข้างหน้า (ทั้งนี้  มีข้อสังเกต  คือ คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์   คือไม่เติม “s” แต่จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง)    ดูเพิ่มเติม “นามประกอบ” จากคำต่อไปนี้

                  - bus station   (สถานีรถประจำทาง)

                 -  service buses   (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งประชาชนทั่วไป หรือพนักงานบริษัท)

                 -  bus service   (บริการรถประจำทางหรือรถรับส่งพนักงาน)

                 -  flower garden (s)   (สวนดอกไม้)

                 -   wood house   (บ้านไม้)

                -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

                 -  government policy   (นโยบายรัฐบาล)

                -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

                 -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

                -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

                -  oil price rise   (การขึ้นราคาน้ำมัน)

               -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

               -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

               -  debt payment   (การชำระหนี้)

               -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

              -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

              -  fire insurance    (การประกันอัคคีภัย)

              -  capital market    (ตลาดทุน)

               -  exchange rate (s)    (อัตราการแลกเปลี่ยน)

               -  traffic problem (s)    (ปัญหาจราจร)

               -  greenhouse gas    (กาซเรือนกระจก)

              -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

              -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

              -  terrorism risk (s)   (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

              -  commodity price (s)   (ราคาสินค้า)

              -  price competition    (การแข่งขันด้านราคา)

              -  household debt    (หนี้ครัวเรือน)

               -  car sale (s)    (การขายรถยนต์)

               -  distribution channel    (ช่องทางการจำหน่าย)

               -  accident occurrence    (การเกิดอุบัติเหตุ)

               -  branch office (s)    (สำนักงานสาขา)

               -  insurance company    (บริษัทประกันภัย)

               -  business partner (s)    (คู่ค้า)

               -  leather belt    (เข็มขัดหนัง)

               -  business transaction (s)    (การดำเนินธุรกิจ)

 

6. That is __________________________________________________________.

(นั่นเป็น __________________________________________________________ )

(a) a useful information

(b) a useful piece of informations

(c) useful informations

(d) a piece of useful information    (ข้อมูลที่มีประโยชน์    ชิ้น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Information”  เป็นคำนามนับไม่ได้   จึงไม่สามารถใช้   “A”  หรือ   “An”  นำหน้าได้  ดังในข้อ  (a)  และไม่สามารถเติม  “S” เข้าข้างท้าย   ดังในข้อ  (b)  และ  (c)    ดังนั้น  เมื่อจะนับ  “ข่าวสาร”  จึงต้องนับเป็น “ชิ้น”   ดังในข้อ  (d)  หรือนับเป็น   “หัวข้อ (Item)  (An item of informationหรือ  an information item)   อย่างไรก็ตาม   สามารถตอบข้อ  (b)  ได้เช่นเดียวกัน   แต่ต้องแก้เป็น   “a useful piece of information

                                       สำหรับคำนามนับไม่ได้และเป็นเอกพจน์เสมอ  ที่ใช้ในลักษณะเดียวกับ  “Information”  ได้แก่paper  (กระดาษ), equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), furniture, scenery (ทิวทัศน์), damage  (ความเสียหาย), advice  (คำแนะนำ), traffic, machinery  (เครื่องยนต์กลไก), evidence  (หลักฐาน), bread  (ขนมปัง), clothing  (เสื้อผ้า), work  (งาน), luggage  (กระเป๋าเดินทาง), baggage  (กระเป๋าเดินทาง), knowledge, progress, power, news, fruit, behavior  (พฤติกรรม) เป็นต้น   คำนามเหล่านี้   ถ้าจะนับเป็นหน่วย   จะต้องใช้   สมุหนาม (Collective noun)คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน   ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ   เช่น

- a piece of paper   (กระดาษ ๑ แผ่น)

- a loaf of bread   (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

- a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)

- an item of news   (ข่าว ๑ หัวข้อ)

- a kilo of fruit   (ผลไม้ ๑ กิโล)

 

7. This circle has a diameter of two inches.  Its _______________________ is one inch.

(วงกลมนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ นิ้ว, ____________________________ ของมัน คือ ๑ นิ้ว)

(a) side    (ด้าน)

(b) segment    (ส่วนของวงกลม)

(c) radius    (รัศมี)

(d) cord    (เส้นตัดวงกลม)

(e) area    (พื้นที่)

 

8. Please tell me the difference _________________________ a habit and a custom.

(โปรดบอกผมความแตกต่าง ______ นิสัย  (หรือธรรมเนียมปฏิบัติ) และขนบธรรมเนียมประเพณี)

(a) of

(b) from

(c) between    (ระหว่าง)

(d) in

ตอบ    –    ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้   “คำคู่”  “Between”  และ “And” ดูเพิ่ม เติมการใช้คำคู่ ในประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

  • Both breakfast _________________ lunch are served in the company cafeteria.

(ทั้งอาหารเช้า ________________ อาหารกลางวันได้รับการเสิร์ฟในโรงอาหารของบริษัท)

(a) but    (แต่)

(b) or    (หรือ)

(c) either    (อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(d) and    (และ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   นื่องจากเป็นการใช้คำคู่   เช่น  “both……and…..” (ทั้ง.......และ.....)  “either……or…..” (....... หรือ....... คนใดคนหนึ่ง)  “neither……nor…..” (ไม่ทั้ง.......และ..........)  “not only…… but also……”  (ไม่เพียงแต่......... แต่...........ด้วย)   เช่น

  • Either John or his sister will come to my party.

(จอห์นหรือน้องสาวของเขา  คนใดคนหนึ่ง – ระหว่างเขากับน้องสาว –จะมางานเลี้ยงของผม)

  • Neither you nor I can achieve the goals.

(ไม่ทั้งคุณและผมสามารถบรรลุจุดหมาย  –  คือทั้งคุณและผมไม่สามารถบรรลุจุดหมาย)

  • Not only Peter but also Frank passes the test.

(ไม่เพียงแต่ปีเตอร์  แต่ยังแฟร้งค์อีกด้วย  ที่ผ่านการสอบ  –  คือสอบผ่านทั้ง ๒ คน)

  • Both Mary and her sister have divorced their husbands.

(ทั้งแมรี่และพี่สาวของเธอได้หย่าร้างกับสามี)

 

8. They went home and watched television.  __________________ they went to bed.

(พวกเขากลับบ้านและดูทีวี ______________________________ พวกเขาก็เข้านอน)

(a) In addition    (นอกเหนือจากนั้น)

(b) However    (อย่างไรก็ตาม)

(c) Later    (ต่อมา)

(d) As a result    (ผลที่ตามมา คือ)

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเรียงเหตุการณ์ตามลำดับเวลา  (กลับบ้าน-ดูทีวี-เข้านอน)

 

9. ___________________________________________________, but also German.

(_________________________________________ แต่ (ยังเรียน) ภาษาเยอรมันด้วย)

(a) Not only Jim learns English

(b) Jim not only learns English

(c) Jim learns not only English     (จิมเรียนรู้ไม่เฉพาะแต่ภาษาอังกฤษ)

(d) Jim doesn’t learn only English

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เป็นการใช้   “คำคู่”   สังเกตจาก “But also” อยู่หน้า “German”,  “Not only”  ก็ต้องอยู่หน้า   “English”  เพื่อให้สมดุลกัน  อย่างไรก็ตาม  เมื่อนำ  “Not only”  ขึ้นมาไว้หน้าประโยค  จะต้องใช้โครงสร้าง  คือ {Not only + Verb (พิเศษ)  + Subject + Verb (แท้) + But + Subject + Also + Verb (แท้)}   เพื่อต้องการจะเน้นย้ำว่า  “ไม่เพียงแต่จะทำอย่างนี้ (หรือเป็นแบบนี้)  แต่ยังทำอย่างนั้น (หรือเป็นแบบนั้น) ด้วย)”   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  _____________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ _________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่,,,,,,,,,,,,,,เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • Traveling by air is not cheap.  Neither _________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  ____________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable   (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                 ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life __________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ _________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                   ตัวอย่างที่  

  • Not only ____________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง....................................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)” เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)    

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.
  • Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

10. _______________________________________ the second time, the snake died.

(__________________________________________________ เป็นครั้งที่ ๒,  งูตาย)

(a) Beat

(b) Beating    (ตี)

(c) Beaten    (ถูกตี)

(d) To beat

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (the snake)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกตี)   จึงต้องใช้กริยาช่องที่  ๓  ขึ้นต้นประโยค   ดูเพิ่มเติม การใช้  “Verb + ing” และ Verb 3”  ขึ้นต้นประโยค  โดยขยายประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมาย คอมม่า)   เพื่อแสดง “Active voice” และ “Passive voice” (ตามลำดับ)  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่     (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จาก ข้อ  ๑ – ๔)           

(1) Loving throughout the Western world, ballet is a (2) theatrical art that tells a story (3) through dance (4) accompanied by music.

(ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่าเรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

ตอบ    –    ข้อ  (1)  แก้เป็น  “Loved”   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ “Ballet” เป็นสิ่งที่   “ถูกรัก” (ถูกกระทำ)  กริยา  “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓ (Past participle)  สำหรับวลี   “Loved throughout the Western world” เป็นข้อความที่ขยายประธาน  ทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase”  ตัวอย่างอื่นๆในแบบนี้ (Passive voice)  ได้แก่

  • Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง) (แจ๊คถูกลงโทษ)

  • Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย) (สุนัขถูกกัด)

  • Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร) (เขาถูกฆ่าตาย)

  • Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประเทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

                                   อย่างไรก็ตาม  ถ้าประธานของประโยค  เป็นผู้ทำกริยาในวลี  กริยานั้นจะต้องเป็น  “Present participle” (Verb + ing)   เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่) (คิมเป็นผู้ทำกริยา “หวัง”)

 

11. I wish today ________________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ _____________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were     (เป็น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้   “Wish”  แสดงความปรารถนา  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  จะต้องใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Verb)  แต่  That” มักจะละไว้เสมอ   (ไม่เขียนลงในประโยค)  (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า    “Past subjunctive”)   โดยมีหลัก คือ

                                    ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  ให้ใช้  “Verb เป็น “Past simple” (Verb 2)  (สำหรับ  “Verb to be”  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว

  • She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ)  (แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

  • I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้)  (แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้)  (แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

                                    ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต  ให้ใช้ “Verb”เป็น “Past perfect (Had + verb 3) เช่น

  • I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  •  I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

                                   ถ้า “Wish” ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb” เป็น “Would  Should”  “Could”  “Might”  ความหมาย คือ คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่น

  • I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้– แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห็หน้า – แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า – แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                    อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้ “Wish” แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง  “Wish + to + verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้   เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                                     สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ  “Wish +กรรม+ Noun”  มีความหมาย คือ  “ขออวยพรให้”   เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year.

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

12. I don’t know ___________________________________________ to buy for dinner.

(ผมไม่รู้จะซื้อ ___________________________ สำหรับอาหารค่ำ– คือไม่รู้ว่าจะกินอะไรดี)

(a) when

(b) where

(c) how

(d) what    (อะไร)

 

13. He has ______________________________________________ more money than I.

(เขามีเงินมากกว่าผม _________________________________________________ )

(a) many

(b) very

(c) much    (มากมาย, เยอะแยะ)

(d) too

ตอบ   –    ข้อ   (c)   เนื่องจากสามารถใช้คำว่า   “มาก”   ขยายในการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ได้  ๒  คำ  คือ  “Much” และ  “Far”(หมายถึง “มาก”  มิใช่  “ไกล”)  (ใช้ขยายคำคุณศัพท์  และคำนามนับไม่ได้  ซึ่งต้องเป็นเอกพจน์เสมอ)   แต่ถ้าขยายคำนามนับได้  และเป็นพหูพจน์   ให้ใช้   “Many”  เช่น

  • His house is much (far) bigger than mine.

(บ้านของเขาใหญ่กว่าบ้านของผมมากมาย)

  • This room has much (far) more furniture than that room.

(ห้องนี้มีเฟอร์นิเจอร์มากกว่าห้องนั้นเยอะแยะเลย)  (“Furniture” เป็นนามนับไม่ได้)

  • He has many more friends than his brother.

(เขามีเพื่อนมากกว่าพี่ชายเยอะเลย)  (“Friends” เป็นคำนามนับได้ พหูพจน์ )

  • There are many more people in Bangkok than in Vientiane.

(มีผู้คน – ประชาชน – ในกรุงเทพฯ มากกว่าในเวียงจันทร์)  (“People” เป็นคำนามนับได้ พหูพจน์ )

 

14. Sometimes accidents _________________________ by people who are too tired.

(บางที  อุบัติเหตุ ____________________________ โดยผู้คนที่เหน็ดเหนื่อยมากเกินไป)

(a) cause

(b) caused

(c) were caused

(d) are caused     (ถูกทำให้เกิดขึ้น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” {Subject + is (am, are, was, were) + verb 3}  และต้องเป็น  “Present simple tense”  ด้วยเนื่องจากข้อความในประโยคเป็นข้อเท็จจริง  และยังเกิดขึ้นในปัจจุบัน  (ทำให้ไม่เลือกข้อ C”)   สังเกตได้จากกริยาในอนุประโยค  (who are too tired)  คือ  “Are

 

15. The number of the students in the evening class ____________________ to forty.

(จำนวนนักเรียนในชั้นเรียนภาคค่ำ _____________________________ อยู่ที่  ๔๐  คน)

(a) has limited

(b) have limited

(c) are limited

(d) is limited    (ถูกจำกัด)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “The number of + Noun (plural) (Students)”  =  “จำนวนนักเรียน”  ถือเป็นจำนวนรวม  จึงเป็นเอกพจน์  และใช้กับกริยาเอกพจน์  (Is, Was, Has, etc.)   แต่ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” {Is (was) + Verb 3  หรือ  has + been + Verb 3}   เนื่องจาก  “ถูกกระทำ”  คือ  “ถูกจำกัด”  ดังนั้น  ถ้าจะเลือก ข้อ   (a)  ต้องแก้เป็น   “Has been limited”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที  

  • The number of cars __________________________________________ risen.

(จำนวนรถยนต์ _________________________________________________ เพิ่มขึ้น)

(a) is

(b) are

(c) have

(d) has    (ได้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                  ตัวอย่างที่  

  • The number of Europeans on the road, on the rails or in the air this summer ____________________ a record of 120 million, triple the level of 15 years ago. 

(จำนวนของชาวยุโรปบนถนน  (ในรถยนต์)   บนราง (ในรถไฟ)  หรือ ในอากาศ (ในเครื่องบิน)  (หมายถึงที่เดินทางท่องเที่ยว)  ในฤดูร้อนนี้  ______________________ สถิติของ  ๑๒๐  ล้านคน  -  เป็น  ๓  เท่าของระดับเมื่อ   ๑๕  ปีมาแล้ว)

(a) have reached

(b) has reached      (ได้ถึง, ได้มาถึง, ได้เจาะทะลุ)

(c) were reaching

(d) had reach

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “The number of + Noun (Plural)  =  จำนวนของ…………..”  ถือเป็นเอกพจน์  (จำนวนรวม)   จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  (Has, Is, etc.)  (จึงตัดข้อ  A  และ  C  ทิ้ง)  สำหรับ  “This summer” จะถือเป็นปัจจุบัน  หรือ อดีตก็ได้  (โดยถ้าเป็นอดีต  สามารถใช้  “Past simple” (Reached)   หรือ   “Past perfect” (Had reached)  ได้)  แต่ไม่อาจเลือกข้อ  D  ได้ เพราะผิด  (ต้องเป็น  “Had reached”)  จึงเหลือ   B  เพียงข้อเดียว  โดยถือว่า  “This summer”  เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

                                   ส่วน   “A number of” (จำนวนมาก)   +  คำนามพหูพจน์  และใช้กับกริยาพหูพจน์  (Are, Were, Have, Walk, Come, etc.)  เช่น

  • A number of people have come to the football match.

(ผู้คนจำนวนมากได้มาดูการแข่งขันฟุตบอล)

  • A number of students are playing in the field.

(นักเรียนจำนวนมากกำลังเล่นในสนาม)

  • A number of cars are in the street.

(รถยนต์จำนวนมากอยู่บนถนน)

  • A number of party members decide to vote against their leader.

(สมาชิกพรรคจำนวนมากตัดสินใจลงคะแนนไม่เห็นด้วยกับผู้นำของตน)

 

16. Nowadays Mrs. Smith travels more often than she did two years _________________ .

(ในปัจจุบัน  มิสซิสสมิธเดินทางบ่อยกว่าที่เธอเดินทางเมื่อ  ๒  ปี  _____________________)

(a) since

(b) ago    (มาแล้ว, ล่วงมาแล้ว)

(c) already

(d) before

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ไม่ตอบ   “Before”  เนื่องมาจาก  ไม่ได้เป็นประโยค  “Indirect speech”   (ประโยคเล่าซ้ำ)  ที่ขึ้นต้นด้วย  เช่น   “He told me that…………”  “She asked him whether………..”  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • She told me that she had graduated two months before

(มาจากประโยค  Direct speech  “I graduated two months ago, she said to me.”)

 

17. It is no use _______________________________________________ on like this. 

(ไม่มีประโยชน์ที่จะ _____________________________ ต่อไปเช่นนี้  -  หรือ ในแบบนี้)

(a) to go

(b) go

(c) going    (ดำเนิน)

(d) if go

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “No use” (ไม่มีประโยชน์)  +  Verb + ing   ดูเพิ่มเติมคำกริยาหรือวลีที่ต้อง  + Verb + ing  จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

 A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

 B: He signed up, but he’s considering ____________________________________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา ___________________________________ )

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ  (a)   “Consider + Verb + ing” =   “พิจารณาทำ...........”  ส่วน  “Consider + not + Verb + ing” =    “พิจารณาไม่ทำ..........” เช่น   “She considered not applying for the job.” (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)   สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)   ดูจากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • I don’t mind __________________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ ______________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing

                                     ตัวอย่างที่  

  • He keeps ________________________________ the most outrageous things.

(เขา _______________________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ เกะกะระราน, รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ  (c)  กริยา  “Keep” =  (.........ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)   ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)  

                                   ตัวอย่างที่  

  • Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing _________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร ______ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing   (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)}

                                 ตัวอย่างที่  

  • I can’t help __________________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ________________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring   (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing” สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.    (เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)
  • I cannot stand listening to his complaints any more.   (ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)
  • We could not avoid meeting him.    (เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)
  • They enjoyed listening to music.   (พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)
  • She dislikes talking a lot.   (เธอไม่ชอบการพูดมาก)
  • Jim finished writing a report last night.   (จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)
  • The man admitted taking the bicycle.   (นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)
  • She is sorry that she missed meeting you.   (เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)
  • They practice speaking French every day.   (พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)
  • We consider buying a new home.   (เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)
  • They allow smoking in this room.   (เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)
  • Do you mind opening the window?   (คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)
  • The teacher suggested working harder. (ครูแนะนำ   (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                                    สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth ____________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า _____________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing   (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ “Busy” (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                     นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

  • It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

  • It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

18. I _______________________________________ a policeman for fifteen years.

(ผม ______________________________________ ตำรวจมาเป็นเวลา  ๑๕  ปีแล้ว)

(a) have became

(b) became

(c) have been    (ได้เป็น)

(d) am

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3  หรือ  Subject + Has (Have) + Been + Noun  หรือ  Adjective}   เนื่องจากเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินมาถึงปัจจุบัน  (คือการเป็นตำรวจนาน  ๑๕  ปี)   สำหรับข้อนี้  จะตอบ ข้อ   (a) ก็ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “Have become”  ดูเพิ่มเติม  “Tense”  นี้จากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  

  • _____________________________________ a lot of changes since you left.

(________________________________ ความเปลี่ยนแปลงมากมาย  ตั้งแต่คุณจากไป)

(a) There will be    (จะมี)

(b) There are    (มี)  (ปัจจุบัน)

(c) There were    (มี)  (อดีต)

(d) There have been    (ได้มี)

(e) There is(มี)    (ปัจจุบัน)

(f) There was(มี)    (อดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  หรือ “There has been, There have been” (กรณีนี้  ใช้   “There have been” เพราะ  “Changes” เป็นรูปพหูพจน์)  เนื่องจากเหตุการณ์ (มีความเปลี่ยนแปลง) เกิดขึ้นต่อเนื่อง   เริ่มจากในอดีต  (ตั้งแต่คุณจากไป)  จนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  (คือ  ปัจจุบัน  ความเปลี่ยนแปลงก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่)   

                                 ตัวอย่างที่  

  • As a mass production method, it ________ great advances in the last few years.

(ในฐานะวิธีการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก  มัน (วิธีการ) ____________________ ความก้าวหน้าอย่างยิ่ง   ในช่วง   ๒  ถึง  ๓  ปีที่ผ่านมา)

(a) makes

(b) is making

(c)made

(d) has made    (ได้ทำให้เกิด)

ตอบ   -   ข้อ   (dเนื่องจากข้อความ   “In the last few years”  (ในช่วง  ๒  ถึง  ๓   ปีที่ผ่านมา)   แสดงการเกิดขึ้นของเหตุการณ์  (การผลิตครั้งละมากๆ  ซึ่งก่อให้เกิดความก้าวหน้า)   ในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   (ขณะที่พูด)   จึงใช้  “Present perfect tense”  {Subject + has (have) + Verb 3}

                                    ตัวอย่างที่  

  • _______________________ impressive increases in expenditure on the advertising of tobacco goods in recent years.

(__________________________ การเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ  ในค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาสินค้ายาสูบ  ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมานี้)

(a) There are

(b) There were

(c) There have been    (มี, ได้มี)

(d) There has been

ตอบ   -   ข้อ  (c)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject +has (have) + Verb 3} (ต้องใช้  “Have been” เนื่องจาก  “impressive increases” อยู่ในรูปพหูพจน์)   เนื่องจากบอกการกระทำ  หรือเหตุการณ์  ที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก   สังเกตจาก   “For” = (เป็นเวลา)  (For + ความยาวของเวลา),  “Since” =(ตั้งแต่),  (Since +จุดเริ่มต้นของเวลา),  “Up to now”     (= Up to the present time = Up until now) =  (จนถึงบัดนี้),  “So far”=     ( เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้),  “Lately” (= Recently) =   (หมู่นี้, เร็วๆ นี้),  “Over the past years”  (ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา),  “In recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมา),  Since the sun set  (ตั้งแต่พระอาทิตย์ตก),  Since they were in college  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย),  Since we were young  (ตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก),  Since she was born  (ตั้งแต่เธอเกิด),   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best. (= You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

  • The climate has changed a great deal over the past years.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  -  จนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูด)

  • Crime has significantly increased in recent years.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา)

  • The gate has been closed since the sun set.

(ประตูได้ถูกปิดตั้งแต่พระอาทิตย์ตก)  (ขณะที่พูดประโยคนี้  ประตูก็ยังปิดอยู่)

  • I have known them since we were in college.

(ผมรู้จักกับพวกเขา  ตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังรู้จักอยู่)

  • They have lived there since they were born.

(พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

 

19. I think he will join us, _____________________________________________?

(ผมคิดว่า  เขาจะมาร่วมกับพวกเรา ______________________________________ )

(a) don’t I

(b) doesn’t he

(c) won’t he    (ใช่ไหม)

(d) will he

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ตามปกติ  กริยาในส่วน   “Tag”  จะใช้ตามกริยาในประโยคใหญ่  ซึ่งในที่นี้ คือ  “Think”  แต่มีข้อยกเว้นว่า   ถ้าประธานในประโยคใหญ่ขึ้นต้นด้วย    “I think, I believe, I hope, I expect, I feel, I am sure, etc.”   ให้ใช้กริยาในส่วน   “Tag” ตามกริยาในประโยคย่อย  (ในที่นี้ คือ  “Will join”)  แทน  เพราะต้องเข้าใจว่า   ไม่มีใครย้อนถามตนเอง  ว่า  “ผมคิด, เชื่อ, หวัง, คาดหวัง, รู้สึก, มั่นใจ, ฯลฯ  อย่างนั้น  (ในประโยคข้างบน  คือ เขาจะมาร่วมกับพวกเรา)  ใช่หรือไม่”  ซึ่งรูปแบบนี้  ถือเป็นกรณียกเว้น  จึงต้องจำ

 

20. General James Jones will contribute not only his time but also _________________.

(นายพลเจมส์  โจนส์  จะอุทิศไม่เพียงแต่เวลาของเขา  แต่ยัง (อุทิศ) __________________)

(a) will he give up his property to this country

(b) help building his country

(c) his property to his country    (ทรัพย์สมบัติของเขาให้กับประเทศด้วย)

(d) he will help his country to be built

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ต้องใช้ให้สมดุลกัน  (คำนามกับคำนาม)  คือ อุทิศไม่เพียงแต่ “เวลา” (คำนาม)  แต่ยังอุทิศ “ทรัพย์สมบัติ” (คำนาม) ด้วย  ดูเพิ่มเติมการใช้คำในประโยคให้สมดุล  (Balance)  ในประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and ______________________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ  ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และ ____________________ )

(a) extensive travel abroad    (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้รูปคำนาม (วลี)   “Extensive travel abroad”  (ในที่นี้  “Travel”  เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้