หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 291)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I clearly remember ____________ the clock last night, so I have no idea why the alarm failed ____________ off.

(ผมจำได้ชัดเจน _______________ นาฬิกาปลุกเมื่อคืนที่แล้ว  ดังนั้น  ผมไม่รู้เลยว่าทำไมสัญญาณปลุกจึงล้มเหลวที่จะ (ไม่สามารถ) ________________ )  (ตั้งนาฬิกาปลุกไว้แล้ว  แต่สัญญาณไม่ดัง  -  ไม่ปลุก)

(a) to set ___________ to go

(b) having set ___________ going

(c) setting ___________ to go    (การตั้ง ......................... ดังขึ้น)

(d) setting ___________ going

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Remember + Verb + ing”  =  “จำได้ถึงการทำสิ่งนั้น”  (Remember + To + Verb 1  =  จำได้ หรือ ไม่ลืมที่จะทำสิ่งนั้น)   สำหรับ  “Fail”  =   “ล้มเหลว, ไม่สามารถ”  + “To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมการใช้กริยา  “Remember, Forget, Stop, Try”  จากประโยคข้างล่าง 

                                ตัวอย่างที่ 

  • We never forget __________________________ our English books to school.

(เราไม่เคยลืม ________________________ หนังสือภาษาอังกฤษของเรามาที่โรงเรียน)

(a) bring

(b) bringing    (การนำ)

(c) to bring    (ที่จะนำ)

(d) to be brought

ตอบ   -   ข้อ    (c)  

                                  ตัวอย่างที่ 

  • Bill is very thoughtful to his mother.  He always remembers _______ to her every week.

(บิลเอาอกเอาใจ (หรือ คิดถึง-นึกถึง) แม่ของตนเป็นอย่างมาก  เขาจำได้เสมอ ___________ (จดหมาย) ถึงเธอทุกสัปดาห์)

(a) he writes

(b) to write    (ที่จะเขียน)

(c) writing

(d) written

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Remember to write”  =  “จำได้ที่จะเขียน”  คือ  “ไม่ลืมที่จะเขียน”  ส่วน  “Remember writing”  =   “จำการเขียนได้”   คือเขียนเมื่อนานมากมาแล้วในอดีต  และยังคงจำได้ว่าเคยเขียน  (ในกรณีของประโยคข้างบน  ต้องการหมายความว่า  “จำได้ที่จะเขียน  หรือ  ไม่ลืมที่จะเขียน”  (Remember to write)  เนื่องจาก  บิลคิดถึงแม่  หรือ  เอาอกเอาใจแม่มาก)  ดูคำกริยาที่ใช้โครงสร้างต่างกัน  แล้วมีความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • Have you ever tried __________________________________________ snails?

(คุณเคยลอง ____________________________________________ หอยทากหรือเปล่า)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of eating

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Try + Verb + ing” =  “ลอง...............”   ส่วน  “Try + to + Verb 1” =  “พยายาม.................”  ดูคำกริยาที่ตามด้วย  “Verb + ing” และ   “To + Verb 1”  แล้วความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • Thai people always ______________________ on their elders on Songkran Day.

(คนไทย _____________________________ ผู้อาวุโส-ผู้มีอายุมากกว่า  ในวันสงกรานต์)

(a) remember calling

(b) remember to call    (จำได้, ระลึกได้ (เสมอ) ที่จะไปเยี่ยมเยียน)

(c) remembered calling

(d) remembered to call

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง   (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงใช้ในรูป  “Present simple tense”  (Subject + Verb 1)   (ดังนั้น  จึงตัดข้อ  (c) และ  (d) ทิ้ง)  สำหรับข้อ   (b) หมายถึง  “จำได้-ระลึกได้  ที่จะไปเยี่ยม ผู้อาวุโส  ในวันสงกรานต์ ทุกๆ ปี”  มิได้ต้องการหมายถึงใน ข้อ  (a)  ที่ว่า   “ระลึกได้ถึงการไปเยี่ยม ฯ” คือ  ไปเยี่ยมมาแล้ว  และยังคงจำเหตุการณ์นั้นได้

                                  ตัวอย่างที่  

  • Seeing the teacher, ________________________________________ at once.

(เห็นครู _____________________________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped    (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped    (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game    (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจากประธานของประโยค ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค (Seeing)  คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้ คือ  “They”  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”   (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)   มิใช่ข้อ  (d)  “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม”   ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop”  ากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • Try ____________________________________________ water to your drink.

(ทดลอง _______________________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง  “ทดลอง,  ลอง”  จึงต้องตามด้วย “Gerund”(Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม” ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี  ๒ ความหมาย  และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • Don’t forget ______________________________________________ my letter !

(จงอย่าลืม ______________________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง” (คือ ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)  มิใช่  “ลืมการส่ง”   (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้ ต้องใช้  “Posting

                                  ตัวอย่างที่  

  • Have you ever tried __________________________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง ____________________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อ  “Try”  หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้ คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1” (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”   จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                                     ตัวอย่างที่  

  • Please don’t forget ___________________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม ________________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1” = “ลืมที่จะ...........”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing” =  “ลืมการ.............” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว   แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง 

                                     ตัวอย่างที่  ๑๐

  • As soon as it stops __________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ____________________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ   “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”ส่วน   “Stop + To + Verb 1”  =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                                    ตัวอย่างที่  ๑๑

  • While we were walking in the park, she often stopped ____________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _____________ ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                                    ตัวอย่างที่  ๑๒

  • I remember that restaurant; we stopped there ____________ on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น_________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                                    ตัวอย่างที่  ๑๓

  • How did the cat get into the house?  I remember ______________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ___________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting   (การจับ)

(d) putting away

ตอบ   -   ข้อ   (c)   (Remember + Verb + ing =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”  คือ  ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ) (ในข้อนี้  คือ  จำได้ว่าเอาแมวออกไปไว้ข้างนอกแล้ว  เมื่อคืนก่อน)   ส่วน   “Remember + To + Verb 1”=  “จำได้ (ไม่ลืม)   ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป   -   มีหลักไวยากรณ์ดังนี้   คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + Verb 1) และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”    แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ)  เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

2. _________________ an English newspaper every day is a sure way ________________ your knowledge of the language.

(______________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษทุกวัน  เป็นวิธีการที่แน่นอน ___________ ความรู้ภาษาอังกฤษของคุณ) 

(a) Read ___________ to improve

(b) To read ___________ improve

(c) Reading ___________ improving

(d) Reading ___________ to improve    (การอ่าน .................... ที่จะปรับปรุง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   หรืออาจตอบ  “To read”  ก็ได้  แต่ช่องหลังต้องใช้  “To improve”  เพียงอย่างเดียว  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Gerund” (Verb + ing)  หรือ   “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  เป็นประธานของประโยค (ประธานของกริยา)  จากประโยคข้างล่าง

  • Swimming is a good exercise.

(= To swim is a good exercise.

 (การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

  • Playing badminton is his favorite hobby.

(= To play badminton is his favorite hobby.

  (การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

  • Working in cool weather is pleasure.

(= To work in cool weather is pleasure.

  (การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

  • Breathing is indispensable to all living things.

(To breathe is indispensable to all living things.

  (การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  • Sleeping is necessary to health.

(= To sleep is necessary to health.

  (การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

  • To learn Japanese is difficult.

(= Learning Japanese is difficult.)

(การเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นเรื่องยาก)

  • To escape from the prison seems impossible.

(= Escaping from the prison seems impossible.)

(การหลบหนีจากคุกดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้)

                                    สำหรับการใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์ขยายคำนาม   และต้องวางไว้ข้างหลังคำนามที่มันขยายเสมอ  (…………. Is a sure way to improve……….)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • I have no money to lend you.

    (ผมไม่มีเงินให้คุณยืม)

  • He has no time to waste.

    (เขาไม่มีเวลาที่จะเสียไปโดยเปล่าประโยชน์)

  • Get me a chair to sit on, please.

    (ได้โปรดเอาเก้าอี้ให้ผมนั่งหน่อย)

  • She had lots of books to read.

     (เธอมีหนังสือต้องอ่านมากมาย)

  • They had much work to do last week.

     (พวกเขามีงานต้องทำเยอะอาทิตย์ที่แล้ว)

  • That is not the way to speak to your boss.

     (นั่นไม่ใช่วิธีที่จะพูดกับเจ้านายของคุณนะ)

  

3. I told my daughter ________________________ good care of herself while she was away.

(ผมบอกลูกสาวของผม (ให้) ____________ ตนเองเป็นอย่างดี  ในขณะที่เธอออกไปข้างนอก)

(a) taking

(b) to take    (“Take care”  =  ดูแล)

(c) she will take

(d) that she take

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Subject + Tell + กรรม + To + Verb 1”  (I told my daughter to take……………)  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Tell”   ในประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

  • The teacher permitted him ___________________________________ by himself.

(ครูอนุญาตให้เขา _________________________) ด้วยตัวของเขาเอง)  (คือ  คิดตามลำพัง)

(a) to thinking

(b) to think    (คิด)

(c) think

(d) thinking

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจาก  “Subject + Permit + กรรม + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทนี้จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • The workers are all gone.  Because of the bad weather, the boss permitted them __________________ early.

(คนงานไปกันหมดแล้ว  เนื่องจากอากาศเลว  เจ้านาย (หัวหน้า) อนุญาตให้พวกเขา ___________ แต่เนิ่นๆ)

(a) leave

(b) to leaving

(c) to be going

(d) to leave    (ออกจากที่ทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ตามโครงสร้าง   “Subject + Permit + กรรม + To + Verb 1”

                                  ตัวอย่างที่ 

  • I want you _______________________________ on an errand for me tomorrow.

(ผมต้องการให้คุณ _____________________________________ ทำธุระให้ผมวันพรุ่งนี้)

(a) go

(b) to do

(c) to go    (ไป)

(d) going

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Want + กรรม + To + Verb 1”  และ  “Go on an errand” =  ไปทำธุระ 

                                 ตัวอย่างที่ 

  • We don’t allow anyone ____________________________________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม _______________________________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim   (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Allow + กรรม + To + Verb 1

                                      ตัวอย่างที่  

  • He told one of the men _______________________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ __________________________โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -    ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Subject + Tell + กรรม  + To + Verb 1”  กล่าวคือ   กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้   จะต้องเป็นรูป  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  เสมอ  ได้แก่  “Expect, Want, Cause,  Force,  Compel,  Invite,  Advise,  Instruct, Persuade,  Allow,  Permit,  Encourage,  Press,  Warn,  Order,  Request,  Tempt,  Teach,  Tell,  Oblige”   ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

  • She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

  • They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

  • The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

  • I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

  • She taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

  • We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

  • The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

  • She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

  • The manager advised his staff to work harder.

 (ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

                                     ในกรณีเป็นประโยคปฏิเสธ  ให้ใส่  “Not”  ไว้หน้า  “To + Verb 1”  (Not + To + Verb 1)  เช่น

  • She asked me not to arrive late.

(เธอขอร้องผมมิให้มาสาย)

  • He told her not to go out at night.

(เขาบอกเธอมิให้ออกไปข้างนอกเวลากลางคืน)

  • We forced him not to resign from his work.

(เราบังคับเขามิให้ลาออกจากงาน)

  • She expects him not to fail again.

(เธอคาดหวังเขาว่าจะไม่ล้มเหลวอีกหน)

 

4. I asked Cindy where she ________________ the dress that she _________________ at the teacher’s party the night before.

(ผมถามซินดี้ว่าเธอ ________________ ชุดแต่งกาย (เสื้อผ้า) ที่เธอ ________________ ที่งานเลี้ยงของอาจารย์เมื่อคืนก่อนหน้านั้น)

(a) has bought __________ is wearing

(b) had bought __________ was wearing    (ได้ซื้อ ................. กำลังสวม)

(c) bought __________ has worn

(d) was buying __________ would be wearing

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  (She had bought)  เพราะเหตุการณ์  “เธอซื้อชุดแต่งกาย”  เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์  “ผมถามซินดี้”  (I asked Cindy)

 

5. She is too excited to say ________________________________________________.

(เธอตื่นเต้นเกินไปที่จะพูด ________________________________________________ )

(a) nothing

(b) something

(c) anything    (สิ่งใดๆก็ตาม)

(d) every thing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Anything”  และ  “Any”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ๑. ใช้  “Anything”  และ  “Any”    ในประโยคปฏิเสธและคำถาม

                                ตัวอย่างที่ 

  • There isn’t _________________________________________ in the empty box.

(ไม่มี ________________________________________________ ในกล่องเปล่าใบนั้น)

(a) anything    (สิ่งใดๆ)

(b) something    (บางสิ่งบางอย่าง)

(c) everything    (ทุกสิ่ง)

(d) someone    (บางคน)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นประโยคปฏิเสธ  สำหรับ  “Anything”  หมายถึง  “อย่างใดอย่างหนึ่ง, สิ่งใดๆ”  มักใช้ในประโยคปฏิเสธและคำถาม  ส่วน  “Any” หมายถึง  “บ้าง”  ดังตัวอย่าง

  • There isn’t anything which can prevent her strong determination.

(ไม่มีสิ่งใดๆซึ่งสามารถขัดขวางความมุ่งมั่นแรงกล้าของเธอ)

  • If you shut your eyes, you can’t see anything.

(ถ้าคุณปิดตาของคุณ  คุณไม่สามารถเห็นสิ่งใดๆเลย)

  • Is there anything I can do for you?

(มีสิ่งใดๆที่ผมจะสามารถทำให้คุณไหม)  (มีอะไรให้ผมช่วยไหม)

  • Are there any people in the room?

(มีคนอยู่ในห้องบ้างหรือไม่)

  • I haven’t any money to give you.

(ผมไม่มีเงินให้คุณ)

                                        ๒. อย่างไรก็ดี  สามารถใช้  “Any, Anything” ในประโยคบอกเล่าได้  ในกรณีต่อไปนี้

                          ๒.๑ มีคำที่มีความหมาย  “ปฏิเสธ” อยู่ในประโยค  เช่น  “Seldom, Rarely, Hardly, Scarcely, Never, Without, Too”  เช่น

          - They had hardly any money.

(พวกเขาแทบจะไม่มีเงินเลย)

          - We could finish the project without any trouble.

(เราสามารถทำโครงการสำเร็จ  โดยปราศจากปัญหาใดๆ)

           - She scarcely received any information from him.

(เธอแทบไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาเลย)

           - It was too soon to say anything.

(มันเร็วเกินไปที่จะพูดอะไรออกมา)

           - It is too dark to see anything.

(มันมืดเกินไปที่จะมองเห็นอะไรได้)

                      ๒.๒ แสดงความสงสัยไม่แน่ใจ  เช่น

             - I wonder whether there is anything you want to tell me.

(ผมสงสัยว่า มีสิ่งใดที่คุณต้องการบอกผมหรือไม่)

          - She wondered whether anyone was there.

(เธอสงสัยว่า มีใครอยู่ที่นั่นหรือไม่)

                       ๒.๓ แสดงเงื่อนไข

            - If you find anything wrong, please let me know.

(ถ้าคุณพบสิ่งใดผิด  โปรดบอกให้ผมทราบ)

          - If you have any problem, consult your parents.

(ถ้าคุณมีปัญหาใดๆ  จงปรึกษาพ่อแม่)

         - If there is anything I can do for you, please tell me.

(ถ้ามีสิ่งใดที่ผมทำให้คุณได้  โปรดบอกผม)

                                         . ใช้ขยายนาม  ในความหมาย  “.............ใดก็ตาม”  (ในกรณีนี้  ไม่สามารถใช้   “Some” ทนได้)

                 - Some people are ready to believe anything they are told.

(คนบางคนพร้อมที่จะเชื่อสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาได้รับการบอกเล่า)

                 - I will give this book to anyone who wants it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

                - Anyone violating the rules will be punished.

(ใครก็ตามที่ละเมิดกฎระเบียบ  จะถูกลงโทษ)

                - You may come any time you want.

(คุณจะมาเวลาใดก็ได้  ที่คุณต้องการ)

                - Any student can answer this question.

(นักเรียนคนใดๆ  ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้)

                                        . ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งส่วนใหญ่ขยาย  “Adjective”  หรือ   “Adverb” ขั้นกว่า  เช่น

                 - It won’t do any good.

(มันจะไม่ช่วยให้อะไรดีเลย)

                - I couldn’t stand it any longer.

(ผมไม่สามารถทนมันได้ต่อไปอีกแล้ว)

                - He doesn’t know any better.

(เขาไม่ได้รู้ดีกว่า  -  คุณหรือผมหรอก)

               - Nobody in the village will be any wiser.

(ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ดีกว่านี้หรอก)

               - I’m sorry to say that the patient isn’t any better.

(ผมเสียใจที่จะบอกว่า  คนป่วยอาการไม่ดีขึ้นเลย)

 

6. ______________________________________________ stamps, he collects coins.

(_________________________________________ แสตมป์  เขาสะสมเหรียญกษาปณ์)

(a) Except    (ยกเว้น)

(b) Beside    (ข้างๆ)

(c) In addition to    (นอกเหนือจาก)

(d) There are no

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับคำอื่นๆที่สามารถใช้ได้  คือ  “Besides  (นอกจาก), “Apart from”  (นอกเหนือจาก)

 

7. Did you ___________________________________________ your aunt of this ring?

(คุณ __________________________________ แหวนวงนี้ไปจากป้าของคุณใช่หรือไม่)

(a) steal    (ลักขโมย)

(b) buy    (ซื้อ)

(c) rob    (ชิงทรัพย์, แย่งชิง, ปล้น)

(d) receive    (ได้รับ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Rob someone of something”  (ชิงทรัพย์หรือปล้นอะไรไปจากใคร)  เช่น  “A man robbed me of my notebook.” (ชายคนหนึ่งชิงเอาโน้ตบุ๊คของผมไป)  สำหรับการใช้  “Steal”  มีโครงสร้าง คือ  “Steal something from someone”  (ขโมยอะไรไปจากใคร)   เช่น  “The boy stole my watch (from me).”  (เจ้าเด็กคนนั้นขโมยนาฬิกาผมไป)

 

8. George was remembered as a talented musician _____________________________.

(จอร์ชได้รับการจดจำในฐานะนักดนตรีที่มีพรสวรรค์ ____________________________ )

(a) and a skilled painter as well    (และนักวาดภาพสี (หรือช่างเขียนภาพ-จิตรกร) ที่มีทักษะ-ความชำนาญ  เช่นเดียวกัน)

(b) plus his skill as a painter

(c) in addition to skillful painting

(d) and as painting skillfully

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เป็นการใช้โครงสร้างให้สมดุล  (Balance)  กัน  คือ  a talented musician”  และ  a skilled painter   

 

9. The duties of the secretary are to receive visitors, ___________________________.

(หน้าที่ของเลขานุการคือ  รับแขก, _________________________________________)

(a) opening the mail, and she types letters

(b) to open the mail and typing letters

(c) to open the mail and to type letters    (เปิดไปรษณียภัณฑ์  และพิมพ์จดหมาย)

(d) to open the mail, and they type letters

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้โครงสร้างให้สมดุล  (Balance)  กัน  คือ  “To receive visitors”  และ  “To open the mail”  และ  “And to type letters”  สำหรับข้อนี้  อาจใช้โครงสร้าง  “Gerund”  (Verb + ing)  คือ  “………..secretary are receiving visitors, opening the mail and typing letters”  ก็ได้  

                                         ดูเพิ่มเติมการใช้  “Gerund”  (Verb + ing)   และ  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  ของ  “Verb to be”  (Is, Are, Was, Were)  จากประโยคข้างล่าง

                 -  His part-time job is teaching (to teach) in a college.

                   (งานพาร์ตไทม์ของเขาคือการสอนในมหาวิทยาลัย)

                -  Her hobby is collecting (to collect) precious stones.

                  (งานอดิเรกของเธอคือการสะสมหินมีค่า)

               -  What they like to do is swimming (to swim) in a river.

                 (สิ่งที่พวกเขาชอบทำคือการว่ายน้ำในแม่น้ำ)

               -  The only thing that interested me was riding (to ride) on a horseback.

                 (เพียงสิ่งเดียวที่ทำให้ผมสนใจคือการขี่บนหลังม้า)

      

10. Having discussed the problem carefully and at length, ________________________.

(เมื่อได้ประชุมหารือปัญหาอย่างรอบคอบและยืดยาวแล้ว, ________________________ )

(a) a solution was found by the committee.

(b) then the committed found to it a solution

(c) it was solved by the committee

(d) the committee found a solution    (คณะกรรมการพบวิธีแก้ปัญหา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้โครงสร้าง  “Present participle”  (Verb + ing) เพื่อแสดงว่าประธานประโยคเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  ดูเพิ่มเติมจากข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • _________________ a man of action, he found it difficult to sit still for long periods.

( ___________________ คนที่ไม่อยู่นิ่ง (มีงานยุ่งเสมอ)  เขาพบว่ามันยากที่จะนั่งอยู่นิ่งๆ เป็นเวลานาน)  (คือ  ต้องหาอะไรทำอยู่เสมอ)

(a) Been

(b) Be

(c) Being    (เป็น)

(d) He is

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “He”  กริยาซึ่งนำหน้าวลี  ที่อยู่ตอนหน้าสุดของประโยค  จึงต้องอยู่ในรูป  “Present participle”  (Verb + ing)  (คือ   “Being”) ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • Searching in the library, I came __________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม ____________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across = พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  

  • While traveling through the Rocky Mountains, ____________ _____________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  ______________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers   (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply   (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes   (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes   (นักเดิน ทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี   “While traveling” หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ  (a)  และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)   ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”   ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes) 

                                   ตัวอย่างที่  

  • ______________________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(_______________________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering   (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)  

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                     ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย “Verb + ing” (Present participle)    ดังตัวอย่าง เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา “มอง”)

  •  Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                     สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

 

11. Let us consider ____________________________________________________.

(พวกเรามาพิจารณา ____________________________________________ กันเถอะ)

(a) the technological origin, progress and advantages

(b) the origin and progress of technology and how it provides advantages

(c) the origin, progress and advantages of  technology    (ต้นกำเนิด, ความก้าวหน้า  และประโยชน์ของเทคโนโลยี)

(d) the origin and progress of technology and its advantages

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้โครงสร้างให้สมดุล  (Balance)  กัน  คือ  “The origin, progress and advantages of  technology”  กล่าวคือ  เป็นคำนามทั้ง  ๓  คำ  คือ  “Origin”  “Progress”  และ  “Advantages

 

12. The MPs shouted ___________________________ after the Minister’s statement.

(พวก ส.ส. (ผู้แทนฯ) ตะโกน _____________________ ภายหลังคำพูดของท่านรัฐมนตรี)

(a) productively    (อย่างทำให้เกิดผล, อย่างให้ผลดีหรือมาก, อย่างอุดมสมบูรณ์)

(b) derisively    (ดิ-ไร้-ซิฟว-ลี่)  (อย่างเยาะเย้ย, อย่างดูถูก)

(c) apparently    (อย่างชัดเจน, อย่างเห็นได้ชัด)

(d) tremendously    (อย่างมากมาย, อย่างใหญ่โต)

 

13. Her room is a terrible mess; she is very ___________________________________.

(ห้องของเธออยู่ในสภาพสกปรกหรือไม่เป็นระเบียบอย่างร้ายแรง  เธอ __________ อย่างมาก)

(a) sheepish    (ชี้-พิช)  (เหนียมอาย, ละอายใจ, เชื่อฟัง, เหมือนแกะ)

(b) slippery    (ลื่น)

(c) sickly     (ขี้โรค, อมโรค, เป็นโรคมาก, อ่อนแอ, ไม่แข็งแรง, ชวนให้คลื่นไส้-สะอิดสะเอียน)

(d) slovenly     (สลัฟ-เวิน-ลี่)  (สกปรก, ไม่เป็นระเบียบ, ประมาท, เลินเล่อ, สะเพร่า, ไม่เอาไหน)

 

14. In order to enjoy fine wine, one should ________________________________ it.

(เพื่อจะดื่มด่ำกับรสชาติของไวน์ชั้นดี  คนเราควรจะ ________________________ มัน)

(a) spill    (ทำหก, ทำล้น, ทำให้ทะลัก, ทำหกคะเมน, ทำให้กระเด็น-กระจาย, เปิดเผยความลับ)

(b) eliminate    (กำจัด, ทำลายหมดสิ้น, คัดออก)

(c) slap    (ตบ)

(d) sip    (จิบ – ทีละน้อย)

 

15. _______________________________________________________ strong he is!

(เขาช่างแข็งแรง __________________________________________________ )

(a) What

(b) How    (เสียจริง, เสียนี่กระไร, เหลือเกิน)

(c) Very

(d) So

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน   {How + Adjective (Adverb) + Subject + Verb !}  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  

  • What ________________________________________________ that man has !

(ชายคนนั้นช่างมี ______________ เสียจริง)  (เป็นประโยคอุทาน  แสดงความประหลาดใจ)

(a) long beard

(b) long beards

(c) a long beard   (เครายาว)

(d) the long beard

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Beard” (เบี๊ยด)  (เครา)  เป็นคำนามนับได้  จึงต้องใช้   “A”  นำหน้า 

                                  ตัวอย่างที่  

  • ____________________________________________ grand ideas you have!

(คุณช่างมีความคิดที่วิเศษ __________________________________________ เช่นนี้)

(a) How

(b) What a

(c) What   (อะไร)

(d) Very

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน  และ  “Ideas”  อยู่ในรูปพหูพจน์  จึงไม่ใช้   What a”   ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

              -  What a fool he is! (= What a foolish man he is!)

(เขาช่างเป็นคนโง่เสียจริง –โง่เสียนี่กระไร)

             -  What a poor girl she is!

(เธอเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร)

             -  What an amusing movie (s) it is!

(มันช่างเป็นหนังที่สนุกอะไรอย่างนี้)

             -  What beautiful houses they are!

(มันเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)

              -  What beautiful houses they have!

(พวกเขามีบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)  

              -  What stubborn boys those students are!

(เจ้าเด็กนักเรียนเหล่านั้นช่างดื้อเสียนี่กระไร)

              -  How lovely that little girl is!

(เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆที่น่ารักอะไรเช่นนั้น)

               -  How clever they are!

(พวกเขาช่างฉลาดเสียจริง)

              -  How heavy the storm was!

(พายุช่างจัด (รุนแรง) เสียจัง)

              -  How smart our teacher is!

(ครูของเราฉลาดอะไรอย่างนี้)

               -  How slowly they walked!

(พวกเขาช่างเดินช้ากันเสียจริง)

               -  How efficiently his new secretary did her job!

(เลขาฯ คนใหม่ของเขาช่างทำงานมีประสิทธิภาพอะไรเช่นนั้น)

              -  How beautifully she sings!

(เธอช่างร้องเพลงเพราะเสียจริง)

              -  How gracefully those young people danced!

(พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต้นรำได้สง่างามเสียจริง)

 

16. What long hair you’ve ______________________________________________!

(เธอช่าง _____________________ ผมยาวเสียจริง)  (ผมของเธอช่างยาวอะไรเช่นนั้น)

(a) cut

(b) got    (มี)

(c) been

(d) made

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Have got” =  “มี”  และ  “Hair”   เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่ใช้  “What a long hair

 

17. My house is the same size ________________________________________ hers.

(บ้านของผมมีขนาดเดียว ______________________________________ บ้านของเธอ)

(a) to

(b) like

(c) with

(d) as     (กับ)

 

18. In New York the tall buildings ________________________________ high in the sky.

(ในนิวยอร์ค  ตึกสูงๆ __________________________________________ ในท้องฟ้า)

(a) raising

(b) raise    (ยก (มือ), ขึ้น (เงินเดือน, เพิ่ม)  (ต้องมีกรรมมารับ)

(c) rising

(d) rise    (“Rise high”  =  พุ่งสูงขึ้นไป, อยู่สูงขึ้นไป(ไม่ต้องมีกรรมมารับ)

(e) raised

 

19. A: ________________________________________________________________?

      B: Of course not, the more the merrier.

(ไม่อย่างแน่นอนครับ  ยิ่ง (คน) มากก็ยิ่งสนุก)

(a) Do you mind if I don’t come until later    (คุณจะรังเกียจไหม  ถ้าผมจะมาสายสักหน่อย)

(b) Do you want some more    (คุณต้องการ  -  อาหาร, เครื่องดื่ม  -  เพิ่มไหมครับ)

(c) Would you mind if Mary came too    {คุณจะรังเกียจไหม  ถ้าแมรี่มา (ร่วมงาน) ด้วย}

(d) May I carry your packages out    (ให้ผมยกหีบห่อสัมภาระของคุณออกไปข้างนอกไหมครับ)

ตอบ   -   ข้อ  (c) เนื่องจากคำถามสอดรับกับคำตอบ

 

20. A: ________________________________________________________________?

      B: Yes.  I got a letter from my friend, and you got something from college.

(ได้รับครับ  ผมได้จดหมายจากเพื่อน  และคุณก็ได้อะไรบางอย่างจากมหาวิทยาลัย)

(a) Did we send something by mail    (เราส่งอะไรทางไปรษณีย์หรือเปล่า)

(b) Did we receive any mail today    (เราได้รับจดหมาย  หรือพัสดุทางไปรษณีย์บ้างไหม  วันนี้)

(c) Did you mail your letter today    (คุณส่งจดหมายหรือเปล่า  วันนี้)

(d) Did you order something by mail    (คุณสั่งซื้ออะไรทางไปรษณีย์หรือเปล่า)

ตอบ   -   ข้อ  (b) นื่องจากคำถามสอดรับกับคำตอบ

 

21. I have ______________________________________ to see my parents tomorrow.

(ผมจำเป็น _____________________________________ เยี่ยมพ่อแม่ของผม  วันพรุ่งนี้)

(a) go

(b) gone

(c) going

(d) to go    (ต้องไป)

(e) been

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Have to + Verb 1”  =  “จำเป็นต้อง.............”   ใช้ในความหมายปัจจุบันและอนาคต  ส่วน   “Have gone to see”  =   “ได้ไปเยี่ยม..........”  หมายถึงขณะที่พูดประโยคนี้  ก็ยังไปเยี่ยมอยู่  จะต้องใช้กับ  “Present perfect tense” ซึ่งไม่ใช้กับ   “Tomorrow

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้