หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 285)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. We all know ___________________________________ he is at playing football.

(เราทุกคนรู้ว่าเขา ____________________ การเล่นฟุตบอล __________________ )

(a) how well

(b) how much

(c) how good    (เก่ง .................(การเล่นฟุตบอล).................. เพียงไร)

(d) how badly

 

2. He wanted to stay home ___________________________ his wife wanted to go out.

(เขาต้องการพักอยู่กับบ้าน ________________ ภรรยาของเขาต้องการออกไปข้างนอก)

(a) consequently    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

(b) moreover    (ยิ่งไปกว่านั้น)

(c) as for

(d) whereas    (แต่ทว่า, ในทางตรงกันข้าม)

 

3. ______________________________ in May that the rainy season begins in Thailand.

(_____________________________ ในเดือนพฤษภาคม  ที่ฤดูฝนเริ่มต้นในประเทศไทย)

(a) There is

(b) It is    (มันเป็น)

(c) He said

(d) It was

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง  {It Is (Was) + วลี + That + Subject + Verb}  จากประโยคข้างล่าง  

                                ตัวอย่างที่ 

  • It is because he is very rich ____________________________ she loves him.

(มันเป็นเพราะว่าเขารวยมาก _____________________________________ เธอรักเขา)

(a) so     (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) that     (ที่)

(c) why

(d) therefore     (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) +วลี {มักนำหน้าด้วย  “Preposition” (in, on, at, with, during)  หรือ  “Because” + ประโยค} + That + Subject + Verb

                               ตัวอย่างที่  

  • _________________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(_____________________________________ เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้   “It was”  เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ   “Had” และยังเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) + วลี (มักนำหน้าด้วย  “Preposition”) + That + Subject + Verb”  เช่น

              -  It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละ  ที่ผมเกิด)

             -  It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืนที่พวกเราเข้านอน)

             -  It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ผู้คนไปโบสถ์)

            -  It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบท  ที่พวกเราชอบพัก)

             -  It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคม  ที่เราไปอังกฤษ)

             -  It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิด  ที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

             -  It was in 1917 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๗  ที่สงครามโลกครั้งที่  ๑  เกิดขึ้น)

              -  It was because he was lazy that he failed.

(มันเป็นเพราะว่าเขาเกียจคร้าน  ที่เขาล้มเหลว)

            -  It was under that sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเล  ที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

 

4. I received information ______________________________ that he had left the country.

(ผมได้รับข้อมูล _______________________________ ว่า  เขาได้ออกนอกประเทศไปแล้ว)

(a) said

(b) to say

(c) saying    (กล่าว, บอก, พูด)

(d) say

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……….information which said that…………"

 

5. You look nice in that _________________________________________________.

(คุณดูดีนะใน _______________________________ นั้น)  (คือ คุณใส่ชุดนั้นแล้วเท่ดี)

(a) fitting    (เหมาะสม, สมควร, สอดคล้อง, สิ่งที่เหมาะสม, การกระทำที่เหมาะสม)

(b) outfit    (เครื่องแต่งกาย, เสื้อผ้าทั้งชุด, เครื่องมือทั้งชุด, เครื่องประกอบทั้งชุด)

(c) unfit    (ไม่เหมาะสม)

(d) outline    (โครงร่าง)

 

6. They have been charged for ____________________________________ the accounts.

(พวกเขาถูกตั้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเรื่อง _________ บัญชี )  (หมายถึง  แต่งบัญชี  แต่งตัวเลข)

(a) endearing    (ทำให้เป็นที่รัก, ทำให้ได้รับความรัก, ทำให้ได้รับความชอบพอ)

(b) enforcing    (ที่ใช้บังคับ, ที่ใช้กำลังบังคับ, ที่บังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย,

ที่ทำให้ปฏิบัติตาม)

(c) fraying    (น่าตกใจ, น่าตกตะลึง, ซึ่งทะเลาะวิวาท, ซึ่งต่อสู้-ชกต่อย)

(d) fiddling    (หลอกลวง, ทำความผิด, แย่งของ)

 

7. Economists distinguish between perishable and ________________________ goods.  

(นักเศรษฐศาสตร์แยกความแตกต่างระหว่างสินค้าที่เน่าเสียได้  และสินค้า ______________ )

(a) durable    (คงทน, ทนทาน)

(b) duration    (ระยะเวลา, ช่วงเวลา)

(c) enduring    (ที่อดทน-ทนทาน-คงทน)

(d) saleable    (ที่สามารถขายได้)

หมายเหตุ  -  Durable goods”  หมายถึง สินค้าประเภทเครื่องมือเครื่องใช้  หรือสินค้าที่ใช้ได้นาน  ซึ่งต่างกับสินค้าที่ใช้บริโภค

 

8. ______________________________ I been richer, I would have bought a Rolls Royce.

(____________________ ผมรวยมากขึ้น  ผมคงจะได้ซื้อรถโรลส์รอยซ์ไปแล้ว)  (แต่ผมก็มิได้รวยเพิ่มขึ้น  ผมจึงไม่ได้ซื้อรถฯ)

(a) Had    (ถ้า)

(b) Have

(c) If

(d) Having

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือ  เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประโยคข้างบน  คือ  “ผมมิได้รวยเพิ่มขึ้น  ผมจึงไม่ได้ซื้อรถฯ”  นอกจากนั้น  ประโยคข้างบนยังเป็นโครงสร้างแบบ   “Inversion”  (ผกผัน)  โดยแปลงมาจาก  “If I had been richer”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่ 

  • _________________________ on time, they would have seen the entire show.

( _____________________________ ตรงเวลา  พวกเขาคงจะได้เห็นการแสดงทั้งหมด)

(a) If had they arrived

(b) Should they arrive

(c) Have they arrived

(d) Had they arrived    (ถ้าพวกเขาได้มาถึง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  และเป็นแบบ  “ผกผัน”  (Inversion)  คือเหตุการณ์ในประโยคมิได้เกิดขึ้นจริง  แต่เกิดตรงกันข้าม  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “พวกเขามิได้มาถึงตรงเวลา  พวกเขาจึงมิได้เห็นการแสดงทั้งหมด”    ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • ____________ how boring this course was going to be, I wouldn’t have enrolled.

( ______________________ (ว่า) วิชานี้จะน่าเบื่ออย่างนี้  ผมคงไม่ลงทะเบียนเรียนหรอก)

(a) Had I known    (ถ้าผมได้รู้)  (ในอดีต)

(b) If had I known

(c) If I knew

(d) Did I know

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากผันมาจาก  “If I had known”  ซึ่งเป็น  “If clause”แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์จริงๆ เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดจริงในประโยคข้างบน  คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าวิชานี้จะน่าเบื่อ  ผมเลยลงทะเบียนเรียนไป”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบนี้  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • If the art dealer _______________ the money, he would have bought the painting.

(ถ้าพ่อค้าศิลปะ ____________________________ เงิน  เขาก็คงจะได้ซื้อภาพวาดไปแล้ว)

(แต่ความจริงก็คือว่า  พ่อค้าไม่มีเงิน  เขาก็เลยไม่ได้ซื้อภาพวาด)

(a) has

(b) had had    (มี)

(c) had

(d) would have

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือการสมมติเรื่องในอดีตที่มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค 

                                ตัวอย่างที่ 

  • When I had arrived at the market last night, I found that it was not open.  If I _______________, I wouldn’t have bothered to drive over there.

(เมื่อผมไปถึงตลาดเมื่อคืนวาน  ผมพบว่ามันปิด  (ทั้งนี้)  ถ้าผม ___________________ ผมคงจะไม่ยุ่ง (เดือดร้อน) กับการขับรถไปที่นั่น)

(a) know

(b) known

(c) would know

(d) had known    (ได้รู้)  (ว่าตลาดปิดเมื่อคืน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต)  (เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค)  ทั้งนี้  ข้อความในประโยค  คือ  “ถ้าผมรู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืนวาน  ผมคงไม่ขับรถไปที่นั่น”  แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืน  ผมจึงขับรถไปที่นั่น” 

                             ตัวอย่างที่ 

  • Nancy ______________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ___________________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  If clause” แบบที่  ๓  ได้แก่

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลังการสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้ คืออนุประโยค  “If + Subject + Had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง  3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ   แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น   ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต  เช่น

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                     จะเห็นว่าใน  “If clause”  มี  “Had” 2  ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb  ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

สรุป   -   ใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)   จะเป็นรูป  “Past perfect” {Subject + Had + (not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Subject + Would (should, could, might) + (not) + Have + Verb 3}   จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้  ให้ได้

                                     นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had” มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(=Had he studied hard, he would………….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had**something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                   สรุป  -  ใน “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + had + (not) + V. 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect”  {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V. 3}   นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”   ได้ด้วย

 

9. Please excuse the untidiness.  My house is _________________________________.

(โปรดให้อภัยในความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย  บ้านของผม _______________________ )

(a) redecorating

(b) being redecorated    (กำลังถูกตกแต่งใหม่)

(c) redecorated

(d) to redecorate

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Present continuous tense”  {Subject + Is (Am, Are) + Verb + ing}  ในแบบ   “Passive voice”  {Subject + Is (Am, Are) + Being + Verb 3} “My house is being redecorated.”  (บ้านกำลังถูกตกแต่งใหม่)  โดยพิจารณาจากข้อความ  “โปรดให้อภัยในความไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย” 

 

10. She heard her name ________________________________________________.

(เธอได้ยินชื่อของเธอ _________________________________________________ )

(a) call

(b) to call

(c) called    (ถูกเรียก)

(d) been called

ตอบ   -   ข้อ    (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Hear”  จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • We don’t hear English _______________________________________ enough.

(เราไม่ได้ยินภาษาอังกฤษ _________________________________________ เพียงพอ)

(a) speak

(b) speaking

(c) spoken    (ถูกพูด)

(d) is spoken

(e) to speak

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หมายถึง  “เราได้ยินคนพูดภาษาอังกฤษกันน้อย”  ทำให้ไม่เก่งอังกฤษ  เช่น  ฟังภาษาอังกฤษแล้วไม่เข้าใจ  เป็นต้น  สำหรับโครงสร้างการใช้   “Hear” มีดังนี้  คือ

                             ๑. “Hear” + กรรม + Verb 1 =  “ได้ยินกรรมทำกริยา

  • We heard her sing in a bar.

(เราได้ยินเธอร้องเพลงในบาร์)

                             ๒.  “Hear” + กรรม + Verb + ing =   “ได้ยินกรรมกำลังทำกริยา

  • They heard people screaming in the old house.

(พวกเขาได้ยินคนกำลังกรีดร้องในบ้านหลังเก่านั้น)

                             ๓.   “Hear” + กรรม + Verb 3 =   “ได้ยินกรรมถูกกระทำ

  • I hear that song sung several times.

(ผมได้ยินเพลงนั้น (ถูก) ร้องหลายครั้งหลายหน)

  •   We heard the bad news announced on the radio.

(เราได้ยินข่าวร้าย (ถูก) ประกาศทางวิทยุ)

(สำหรับประโยคใน ข้อ  ๑๐  เข้าตามหลักเกณฑ์ ข้อ  ๓)

 

11. When he reached home after walking the last eight miles, he was absolutely _________. 

(เมื่อเขามาถึงบ้านหลังจากเดิน ๘ ไมล์สุดท้าย  เขา ______________________ อย่างแท้จริง)

(a) extreme    (สุดโต่ง, สุดขีด, อย่างยิ่ง, สุดๆ)

(b) exhausted    (หมดกำลัง, อ่อนเพลีย, ใช้หมดไป, ถูกดูดออกหมด)

(c) exhumed    (เอ็กซ-ฮูม)  (ขุดขึ้นจากหลุม, ขุดศพขึ้นมา, ขุดค้น, ปฏิสังขรณ์)

(d) exploded    (ระเบิด)

 

12. The refugee camp was filled with ____________ immigrants who had fled their countries. 

(ค่ายผู้ลี้ภัยเต็มไปด้วยผู้อพยพที่ __________________ ผู้ซึ่งหลบหนีมาจากประ เทศของตน)

(a) illegal    (ผิดกฎหมาย, ผิดกฎ, ผิดกติกา)

(b) illegible    (อ่านไม่ออก – เนื่องจากเขียนลายมือหวัด)

(c) illiterate    (อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้  -  เพราะไม่รู้หนังสือ)

(d) illogical    (ไร้เหตุผล, ไม่มีเหตุผล)

 

13. Jim felt ___________________ when he spilled coffee all over his shirt.  He felt as if everyone were staring and laughing at him.

(จิมรู้สึก ___________________ เมื่อเขาทำกาแฟหกรดเสื้อของเขาทั้งตัว  เขารู้สึกราวกับว่าทุกคนกำลังจ้องมองและหัวเราะเยาะเขา)

(a) invisible    (ไม่สามารถมองเห็นได้)

(b) humorous    (มีนิสัยเป็นคนตลก, ตลก, ขบขัน)

(c) unnoticed    (ไม่มีใครสังเกตเห็น)

(d) embarrassed    (กระดากอาย, เคอะเขิน. กระอักกระอ่วน)

 

14. Jack cannot put up with Rose’s temper anymore.  It has become most _____________.  

(แจ๊คไม่สามารถอดทนต่ออารมณ์ของโรสได้อีกต่อไป  มัน (อารมณ์) _______________ ที่สุด)  (คือ  อารมณ์ของโรสฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด  จนแจ๊คทนไม่ได้)

(a) irrelevant    (ไม่เกี่ยวข้อง, ไม่ตรงประเด็น)

(b) unbearable    (ไม่สามารถทนได้, ไม่อาจทนได้, ทนไม่ได้, รับไม่ได้, อึดอัดใจ, เหลืออด)

(c) indubitable    (ไม่ต้องสงสัย, แน่นอน)

(d) lenient    (ผ่อนปรน, ผ่อนผัน, กรุณา, ปรานี,โอนอ่อน)

 

15. He spends most of his money ________________________________ amusements.

(เขาใช้เงินส่วนใหญ่ของเขา ________________________ ความสนุกสนาน-ความบันเทิง)

(a) for

(b) in

(c) on    (กับ, ไปกับ, บน)

(d) to

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Spend + money + on + กรรม “ใช้จ่ายเงินไปกับอะไร

 

16. It was such good news that no one believed ______________________________.

(มันเป็นข่าวที่ดีมาก  จนกระทั่งไม่มีใครเชื่อ __________________________________ )

(a) them

(b) it    (มัน)

(c) him

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้  และเป็นเอกพจน์เสมอ  ใช้แทนด้วย   “It”  สำหรับคำนามนับไม่ได้อื่นๆ  ได้แก่  Patience  (ความอดทน),  Gold  (ทอง),  Rice  (ข้าว),  Water  (น้ำ),  Glass  (กระจก),  Sand  (ทราย),  Wood  (ไม้),  Stone  (หิน),  Paper  (กระดาษ),  Air  (อากาศ),  Copper  (ทองแดง),  Ink  (หมึก),  Help  (ความช่วยเหลือ), Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร), Tin   (ดีบุก),Lead  (ตะกั่ว),  Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน),   Scenery  (ทิวทัศน์),  Damage  (ความเสียหาย),  Advice   (คำแนะนำ), Traffic  (การจราจร, ยวดยาน),  Machinery  (เครื่องยนต์กลไก),  Evidence  (หลักฐาน),  Bread  (ขนมปัง),  Clothing  (เสื้อผ้า),  Work  (งาน),   Luggage   (กระเป๋าเดินทาง),  Baggage  (กระเป๋าเดินทาง),  Knowledge   (ความรู้),  Education  (การศึกษา),  Goodness  (ความดี),  Wisdom   (ความฉลาด),  Progress  (ความก้าวหน้า),  Power  (อำนาจ),  News  (ข่าว),  Cloth  (ผ้า),  Soap  (สบู่),  Bread  (ขนมปัง),  Flour  (แป้ง),  Milk  (นม),  Tea  (ชา),  Coffee  (กาแฟ),  Silk  (ไหม),  Fruit  (ผลไม้),  Behavior  (พฤติกรรม)   เป็นต้น   ซึ่งคำนามทุกคำข้างต้น  ใช้สรรพนามแทนด้วย  “It”

 

17. ‘Tim has been to London.’ means ‘______________________________________’

(“ทิมเคยไปลอนดอน”  หมายความว่า  “ ___________________________________ ”)

(a) Tim is now in London.    (ทิมอยู่ในลอนดอนขณะนี้)

(b) Tim has already come back from London.    (ทิมได้กลับมาจากลอนดอนแล้ว)

(c) Tim is on his way to London.    (ทิมอยู่ระหว่างทางไปลอนดอน)

(d) Tim has been in London for a long time.    (ทิมได้อยู่ในลอนดอนเป็นเวลานานแล้ว)  (ขณะนี้ก็ยังอยู่)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Tim has been to London.”  =  “ทิมเคยไปลอนดอน”  หมายความว่า  ขณะนี้กลับมาจากลอนดอนแล้ว

 

18. Though the question was difficult, _______________________ boys could answer it.

(แม้ว่าคำถามจะยาก _________________________________ เด็กชายสามารถตอบมัน)

(a) few    (มี –  เด็กชาย – น้อยมาก)  (ใช้ในความหมายเป็นลบ)

(b) little    (มี –  เด็กชาย – น้อยมาก)  (ใช้ในความหมายเป็นลบ)

(c) a few    (พอมี – เด็กชาย – อยู่บ้าง)  (คือ พอมีเด็กอยู่บ้างที่สามารถตอบคำถามได้)  (ใช้ในความหมายเป็นบวก)

(d) a little    (พอมี – เด็กชาย – อยู่บ้าง)  (คือ พอมีเด็กอยู่บ้างที่สามารถตอบคำถามได้)  (ใช้ในความหมายเป็นบวก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “A few”   ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์  (Boys)  และใจความมีความหมายทาง “บวก”  คือ  “แม้คำถามจะยาก  แต่พอมีเด็กอยู่บ้างที่ตอบได้”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

  • Let’s go and have a bottle of beer.  I still have _________________ money left.

(เราออกไปดื่มเบียร์กันสักขวดเอาไหม  ผมยังคงมีเงินเหลืออยู่ ___________________)

(a) few    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ)    

(b) a few    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก)     

(c) little    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ)    

(d) a little    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Little,  A little”  ช้กับคำนามนับไม่ได้  (ในที่นี้ คือ “Money”)  ส่วน   “Few,  A few”  ใช้กับคำนามนับได้  และเป็นพหูพจน์  (ข้อนี้ความหมายเป็นบวก  คือ พอมีเงินอยู่บ้าง  จึงชวนเพื่อนไปดื่มเบียร์) 

                              ตัวอย่างที่  

  • I’m always so busy that I have ________________________ time for amusements.

(ผมมีงานยุ่งมากเสมอ  จนกระทั่งผมมีเวลา ________ สำหรับอารมณ์ขัน-กิจกรรมสันทนาการ)

(a) very few    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(b) very little    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) a few    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a little    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -  ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Time”  เป็นนามนับไม่ได้  และต้องใช้ว่า  “น้อยมาก”  เพราะว่า  “มีงานยุ่งมากเสมอ”  (ความหมายเป็นลบ)   สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Little”  ก็ได้   (ความหมายเป็นลบเช่นกัน)   เนื่องจากมีความหมายเหมือน  “Very little”  (น้อยมาก)  

                               ตัวอย่างที่  

  • Since the weather was bad, _______________________________ people came.

(เพราะว่าอากาศเลว  ผู้คน ____________ มา)  (ดูการแข่งขัน, เที่ยวในงานแสดงสินค้า ฯลฯ)

(a) little    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a little   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความในประโยค  มีความหมายเป็น   “ลบ”  อากาศเลว  คนจึงมากันน้อยมาก 

                              ตัวอย่างที่  

  • There are _______________________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ _______________________ พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little    (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little   (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย  –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง  –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few    (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า   “มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”  (ความหมายเป็นบวก)   ดังนั้น   การจะเลือกข้อใด   จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้  (พหูพจน์)  (ใช้  “Few”หรือ “A few”)   หรือนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little” หรือ  “A little”)   และดูด้วยว่า   “มีน้อยมาก”  (ความหมายเป็นลบ)   (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”  (ความหมายเป็นบวก)    (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              -  She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

              -  She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

               -  I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

              -  I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

 

19. Which is ____________________________________________: thirty or thirteen?

(อันไหน ______________________________________________ สามสิบหรือสิบสาม)

(a) more    (มากกว่า)

(b) the more

(c) more than

(d) many 

 

20. ________________________________________ is better, my drawing or Helen’s?

(__________________________________ ดีกว่ากัน  ภาพเขียนของผม หรือของเฮเลน)

(a) Do you think which    (คุณคิดว่าอันไหน)

(b) Which do you think    (อันไหนที่คุณคิดว่า)

(c) You think which

(d) Which you think

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องเอา   “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which)  ขึ้นต้นประโยคก่อน  “Verb”  (To do, To have, To be)  เสมอ  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

  • ____________________________________________ will win the first prize?

(____________________________________________________ จะชนะรางวัลที่ ๑)

(a) Do you think who

(b) Whom do you think

(c) Who do you think    (ใครที่คุณคิดว่า  หรือ คุณคิดว่าใคร)

(d) Who you think

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่  

  • ____________________________________ is better, my mobile phone or Jim’s?

(__________________________________ ดีกว่ากัน,  โทรศัพท์มือถือของผมหรือของจิม)

(a) Do you think which

(b) Which do you think   (อันไหนที่คุณคิดว่า)

(c) You think which

(d) Which you think

ตอบ  –  ข้อ   (b)   ต้องเอา  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often)  ขึ้นหน้า  “Verb to do” (do, does, did)   เสมอ  เมื่อทำเป็นประโยคคำถาม เนื่องจาก  “Question wordsเหล่านั้น   ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค  (ของกริยา)  (คือเป็น  “Object”)  หรือกรรมของ “Preposition”  หรือเป็นส่วนขยายคำกริยา  คือเป็นกริยาวิเศษณ์ “Adverb”  (ในกรณีของประโยคข้างบน  “Which” เป็นกรรมของ  “think”)  เช่น

               -  How often do you go shopping each month?

(คุณไปช้อปปิ้งบ่อยเพียงใดในแต่ละเดือน)  (“How often” เป็นส่วนขยายของ “go shopping” คือ  เป็นกริยาวิเศษณ์  “Adverb of frequency”)

               -  How much does he get paid in a year?

(เขาได้รับค่าจ้างเท่าใดใน ๑ ปี)  (“How much” เป็นกรรมของกริยา“get paid”)

               -  Where do you live in Bangkok?

(คุณอาศัยอยู่ที่ไหนในกรุงเทพฯ)  (“Where” เป็นส่วนขยายกริยา  “live”  คือ เป็น “Adverb of place”)

               -  Why did she come to class so late?

  (ทำไมเธอมาเข้าเรียนสายจังเลย)  (“Why” เป็นส่วนขยายกริยา  “come”  คือ เป็น “Adverb of reason”)

               -  When did they finish their work last night?

(พวกเขาทำงานเสร็จเมื่อใดเมื่อคืนนี้)   (“When” เป็นส่วนขยายกริยา  “finish”  คือเป็น “Adverb of time”)

               -  Which do you prefer, this car or that car?

(คุณชอบคันไหน  รถคันนี้หรือคันนั้น)   (“Which” เป็นกรรมของกริยา  “prefer”)

                                   แต่ในกรณีที่  “Question words” เป็นประธานของประโยคคำถาม  (คือ เป็นประธานของกริยาในประโยค)   ไม่ต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  มาช่วยสร้างประโยค   ให้ต่อด้วยคำกริยาเลย   เช่น

              -  Who contributed most to your success?

(ใครมีส่วนช่วยเหลือมากที่สุดในความสำเร็จของคุณ)

(Who”  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “contributed)

(อย่าใช้  “Who did contribute most to…………............…?”)

                -  What made you feel so angry?

(อะไรทำให้คุณโมโหจัด)

(What”  เป็นประธานของประโยค หรือของกริยา  “made)

(อย่าใช้  “What did make you feel so angry?”)

               -  Which impresses you more, London or New York?

(เมืองไหนทำให้คุณประทับใจมากกว่า, ลอนดอนหรือนิวยอร์ค)

(Which”  เป็นประธานของประโยค หรือของกริยา  “impresses)

(อย่าใช้  “Which does impress you more, ……………............…?” )  แต่ใช้  “Which do you like more, London or New York?”

(คุณชอบเมืองไหนมากกว่ากัน – ลอนดอนหรือนิวยอร์ค)

(ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วยสร้างประโยคคำถาม  เนื่องจาก “Which”  เป็นกรรมของกริยา  “Like)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้