หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 294)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. ____________ at a river ford on the Donner Pass route to California, the city of Reno grew as bridges and railroads were built.

( ________________________ ณ ที่ตื้นของแม่น้ำที่คนลุยข้ามได้  บนเส้นทางด่าน (ทางผ่าน) ดอนเนอร์ที่ไปสู่รัฐแคลิฟอร์เนีย  เมืองรีโนเจริญเติบโตขึ้น  ในขณะที่สะพานและทางรถไฟได้ถูกสร้างขึ้น)

(a) Settle

(b) To settle

(c) It was settling

(d) Having been settled    (เมื่อได้ถูกผู้คนตั้งรกรากแล้ว)

ตอบ    -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (The city of Reno)  เป็นผู้ถูก กระทำ  คือ  “ถูกตั้งรกรากโดยผู้คน”  จึงต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  (Past participle)   คือ กริยาช่องที่   ๓   (Verb 3)  แต่ในกรณีของประโยคข้างบน  ใช้โครงสร้าง  (Perfect participle phrase  ในแบบ  Passive voice)  (Having + Been + Verb 3………….)   คือ  ต้องการบอกว่า  เหตุการณ์ที่เมืองรีโนถูกตั้งรกรากโดยผู้คน  ได้เกิดขึ้นขึ้นก่อนเหตุการณ์ที่เมืองนี้เจริญเติบโต  หรือ  เหตุการณ์ที่กล่าวถึงในตอนแรก (เมืองถูกตั้งรกราก)  ได้เกิดขึ้นเสร็จสิ้นไปแล้ว  เหตุการณ์ที่กล่าวถึงทีหลัง  (เมืองเจริญเติบโต)   จึงได้เกิดตามมา  อย่างไรก็ตาม  ถ้าไม่ต้องการเน้นว่าเหตุการณ์แรก (ในรูปวลี) เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์หลัง  (คือ  เหตุการณ์ทั้ง  ๒  เกิดขึ้นพร้อมๆกัน)  ก็อาจใช้โครงสร้างดังข้างล่าง

  • Settled at a river ford on the Donner Pass route to California, the city of Reno grew as bridges and railroads were built.

(เมืองถูกตั้งรกรากโดยผู้คน  เกิดขึ้นพร้อมๆกับเมืองเจริญเติบโต)  (เป็นไปได้  ถือว่าถูกหลักไวยากรณ์  แต่ความหมายไม่ดีเหมือนกับประโยคใน  ข้อ  ๑  ที่เน้นว่า  เหตุการณ์ในวลี  เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์ในประโยค  -  คือ  เมืองถูกตั้งรกรากโดยผู้คน  เกิดขึ้นก่อนที่เมืองจะเจริญเติบโต)

                                     ตัวอย่างประโยคอื่นๆที่ใช้โครงสร้างต่างกัน  และความหมายต่างกันเล็กน้อย  ทั้งในแบบ  “Active voice”  และ  “Passive voice”  เช่น

  • Having eaten my breakfast, I went to school.

(กินอาหารเช้าเสร็จแล้ว  ผมไปโรงเรียน)  (ความหมายดี  เป็นไปได้  ถูกหลักไวยากรณ์)

  • Eating my breakfast, I went to school.

(กินข้าว  ผมไปโรงเรียน)  (ความหมายไม่ดี เพราะกินข้าว  และไปโรงเรียนเกิดขึ้นพร้อมกัน  ซึ่งเป็นไปไม่ได้  ดังนั้น  ประโยคนี้จึงผิดไวยากรณ์)

  • Having walked along the road, I met my old friend.

(ได้เดินไปตามถนน (สักพักหนึ่ง)  ผมพบเพื่อนเก่า)  (ประโยคนี้ใช้ได้  ความหมายดี และถูกหลักไวยากรณ์)

  • Walking along the road, I met my old friend.

(เดินไปตามถนน  ผมพบเพื่อนเก่า)  (ประโยคนี้ถูกหลักไวยากรณ์  คือ  “เดิน”  และ  “พบเพื่อน”  เกิดขึ้นพร้อมกัน  จึงเป็นไปได้)

                                    สำหรับประโยคทั้ง  ๔  ข้างบนอยู่ในรูป  “Active voice”  เพราะประธานของประโยค  (อยู่หลังคอมม่า)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขีดเส้นใต้  โดยประโยคที่  ๑  และ  ๓  วลีที่ขีดเส้นใต้  เรียกว่า  “Perfect participle phrase” (ในแบบ  “Active voice”)  ส่วนวลีที่ขีดเส้นใต้ในประโยคที่  ๒  และ  ๔  เรียกว่า  “Present participle phrase”  สำหรับประโยคข้างล่างต่อไปนี้  อยู่ในรูป  “Passive voice”  เหมือนกับประโยคใน ข้อ  ๑

  • Having been bitten by the snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงูแล้ว  สุนัขตาย)  (งูกัดเกิดก่อน  สุนัขตายเกิดทีหลัง)  (เป็นไปได้  ถูกหลักไวยากรณ์)

  • Bitten by the snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย)  (ทั้ง  ๒  เหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมๆกัน)  (ใช้ได้  ถูกหลักไวยากรณ์)

  • Having been seen by the tiger, the hunter ran away.

(ถูกเห็นโดยเสือแล้ว  นายพรานวิ่งหนีไป)  (ถูกเห็นโดยเสือเกิดขึ้นก่อน  นายพรานวิ่งหนีเกิดขึ้นทีหลัง)  (ใช้ได้  ถูกหลักไวยากรณ์)

  • Seen by the tiger, the hunter ran away.

(ถูกเห็นโดยเสือ  นายพรานวิ่งหนีไป)  (ทั้ง  ๒  เหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมๆกัน)  (ใช้ได้  ถูกหลักไวยากรณ์)

  • Having been arrested by the police, she claimed innocence.

(ถูกตำรวจจับก่อนแล้ว  เธออ้างความบริสุทธิ์)  (ถูกตำรวจจับเกิดขึ้นก่อน  อ้างความบริสุทธิ์เกิดทีหลัง) (ใช้ได้  ถูกหลักไวยากรณ์)

  • Arrested by the police, she claimed innocence.

(ถูกตำรวจจับ  เธออ้างความบริสุทธิ์)  (ทั้ง  ๒  เหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมๆกัน)  (ใช้ได้  ถูกหลักไวยากรณ์)

                                     ประโยคที่  ๑  และ  ๓  เรียกว่า  “Perfect participle phrase”  (ในแบบ  “Passive voice”)  ส่วนประโยคที่  ๒  และ  ๔  เรียกว่า  “Participle phrase”  (ในแบบ  “Passive voice”)

 

2. Abraham Lincoln insisted that _____________ not just on mere opinion but on moral purpose.

(อับราฮัม  ลิงคอล์น  ยืนกรานว่า _____________________ ไม่เพียงแต่บนความคิดเห็น (ของประชาชน) เท่านั้น  แต่บนวัตถุประสงค์ด้านศีลธรรมด้วย)

(a) to base democracy

(b) for democracy to be based

(c) democracy be based    {ประชาธิปไตย (ควรจะ) มีพื้นฐาน}

(d) whenever democracy is based

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน) ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • She is about half an hour late already.  It is necessary that she _______ immediately.

(เธอล่าช้าไปประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว  มันจำเป็นที่ว่าเธอ ________________ ในทันทีทันใด)

(a) went

(b) goes

(c) go    {(ควร) ไป}

(c) will go

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • I’m in a hurry because the librarian said it was important that I ___________ this book.

(ผมกำลังรีบเร่ง (เอาหนังสือไปคืน) เพราะบรรณารักษ์กล่าวว่า  มันเป็นเรื่องสำคัญว่าผม ________ หนังสือเล่มนี้)

(a) returned

(b) was returning

(c) had returned

(d) return    {(ควร) นำไปคืน, ส่งคืน}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “Important, Necessary, Essential, Imperative, etc.”   กริยาต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  คือ  เหมือนกับมี “Should”  นำหน้าคำกริยานั้นๆ 

                                 ตัวอย่างที่ 

  • In 1978, the Soviets demanded that China ____________ its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน ____________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • He suggested ____________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ __________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ  “………to Mary that she go………”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้าง ล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle _____________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม ________________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”   คือ อยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”   จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”   ให้ใช้  “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้  มี  “Should”  มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยคควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)  เพียงแต่ละเอาไว้  คือ มิได้เขียนลงไป  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • I suggest that the matter ________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ ___________________________ ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยดูจากกริยา  “Suggest

                                  ตัวอย่างที่ 

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone _________ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน _______ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” สังเกตจากกริยา  “Requested

                                ตัวอย่างที่ 

  • The teacher suggested that ____________________________________.

(ครูแนะนำว่า _____________________________________________________ )

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ กริยา  “Study” เหมือนมีคำว่า “Should” อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ 

                                 ตัวอย่างที่ 

  • The company states that it is necessary that an employee _______ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน _______________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                                ตัวอย่างที่  ๑๐

  • He recommended that I __________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม ______________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    {(ควร) ไป}

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should ลงไปข้างหน้าก็ได้)  

                                    ตัวอย่างที่  ๑๑

  • I suggested to her that her husband _________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ ________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                                   ตัวอย่างที่  ๑๒

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ________________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร) _____________________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given 

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ “Should”ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                ตัวอย่างที่  ๑๓

  • I will recommend that the student _________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น ______________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                                 ตัวอย่างที่  ๑๔

  • Many customers have requested that we ____________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา __________________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed” หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”      ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

                                    ๑. อยู่หลัง  “กริยา + that”   ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

  • demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)
  • require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)
  • propose that   (เสนอว่า)
  • request that   (ขอร้องว่า)
  • recommend that   (แนะนำว่า)
  • ask that   (ขอร้องว่า)
  • order that   (สั่งว่า)
  • urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)
  • suggest that   (แนะนำว่า)
  • advise that   (แนะนำว่า)
  • insist that   (ยืนกรานว่า)
  • prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                       ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice = เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                   ๒. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + that + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

3. An adult human must take eight steps to go _________ as a giraffe does in one stride.

(มนุษย์ที่โตเป็นผู้ใหญ่จะต้องก้าวเท้าถึง  ๘  เก้า  เพื่อที่จะไป ___________________ กับ ยีราฟไป  โดยก้าวเท้ายาวก้าวเดียว)

(a) how far

(b) as far    (ไกลเท่าๆ, ไกลพอๆ)

(c) farther    (ไกลกว่า)

(d) the farther

 

4. _____________________________ in the diet is especially important for vegetarians.

(___________________________ ในอาหาร  มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับนักมังสวิรัติ)

(a) Enough protein is obtained

(b) They obtain enough protein

(c) Obtaining enough protein    (การได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอ)

(d) By obtaining enough protein

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Obtaining”  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Enough protein in the diet  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี  “Is”  เป็นกริยา  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Gerund”  (Verb + ing)  เป็นประธานของประโยค  (ของกริยา)  ในประโยคข้างล่าง

  • Swimming is a good exercise.

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

  • Playing badminton is his favorite hobby.

(การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

  • Working in cool weather is pleasure.

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

  • Breathing is indispensable to all living things.

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  • Sleeping is necessary to health.

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

  • Walking for three hours makes him tired.

(การเดินเป็นเวลา  ๓  ชั่วโมงทำให้เขาเหนื่อย)

  • Fishing in the river gave them much relaxation.

(การตกปลาในแม่น้ำให้ความผ่อนคลายกับพวกเขาอย่างมาก)

 

5. Are social problems the only factor that is deterrent to the growth of foreign trade of our country or are there also other factors?

(ปัญหาทางสังคมเป็นเพียงปัจจัยเดียวที่    ยับยั้ง-กีดขวาง-สกัดกั้น    การเติบโตของการ ค้าต่างประเทศของประเทศของเรา  หรือว่ายังมีปัจจัยอื่นๆอีก  ใช่หรือไม่)

(a) preventive    (ซึ่งป้องกัน, ซึ่งขัดขวาง,ซึ่งสกัดกั้น)

(b) persuasive    (เพอร์-สเว้-ซิฟว)  (ซึ่งเชิญชวน, ซึ่งชักจูง, โน้มน้าวใจ, สามารถชักจูงได้)

(c) rehabilitative    (ซึ่งทำให้กลับคืนดีดังเดิม, ซึ่งทำให้สุขภาพกลับคืนสู่ปกติ, ซึ่งเป็นการพักฟื้น, ซึ่งกู้ชื่อเสียง-กู้ฐานะ)

(d) promotional    (ช่วยส่งเสริม, ช่วยกระตุ้น)

 

6. The driver lost control of the car, hit a guardrail, and _____________________ over. 

(คนขับรถสูญเสียการควบคุมรถ  ชนเข้ากับราวกั้น  และ _____________________ คว่ำ)

 (a) slipped    (ลื่น, ลื่นไหล, หลุดมือไป, เลื่อน, เลื่อนไหล, ถลา, ไถล, ลอด, หลุด, หลบ, ก้าวพลาด, พลาด)

(b) skipped    (ข้ามไป)

(c) nipped    {เด็ด (ดอกไม้), ยับยั้งการเจริญเติบโต, ทำให้ชะงักไป, ตัด, เล็ม}  

 (d) flipped    (พลิก (คว่ำ), เหวี่ยงขึ้นในอากาศให้หมุนคว้าง, ตีลังกา)

 

7. John earns extra money in summers by picking apples in one of his uncle’s ___________.

(จอห์นได้เงินพิเศษในหน้าร้อน  โดยการเก็บลูกแอปเปิ้ลใน ________ ของลุงของเขาแห่งหนึ่ง)

(a) marshes    (หนอง, บึง, ที่ๆชื้นแฉะ)

(b) prairies    (ทุ่งหญ้าแพรรี่ในเขตหนาว)

(c) jungles    (ป่าทึบ, ป่าดงดิบ)

(d) orchards    (สวนผลไม้)

 

8. Commercial expansion from city to suburb has affected the way in which people in the United States ___________________.

(การขยายตัวทางการค้าจากเมืองใหญ่ไปสู่บริเวณชานเมือง  มีผลกระทบต่อวิธีการ (รูปแบบ) ที่ผู้คนในสหรัฐฯ ____________________ )  (มีผลกระทบต่อวิถีชีวิตและการงานของประชาชน)

(a) living and working

(b) they live and work

(c) to live and to work

(d) live and work    (ดำเนินชีวิตและทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นกริยาของอนุประโยค   “In which people in the United States live and work”    ซึ่งทำหน้าที่ขยายกรรมของประโยค  (The way)

 

9. The early work of Edith Wharton __________________ the relationship between the individual and the community.

(งานชิ้นแรกๆของเอดิธ  วอร์ตัน ____________ ความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกบุคคลและชุมชน)

(a) focuses attention on    (มุ่งเน้นความสนใจไปที่)

(b) focusing the attention on

(c) the attention focused on

(d) is the attention and focus

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Focuses”  (มุ่งเน้น)  เป็นกริยาของประโยค  โดยมี  “The early work”  เป็นประธานฯ  และมี   “Of Edith Wharton”  เป็นส่วนขยายประธาน

 

10. A bridge must be strong enough to support its own weight ________________ the weight of the people and vehicles that use it.

(สะพานจะต้องแข็งแรงเพียงพอที่จะรับน้ำหนักของตัวมันเอง ___________________ น้ำหนักของผู้คนและยวดยานซึ่งใช้มัน)

(a) as well

(b) so well

(c) as well as    (เช่นเดียวกับ, และ)

(d) so well as

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “And, In addition to, Besides, Plus, Including, Along with, Together with”  ก็ได้

 

11. In bacteria and in other organisms, _________________ is the nucleic acid DNA that provides the genetic information.

(ในแบคทีเรียและในสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ______________________ เป็นดีเอ็นเอกรดนิวคลีอิค  ที่ให้ข้อมูลข่าวสารด้านพันธุกรรม)

(a) both

(b) which

(c) and

(d) it    (มัน)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  {It + is (was) + วลี + That + Subject + Verb  “มันเป็น (วลี) ที่ประธาน.............”} “It is in this house that I was born.”  (มันเป็นในบ้านหลังนี้ที่ผมเกิด)   “It was in 1919 that the First World War took place.”  (มันเป็นในปี  ๑๙๑๙  ที่สงครามโลกครั้งที่  ๑  เกิดขึ้น)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • __________________________ in May that the rainy season begins in Thailand.

(____________________________ ในเดือนพฤษภาคม  ที่ฤดูฝนเริ่มต้นในประเทศไทย)

(a) There is

(b) It is    (มันเป็น)

(c) He said

(d) It was

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง  {It Is (Was) + วลี + That + Subject + Verb}  จากประโยคข้างล่าง  

                                ตัวอย่างที่ 

  • It is because he is very rich _____________________________ she loves him.

(มันเป็นเพราะว่าเขารวยมาก _____________________________________ เธอรักเขา)

(a) so     (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) that     (ที่)

(c) why

(d) therefore     (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) +วลี {มักนำหน้าด้วย  “Preposition” (in, on, at, with, during)  หรือ  “Because” + ประโยค} + That + Subject + Verb

                                  ตัวอย่างที่  

  • __________________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(_____________________________________ เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้   “It was”  เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ   “Had” และยังเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) + วลี (มักนำหน้าด้วย  “Preposition”) + That + Subject + Verb”  เช่น

  • It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละ  ที่ผมเกิด)

  • It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืนที่พวกเราเข้านอน)

  • It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ผู้คนไปโบสถ์)

  • It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบท  ที่พวกเราชอบพัก)

  • It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคม  ที่เราไปอังกฤษ)

  • It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิด  ที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

  • It was in 1917 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๗  ที่สงครามโลกครั้งที่  ๑  เกิดขึ้น)

  •  It was because he was lazy that he failed.

(มันเป็นเพราะว่าเขาเกียจคร้าน  ที่เขาล้มเหลว)

  •  It was under that sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเล  ที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

 

12. The committee agreed with her and thought her decision was _______________ .

(คณะกรรมการเห็นด้วยกับเธอ  และคิดว่าการตัดสินใจของเธอ __________________)

(a) verifiable    (สามารถพิสูจน์ตรวจสอบได้)

(b) questionable    (น่าสงสัย, มีปัญหา, มีพิรุธ, ไม่แน่นอน, ไม่คงที่)

(c) sensible    (ฉลาด, มีเหตุผล, มีสติสัมปชัญญะ, มีไหวพริบ, สามารถรู้สึกได้ไวต่อสิ่งกระตุ้น)

(d) indomitable    (ไม่สามารถเอาชนะได้, ทรหด, ไม่ย่อท้อ)

 

13.  I agree that some businessmen are so ________________ that they cheat their customers by silently raising their prices.

(ผมเห็นด้วยว่านักธุรกิจบางคน ___________________ มาก  จนกระทั่งพวกเขาหลอกต้มลูกค้า  โดยการขึ้นราคาสินค้าอย่างเงียบๆ)  (คือ  แอบขึ้นราคา)

(a) relentless    (ไม่ผ่อนผัน, ไม่ยอมผ่อนปรน, ไม่ระย่อ, ทรหด, บึกบึน, ไม่ปรานี, ไม่ไว้หน้า)

(b) greedy    (โลภ, ละโมบ, อยากได้, ตะกละ)

(c) generous    (เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, ใจกว้าง)

(d) bony    (โบ๊-นี่)  (ผอมแห้งเหลือแต่กระดูก, เต็มไปด้วยกระดูก, คล้ายกระดูก)

 

14. In addition to wearing green uniforms, the soldiers ____________________ themselves with leaves and branches.

(นอกจากสวมเครื่องแบบสีเขียวแล้ว  ทหารยัง ________________________ ตัวของพวกเขาเองด้วยใบไม้และกิ่งไม้)

(a) revealed    (เปิดเผย, แสดง) 

(b) camouflaged    (แค้ม-มู-ฟลาจ)  (อำพราง, ซ่อน, ลวงตา)

(c) placated    (แพล้ค-เคท)  (ปลอบโยน, ปลอบใจ, ทำให้สงบ, ทำให้พอใจ, ปิดปาก)

(d) encircled    (ล้อมรอบ, เวียนรอบ, ตีวง)

 

15. _____________________ Air and Space Museum has the highest attendance record of all the museums in the world.

( ______________________ พิพิธภัณฑ์ทางอากาศและอวกาศ   มีประวัติการเข้าชมสูงที่สุดในบรรดาพิพิธภัณฑ์ทั้งหมดในโลก)

(a) A

(b) An

(c) The

(d) (No word is needed.)

ตอบ   –   ข้อ    (c)   ชื่อพิพิธภัณฑ์  ต้องนำด้วย  Article  “the” นอกจากนั้น   ยังใช้  Article  “the”  กับ เทือกเขา  แม่น้ำ  หมู่เกาะ  ชื่อประเทศที่มีคำ  “Union” “United” “Republic”  ชื่อประเทศและชื่อสถานที่ทางภูมิศาสตร์ที่เป็นรูปพหูพจน์  (Philippines, Alps)   มหาสมุทร  ทะเล  คลอง  คาบสมุทร  อ่าว  ช่องแคบ  กลุ่มทะเลสาบ  ทะเลทราย  เทือกเขา  แหลม  ขั้วโลก  ภาค  นามที่มีเพียงสิ่งเดียว  เส้นศูนย์สูตร  อุโมงค์  ห้องสมุด  และพิพิธภัณฑ์  เช่น

  • the United States of America    (ประเทศสหรัฐฯ)
  • the China’s People Democratic Republic    (สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน)
  • the Atlantic   (มหาสมุทรแอตลันติค)
  • the Pacific Ocean, the Indian Ocean    (มหาสมุทรแปซิฟิก-อินเดีย)
  • the Danube    (แม่น้ำดานูบ)
  • the Chao Praya River    (แม่น้ำเจ้าพระยา)
  • the Thames   (แม่น้ำเทมส์)
  • the Panama Canal, the Suez Canal   (คลองปานามา – สุเอซ)
  • the Red Sea, the Mediterranean    (ทะเลแดง –เมดิเตอร์เรเนียน)
  • the East Indies    (หมู่เกาะอินเดียตะวันออก)
  • the Indo-China Peninsula    (คาบสมุทรอินโดจีน)
  • the Scandinavian Peninsula    (คาบสมุทรสแกนดิเนเวีย)
  • the Gulf of Thailand, the Persian Gulf    (อ่าวไทย – เปอร์เซีย)
  • the Bering Strait, the British Strait    (ช่องแคบเบอริ่ง– อังกฤษ)
  • the Geneva Lake    (ทะเลสาบเจนีวา)
  • the Kobe Desert, the Sahara Desert    (ทะเลทรายโกบี – ซาฮารา)
  • the Cape of Good Hope    (แหลมกู๊ดโฮพ)
  • the Rockies, the Alps    (เทือกเขาร็อคกี้ –แอลป์ส)
  • the North Pole, the South Pole    (ขั้วโลกเหนือ – ใต้)
  • the Equator     (เส้นศูนย์สูตร)
  • the North, the South    (ขั้วโลกเหนือ – ใต้)
  • the moon, the sun, the earth, the world, the universe, the sky
  • the Central Library    (หอสมุดกลาง)
  • the Thai National Museum     (พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติไทย)

 

16. Lawrence eats __________________________________________ of all his friends.

(ลอว์เรนซ์กิน __________________________________ ในบรรดาเพื่อนทั้งหมดของเขา)

(a) most slowly

(b) the most slowly    (อย่างเชื่องช้าที่สุด)

 (c) more slowly

 (d) as slowly as

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นสุด”  (Superlative)   จึงต้องใช้  “The most”  นำหน้า  “Slowly”   (เป็นการเปรียบเทียบตั้งแต่   ๓  คนขึ้นไป)

 

17. ___________________________________ were sold before the end of the month.

( _________________________________________________ ถูกขายไปก่อนสิ้นเดือน)

(a) A large amount of products

(b) Much of the products

(c) Many of the products    (ผลิตภัณฑ์จำนวนมาก)

(d) A great deal of products

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้   “Many”   กับคำนามนับได้ พหูพจน์ (Products)  ส่วน   “A large amount, Much, A great deal”   ล้วนแต่ใช้กับนามนับไม่ได้   (และเป็นเอกพจน์เสมอ)

 

18. I have two horses.  ___________________________________ of them run very fast.

(ผมมีม้า  ๒  ตัว  พวกมัน ________________________________________ วิ่งเร็วมาก)

(a) All    (ทั้งหมด)

(b) Each    (แต่ละตัว)

(c) Both    (ทั้งคู่,  ทั้ง  ๒  ตัว)

(d) One    (ตัวหนึ่ง, ตัวเดียว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   มีม้า  ๒  ตัว   ใช้   “Both”  ไม่ใช้  “All”  (ใช้กับ  ๓  คน หรือ  ๓  สิ่งขึ้นไป)  และถ้าตอบ  “Each”  หรือ  “One”  ต้องเติม  “S”  ท้าย  “Runs

 

19. I don’t remember ____________________________________ any books from you.

(ผมจำไม่ได้ ________________________ หนังสือใดๆจากคุณ)  (คือ จำไม่ได้ว่าเคยยืม)

(a) borrow

(b) borrowed

(c) to borrow    (ที่จะยืม)  (ยังไม่ได้ยืม)     

(d) borrowing    (การยืม)  (คือ ยืมไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • At noon Miss Green stopped _______________________ and went out to lunch.  

(ในตอนเที่ยง  มิสกรีนหยุด __________________ และออกไปกินอาหารกลางวันข้างนอก) 

(a) to work

(b) from work

(c) work    (งาน)

(d) from working

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   กริยา   “Stop” สามารถใช้ได้  ๓  แบบ คือ  ๑.  “Stop + to + Verb 1” =  “หยุด.......เพื่อที่จะทำกริยานั้น”    ๒.  “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำกริยานั้น   และ  ๓.   “Stop + Noun” = “หยุดการกระทำสิ่งนั้น (คำนามนั้น)  (ความหมายเหมือนใน ข้อ  ๒)   สำหรับในประโยคข้างบน  เข้าหลักเกณฑ์ข้อ  ๓  คือ  “หยุดงาน”  ซึ่งสามารถตอบแบบใน ข้อ  ๒  ก็ได้เช่นกัน  คือ  “Stopped working”  ดูเพิ่มเติมการใช้คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop”   กล่าวคือ  เมื่อตามด้วย   “To + Verb 1”  และ  “Verb + ing”  แล้วมีความหมายต่างกัน   จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  

  • Thai people always ______________________ on their elders on Songkran Day.

(คนไทย _____________________________ ผู้อาวุโส-ผู้มีอายุมากกว่า  ในวันสงกรานต์)

(a) remember calling

(b) remember to call    (จำได้, ระลึกได้ (เสมอ) ที่จะไปเยี่ยมเยียน)

(c) remembered calling

(d) remembered to call

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง   (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน   จึงใช้ในรูป   “Present simple tense” (Subject + Verb 1)   (ดังนั้น  จึงตัดข้อ  (c)  และ  (d)  ทิ้ง)  สำหรับข้อ  (b) หมายถึง  “จำได้-ระลึกได้  ที่จะไปเยี่ยม ผู้อาวุโส  ในวันสงกรานต์ ทุกๆปี”   มิได้ต้องการหมายถึงใน ข้อ  (a) ที่ว่า  “ระลึกได้ถึงการไปเยี่ยม ฯ” 

                                  ตัวอย่างที่  

  • Seeing the teacher, ________________________________________ at once.

(เห็นครู ______________________________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped   (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped   (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game   (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ “Teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค  (Seeing)  คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้ คือ  “They” จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”   (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)   มิใช่ข้อ  (d)   “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม” 

                                    ตัวอย่างที่  

  • Try ___________________________________________ water to your drink.

(ทดลอง _____________________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding     (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง  “ทดลอง”  จึงต้องตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม”  ต้องตามด้วย “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม  ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)   ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี  ๒  ความหมาย  และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • Don’t forget ____________________________________________ my letter !

(จงอย่าลืม ____________________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง”  (คือ ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง  )มิใช่   “ลืมการส่ง”  (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้   ต้องใช้  “Posting

                                   ตัวอย่างที่  

  • Have you ever tried _________________________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง ___________________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ  -   ข้อ   (b)   เมื่อ  “Try” หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้ คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย  คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1)  (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”   จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                                      ตัวอย่างที่  

  • Please don’t forget __________________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _______________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1” =  “ลืมที่จะ...........”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing” =  “ลืมการ.............” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว   แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น   ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง 

                                     ตัวอย่างที่  

  • As soon as it stops ___________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ____________________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ  “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1” =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น”  (ในกรณีนี้  คือ “หยุด..........เพื่อที่จะตก”  ซึ่งไม่ได้ความหมายแต่อย่างใด

                                    ตัวอย่างที่  

  • While we were walking in the park, she often stopped __________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด ____________ ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -  ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                                 ตัวอย่างที่  ๑๐

  • I remember that restaurant; we stopped there ___________ on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร   (Stop to eat)

                                  ตัวอย่างที่  ๑๑

  • How did the cat get into the house?  I remember ____________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง _________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting   (การจับ)

(d) putting away

ตอบ  -  ข้อ   (c)   (Remember + Verb + ing  =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ” คือ   ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน   “Remember + To + Verb 1”=  “จำได้  (ไม่ลืม)  ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป   -    มีหลักไวยากรณ์ดังนี้   คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + Verb 1)   และ   “Gerund” (Verb + ing)   ตามหลังคำกริยา “Remember, Forget, Try Stop”   แต่มีความหมายต่างกัน    เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

20. I got _________________________________________________ him last month.

(ดิฉัน ________________________________________________ เขาเมื่อเดือนที่แล้ว)

(a) married

(b) married with

(c) married to    (แต่งงานกับ)

(d) marry

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้