หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 289)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. She is about half an hour late already.  It is necessary that she_________ immediately.

(เธอล่าช้าไปประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว  มันจำเป็นที่ว่าเธอ ________________ ในทันทีทันใด)

(a) went

(b) goes

(c) go    {(ควร) ไป}

(c) will go

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • I’m in a hurry because the librarian said it was important that I _________ this book.

(ผมกำลังรีบเร่ง (เอาหนังสือไปคืน) เพราะบรรณารักษ์กล่าวว่า  มันเป็นเรื่องสำคัญว่าผม __________________ หนังสือเล่มนี้)

(a) returned

(b) was returning

(c) had returned

(d) return    {(ควร) นำไปคืน, ส่งคืน}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “Important, Necessary, Essential, Imperative, etc.”   กริยาต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  คือ  เหมือนกับมี “Should”  นำหน้าคำกริยานั้นๆ 

                                 ตัวอย่างที่ 

  • In 1978, the Soviets demanded that China _____________its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน _____________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • He suggested _____________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ ___________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ  “………to Mary that she go………”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้าง ล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle _____________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม _________________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”   คือ อยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”   จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”   ให้ใช้  “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้  มี  “Should”  มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยคควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)  เพียงแต่ละเอาไว้  คือ มิได้เขียนลงไป  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • I suggest that the matter ________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ ___________________________ ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยดูจากกริยา  “Suggest

                                  ตัวอย่างที่ 

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone __________ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน _______ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” สังเกตจากกริยา  “Requested

                                ตัวอย่างที่ 

  • The teacher suggested that ______________________________________.

(ครูแนะนำว่า _______________________________________________________ )

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ กริยา  “Study” เหมือนมีคำว่า “Should” อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ 

                                  ตัวอย่างที่ 

  • The company states that it is necessary that an employee ________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน ________________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                                  ตัวอย่างที่ 

  • He recommended that I ___________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม _______________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    {(ควร) ไป}

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should ลงไปข้างหน้าก็ได้)  

                                  ตัวอย่างที่  ๑๐

  • I suggested to her that her husband ________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ _______________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                                  ตัวอย่างที่  ๑๑

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority __________________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร) _____________________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ “Should”ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                   ตัวอย่างที่  ๑๒

  • I will recommend that the student ________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น _____________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                                  ตัวอย่างที่  ๑๓

  • Many customers have requested that we ____________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา _________________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed” หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”      ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

                                     1. อยู่หลัง  “กริยา + that”   ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

  • demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)
  • require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)
  • propose that   (เสนอว่า)
  • request that   (ขอร้องว่า)
  • recommend that   (แนะนำว่า)
  • ask that   (ขอร้องว่า)
  • order that   (สั่งว่า)
  • urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)
  • suggest that   (แนะนำว่า)
  • advise that   (แนะนำว่า)
  • insist that   (ยืนกรานว่า)
  • prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                    ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice = เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                     2. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + that + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

2. Dave wants to see me today, but I would rather he ____________ tomorrow than today.

(เดฟต้องการมาพบผมในวันนี้  แต่ว่าผมอยากให้เขา _____________ วันพรุ่งนี้มากกว่าวันนี้)

(a) comes

(b) came    (มา)

(c) should come

(d) has come

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Would rather + (That) + Subject + Verb 2”   หรืออาจใช้  “……….but I would like him to come tomorrow instead of today.”  (Subject + Would like + กรรม + To + Verb 1)  (....................แต่ผมอยากให้เขามาวันพรุ่งนี้  แทนที่จะเป็นวันนี้)  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Would rather”  จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • I’d rather you ____________________________________ me what you think.

(ผมอยากให้คุณ ____________ ผมว่าคุณคิดอย่างไร)  (เกี่ยวกับเรื่องที่เรากำลังคุยกัน)

(a) tell

(b) told    (บอก)

(c) to tell

(d) will tell

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Would rather + (That) + Subject + Verb 2”  หรืออาจใช้  “I would like you to tell me………..”  (Subject + Would like + กรรม + To + Verb 1)  (ผมอยากให้คุณบอกผม...............)  ก็ได้

 

3. There is ___________________________________ nice scenery not far from here.

(มีทิวทัศน์ที่สวยงาม ___________________________________ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นี่)

(a) little    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a little    (พอมีอยู่บ้างนิดหน่อย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้างนิดหน่อย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)  

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Scenery”  เป็นคำนามนับไม่ได้  และข้อนี้ใช้ในความหมายที่ดี  เป็นบวก  คือ  บอกว่า  “มีทิวทัศน์สวยงามอยู่บ้างไม่ไกลจากที่นี่”  คล้ายกับว่า  น่าจะไปดูทิวทัศน์พวกนี้กัน  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Little, A little, Few, A few”  จากประโยคข้างล่าง 

                                   ตัวอย่างที่ 

  • Though the question was difficult, __________________ boys could answer it.

(แม้ว่าคำถามจะยาก _______________________________ เด็กชายสามารถตอบมัน)

(a) few    (มี –  เด็กชาย – น้อยมาก)  (ใช้ในความหมายเป็นลบ)

(b) little    (มี –  เด็กชาย – น้อยมาก)  (ใช้ในความหมายเป็นลบ)

(c) a few    (พอมี – เด็กชาย – อยู่บ้าง)  (คือ พอมีเด็กอยู่บ้างที่สามารถตอบคำถามได้)  (ใช้ในความหมายเป็นบวก)

(d) a little    (พอมี – เด็กชาย – อยู่บ้าง)  (คือ พอมีเด็กอยู่บ้างที่สามารถตอบคำถามได้)  (ใช้ในความหมายเป็นบวก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “A few”   ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์  (Boys)  และใจความมีความหมายทาง “บวก”  คือ  “แม้คำถามจะยาก  แต่พอมีเด็กอยู่บ้างที่ตอบได้”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • Let’s go and have a bottle of beer.  I still have __________________ money left.

(เราออกไปดื่มเบียร์กันสักขวดเอาไหม  ผมยังคงมีเงินเหลืออยู่ ____________________)

(a) few    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ)    

(b) a few    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก)     

(c) little    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ)    

(d) a little    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Little,  A little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (ในที่นี้ คือ “Money”)  ส่วน   “Few,  A few”  ใช้กับคำนามนับได้  และเป็นพหูพจน์  (ข้อนี้ความหมายเป็นบวก  คือ พอมีเงินอยู่บ้าง  จึงชวนเพื่อนไปดื่มเบียร์) 

                                 ตัวอย่างที่  

  • I’m always so busy that I have ______________________ time for amusements.

(ผมมีงานยุ่งมากเสมอ  จนกระทั่งผมมีเวลา ______ สำหรับอารมณ์ขัน-กิจกรรมสันทนาการ)

(a) very few    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(b) very little    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) a few    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a little    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -  ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Time”  เป็นนามนับไม่ได้  และต้องใช้ว่า  “น้อยมาก”  เพราะว่า  “มีงานยุ่งมากเสมอ”  (ความหมายเป็นลบ)   สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Little”  ก็ได้   (ความหมายเป็นลบเช่นกัน)   เนื่องจากมีความหมายเหมือน  “Very little”  (น้อยมาก)  

                               ตัวอย่างที่  

  • Since the weather was bad, ______________________________ people came.

(เพราะว่าอากาศเลว  ผู้คน ___________ มา)  (ดูการแข่งขัน, เที่ยวในงานแสดงสินค้า ฯลฯ)

(a) little    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a little   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความในประโยค  มีความหมายเป็น   “ลบ”  อากาศเลว  คนจึงมากันน้อยมาก 

                                    ตัวอย่างที่  

  • There are _______________________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ ______________________ พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little    (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little   (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย  –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง  –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few    (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า   “มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”  (ความหมายเป็นบวก)   ดังนั้น   การจะเลือกข้อใด   จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้  (พหูพจน์)  (ใช้  “Few”หรือ “A few”)   หรือนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little” หรือ  “A little”)   และดูด้วยว่า   “มีน้อยมาก”  (ความหมายเป็นลบ)   (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”  (ความหมายเป็นบวก)    (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

  • She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

  • I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

  • I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

 

4. You would have _______________ problems with these lessons if you studied more.

(คุณจะมีปัญหา _____________________ กับบทเรียนเหล่านี้  ถ้าคุณศึกษามันมากขึ้น)

(a) so much    (มากอย่างยิ่ง)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(b) a little    (น้อย แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)   

(c) not any

(d) less     (น้อยลง)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(e) fewer    (น้อยลง)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

 

5. The early Japanese novelists intended primarily to edify their readers.  

(นักเขียนนิยายชาวญี่ปุ่นยุคแรกๆ  ตั้งใจอย่างสำคัญทีเดียวที่จะ    สอนศีลธรรม-สั่งสอน-เทศนา    ผู้อ่าน (นิยาย) ของตน)

(a) entertain    (ให้ความบันเทิง, ให้ความเพลิดเพลิน)

(b) instill patriotism in    (ปลูกฝังความรักชาติใน)

(c) instigate    (ปลุกปั่น, กระตุ้น, ยุยง)

(d) morally improve    (ปรับปรุงหรือทำให้ดีขึ้นด้านศีลธรรม)

 

6.The judge sentenced the convict man.

(ผู้พิพากษา    ตัดสินลงโทษ (พิพากษา)    ชายผู้ที่ถูกตัดสินว่ากระทำผิด)

(a) gave a pardon to    (ให้อภัยแก่, ยกโทษให้กับ)

(b) passed judgment upon    {ผ่านการตัดสิน-คำวินิจฉัย-การชี้ขาด ไปยังหรือแก่ (บุคคล)}

(c) sympathized with    (เห็นอกเห็นใจกับ)

(d) gave high praise to    (ให้การสรรเสริญ-ยกย่องอย่างสูงแก่)

 

7. The war ended when the armistice (อ๊าร์-มิ-ทิส) was signed.

(สงครามยุติเมื่อ    การสงบศึกชั่วคราว-การพักรบ-การหยุดรบ    ได้รับการลงนาม)

(a) truce    (ทรูซ)   (การพักรบ, การสงบศึก, สัญญาสงบศึก, สัญญาพักรบ, การพักผ่อน, การหยุดพักชั่วคราว)

(b) contract    (สัญญา, ข้อตกลง, หนังสือสัญญา, นิติกรรมสัญญา, สัญญาสมรส-หมั้น, คำย่อ, รูปแบบย่อ)

(c) surrender    (การยอมแพ้, การยอมจำนน, การยอมตาม, การมอบตัว, การสละ-ละทิ้ง, ยอม, ยอมแพ้, ยอมจำนน, ยอมตาม)

(d) charter    (กฎบัตร, กฎหมาย, สัญญาเช่า, สิทธิพิเศษ, สิทธิยกเว้น, เช่ามา, เหมา, ให้สิทธิพิเศษ)

 

8. _______________________________________ of the girls wore a flower in her hair.

(เด็กหญิง _________________________________ เสียบ (ปัก) ดอกไม้ไว้ที่ผมของเธอ)

(a) All    (ทุกคน)

(b) Many    (จำนวนมาก)

(c) Each    (แต่ละคน)

(d) Every    (ทุกคน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบตามโครงสร้างข้างล่าง

  • Each of the girls wore a flower in her hair.
  • Each girl wore a flower in her hair.
  • All of the girls wore a flower in their hair.
  • All the girls wore a flower in their hair.
  • All girls wore a flower in their hair.
  • Many of the girls wore a flower in their hair.
  • Many girls wore a flower in their hair.
  • Every girl wore a flower in her hair.
  • Every one of the girls wore a flower in her hair.

 

9. It was unnecessary for you to have told Lucy anything.  It was ________ of her business.

(มันไม่จำเป็นเลยสำหรับคุณที่ได้บอกลูซี่ไปแล้วในเรื่องใดๆ  (เพราะ) มัน _______________ เรื่องของเธอเลย)  (มันไม่เกี่ยวกับเธอเลย)

(a) all

(b) no

(c) not

(d) none    (มิใช่)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “No, Not, None, All”  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • It’s ________ surprise to me that he failed the test.  He hardly prepared for his exam.

(มัน _________________ ความประหลาดใจ (สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจ) สำหรับผม  ที่ว่าเขาสอบตก  เขาแทบจะไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการสอบเลย)

(a) none

(b) no    (มิใช่)

(c) any

(d) not

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “No, Not, None”  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • Since Alaska attained statehood in 1959, _______________ single party has dominated politics there.

(ตั้งแต่รัฐอลาสก้าได้บรรลุถึงความเป็นรัฐในปี  ๑๙๕๙ __________________ พรรคการเมืองเดียวโดดๆ ได้ครอบงำการเมืองที่นั่น)  (หมายถึง  ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากที่รัฐนี้  หรืออาจผลัดกันครองเสียงข้างมาก)

(a) none

(b) no    (ไม่มี)

(c) not

(d) never

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูการใช้  “No, Not, None”  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • __________________ definite boundary exists between the Earth’s atmosphere and interplanetary space.

(____________________ มีขอบเขตที่แน่นอนระหว่างบรรยากาศของโลก  และห้วงอวกาศระหว่างดาวเคราะห์)  (คือ  เวิ้งว้างโดยไม่มีขอบเขต  ต่างจากน่านฟ้าหรือน่านน้ำของประเทศต่างๆ ในโลก  ที่มีการกำหนดขอบเขตที่แน่นอน)

(a) Not

(b) No    (ไม่)

(c) None

(d) There is no

ตอบ   -   ข้อ    (b)   หรืออาจใช้โครงสร้าง  “There is no definite boundary between the ………………”   ก็ได้

                                  ตัวอย่างที่ 

  • An invertebrate is an animal with ________________________________ spine.

(สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง  คือสัตว์ที่ _____________________________ กระดูกสันหลัง)

(a) not

(b) no    (ไม่มี)

(c) none

(d) and no

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ใช้   “No” นำหน้าคำนาม  (Spine)

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Some people take __________________________________ pride in their work.

(คนบางคน ______________________________________ มีความภูมิใจในงานของตน)

(a) none

(b) no    (ไม่)

(c) not

(d) nothing

ตอบ   -   ข้อ   (b) 

                                     ตัวอย่างที่ 

  • I am very sorry that you have ________________________ good books to read.

(ผมเสียใจอย่างมากว่า  คุณ _________________________________ มีหนังสือดีๆอ่าน)

(a) some

(b) any

(c) no    (ไม่)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้าง แม้ไม่มาก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากดูจากข้อความ   “ผมเสียใจอย่างมาก”   จึงควรบอกว่า  “ไม่มีหนังสือดีๆ อ่าน” 

                           ตัวอย่างที่            จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

  • (1) Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.  

(ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี (หมายถึง  ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี) ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี  ๑๙๓๓  เมื่อฟรานเซส  เพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน)

ตอบ   -   ข้อ      แก้เป็น  “No”  เนื่องจาก   “No”  ใช้นำหน้าคำนาม  (Woman)   ส่วน  “Not”  มักใช้วางไว้ข้างหน้า   “A, A, The, Any”  ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             -  No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

            -  No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

            -  We saw no difference between them.  (= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

            -  She has no book. (= She has no books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

            -  He has not a book. (= He does not have a book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

            -  They have not any books. (= They do not have any books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

            -  No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้)  (ใช้  “No”  แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ  “Man”  ในที่นี้ หมายถึง  “บุคคล”)

            -  No two men think alike.

(ไม่มีใคร (บุคคล)  ๒  คน  ที่คิดเหมือนกัน)  (แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ  -  Not”  อาจจะใช้กับคำนามได้  โดยหมายถึง  “ไม่ใช่”  แต่  “No + Noun”  =  ไม่มี  ดังตัวอย่าง

             -  You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

             -  No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

                                     ในกรณี  “No”  เป็น  “Adverb”  มีการใช้ดังนี้   คือ

  • He is no better yet.

(เขาอาการยังไม่ดีขึ้นเลย)

  • There were no fewer than 50 people at the party.

(มีคนไม่น้อยกว่า  ๕๐  คนที่งานเลี้ยง)

  • She went no further than the station.

(เธอไปไม่ไกลกว่าสถานี)  (คือ  ไปแค่สถานี)

                                     นอกจากนั้น  เรายังสามารถใช้   “Not”  กับ  “Infinitive with to”  และ  “Gerund” (Verb + ing) ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

  • You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

  • She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

  • They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

                                    ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป  “No + Verb + ing”  เช่น  “No Swimming” (ห้ามว่ายน้ำ)  “No Fishing” (ห้ามตกปลา)  “No Parking” (ห้ามจอดรถ)  “No Smoking” (ห้ามสูบบุหรี่)   “No entry”  (ห้ามเข้า)  เป็นต้น

                                              สำหรับตัวอย่างของ  “No” และ  “Not”   ในความหมายต่างๆ  ได้แก่

                    -  No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

                  -  You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม)  (หมายถึง จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม  ก็เข้ามาไม่ได้)

                 -  He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

                  -  She no longer loves him.  (= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

                 -  The two men no longer talk to each other.

(ชาย ๒ คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป  -  คือโกรธกัน)

                 -  The shore was no longer in sight.

(มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ไม่อยู่ในสายตา)  -  คือ เรือออกมาไกลมากแล้ว)

                 -  He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป  -  คือไล่เขาออก)

                -  There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

                 -  Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

                -  No doubt Susan is the smartest girl in her class.

(ไม่ต้องสงสัยเลย (แน่นอนทีเดียว) ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

                -  Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย  -  อย่างแน่นอนเลย)

               -  There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

                -  There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

                 -  It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

                -  There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

                 -  There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

                 -  There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

                                    สำหรับ  “None”  เป็น  “Pronoun”  (= not one, not any)  =  “ไม่มีอะไรเลย”  หรือ  “ไม่มีใครเลย”  ดังตัวอย่าง

  •  None of her students failed in the examination.

(ลูกศิษย์ของเธอไม่มีใครสอบตกเลย)

  •  I want some more coffee but there is none left.

(ผมอยากได้กาแฟอีกหน่อย  แต่ไม่มีเหลือเลย)

  •  “How many fish did you catch?”  “None.”

(คุณจับปลาได้กี่ตัว)  (ไม่ได้เลยครับ)

                                   สำหรับในตัวอย่างที่     “Few”  (มีน้อยมาก  -  ใช้ในทางลบ คือไม่ดี)    และ  “A few”  (พอมีอยู่บ้าง  แม้ไม่มาก  -  ใช้ในทางบวก  คือดี)  ทั้ง  ๒  คำนี้ต้องตามด้วยคำนามนับได้-พหูพจน์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

               -  She has few friends, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมาก  ดังนั้น  เธอเหงามาก)  (ความหมายในทางลบ)

              -  She has a few friends, so she is happy.

(เธอพอมีเพื่อนอยู่บ้าง  ดังนั้น  เธอมีความสุข)  (ความหมายในทางบวก)

              -  It was a rainy day, so few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่ฝนตก  ดังนั้น  มีคนน้อยมากมาดูการแข่งขันฟุตบอล)  (ความหมายในทางลบ)

              -  It was a sunny day, so a few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่แดดจ้า  ดังนั้น  พอมีคนมาดูการแข่งขันฟุตบอลอยู่บ้าง)  (ความหมายในทางบวก)

                                     สำหรับ   “All”  ใช้ได้ทั้งกับคำนามนับไม่ได้  และนามนับได้  พหูพจน์  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • All (the) news has been good news.

(ข่าวทั้งหมดเป็นข่าวดี)

  • All the food is eaten.

(อาหารทั้งหมดถูกกิน)

  • They put all the stuff into the hall.

(พวกเขาเอาของทั้งหมดใส่ไว้ในห้องโถง)

  • Judy had cried all night.

(จูดี้ร้องไห้ตลอดทั้งคืน)

  • He waited for her all the afternoon.

(เขารอคอยเธอตลอดบ่าย)

  • All was quiet in the jail.

(ทั้งหมด (สถานการณ์ทั่วไป) เงียบสงบในคุก)

  • All seemed to be going happily.

(ทั้งหมด (ชีวิตทั่วๆไป) ดูเหมือนว่ากำลังดำเนินไปอย่างมีความสุข)

  • All (of) the girls think it is great.

(เด็กหญิงทุกคนคิดว่ามันวิเศษมาก)

  • Some people stay in one place all their lives.

(คนบางคนพักอาศัยอยู่ในที่เดียวตลอดชีวิต)

  • All (of the) defendants were proved guilty.

(จำเลยทุกคนได้รับการพิสูจน์ว่ามีความผิด)

  • All children should complete the primary course.

(เด็กๆทุกคนควรเรียนให้จบหลักสูตรพื้นฐาน)

  • They all live together in the same house.

(พวกเขาทั้งหมดอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน)

  • We enjoyed it all.

(เราสนุกกับมันทุกอย่าง)

  • We would all be disappointed if you cancelled permission now.

(เราจะผิดหวังกันทุกคน (ทั้งหมด) ถ้าคุณยกเลิกการอนุญาตขณะนี้)

  • These are all problems that he is concerned with.

(เหล่านี้คือปัญหาทั้งหมดที่เขาเกี่ยวข้องด้วย)

 

10. Dick felt so hungry that he ate _____________________________ in the refrigerator.

(ดิ๊กรู้สึกหิวมากจนกระทั่งเขากิน ______________________________________ ในตู้เย็น)

(a) all the food    (อาหารทั้งหมด)

(b) all food

(c) all foods

(d) all the foods

ตอบ   -   ข้อ    (a)   หรืออาจตอบ  “All of the food”  เนื่องจากต้องมี  “The” นำหน้า   เพราะเป็นการชี้เฉพาะว่าเป็น “อาหารในตู้เย็น”  (ไม่สามารถใช้  “All food”)  สำหรับ   “Food”  เป็นคำนามนับไม่ได้  เมื่อหมายถึง  “อาหารทั่วไป”  แต่เป็นคำนามนับได้  เมื่อหมายถึง  “อาหารแต่ละชนิด”  ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้  “All”   ในตอนท้ายของ  ข้อ  ๙  ของข้อสอบชุดนี้

 

11. This school has a new pool, so ___________ should have ________________ too.

(โรงเรียนนี้มีสระว่ายน้ำใหม่  ดังนั้น ____________ ควรมี _____________ เช่นเดียวกัน)

(a) our school __________ new pool

(b) our __________ new one

(c) we __________ pool

(d) ours __________ one    (โรงเรียนของเรา .................. สระว่ายน้ำใหม่)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำแทนคำนามที่ได้กล่าวไปแล้วทั้งคู่  คือ  ใช้   “Ours”  แทน  “Our school”   และ  “One”  แทน  “A new pool”   ซึ่งเป็นคำนามนับได้  เอกพจน์   ดูเพิ่มเติมการใช้คำแทนคำนามที่กล่าวไปก่อนหน้าแล้ว  จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • People in highly developed countries are generally better fed than _____________ in underdeveloped countries.

(ผู้คนในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างมาก  โดยทั่วไปจะมีอาหารการกินที่ดีกว่า _____________ ในประเทศด้อยพัฒนา)

(a) that

(b) those    (ผู้คน)

(c) them

(d) the one

ตอบ   -   ข้อ    (b)    เนื่องจากต้องใช้  “Those”  แทนคำนามนับได้  พหูพจน์  (People)  ดูเพิ่มเติมการใช้คำแทนคำนามเพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำนั้นซ้ำ  จากประโยคข้างล่าง  

                                  ตัวอย่างที่ 

  • The furniture _____________ is manufactured here is as good as _____________ made anywhere else in the world.

(เฟอร์นิเจอร์ ________ ถูกผลิตที่นี่  ดีพอๆ กับ ________ (ซึ่งถูก) ผลิต  (ทำ) ที่อื่นใดในโลก)

(a) that ____________ which

(b) which ____________ that    (ซึ่ง  .........................  เฟอร์นิเจอร์)

(c) that ____________ those

(d) which ____________ which

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ในช่องแรกอาจตอบ  “Which”  หรือ  “That”  ก็ได้  แต่ในช่องหลัง   ต้องตอบ  “That”  เพียงอย่างเดียว  เนื่องจาก  ใช้แทน  “Furniture”  ซึ่งเป็นคำนามนับไม่ได้  ดูคำอธิบายการใช้คำแทนนามนับได้  และนับไม่ได้จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • I’ve lost my pen.  Have you got ___________________________ I can borrow?

(ผมได้ทำปากกาหาย  คุณมี ___________________________________ ให้ผมยืมไหม)

(a) them

(b) anyone

(c) it

(d) one    (ปากกาด้ามหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้   “One”  แทนนามนับได้เอกพจน์  (Pen)

                                 ตัวอย่างที่ 

  • The Prime Minister is giving a press conference now; he also gave _______________ at this time last week.

(นายกรัฐมนตรีกำลังประชุมให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์อยู่ในขณะนี้   และเขาได้จัดประชุม ____________________ ด้วย  ในเวลาเดียวกันนี้  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

(a) it

(b) the same

(c) them

(d) one    (ครั้งหนึ่ง, หนหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากแทนคำนามนับได้   เอกพจน์  (Press conference)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • The houses here are a little less modern than ___________________ in the city.  

(บ้านที่นี่ทันสมัยน้อยกว่า ________________________________ ในเมืองอยู่เล็กน้อย)

(a) that

(b) those    (บ้าน)

(c) they

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากแทน   “Houses”   ซึ่งเป็นคำนามนับได้พหูพจน์   แต่ถ้าเป็นคำนามนับได้เอกพจน์  (House, Car, Book, Pen, Dog)  ให้แทนด้วย  “One”   และถ้าเป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (เช่นFurniture, Advice, News, Information, Equipment, Evidence, etc.)   ให้แทนด้วย  “That

                                  ตัวอย่างที่  

  • When the boy saw the kite I had made, he asked me to make __________ for him. 

(เมื่อเด็กคนนั้นเห็นว่าวที่ผมทำ  เขาขอร้องผมให้ทำ ___________________ ให้แก่เขา)

(a) other

(b) it

(c) one    (ตัวหนึ่ง)

(d) the kite

ตอบ   -   ข้อ   (c)   นื่องจาก   “Kite”   เป็นคำนามนับได้ เอกพจน์  เมื่อจะกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง (กล่าวซ้ำ)   ต้องใช้  “One”  แทน

                                   ตัวอย่างที่ 

  • The air of the hills is cooler than ___________________________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า ____________________________________________ )

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains    (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Air”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องแทนด้วย  “That” และตามด้วย   “of the plains”   เพื่อให้สมดุลกัน  ในกรณีเป็นนามนับได้  ให้ใช้ “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์   ให้ใช้   “Those”   แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d)  เนื่องจาก   จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง   “อากาศ”  และ   “ที่ราบ”   มิใช่   “อากาศของเนินเขา”   และ  “อากาศของที่ราบ”    ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบ เทียบ)   ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

             -  The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ)  (book เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้  one  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

             -  The students in this class are more hard-working than those in that class.

(นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (students เป็นนามพหูพจน์ จึงต้องใช้ those แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

              -  The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้อง เรียนมากมายทีเดียว)  (knowledge เป็นนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ – จึงต้องใช้ that แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

 

12. Her husband was always tired after doing such an ________________________ job. 

(สามีของเธอมักจะเหน็ดเหนื่อยอยู่เป็นประจำ  ภายหลังจากการทำงานที่ _________ เช่นนั้น)

(a) obvious    (ชัดเจน, ชัดแจ้ง, เด่นชัด, เห็นได้ง่าย, เข้าใจได้ง่าย)

(b) illegal    (ผิดกฎหมาย)

(c) arduous    (อ๊าร์-ดิว-เอิส)  (ยากลำบาก, ตรากตรำอย่างมาก)

(d) odious    (น่ารังเกียจ. น่าเกลียด, น่าขยะแขยง. น่าเกลียดชัง, อัปลักษณ์)

 

13. The whole system has to be _____________________________ and improved.

(ระบบทั้งหมดจำเป็นต้องได้รับการ ____________________________ และปรับปรุง)

(a) overmanned    (ใช้กำลังคนมากเกินไป)

(b) overtaken    (ตามทัน, ไล่ทัน, โจมตีอย่างฉับพลัน, เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด)

(c) overhauled    (ยกเครื่อง (รถยนต์, ระบบ), ปรับปรุงใหม่, ตรวจอย่างละเอียดเพื่อซ่อมแซม, ซ่อมแซม, ชำระ, สะสาง)

(d) overdone     (ทำมากเกินไป, ทำเกินไป, ทำเลยเถิด)

 

14. Thai people have been criticized for placing too less ____________ on being on time.   

(คนไทยได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์สำหรับการให้ _________________ ที่น้อยเกินไป  ในเรื่องการตรงต่อเวลา)  (คือ  ให้ความสำคัญน้อยเกินไปกับการตรงต่อเวลา)

(a) emphasis    (การเน้นความสำคัญ, การเน้นหนัก, สิ่งที่มีความสำคัญ, ความเด่น, การเน้นคำ)

(b) hypothesis    (สมมติฐาน)

(c) synopsis    (การย่อ, เรื่องย่อ, บทสรุป)

(d) diagnosis    (การวินิจฉัยโรค)

 

15. If you did not take the ring, there’s nothing for you to _______________________.

(ถ้าคุณไม่ได้เอาแหวนไป  ก็ไม่มีสิ่งใดสำหรับคุณที่จะต้อง_______________________ )

(a) afraid

(b) be afraid

(c) afraid of

(d) be afraid of    (เกรงกลัว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Afraid”  เป็นคำคุณศัพท์  จึงต้องใช้กับ  “Verb to be” (Is, Am, Are, Was, Were)   และต้องตามด้วย  “Of”   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่  “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ– คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ),  “boast”  (คุยโม้),  “think”  (คิดถึงเรื่อง),  “warn”  (เตือน),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย),  “dream”  (ฝัน),  “hear”  (ได้ยิน),  “beware”  (ระวัง),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์),  “convince”  (ทำให้เชื่อ),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย),  “assure”  (รับรอง),   “cure”  (รักษาให้หายจากโลก),   “smell”  (ได้กลิ่น),  “full”  (เต็มไปด้วย), “fond”  (ชอบ, หลงใหล),  “careful”  (ระวัง, รอบคอบ),  “frightened”  (ตกใจกลัว),  “confident”  (มั่นใจ),  “short”  (ขาดแคลน),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย), “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน), “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง),  “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ),  “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”"  (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ),  “considerate”  (เกรงใจ), “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ),  “ahead” (ล่วงหน้า),  “shy”  (อาย, ละอาย),  “conscious”  (รู้สึกถึง),  “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง),  “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว),  “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”  ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),   เป็นต้น

 

16. The brave ____________________________________________ always honoured.

(ผู้กล้าหาญ _____________________________________ (ผู้) ได้รับเกียรติยศอยู่เสมอ)

(a) is

(b) are    (เป็น)

(c) was

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “The brave” =  “ผู้กล้าหาญ”   ถือเป็นคำนาม พหูพจน์  และในประโยคนี้เป็น  “ข้อเท็จจริง”  (Fact)  ที่เป็นความจริงเสมอ  ถือเป็นเรื่องปัจจุบัน  จึงต้องใช้กับ  “Present simple tense”  กริยาจึงเป็น   “Are”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่  

  • In the cities ___________________ live as hard a life as they were in the villages.

(ในเมืองใหญ่ _____________________ ดำรงชีวิตที่ยากลำบาก  เท่าๆกับตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน)  (คือย้ายมาอยู่ในเมือง  แล้วก็ยังลำบากเหมือนในอดีต  ตอนอยู่บ้านนอก)

(a) poor man

(b) a poor

(c) the poor    (คนจน)

(d) the poor men

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “The poor”  หมายถึง  “คนจน”  ถือเป็นคำนามพหูพจน์จึงใช้กับกริยา“Live

                                  ตัวอย่างที่       (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑) – (๔)

  • The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ   –   ข้อ   ๓   แก้เป็น  “whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน)  และนำหน้าอนุประโยค  (whose purpose…………………..the needy)  สำหรับ  ข้อ ๔  (the sick and the needy)  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์  (sick  และ  needy)  หมายถึง  บุคคลประเภทนั้นๆ   (“คนป่วย” และ “คนยากคนจน”)  และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย  ซึ่งต้องใช้กับกริยา  “are, were, have”  (หรือ กริยาตัวอื่นๆ ที่อยู่ในรูปพหูพจน์  -  คือไม่ต้องเติม “s”)  เช่น “the poor”  (คนจน)  “the rich”  (คนรวย)  “the blind”   (คนตาบอด)  “the wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์)  “the brave”  (คนกล้าหาญ)  “the elderly”  (คนสูงอายุ)  “the young”  (คนหนุ่มสาว)  “the old”(คนแก่)  “the deaf”  (คนหูหนวก)   “the dumb”  (คนเป็นใบ้)  เป็นต้น   

                                      นอกจากนั้น Verb + ing (Present participle)  และ กริยาช่องที่ ๓  (Past participle)  ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  แต่เมื่อนำหน้าด้วย  “The”  เช่น  “The dying” (คนที่กำลังจะตาย)  หรือ  “The wounded”  (คนเจ็บ)  “The injured”  (คนเจ็บ)   “The handicapped”  (คนพิการ)   ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน  และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย  และใช้กับกริยา  “Are, Were, Have”  เช่นกันดังตัวอย่างประโยค

              -  The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

              -  The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

             -  In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

             -  The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

              -  The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

              -  The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

  • The blind do not see what other people see.

(คนตาบอดมองไม่เห็นในสิ่งที่คนอื่นเห็น)

  • The deaf typically need hearing aids.

(คนหูหนวกโดยทั่วไปต้องการเครื่องช่วยฟัง)

 

17. The river has _______________________ its bank into the surrounding community.

(แม่น้ำได้ ______________________________________ ตลิ่งของมันเข้าสู่ชุมชนรอบๆ)

(a) overflown

(b) overflew

(c) overflowed    (ไหลล้น, เอ่อล้น, ไหลบ่า, ล้น, ท่วม)

(d) overfly

ตอบ   -   ข้อ   (c)   กริยา ช่อง ๒  และ  ๓  ของ “Overflow”  คือ  “Overflowed” สำหรับข้อ  (a), (b), (d)  ไม่มีการใช้รูปนี้

 

18. They have a beautiful ____________________________ so far away from Bangkok.

(พวกเขามี _________________________ ที่สวยงาม  ซึ่งอยู่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ มาก)

(a) country-house    (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) country house    (บ้านในชนบท)

(c) country’s house    (ไม่ใช้รูปนี้)

(d) house country    (รูปนี้ไม่มีใช้  เพราะไม่มีความหมาย)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม หรือ “นามประกอบ”  (Compound noun)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

  • To the best of my knowledge, all of them are efficient ____________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น ____________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                  ตัวอย่างที่ 

  • She broke a _______________________________ while she was washing up.

(เธอทำ ___________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)  

                                    ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the _______________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก _____________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง ตัวอย่าง เช่น

   -  service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s)  (สวนดอกไม้)

    -  color television (s)   (ทีวีสี)

   -  room number (s)   (หมายเลขห้อง)

   -  bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)

   -  development plan (s)   (แผนการพัฒนา)

   -  population increase   (การเพิ่มประชากร)

   -  table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)

   -  war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)

   -  traffic jam   (รถติด)

   -  newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)

   -  conference room   (ห้องประชุม)

   -  peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)

   -  car key   (กุญแจรถ)

   -  car park   (ที่จอดรถ)

   -  railway station   (สถานีรถไฟ)

   -  art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)

   -  show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)

   -  show business   (ธุรกิจการแสดง)

   -  flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)

   -  energy management   (การบริหารพลังงาน)

   -  drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)

   -  wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)

   -  energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)

   -  interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)

   -  premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)

   -  office building   (อาคารสำนักงาน)

   -  rubbish bin   (ถังขยะ)

   -  community development   (การพัฒนาชุมชน)

   -  road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)

   -  flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)

   -  production method   (วิธีการผลิต)

   -  goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)

   -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

  -  contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)

  -  loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)

  -  debt payment   (การชำระหนี้)

  -  audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)

  -  risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)

   -  reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)

   -  government sector   (ภาครัฐบาล)

   -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

   -  border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)

   -  toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)

   -  implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)

   -  duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)

   -  business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)

   -  business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)

   -  business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)

   -  emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)

   -  donation reception   (การรับบริจาค)

   -   wood house (s)   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

    - business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)

    - heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

19. A: “Do you drink much wine?”

(คุณดื่มไวน์มากไหม)

      B: “No, ____________________________________________, I drink very little.”

(ไม่มากครับ ____________________________________________ ผมดื่มน้อยมาก)

(a) in the contrary

(b) on the contrary    (ตรงกันข้าม, ในทางตรงข้าม)

(c) at the contrary

(d) in a contrary

ตอบ   -   ข้อ   (b)   สำหรับวลี-สำนวนที่ใช้กับ  “On”  ได้แก่   “Agree + On  หรือ To”  ใช้กับ  “เห็นด้วยกับเรื่องต่างๆ”  -  “He agreed to my idea.”  (เขาเห็นด้วยกับความคิดของผม),     “Agree + With”  =  “เห็นด้วยกับบุคคล”  -  “I agree with you on your proposal.”  (ผมเห็นด้วยกับคุณในเรื่องข้อเสนอ),     on a rainy day”  (ในวันที่ฝนตก)  -  “We don’t usually go out on a rainy day.”  (เรามักไม่ออกไปข้างนอกในวันที่ฝนตก),   “on the rise”  (เพิ่มขึ้น)  -  “The oil prices are on the rise.”  (ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น),   “congratulate”  (แสดงความยินดี)  -  “I congratulate you on your success.”  (ผมขอแสดงความยินดีในความสำเร็จของคุณ), “put the blame on”  (ตำหนิ)  -  “When things go wrong, he puts the blame on somebody else.”  (เมื่อสิ่งต่างๆ เกิดผิดพลาดขึ้น  เขามักตำหนิผู้อื่น),  “put an emphasis on” (เน้นย้ำ หรือ มุ่งความสนใจในเรื่อง)  -  “The government puts an emphasis on the infrastructural development.”  (รัฐบาลมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน), “on request (เมื่อมีการร้องขอ)  -  “I will lend you my car on request.”  (ผมจะให้คุณยืมรถเมื่อมีการร้องขอ), on page 5” (ในหน้าที่ ๕)  -  “You can look for the answer on page 5.”  (คุณสามารถค้นหาคำตอบได้ในหน้าที่  ๕),Waste his time on(ใช้เวลาของเขาอย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ)  -  “He wasted his time on meddling with other people’s business.”  (เขาใช้เวลาอย่างสิ้นเปลืองไปกับการยุ่งกับเรื่องของคนอื่น), on business (ด้วยเรื่องธุรกิจ)  -  “He went to New York on business.”  (เขาไปนิวยอร์คด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on (ดำเนินต่อไป)  -  “They kept on working.”  (พวกเขาทำงานต่อไป), rely on (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย)  -  “I can rely on my close friend.”  (ผมสามารถไว้ใจเพื่อนสนิทของผม), depend on (upon) (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่)  -  “We can depend on our president for his strong leadership.”  (เราสามารถพึ่งพาท่านประธานาธิบดี  ในด้านความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของเขา), insist on (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง)  -  “She insisted on going to the party.”  (เธอยืนกรานจะไปงานเลี้ยงให้ได้), on the floor (บนพื้น), on a hill (บนเนินเขา), on the top shelf (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit (ในธนาคาร)  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐  ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่    คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world) (ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet? (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage. (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆ ที่ล้อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน), the posters on the walls (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen (รูปภาพบนจอ), on the ceiling (บนเพดาน), on the roof (บนหลังคา), on all fours (คลาน ๔ เท้า), get on a bus (ขึ้นรถเมล์), on a highway (บนทางหลวง), on the plane (บนเครื่องบิน), on foot (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback (บนหลังม้า), on a bicycle (โดยรถจักรยาน), on Monday (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage (บนเวที), on the phone (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์)  -  “Jim, you are wanted on the phone.”  (จิม  -  มีคุณต้องการพูดโทรศัพท์กับคุณ), on and on   (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด)  -  “The search was on and on for the missing boy.”  (การค้นหาดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุด  สำหรับเด็กที่หายไป), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ)  -  “She broke the glass on purpose.”  (เธอทำแก้วแตกโดยเจตนา), on the carpet (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)   I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย)  -  This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)  My cold was terrible, but I’m on the mend now (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว)  – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ   แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) –  John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first.  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป)  –  If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts.  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา  ๓  สัปดาห์),   เป็นต้น

 

20. The First World War __________________________________________ in 1914.

(สงครามโลกครั้งที่ ๑ ________________________________________ ในปี ๑๙๑๔)

(a) was taking place

(b) was taken place

(c) took place    (เกิดขึ้น)

(d) had taken place

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Take place  =  Happen  =  Occur  =   เกิดขึ้น  ต้องใช้ในรูป   “Active voice” เสมอ  และ  “ในปี  ๑๙๑๔”  แสดงเวลาในอดีตอย่างชัดเจน  จึงต้องใช้รูป  “Past tense” (Subject + Verb 2”  จึงไม่เลือกข้อ  (d)  ซึ่งอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่ 

A: “Has Anita had a chance to get in touch with you?”

(แอนนิต้ามีโอกาสติดต่อกับคุณไหม)

B: “Oh yes, she __________________________________________ me up last night.

(อ๋อ  มีครับ  เธอ _____________________________________________ ผมเมื่อคืนนี้)

(a) has called

(b) had called

(c) called    (โทรศัพท์มาหา) (Call up = โทรศัพท์)

(d) calls

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้รูป  “Past simple tense” (Verb 2)  กับการกระทำที่เกิดจบสิ้นไปแล้วในอดีต   และระบุเวลาที่แน่นอนด้วยวลีเหล่านี้  (Adverb of time)  เช่น  “Yesterday, Last night, Last week, Last year, two days (weeks, months, years, decades) ago, Last September, Last summer, During the First (Second) World War, in 1970, in 2010, When I was young, While she was in college, Yesterday morning, a long time ago, etc.” 

                                    อย่างไรก็ตาม  แม้จะมิได้ระบุเวลา  แต่เมื่อเข้าใจกันว่าเป็นเรื่องในอดีต  และไม่มีส่วนสัมพันธ์กับปัจจุบัน  ก็ต้องใช้  “Past simple tense”  เช่นเดียวกัน  เช่นในประโยคข้างล่าง

  • I bought this digital camera in Japan.

(ผมซื้อกล้องนี้ในญี่ปุ่น)

  • She gave me this gift on my birthday.

(เธอให้ของขวัญชิ้นนี้ในวันเกิดของผม)

  • They went for a picnic during summer.

(พวกเขาไปปิกนิกระหว่างหน้าร้อน)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้