หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 292)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I don’t think she is very suitably dressed.  She looks extremely ______________ to me.

(ผมไม่คิดว่าเธอแต่งตัวได้เหมาะสมมากนัก  เธอมีท่าทาง __________ อย่างมากสำหรับผม)

(a) commonly

(b) common    (ธรรมดา, สามัญ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) commonness    (ความเป็นธรรมดาสามัญ, ความพร้อมกัน-ร่วมกัน-เหมือนกัน)  (เป็นคำนาม)

(d) being common

ตอบ   -   ข้อ    (b)   หลังคำกริยา  “Look”  เมื่อหมายถึง  “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทนี้จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • The mother looked __________________________________ at her naughty child.

(แม่มอง _____________________________________________ ที่ลูกผู้ซุกซนของเธอ)

(a) anger

(b) angry

(c) angrily    (อย่างโกรธเคือง)

(d) angered

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ขยายกริยา  “Look at”  (จ้องมอง)  จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  แต่ถ้า  “Look”  หมายความว่า  “มีอาการ, มีลักษณะ, มีท่าทาง”  จะต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   ดังประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

  • Let us _____________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง _____________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • I ______________________________________ about his ability to do the work.

(ผม _______________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Feel + Adjective”  สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน   ได้แก่   “I have (a) doubt about………”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ......) และ  “I wonder about…………” (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ..........)  สำหรับกริยาตัวอื่นๆ  ที่ใช้แบบเดียวกับ   “Feel”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  

  • Everything looks ________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ _______________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความ หมายว่า   “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์ (Adverb)

                                    ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels _________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก __________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)   มิใช่  “Adverb”  เช่น  Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                                    ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells __________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น ______________________________________________ )

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   นื่องจาก   “Smell + Adjective”

                                    ตัวอย่างที่      {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

  • (1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพนกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะ  งุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ    แก้เป็น   “Awkward”  เนื่องจาก   “Seem + Adjective

                                   ตัวอย่างที่ 

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed ________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _____________________ )

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry   (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   นื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า   “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”   คือช่วยเชื่อมระหว่าง  ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

            -  She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

           -  He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

           -  The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

           -  They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป   -    คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่  Be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  Become,  Seem  (ดูเหมือนว่า)Appear  (มีลักษณะท่าทาง)Feel  (รู้สึก)Get,  Grow,  Keep,  Look  (มีท่าทาง)Smell  (มีกลิ่น), Sound,  Taste  (มีรสชาติ)Turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ  เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • Her name sounds familiar to me.   (ชื่อของเธอฟังดูคุ้นๆหูผม)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)
  • She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

2. _________________ he thinks sensible turns out to be ridiculous in other people’s eyes.

(______________________ เขาคิดว่าฉลาด (มีเหตุผล-มีไหวพริบ) กลายเป็นน่าหัว เราะเยาะ (น่าขัน-ไร้สาระ) ในสายตาของผู้อื่น)

(a) That

(b) Which

(c) What    (สิ่งที่, อะไรที่)

(d) When

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นคำนำหน้า  “Noun clause”  (What he thinks sensible)  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Turns out”  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • I wonder what __________________________.  I feel that we have been a bit late.

(ผมสงสัยว่า (ขณะนี้) ___________________ อะไร  ผมรู้สึกว่าเราล่าช้าไปนิดหน่อยแล้วนะ)

(a) it is time

(b) time is it

(c) time it is    (เป็นเวลา)

(d) is it time

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากข้อความ  “What time it is”  เป็น  “Noun clause” ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Wonder”  โดยต้องเรียงประโยคในรูปบอกเล่า  คือ  ประธานอยู่หน้ากริยา  (What time it is)   ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • If I had the money, I would pay _______________________________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน (ในขณะนี้)  ผมจะใช้คืน _____________________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากเป็นคำนำหน้า  “Noun clause”  (What I owe)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Pay”

                                    ตัวอย่างที่ 

  • ____________________ astrology and alchemy may be regarded as fundamental aspects of thought is indicated by their apparent universality.

(_____________________ วิชาโหราศาสตร์และอัลเคมี (การเล่นแร่แปรธาตุ)  อาจจะถูกถือว่าเป็นแง่มุมพื้นฐานของความคิด  ได้รับการบ่งชี้โดยความเป็นสากลที่เห็นได้ชัดเจนของมัน)  (คือ  ของทั้ง  ๒  วิชา)

(a) Both are

(b) What both

(c) Both

(d) That both    (ที่ว่าทั้ง)  (คือ  ทั้ง  ๒  วิชา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นคำนำหน้า  “Noun clause”  (That both astrology and alchemy may be regarded as fundamental aspects of thought)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Is indicated”  เป็นกริยา  

                                      ตัวอย่างที่ 

  • The fact ______________________ money orders can usually be easily cashed has made them a popular form of payment.

(ข้อเท็จจริง _____________________ ธนาณัติโดยปกติแล้วสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างง่ายดาย  ทำให้มัน (ธนาณัติ) เป็นรูปแบบของการชำระเงินที่เป็นที่นิยมกัน)

(a) of

(b) that    (ที่ว่า)

(c) is that

(d) which is

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ   “The fact that money orders can usually be easily cashed”   เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมี   “Has made”  เป็นกริยา

                                   ตัวอย่างที่ 

  • ______________________ dog was the first animal to be domesticated is generally agreed upon by authorities in the field.

(________________________ สุนัขเป็นสัตว์ชนิดแรกที่ถูกทำให้เชื่อง  ได้รับการเห็นด้วยโดยทั่วไปโดยผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้)

(a) Until the

(b) It was the

(c) The

(d) That the    (ที่ว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากข้อความ   “That the dog was the first animal to be domesticated”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมีข้อความส่วนที่เหลือเป็นกริยาและส่วนขยายกริยา

                                    ตัวอย่างที่ 

  • Did you hear _____________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน __________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)   (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”    ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear

                                      ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us _______________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเราว่า  บ้านหลังใด ____________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด   และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Tell”  ส่วนกรรมรอง  คือ  “Us” จึงต้องขึ้นต้นด้วย  “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                     ตัวอย่างที่ 

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not _________________________ I really want.   

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ _________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก   “What I really want” เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is) 

                                   ตัวอย่างที่ 

  • Tell me _________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ____________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า) ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่(โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)   ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause” ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                                    ๑. เป็นประธานของ  “Verb” หรือประโยค  เช่น

           -  What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

           -  How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

           -  Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

            -  Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

           -  That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

           -  That we, the Earth, live alone in the universe is still a question.

(ที่ว่าเรา, มนุษย์บนโลก, มีชีวิตอยู่ตามลำพังในจักรวาล  ยังคงเป็นปัญหา (เป็นที่สงสัย) อยู่)  (คือ  เชื่อกันว่ามีมนุษย์ต่างดาวในดาวอื่นๆ ด้วย)

          -  That she was not compatible with her husband was known to all.

(ที่ว่าเธอไปกันไม่ได้กับสามีของเธอ  เป็นที่รู้กันกับทุกคน)

           -  Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                    ๒.  เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค เช่น

            -  I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

           -  She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

           -  They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

           -  We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

             -  She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

             -  The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

              -  I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                    ๓.  เป็นกรรมของ “Preposition”   เช่น

              -  She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

               -  They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

               -  We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

               -  They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                     ๔.  วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

               -  I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

              -  He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

               -  They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

               -  We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                     ๕.  ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน   เช่น

              -  The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”ดังนั้น“that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me” จึงเป็น “Adjective clause” มาขยาย “the fact

             -  The belief that all men are born equal is not held by everyone. 

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

             -  The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น “Noun clause” จะใช้  “that”(ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น   (ไม่ใช้ “which”)   และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม   แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้  “that”  หรือ “which”  ก็ได้   (และแปลว่า “ที่” หรือ “ซึ่ง”)   และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  •     The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”   โดย   “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน “me”  เป็นกรรมรอง)

 

3. Even though ______________________ a stiff breeze blowing across the beach, sitting outside was still pleasurable.

(แม้ว่า ________________________ ลมพัดโชยที่รุนแรงพัดข้ามชายหาด  การนั่งข้างนอก (ในที่แจ้ง) ก็ยังคงน่ารื่นรมย์-สบายดี)

(a) that there was

(b) there was    (มี)

(c) when there was

(d) was there

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยค

 

4. Although statistics show that there are only slightly fewer males than females in the teaching profession, it is _____________________ believed that most teachers are women.

(แม้ว่าสถิติแสดงว่า  มีผู้ชายน้อยกว่าผู้หญิงเพียงเล็กน้อยในอาชีพสอนหนังสือ (อาชีพครู) (แต่) มันถูกเชื่อ __________________________ ว่า  ครูส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง)

(a) popular    (ทั่วไป, เป็นที่นิยมกัน, เกี่ยวกับประชากร-ราษฎร, พื้นๆ, โดยประชาชน)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) popularity     (ความเป็นที่นิยมชมชอบ)  (เป็นคำนาม)

(c) popularly    (โดยทั่วไป, อย่างเป็นที่นิยมกัน, โดยประชาชน)

(d) a popular

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากขยายกริยา  “Is believed”  จึงต้องใช้รูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)

 

5. The ____________________ said that his insurance would not replace all of the merchandise which had been damaged.

(_____________________ กล่าวว่าการประกันภัยที่เขาทำไว้  จะไม่ชดใช้คืนสินค้า ทั้งหมดซึ่งได้รับความเสียหาย)  (คือ  จะชดใช้ให้เพียงบางส่วนเท่านั้น)

(a) tutor    (ผู้สอน, อาจารย์)

(b) debtor    (ลูกหนี้)

(c) proprietor    {เจ้าของ (บ้าน, รถยนต์, ทรัพย์สิน ฯลฯ)}

(d) loafer    (โล้-เฟ่อะ)  (ผู้เดินเตร่-เดินเล่น, ผู้เอ้อระเหย, ผู้ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดย

เปล่าประโยชน์)

 

6. There is no reason to insult and _______________________ the man simply because you do not agree with him.

(ไม่มีเหตุผลที่จะดูหมิ่น-เหยียดหยามและ ________________________ ชายคนนั้น  เพียงเพราะว่าคุณไม่เห็นด้วยกับเขา)

(a) depict    (พรรณนา, วาดให้เห็น, อธิบาย)

(b) distort    {บิดเบือน (ข้อเท็จจริง), ทำให้ผิดรูป, ทำให้ผิดส่วน}

(c) defame   (ทำลายชื่อเสียง, สบประมาท, ใส่ร้ายป้ายสี)

(d) implore    (อ้อนวอน, วิงวอน, ขอร้อง, เรียกร้อง)

 

7. Registration is ____________________________________ in order to vote in an election.

(การลงทะเบียน ___________________________ เพื่อที่จะลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง)  (หมายถึง ต้องลงทะเบียนก่อน  จึงจะลงคะแนนได้)

(a) urgent    (เร่งด่วน, รีบเร่ง)

(b) compulsory    (เป็นเชิงบังคับ, บังคับ, เป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำ, ซึ่งต้องกระทำ)

(c) irresistible    (เออ-ริ-ซิส-ทิ-เบิ้ล)  (ซึ่งไม่อาจต้านทานได้, มีเสน่ห์, ยั่วยวนใจ, เย้ายวนใจ)

(d) trivial    (ทริฟ-เวียล)  (ไม่สำคัญ, มีค่าน้อย, ขี้ปะติ๋ว, หยุมหยิม, ไร้สาระ)

 

8. Newspapers make ___________________________________ money from advertising.

(หนังสือพิมพ์ทำเงินได้ _______________________________________ จากการโฆษณา)

(a) a number of    (มากมาย)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(b) a great deal    (“A great deal of”  =  มากมาย  ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(c) a lot of    (มากมาย, จำนวนมาก)  (ใช้ได้ทั้งกับคำนามนับไม่ได้ และคำนามนับได้ พหูพจน์)

(d) lot of    (“Lots of”  =  มากมาย  )  (ใช้ได้ทั้งกับคำนามนับไม่ได้ และคำนามนับได้ พหูพจน์)

(e) much of

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Money”  เป็นคำนามนับไม่ได้  ทั้งนี้  อาจตอบ  “A great (good) deal of,  Lots of,  Much,  A large (great) amount of”  ก็ได้

 

9. His music at last night’s performance was so emotional that ____________________ even his harshest critics admit to his talent.

(ดนตรีของเขาที่การแสดงของเมื่อคืนที่ผ่านมา  สะเทือน (เร้า) อารมณ์มากจนกระทั่ง ___________ แม้แต่นักวิจารณ์ตัวเขาที่รุนแรงที่สุด  ยังยอมรับในความ สามารถพิเศษของเขา)

(a) it makes

(b) it made    (มันทำให้)

(c) made it

(d) when it made

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากกริยาในประโยคใหญ่   His music at last night’s performance was so emotional”  อยู่ในรูปอดีต (Was)  กริยาในประโยคย่อยจึงต้องอยู่ในรูปอดีต  “Made”  ด้วย

 

10. A country ____________________ volume of exports is smaller than her imports can’t be said to be in a good situation economically.

(ประเทศ (ซึ่ง) ปริมาณของสินค้าออก ____________________ น้อยกว่าสินค้าเข้า  ไม่สามารถถูกกล่าวได้ว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ดีทางเศรษฐกิจ)

(a) where

(b) when

(c) whose    (ของตน)

(d) which

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ  (ซึ่งปริมาณสินค้าออกของตน)

 

11. While trying to decide _______ road to take, we made a wrong turn, and got completely lost.

(ในขณะที่กำลังพยายามที่จะตัดสินใจว่าจะใช้ถนน _______ เราเลี้ยวผิด  และหลงทางโดยสิ้นเชิง)

(a) which    (สายใด)

(b) what

(c) where

(d) the

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Noun clause” (Which road we should take)  ซึ่งทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Decide”  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”   ใน  ข้อ  ๒  ของข้อสอบชุดนี้

 

12. Utilization of synthetic fertilizers has become a conventional technique, supplanting organic methods. 

(การใช้ประโยชน์ปุ๋ยสังเคราะห์  ได้กลายเป็นเทคนิค    แต่ดั้งแต่เดิม-ที่มีมานานแล้ว    โดยมาแทนวิธีการแบบ (ปุ๋ย) อินทรีย์)  (คือ  มีการใช้ปุ๋ยสังเคราะห์แทนปุ๋ยคอกมานานแล้ว)

(a) traditional    (แต่ดั้งเดิม, เกี่ยวกับจารีต, สืบทอดตามประเพณี)

(b) commonplace    (ธรรมดาสามัญ, ปกติ, ทั่วไป)

(c) economical    (ประหยัด)

(d) widespread    (แพร่หลาย, กว้างขวาง)

 

13. Airplanes transport people swiftly over great distances.

(เครื่องบินขนส่งผู้คน    อย่างรวดเร็ว    ในระยะทางไกลๆ)

(a) regularly    (อย่างสม่ำเสมอ, เป็นปกติ)

(b) comfortably    (อย่างสะดวกสบาย, อย่างอบอุ่น)

(c) safely    (อย่างปลอดภัย)

(d) rapidly    (อย่างรวดเร็ว)

 

14. In 1887, Venezuela severed (เซฟ-เว่อร์-ดึ) diplomatic ties with Great Britain.

(ในปี  ๑๘๘๗  เวเนซูเอล่า    ตัดสัมพันธไมตรี-ตัดขาด-แยกออก-แบ่งแยก-แยกแยะ     ความสัมพันธ์ทางการทูตกับสหราชอาณาจักร)

(a) established    (สร้าง, จัดตั้ง, สถาปนา)

(b) restored    (บูรณะ, ฟื้นฟู, ปฏิสังขรณ์)

(c) cut off    (ตัด – ความสัมพันธ์)

(d) suspended     (พักไว้ชั่วคราว, ระงับไว้ชั่วคราว, ยกเลิกชั่วคราว, ให้พักงาน, แขวน, ลอยตัว)

 

15. The holiday camp usually has its own swimming-pool and tennis __________________ .

(ค่ายพักแรมวันหยุด  ปกติจะมีสระว่ายน้ำและ ______________________ เทนนิสของตนเอง)  

(a) cords    (เชือก, ด้าย, สายเคเบิล) 

(b) courses    (เส้นทาง, วิถีทาง, แนวทางเดิน, แนวทางปฏิบัติ, หลักสูตร, กระบวนวิชา, (อาหาร) จานหนึ่ง)

(c) courts    (สนาม, ลาน, ศาล, ราชสำนัก, สภา, การเกี้ยวพา)

(d) causes    (สาเหตุ, มูลเหตุ, ต้นเหตุ, มูลฟ้อง, เรื่องที่อภิปราย)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Tennis courts”  =   “สนามเทนนิส

 

16. Don’t you find ____________________________________ rather dull to stay at home?

(คุณไม่ได้พบว่า ______________________ ค่อนข้างน่าเบื่อหน่ายที่จะพักอยู่กับบ้านใช่ไหม)

(a) yourself

(b) something

(c) anything

(d) it    (มัน)

(e) (No word is needed.)    (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + Find + It + Adjective + To + Verb 1”   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่  

  • I began to read my papers again, but found ___________ difficult to improve them.

(ผมเริ่มต้นอ่านรายงานของผมอีกครั้ง  แต่พบว่า _____ ยากที่จะปรับปรุงมัน (รายงาน) ให้ดีขึ้น)

(a) it    (มัน)

(b) myself

(c) too

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Find (Consider) + It + Adjective + To + Verb 1”  ซึ่ง  “It”  ในที่นี้  มิได้มีความหมายแต่ประการใด  เป็นเพียงการสมมติขึ้นมาเป็น   “กรรม”  ของ  “Find (หรือ Consider)”  เท่านั้น 

                                    ตัวอย่างที่  

  • The boys found the experiment ______________________________________.

(เด็กๆ พบว่าการทดลอง _________________________________________________ )

(a) to fascinate   (ทำให้หลงใหล, ทำให้ปลื้ม, ดึงดูดใจ)

(b) fascinate

(c) fascinating     (น่าหลงใหล, มีเสน่ห์)

(d) fascinated    (รู้สึกหลงใหล, หลงเสน่ห์)

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Find (Consider) + Object (it, him, her, them, you) + Adjective (+ To + Verb 1)”  =  {ประธาน + พบ (ถือว่า) + กรรม (มัน, เขา, เธอ, เรา, ท่าน) + คุณศัพท์ (To + Verb1)}

                                   ตัวอย่างที่      (จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑)  ถึง  (๔)

  • Because (1) some critics considered it decadent, subversive, and (2) incomprehensibly, abstract art (3) encountered much opposition in its (4) early years.

(เพราะว่านักวิจารณ์บางคนมองว่ามัน (ศิลปะฯ) เสื่อมโทรม, บ่อนทำลาย, และไม่สามารถเข้าใจได้    ศิลปะแบบแอบสแตร็คได้เผชิญกับการต่อต้านอย่างมากในช่วงปีแรกๆของมัน)

ตอบ   –   ข้อ   (2)   แก้เป็น  Incomprehensible”  เนื่องจากต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  ให้สมดุลกับอีก  ๒  คำข้างหน้ามัน  “Decadent”  และ Subversive” ตามโครงสร้าง  {Subject + Consider (Find) + It (Him, Her) + Adjective} หรือ  {Subject + Consider + It (Him, Her) + A + Adjective + Noun}  เช่น

                 -  We considered (found) it successful.

(เธอถือ (พบ) ว่ามันประสบความสำเร็จ)

               -  He considered (found) it useful.

(เขาถือ (พบ) ว่ามันมีประโยชน์)

               -  She considers (finds) it important.

(เธอถือ (พบ) ว่ามันสำคัญ)

               -  We consider (find) him a good boy.

(เราถือ (พบ) ว่าเขาเป็นเด็กดี)

               -  She considers (finds) me her best friend.

(เธอถือ (พบ) ว่าผมเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ)

              -  The boss considered (found) her a good secretary.

(เจ้านายถือ (พบ) ว่าเธอเป็นเลขาฯ ที่ดี)

 

17. I don’t understand why he is always ________________________________ money.

(ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจึง _____________________________________ เงินอยู่เสมอ)

(a) in short of

(b) in short for

(c) short of    (ขาด, ขาดแคลน)

(d) short for

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “To be short of”  =   “ขาด, ขาดแคลน

 

18. Butter _________________________________________________ in the refrigerator.

(เนยแข็ง ____________________________________________________ ในตู้เย็น)

(a) ought to keep    (ต้องใช้  “ought to be kept” = ควรถูกเก็บ)  (“Ought + to + be + Verb 3”  เมื่อเป็น  “Passive voice”)  (Active voice = Ought + to + Verb 1 = ควรจะ...............)  

(b) had better to be kept    (ต้องใช้  “had better be kept” = ควรจะถูกเก็บ.........ดีกว่า  เมื่อเป็น  “Passive voice”)  (Active voice = Had better + Verb 1 = ควรจะ..............ดีกว่า)   

(c) should be kept    (ควรถูกเก็บ)  (should + be + Verb 3 เมื่อเป็น “Passive voice”)  (Active voice = Should + Verb 1 = ควรจะ..............)

(d) is kept as usual    (ถูกเก็บตามเคย  หรือตามปกติ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ควรใช้   “Should”  เป็นการแนะนำให้ทำ  คือ  “ควรถูกเก็บ”  ซึ่งดีกว่า ข้อ  (d)  ที่ถูกหลักไวยากรณ์  แต่ความหมายไม่หนักแน่นเหมือนใน  ข้อ  (c)

 

19. We __________________ finish this work soon because the deadline is approaching.

(เรา ________________ ทำงานนี้ให้เสร็จโดยเร็ว  เพราะว่าเส้นตายกำลังใกล้เข้ามาแล้ว)

(a) have

(b) will have

(c) had to    (จำเป็นต้อง)  (ความหมายเป็นอดีต)

(d) have to    (จำเป็นต้อง)  (ใช้ในความหมายปัจจุบัน  หรือ อนาคต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้  “Have to”  ในรูปปัจจุบัน  (Present simple tense)  เพราะ   “Clause”  ที่ตามหลัง   “Because”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   อยู่ในรูป  “Present continuous tense” (is approaching)  จึงต้องใช้   “Tense”  ให้สอดคล้องกัน คือ  “Present simple”   กับ   “Present continuous”  ส่วนข้อ  (c)  ผิดเพราะเป็น  Past tense”  (เหตุการณ์ในอดีต)  สำหรับข้อ  (a)  และ ( b)  ผิดเพราะหลัง  “Verb” have  ต้องตามด้วย  “verb” ช่องที่ 3  (have finished)  เสมอ

 

20. The ___________________________ businessperson always dresses appropriately.

(นักธุรกิจ ___________________________________ มักจะแต่งตัวอย่างเหมาะสมเสมอ) 

(a) succeed     (ประสบความสำเร็จ)  (เป็นคำกริยา)

(b) success     (ความสำเร็จ)  (เป็นคำนาม)

(c) successful     (ซึ่งประสบความสำเร็จ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) succession     (การต่อเนื่อง, ลำดับ, การสืบมรดก, การสืบทอดตำแหน่ง, การรับช่วง, สิทธิการรับช่วง, ผู้รับช่วงต่อ, ทายาท, ผู้สืบตระกูล)

ตอบ    ข้อ    (c)    เนื่องจากคำที่ขยายหน้าคำนาม คือ   “Businessperson”  ต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ซึ่งก็คือ   “Successful

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้