หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 284)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I was very busy _____________ my lesson because I would have a final exam next week.

(ผมมีงานยุ่งมากกับ ___________________ บทเรียนของผม  เพราะผมมีสอบไล่สัปดาห์หน้า)

(a) prepared

(b) to prepare

(c) preparing    (การเตรียม)

(d) on preparing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจาก  “Busy + Verb + ing”  สำหรับคำคุณศัพท์อีกตัวที่ตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “Worth”  (ควรค่าต่อ, คุ้มค่ากับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • This book is worth reading.

(หนังสือเล่มนี้ควรค่าต่อการอ่าน)

  • Those people are worth talking to.

(คนพวกโน้นคุ้มค่ากับการพูดคุยด้วย)

 

2. We should try to avoid being rude to ______________________________________.

(เราควรพยายามหลีกเลี่ยงหยาบคายกับ  _____________________________________)

(a) other peoples

(b) other people    (คนอื่นๆ)

(c) others people

(d) another people

ตอบ   -   ข้อ    (b)   สำหรับ  “Peoples”  =   “คนเชื้อชาติต่างๆ”  ส่วน  “Another” (อีกคนหนึ่ง)  ต้องตามด้วยคำนามนับได้  เอกพจน์

 

3. She is learning shorthand and typing _____________ to be able to get a job with a business firm.

(เธอกำลังเรียนรู้ชวเลขและพิมพ์ดีด ____________________ ได้สามารถได้งานทำกับบริษัทธุรกิจ)

(a) so that

(b) so he

(c) so as he

(d) so as    (เพื่อที่จะ)

(e) and so

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “In order (to)”  (เพื่อที่จะ)  ก็ได้

 

4. They are trying to __________________________________ the advances of science.

(พวกเขากำลังพยายามที่จะ ___________________ ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์)

(a) keep on with    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) catch on with    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) give up with    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) keep up with    (ตามทัน, ไล่ทัน, แข่งขัน, ไม่ล้าหลัง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   หรืออาจตอบ  Catch up with” (ตามทัน, ไล่ทัน)  ก็ได้

 

5. The purpose of the survey was to ________________ the travelers with local conditions. 

(วัตถุประสงค์ของการสำรวจเพื่อ ___________ นักเดินทาง-นักท่องเที่ยว กับสภาพในท้องถิ่น)

(a) inform    (บอก, แจ้งให้ทราบ, รายงาน, ให้ความรู้)

(b) acquaint    (ทำให้คุ้นเคยหรือเคยชิน)  (ทำให้นักเดินทางคุ้นเคยกับสภาพท้องถิ่น)

(c) instruct    (สอน, แนะนำ)

(d) notify    (แจ้ง, แจ้งความ, ประกาศ, บอกให้ทราบ)

 

6. The parents became extremely ____________ when their son had not returned by noon. 

(พ่อแม่ ___________________ อย่างยิ่งเมื่อลูกชายของพวกเขายังไม่กลับมาในตอนเที่ยง)

(a) envious    (อิจฉาริษยา, หึงหวง)

(b) enticed    (ล่อลวง, ชักนำไปในทางผิด, ทำให้หลงเข้าใจผิด)

(c) anxious    (วิตกกังวล, ห่วงใย)

(d) enthralled    (ทำให้ติดใจ, ทำให้หลงเสน่ห์, ทำให้เป็นทาส)

 

7. The driver was __________________ by the bright headlights of the approaching car and couldn’t see where he was going.

(คนขับรถถูก ____________________ โดยไฟหน้ารถที่สว่างจ้าของรถยนต์ที่กำลังใกล้เข้ามา  และไม่สามารถมองเห็นว่าเขากำลัง (ขับ) ไปที่ใด)

(a) dribbled    (ทำให้ไหล, ทำให้หยด, ไหลหยด, หยด, ไหลริน, ค่อยๆเคลื่อน, ค่อยๆหายไป)

(b) dazzled    (ทำให้ตาพร่า, ทำให้ลานตา, หลงใหล, เคลิบเคลิ้ม)

(c) drizzled    (ฝนตกพรำๆ, ฝนตกปรอยๆ)

(d) draggled    (ทำให้เลอะเปรอะเปื้อน, เลอะเปรอะเปื้อน, ตามอย่างช้าๆ)

 

8. In spite of the problems, the engineers are going to ___________________ the project. 

(ทั้งๆที่มีปัญหา  วิศวกรก็จะ __________________ โครงการ)  (คือ  ดำเนินโครง การต่อไป) 

(a) catch up with    (ตามทัน, ไล่ทัน, อยู่ในระดับเดียวกัน, คว้า)

(b) carry on with    (ดำเนินต่อไปกับ)

(c) get away with    (หนีไปกับ, ไม่ต้องได้รับโทษในเรื่อง.................)

(d) do without    (ทำโดยปราศจาก)

 

9. Will you be ______________________________ kind as to help me with this heavy box?

(คุณจะกรุณา ______________________ ที่จะช่วยผมถือ (แบก) กล่องหนักใบนี้ได้ไหมครับ)

(a) as

(b) very

(c) so    (พอ)

(d) enough

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

  • Be _______________________________ good as to tell me all the truth about him.

(โปรด ____________________ พอที่จะเล่าความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับตัวเขาให้ผมฟังหน่อย)

(a) as

(b) so    (“So good as” = กรุณาพอ หรือ ดีพอ)

(c) very

(d) enough

ตอบ   -   ข้อ   (b)   

                          ตัวอย่างที่  

  • Would you be so kind ______________ to return these books to the library for me?

(คุณจะกรุณา __________ ที่จะส่งคืนหนังสือเหล่านี้ให้ห้องสมุดแทน (เพื่อ) ผม  ได้ไหมครับ)

(a) enough

(b) of you

(c) as    (พอ)

(d) that you have

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “So……….as”  ปกติจะใช้กับประโยคปฏิเสธเท่านั้น  (ในขณะที่  “As………as”  ใช้ได้ทั้งประโยคบอกเล่า  ปฏิเสธ  และคำถาม)  แต่เมื่อตามด้วย   “Infinitive with to” (To + Verb)  ซึ่งตัวหน้าจะต้องใช้  “So”อย่างเดียว  (ไม่ใช้  “As” )  สามารถใช้ได้ทั้งกับประโยค บอกเล่า  ปฏิเสธ หรือ คำถาม  ดังโครงสร้าง

  •    “So + Adjective + As + To + Verb 1 + Phrase”

(โดยมีความหมายว่า  “...................พอที่จะ................”  หรือ  “...............จนถึงขนาด ที่จะ...................”)   เช่น

           -  Please be so kind as to help me carry this box.

(โปรดกรุณาพอที่จะช่วยผมยกลังนี้ด้วยครับ)  (บอกเล่า)  

           -  Be so good as to wait for her till evening.

(จงกรุณา-ใจดี พอที่จะรอพบเธอจนค่ำด้วยนะครับ)  (บอกเล่า)

          -  Be so generous as to donate to the charity.

(โปรดเอื้อเฟื้อพอที่จะบริจาคให้การกุศลด้วยนะ)  (บอกเล่า)

          -  Be so nice as to pick me up at the airport.

(โปรดกรุณาพอที่จะไปรับผมที่สนามบินด้วยครับ)  (บอกเล่า)

  • I am not so stupid as to believe such a story.

(ผมไม่โง่บัดซบพอ  -  หรือโง่บัดซบถึงขนาด  -  ที่จะเชื่อเรื่องแบบนั้น)  (ปฏิเสธ)

  •  Would you be so kind as to help me carry this heavy box?

(คุณจะกรุณาพอที่จะช่วยผมแบกลังหนักใบนี้ได้ไหมครับ)  (คำถาม)

 

10. ___________________________________ in the world is as old as my grandfather.

(____________________________________________ ในโลกนี้ที่จะแก่เท่ากับปู่ของผม)

(a) No one    (ไม่มีใคร)

(b) Nobody    (ไม่มีใคร)

(c) No person    (ไม่มีบุคคลใด)

(d) Nobody else    (ไม่มีใครอื่นอีกแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ต้องมี  “Else” (อื่นอีก)  เพราะต้องการบอกว่า  ไม่มีใครอื่นอีก“นอกเหนือจากปู่ของผม

 

11. I have noticed __________ improvements in the methods of manufacturing used here.

(ผมได้สังเกตเห็นการปรับปรุงดีขึ้น _______________ ในวิธีการของการผลิต  ที่ถูกใช้ที่นี่)

(a) numeral    (ตัวเลข, เกี่ยวกับตัวเลข)

(b) numerous    (มากมาย, มีมาก)

(c) numbers    (จำนวน, ตัวเลข, จำนวนทั้งหมด)

(d) a lot    (มาก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “A lot of, Lots of, Considerable, A number of, Number of, A great number of, A good number of, A large number of”  ซึ่งทุกคำใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์

 

12. As soon as he sniffed the pepper he began to ______________________________.

(ในทันทีที่เขาสูดดมพริกไทย  เขาก็เริ่ม ______________________________________ )

(a) sneeze    (จาม)

(b) snore    (กรน)

(c) snare    (ล่อจับ, ดัก, ดักสัตว์ด้วยแร้ว-บ่วง-ห่วง-หลุมพราง, หลอก, ใส่ร้ายป้ายสี)

(d) snob    (คนเสแสร้ง, คนหลอกลวง, คนเห่อ, คนที่อยากเป็นผู้ดี)

 

13. He has the ___________________________________ of smoking a pipe after lunch.

(เขามี _________________________________________ ชอบสูบไปพ์หลังอาหารเที่ยง)

(a) custom    (ขนบธรรมเนียมประเพณี – ในระยะเวลายาวนาน)

(b) tradition    (จารีต, ประเพณี, จารีตนิยม, ธรรมเนียม, ประเพณีสืบทอด)

(c) habit    (นิสัย, ความเคยชิน, ธรรมเนียมปฏิบัติ)

(d) accustom    (ทำให้คุ้นเคยหรือเคยชิน)

 

14. There had been eight ________________________________ of his book in ten years.

(มี ____________________ ๘ ครั้งของหนังสือเล่มนี้ใน ๑๐ ปี)   (คือตีพิมพ์ ๘ ครั้งใน ๑๐ ปี)

(a) additions    (การบวก, การเพิ่ม, การเติมเข้ามา)

(b) editions    (การพิมพ์ครั้งหนึ่งๆ, จำนวนที่พิมพ์ในครั้งหนึ่ง, ฉบับพิมพ์ครั้งที่)

(c) editorials    (บทบรรณาธิการ, บทนำ, บทความ, บทวิจารณ์ของวิทยุและโทรทัศน์)

(d) editors    (บรรณาธิการ, ผู้เรียบเรียง, ผู้รวบรวม)

 

15. I could not use the bath-room because it was _____________________________.

(ผมไม่สามารถใช้ห้องน้ำ  เพราะว่ามัน (ถูก) _________________________________ )

(a) vacant    (ว่าง, ไม่มีคนเช่า, ว่างเปล่า, ไม่ได้ถูกครอบครอง, ไม่ได้ใช้)

(b) occupied    (ครอบครอง (คือ มีคนกำลังใช้มันอยู่), ยึดครอง, ครอง, อาศัยอยู่)

(c) occupation    (การครอบครอง, การยึดครอง, อาชีพ)

(d) vacancy    (ความว่าง, ความว่างเปล่า, ตำแหน่งว่าง, มีห้องว่าง – ให้เช่า, ที่ว่าง, ช่องว่าง, เวลาว่าง)

 

16. __________________________________________ there in time, we must start now.

(____________________________________ ที่นั่นให้ทันเวลา  เราต้องเริ่มต้นเดี๋ยวนี้เลย)

(a) Be

(b) Being

(c) To be    (เพื่อจะไป)

(d) Is

ตอบ   -   ข้อ  (c)   ใช้ “To + Verb 1”  นำหน้าวลี  มีความหมายว่า  “เพื่อที่จะทำกริยานั้นๆ”  เป็นการแสดงวัตถุประสงค์  ข้อความที่ตามหลังวลี  (อยู่หลังคอมม่า)  จะบอกว่า  ประธานของประโยค  จะต้องทำอะไร  เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์นั้น  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

           A: “Why did they go up the mountain?”

(ทำไมพวกเขาจึงขึ้นไปบนเขา)

          B: “________________________________________ the eclipse of the moon.”

(______________________________________________________ จันทรคราส)

(a) Watched

(b) Watching

(c) Had watched

(d) To watch    (เพื่อจะดู)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1) นำหน้าประโยค (หรือ ไว้ข้างในประโยคก็ได้) เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  ว่าทำกริยานั้นๆ เพื่ออะไร  ในกรณีของประโยคข้างบน  “ขึ้นไปบนเขา  เพื่อดูจันทรคราส” 

                               ตัวอย่างที่      {จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑)  -  (๔)}

  • Designers of (1) consumer products consult research personnel to (2) be determine public (3) reaction to new designs and to (4) obtain new ideas.

(นักออกแบบสินค้าบริโภค  จะปรึกษากับบุคลากรด้านการวิจัยเพื่อกำหนดปฏิกิริยาของสาธารณชน  ที่มีต่อรูปแบบสินค้าใหม่ๆ  และเพื่อให้ได้รับความคิดใหม่ๆด้วย)

ตอบ   –   ข้อ   (2)   แก้เป็น   “Determine”  เนื่องจากตามหลัง  “To”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Infinitive” (Verb ช่องที่ 1)  (ปรึกษากับ................เพื่อ................)  กล่าวคือ  “ประธานของประโยค  ทำกริยาอย่างหนึ่ง  เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง”   ซึ่งในกรณีนี้เป็นการใช้  “To + Verb 1”  ขยายหลังคำกริยา ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  เพื่อบอกว่าทำกริยานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร  เช่น

  • All students come to school to learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

  • People should eat to live, not live to eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่มิใช่อยู่เพื่อกิน)

  • I went there to meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

  • She studied hard to get a scholarship.

(เธอเรียนหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

  • We stopped at the restaurant to eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • He works hard to pass the exam.

(เขาขยันเรียนเพื่อจะได้สอบผ่าน)

  • She gets up early to catch the bus.

(เธอตื่นแต่เช้าเพื่อให้ทันรถเมล์)

  • They stayed up late to study for their exam.

(พวกเขาอยู่จนดึกเพื่อศึกษาสำหรับการสอบ)

                                     ในหลายๆ กรณี นิยมนำ“To + Verb 1”มาวางไว้ข้างหน้าประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ของประธานฯ ที่อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า) ว่าประธานฯ ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยค  ด้วยวัตถุประสงค์ใด  ดังประโยคข้างล่าง

  • To see the doctor at his office, you must make an appointment with him.

(เพื่อที่จะพบแพทย์ที่สำนักงานของเขา, คุณจะต้องทำการนัดหมายกับเขา)

                                  ใช้วลีที่ขึ้นต้นด้วย  “Infinitive with to” (To + verb 1)  วางไว้ข้างหน้าประโยค เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  หมายถึง   “เพื่อที่จะ..............”  หรืออาจใช้  “In order to” หรือ  “So as to”  แทนก็ได้  นอกจากนั้น  ยังสามารถเอาวลีที่ขึ้นต้นด้วย  “To + verb 1”  ไปไว้ข้างท้ายประโยคก็ได้  โดยความหมายเหมือนเดิมทุกประการ  (แต่ควรมีการเปลี่ยนสรรพนามให้เหมาะสม)  ดังเช่นประโยคข้างบน  สามารถเขียนได้ใหม่เป็น

  • You must make an appointment with the doctor to see (so as to see  หรือ  in order to see) him at his office.

                                  ตัวอย่างประโยคอื่นๆในแบบนี้ เช่น

  • To succeed in life, one must work hard.

(เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต  คนเราต้องทำงานหนัก)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก  ๔  ประโยคข้างล่าง)

(= One must work hard to succeed in life.)

(= In order to succeed in life, one must work hard.)

(= So as to succeed in life, one must work hard.)

(= One must work hard in order to (so as to) succeed in life.)

  • To speak good English, you must practice speaking it every day.

(เพื่อที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี  คุณจะต้องฝึกพูดมันทุกวัน)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก  ๓  ประโยคข้างล่าง)

(= In order to speak good English, you must practice speaking it every day.

(= So as to speak good English, you must practice speaking it every day.

(= You must practice speaking it every day to (in order to, so as to) speak good English.)

  • To be there in time, you must get up early.

(เพื่อที่จะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คุณจะต้องตื่นแต่เช้า)

(= So as (In order) to be there in time, you must get up early.

(= You must get up early to (in order to, so as to) be there in time.)

  • To get a scholarship to study abroad, you must spend more time with your study.

(เพื่อให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  คุณจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนของคุณ)

(= In order (So as) to get a scholarship, you must……….

(= You must spend more time with your study to get (in order to get, so as to get) a scholarship to study abroad.)

 

17. Mother, please buy me ______________________________________________.

(แม่ครับ  โปรดซื้อ _____________________________________________ ให้ผมด้วย)

(a) a scissor

(b) a scissors

(c) scissors

(d) a pair of scissors    (กรรไกรคู่  (เล่ม, ด้าม) หนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Scissors”  ต้องอยู่ในรูปพหูพจน์เสมอ  และเมื่อจะระบุจำนวน  จะใช้กับ  “สมุหนาม”  (Collective noun)  “Pairs”  ดูเพิ่มเติม  “สมุหนาม” จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่  

  • Because my scissors are dull, I’m going to buy a new __________________.

(เพราะว่ากรรไกรของผมทื่อ  ผมจะซื้อ (กรรไกร) _________________________ ใหม่)

(a) one

(b) scissor

(c) pair    (ด้าม, เล่ม, คู่)

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Scissors”  (กรรไกร)  ใช้ในรูปพหูพจน์เสมอ  และเมื่อจะบอกจำนวน  ว่า  กี่คู่ หรือ กี่ด้าม หรือ กี่เล่ม  ต้องเลือกใช้สมุหนาม  (Collective noun)  ที่เหมาะสม  ในที่นี้  คือ  “Pair

                                     สมุหนาม”  (Collective noun)  คือ  นามที่เป็นชื่อของหมู่คณะ, กลุ่ม, พวก, เหล่า, ฝูง  โดยปกติจะใช้รวมกับ  นามทั่วไป-ไม่ชี้เฉพาะ  (Common noun) เสมอ   โดยมี   “Of”  มาคั่น  เช่น

                           Collective noun + of + Common noun  (คำแปล)

  • A bunch of grapes    (องุ่นพวงหนึ่ง)
  • A gang of thieves    (ขโมยแก๊งหนึ่ง)
  • A clusters of stars    (ดาวกลุ่มหนึ่ง)
  • A group of students    (นักเรียนกลุ่มหนึ่ง)
  • A herd of cattle    (วัวควายฝูงหนึ่ง)
  • A bunch of flowers    (ดอกไม้ช่อหนึ่ง)
  • A tribe of citizens    (พลเมืองเผ่าหนึ่ง)
  • A flock of sheep    (แกะฝูงหนึ่ง)
  • A crowd of people    (คนกลุ่มหนึ่ง)
  • A flock of chickens    (ลูกไก่ฝูงหนึ่ง)
  • A school of porpoises    (ปลาโลมาฝูงหนึ่ง)
  • A loaf of bread    (ขนมปังปอนด์หนึ่ง)
  • A piece of cake    (ขนมเค้กชิ้นหนึ่ง)
  • An item of news    (ข่าวหัวข้อหนึ่ง)

                                   สำหรับคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun) ก็ต้องเลือกใช้  “สมุหนาม”  ให้เหมาะสมเช่นกัน  เช่น

  • a kind of food   (อาหารชนิดหนึ่ง)
  • a piece of paper(กระดาษ ๑ แผ่น)
  • a loaf of bread    (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)
  • a branch (field) of knowledge    (ความรู้สาขาหนึ่ง)
  • an item of news    (ข่าว ๑ หัวข้อ)
  • a kilo of fruit    (ผลไม้ ๑ กิโล)
  • a bunch of fruit   (ผลไม้ ๑ พวง)
  • a piece of luggage (baggage)    (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)
  • a subject of knowledge    (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

 

18. ________________________________________ your house painted last month?

(บ้านของคุณ __________________________________ ทาสีเมื่อเดือนที่แล้วใช่หรือไม่)

(a) Did

(b) Was    (ถูก)

(c) Had

(d) Have

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เป็นรูป  “Passive voice”  {Subject + Is (Was) + Verb 3}   คือ  ประธานประโยคถูกกระทำ  คือ  “ถูกทาสี”   โดยมาจากประโยคบอกเล่า  คือ“Your house was painted last month.”

 

19. Tea here is ______________________________________________ than coffee.

(ชาที่นี่________________________________________________________ กาแฟ)

(a) very good, very better    (ตัวหน้าถูก, ตัวหลังผิด)

(b) much good, much better    (ตัวหน้าผิด, ตัวหลังถูก)

(c) much good, very better    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) very good, much better    {ดีมาก, ดีกว่า (กาแฟ) มาก}

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ต้องใช้   “Very good”  และ   “Much better”  ดูคำอธิบาย   “Much better”  จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

  • There is ___________________________________ demand for oil than rice.

(มีความต้องการน้ำมัน _____________________________________________ ข้าว)

(a) much

(b) much less    (น้อยกว่า........ (ข้าว)........... มาก)

(c) as much

(d) more or less the same

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

                             ตัวอย่างที่  

  • It is ____________________ to keep down your head while they are shooting.  

(มัน ____________________ ที่จะก้มหัวของคุณให้ต่ำ   ในขณะที่พวกเขากำลังยิงกัน)

(a) much the better

(b) much more better

(c) much better    (ดีกว่ากันอย่างมาก)

(d) more better

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการเปรียบเทียบขั้นกว่า  (Comparative degree)

                                 ตัวอย่างที่  

  • Literature played _______ important part in the lives of the leisured class in England.

(วรรณคดี-วรรณกรรมมีส่วนสำคัญ _____________________ ในชีวิตของชนชั้นที่มีเวลาว่าง (ชนชั้นกลาง) ในประเทศอังกฤษ  -  เมื่อเปรียบเทียบกับชนชั้นอื่นๆ)  (หมายถึง  เมื่อคนมีเวลาว่างจากการทำงาน  ก็มีเวลามาสนใจอ่านหนังสือประเภทวรรณคดี-วรรณกรรม)

(a) much more

(b) far more

(c) a much more    (มากกว่ากันอย่างมากมาย)

(d) much

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ระหว่างชนชั้นที่มีเวลาว่าง คือ ชนชั้นกลาง  กับชนชั้นอื่นๆ ในประเทศอังกฤษ  โดยละชนชั้นอื่นๆ ไว้ในฐานที่เข้าใจ  (ไม่ได้เขียนลงไป)  และเนื่องจา “Important” เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้  “More”  ขยาย  (สำคัญมากกว่า)  และเมื่อต้องการบอกว่า  “สำคัญมากกว่าอย่างมากมาย”  จึงต้องใช้  “Much”  หรือFar”  ขยายหน้า  “Important”  นอกจากนี้  ยังต้องมี   “A”  ด้วย  เนื่องจากขยาย  “Part”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้  เอกพจน์

                              ตัวอย่างที่ ๔

  • Last night’s homework was hard, but this is _______________________ difficult.

(การบ้านของเมื่อคืนนี้ยาก  แต่ (การบ้าน) นี่  ยาก  _____________________________)

(a) much more    (กว่ามากมาย)

(b) too much more

(c) too

(d) more too

ตอบ   -   ข้อ  (a)

                             ตัวอย่างที่  

  • It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, ________________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า  แย่กว่า _________ ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a) very

(b) so

(c) much    (มาก, มากมาย)  (หรืออาจใช้  “Far”  ก็ได้)

(d) more

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

                                   ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “ร้อนกว่ามาก”   “สวยกว่ามาก”  ให้ใช้  “Much”  และ  “Far”  ขยาย   (ห้ามใช้ “Very”

                            ตัวอย่างที่  

  • She looks much ________________________________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง __________________________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than”  ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆแล้ว  เป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น  เมื่อวานนี้ หรือ สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ  ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ จะต้องใช้   “Very”  แทน  “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”  ให้ใช้  “Much”  และ  “Far”  เท่านั้น    (สำหรับความหมาย   “อย่างมาก”)  ห้ามใช้  “Very

                                ตัวอย่างที่  

  • The scenery looks _____________________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ _______________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน  (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)ถ้าต้องการบอกว่า  “มากกว่าอย่างมากมาย”  เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “หนาวกว่ามาก” ฯลฯ  สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”   ได้  ๒  คำ คือ  “Much” และ “Far”  ห้ามใช้  “Very”  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “Far more pleasant”  ก็ได้

                                      ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น  “Much bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “Much older” (แก่กว่ามาก)  “Far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “Far colder” (หนาวกว่ามาก)  “Much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “Much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)  “Far smaller” (เล็กกว่ามาก)  “Far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “Far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)

ในกรณีที่ต้องการบอกว่า   “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”   “หนาวกว่านิดหน่อย”   “หนักกว่าเล็กน้อย”   “เบากว่าเล็กน้อย”   “แพงกว่านิดหน่อย”   “ยากกว่านิดหน่อย”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

  • I hope you will try ___________________________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น ________________________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เมื่อขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น  “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่าเพียง  “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้   “A little, A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger”  (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder”  (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important” (สำคัญกว่าเล็กน้อย)   เป็นต้น

 

20. “Mr. West has two daughters who are teachers.”

(มิสเตอร์เวสต์มีลูกสาว  ๒  คน  ซึ่งเป็นครู)

The sentence above tells us that Mr. West has _____________________________.

(ประโยคข้างบนบอกเราว่า  มิสเตอร์เวสต์มี ________________________________ )

(a) two daughters    (ลูกสาว  ๒  คน)

(b) more than two daughters    (ลูกสาวมากกว่า  ๒  คน)

(c) four daughters    (ลูกสาว  ๔  คน)

(d) at least five daughters    (ลูกสาวอย่างน้อย  ๕  คน)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “who are teachers”  เป็น  “Defining clause”  (สังเกตได้จากหลัง  “Daughters”ไม่มีเครื่องหมายคอมม่า)  คือ  “Clause”  ที่มีความสำคัญ  จำเป็นต้องมี  เพราะว่ามาช่วยขยายประโยคใหญ่  คือ  “Mr. West has two daughters”   ซึ่งยังไม่มีความชัดเจน คนฟังไม่รู้ว่า  ลูกสาว  ๒  คนไหน ดังนั้น  “Clause” (ประโยคย่อย) นี้จึงมาช่วยแยก  “ลูกสาว  ๒  คน”  ออกจากลูกสาวคนอื่นๆ  ทำให้เรารู้ว่า  มิสเตอร์เวสต์ยังมีลูกสาวคนอื่นๆ อีก  (อย่างน้อย  ๑  คน)  ซึ่งทำอาชีพอื่น  (อาจมีลูกสาวอีกหลายคนก็ได้)  เช่น  ลูกสาวอีกคนเป็นนางพยาบาล  และอีกคนเป็นเสมียน  เป็นต้น  (ซึ่งในกรณีนี้  ก็จะมีลูกสาวทั้งหมด  ๔  คน)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

  •  “Mr. North has two daughters, who are nurses.”

(มิสเตอร์นอร์ธมีลูกสาว  ๒  คน, ผู้ซึ่งเป็นพยาบาล)

The sentence above tells us that Mr. North has_______________________________.

(ประโยคข้างบนบอกเราว่า  มิสเตอร์นอร์ธมี __________________________________ )

(a) three daughters    (ลูกสาว  ๓  คน)

(b) only two daughters    (ลูกสาวเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

(c) at least three daughters    (ลูกสาวอย่างน้อย  ๓  คน)

(d) at least two daughters    (ลูกสาวอย่างน้อย  ๒  คน)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Who are nurses” เป็น  “Non-defining clause”มาขยาย  “Daughters”  โดยเพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  เพราะ  “Mr. North has two daughters”  เป็นประโยคที่ชี้เฉพาะ  มีความสมบูรณ์ชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว  คือบอกว่ามิสเตอร์นอร์ธมีลูกสาว  ๒  คน  (เท่านั้น)  สังเกตจากมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหลัง  “Daughters”  ส่วนข้อความหลังคอมม่าไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  เสมือนกับว่าอยู่ในวงเล็บ

                                ตัวอย่างที่  

  • The ___________________________________________ a grateful animal.

(__________________________________________________ สัตว์ที่กตัญญูรู้คุณ)

(a) dog which is found all over the world is

(b) dog, which is found all over the world is

(c) dog which is found all over the world, is

(d) dog, which is found all over the world, is    (สุนัข  ซึ่งถูกพบอยู่ทั่วโลก  เป็น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “สุนัข”  ในประโยคนี้  หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่ง  ที่แตกต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่น  และเป็นตัวแทนของสุนัขทั้งโลก  มิได้แยกแยะว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร หรือที่ไปทำอะไร  (คือมิได้แยกสุนัขตัวนี้   ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ)  จึงถือว่า “สุนัข” ในประโยคนี้เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในโลก  ที่ต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่นๆ  และมีความชี้เฉพาะอยู่ในตัวของมันเองแล้ว  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายมัน  จึงต้องเป็นประเภท  “Non-defining Adjective Clause”  (อนุประโยคที่ไม่ได้เน้นย้ำคำนามที่มันขยาย)  คือ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “สุนัข” เท่านั้น  มิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  และข้อความในอนุประโยคดังกล่าว  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  (Comma)  กั้นหัวและท้ายเสมอ  เปรียบเสมือนกับอยู่ในวงเล็บ  โดยจะไม่ต้องมีข้อความนี้ก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟัง  ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  มันคือ “สุนัข” สัตว์ประเภทหนึ่งในโลกนั่นเอง   โดยขอให้เปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง  ที่ข้อความในอนุประโยคที่มาขยาย  “สุนัข”  ต้องเป็น   “Defining Adjective Clause”  เนื่องจากช่วยแยกสุนัขตัวที่มัน (อนุประโยค) ขยาย  ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ ซึ่งมีอยู่มากมาย  ซึ่งในกรณีนี้  อนุประโยคดังกล่าว  ไม่ต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นหน้าหลัง  เพราะข้อความของมันมีความสำคัญที่จะบอกให้ ผู้อ่าน-ผู้ฟัง รู้ได้ว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร  หรือไปทำอะไร

  • The dog which (that) was hit by a car yesterday belongs to my neighbor.

(สุนัขซึ่งถูกรถชนเมื่อวานนี้  เป็นของเพื่อนบ้านของผม) (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง จะไม่รู้เลยว่าสุนัขตัวใดเป็นของเพื่อนบ้าน)

  • The dog which (that) she bought from the market last month has been stolen.

(สุนัขซึ่งเธอซื้อมาจากตลาดเมื่อเดือนที่แล้ว  ได้ถูกขโมยไปแล้ว)  (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  จะไม่รู้เลยว่า  สุนัขตัวใดถูกขโมย)

                                     ดูเพิ่มเติมคำอธิบาย  “Non-defining adjective clause” และ “Defining adjective clause”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • This __________________________________________________ very good.

(___________________________ (นี้)_________________________ ดีมากเลย)

(a) school which we have just seen is

(b) school, which we have just seen is

(c) school which we have just seen, is

(d) school, which we have just seen, is     (โรงเรียน (นี้) ซึ่งเราเพิ่งจะได้เห็น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “Non-defining Adjective Clause”  คือ “อนุประโยคที่ขยายนามหรือสรรพนาม  แบบไม่เน้นหรือชี้เฉพาะลงไป  เนื่องจากคำนามหรือสรรพนามที่ถูกมันขยาย  มีความชัดเจนอยู่แล้ว หรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นใครหรืออะไร  ซึ่งมีอยู่คนเดียวหรือสิ่งเดียวเท่านั้น  และอาจเป็นชื่อเฉพาะที่มีอยู่แห่งเดียวในโลกก็ได้  เช่น เมือง  ประเทศ  หรือบุคคลผู้นั้นผู้นี้  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายนามหรือสรรพนามนั้นๆ  จึงไม่ได้แยกมันออกจากนามหรือสรรพนามอื่นๆ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนามหรือสรรพนามนั้นเท่านั้น  ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่บอก (หรือมาขยายนาม-สรรพนามนั้น)  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  นามหรือสรรพนามนั้นหมายถึงใคร  สิ่งใด หรือเมืองใดประเทศใด  เราจึงเรียกอนุประโยค  เหล่านี้ว่า “Non-defining Adjective Clause”  เพราะเพียงแต่มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  ซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟังก็ยังสามารถเข้าใจได้ว่า  หมายถึงใคร สิ่งใด หรือเมือง-ประเทศใด  ซึ่งอนุประโยคเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า” กั้นข้างหน้าและข้างหลังมัน  เหมือนกับเป็นวงเล็บ  ที่มีข้อความระหว่างคอมม่าหรือในวงเล็บ  มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  จะมีหรือไม่มีก็ได้  ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ดังเช่นประโยคข้างบน  “โรงเรียน (นี้) – ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น –  ดีมากเลย”  ซึ่งเราจะเห็นว่า  “โรงเรียนนี้”  มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนแห่งใด  ดังนั้น  ข้อความ  “ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น”  จึงเพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เท่านั้น  มิได้แยกโรงเรียนนี้ออกจากโรงเรียนอื่นๆ  เหมือนกับใน “Defining Adjective Clause”  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า” กั้นระหว่าง “Clause”) อนุประโยคดังกล่าวข้างต้น  จึงมิได้มีความสำคัญอย่างใด  จึงต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า”  กั้นระหว่างอนุประโยคเสมอ  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • Donald Trump, who is currently the American president, is a business tycoon.

(โดนัล ทรัมพ์  -  ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีอเมริกา  –  เป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยและมีอิทธิพลมาก)  (โดนัล ทรัมพ์ มีอยู่คนเดียวในโลกนี้  อนุประโยคที่มาขยายจึงเพียงบอกข้อมูลเพิ่มเติม  มิได้แยกตัวเขาออกจากบุคคลอื่น  จึงต้องเป็น “Non-defining clause” ต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นระหว่าง clause    ข้อความที่มาขยายมิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด)

  • Bangkok, which is the capital of Thailand, is a crowded city.

(กรุงเทพฯ  –  ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย  –  เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น)

  • Mr. Collin Woods, who lives next door, is coming to see me.

(คอลลิน วูดส์  –  ผู้ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป  –  กำลังจะมาพบผม)

  • Rome, where the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(กรุงโรม  –  ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย  –  เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุดเมืองหนึ่ง)

  • Ramkhamhaeng University, which is an open university, enrolls thousands of students each year.

(ม. รามคำแหง  –  ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด  –  ลงทะเบียนนักเรียนหลายพันคนในแต่ละปี)

  • Charles Dickens, who was a very famous writer, was poor all through his life.   

(ชาร์ลส  ดิคเค่นส์  -  ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง –  ยากจนตลอดชีวิตของเขา)

  • Ayuthaya, which we learnt about, was our former capital.

(อยุธยา – ซึ่งเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมัน – เป็นเมืองหลวงเก่าของเรา)

  • My house, of which the roof is made of brick, is going to be sold. 

(บ้านของผม – ซึ่งหลังคาทำด้วยอิฐ – กำลังจะถูกขายไป)

  • Dr. John Smith, whom I met in London, is an oculist.

(ด็อกเตอร์ จอห์น สมิธ  - ผู้ซึ่งผมพบในลอนดอน – เป็นจักษุแพทย์)

  • Our teacher of English, who has just returned from abroad, is getting married soon.

(ครูสอนภาษาอังกฤษของเรา – ผู้ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ – กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า)

                                     จากประโยคตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด  จะเห็นว่าทุกประโยคมี   “Non-defining Clause”  ขยายประธานของประโยค  และต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น  อยู่ระหว่าง “Clause”  ซึ่งไม่สู้จะมีความจำเป็นแก่ใจความในประโยคเท่าใดนัก  เนื่องจากประธานฯ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  เป็นใคร  เป็นอะไร  สิ่งไหน หรือ ของใคร  ดังนั้น “Clause”   ที่เพิ่มเข้ามาในประโยค (ขยายประธานฯ)   จึงเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่รู้กันดีอยู่แล้วเท่านั้น   แม้จะตัดข้อความที่เพิ่มเข้ามานี้ทิ้งไป  ก็จะไม่ทำให้ประโยคนั้นเสียใจความแต่อย่างใด  ทั้งนี้  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหน้า-หลัง “Clause” เสมอ  (ในกรณีขยายประธานฯ ประโยค)  หรือคั่นเฉพาะข้างหน้า “Clause”  (ในกรณีขยายคำนามที่อยู่กลางประโยค)

สรุป  -  เราสามารถสรุปลักษณะของ “Non-defining Clause”   ได้ดังนี้

                        1. ไม่มีความจำเป็นแก่ใจความในประโยค  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้ละเอียดมากขึ้นจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น

                        2. ต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  คั่นหน้าและหลัง “Clause” เสมอ

                        3. ต้องใช้ “Relative Pronoun” ซึ่งไม่มีลักษณะชี้เฉพาะเจาะจง เช่น Who”  “Whom”  “Where”  หรือ “Which” เป็นต้น  จะใช้  “That”ไม่ได้  และต้องให้สอดคล้องกับหน้าที่  (Function)  ของมันด้วย

                                      สำหรับ  “Defining Adjective Clause”  ใช้ขยายนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความสมบูรณ์และชัดเจนขึ้นว่า  เป็นคนไหน  สิ่งไหน  อะไร  ของใคร  เป็นต้น  ทั้งนี้  หากไม่มี   “Defining Adjective Clause” มาขยายแล้ว  คำนามหรือสรรพนามที่กล่าวถึงนั้นก็จะไม่เจาะจง  จะเป็นเพียงการกล่าวลอยๆ  ยากที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้ชัดเจนว่าเป็นใคร  อะไร หรือของใคร  ทั้งนี้   เพราะขาด  “Defining Adjective Clause”  มาช่วยขยายความหรือชี้เฉพาะให้เห็นเด่นชัดนั่นเอง  กล่าวคือ  มาช่วยแยกนามหรือสรรพนามตัวที่ถูกมันขยาย  ออกจากนามหรือสรรพนามทั่วๆไป  เพื่อให้รู้ว่า เป็นใคร อะไร  สิ่งไหน ที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • The robber was arrested.

(โจรถูกจับ)

  • The car belongs to my father.

(รถยนต์เป็นของพ่อของผม)

  • The house is near the railway station

(บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

  • The police questioned the woman.

(ตำรวจซักถามผู้หญิง)

  • The plan was finally turned down.

(แผนในที่สุดถูกปฏิเสธ)

  • The subject is English.

(วิชาคือภาษาอังกฤษ)

  • He will take us to the town.

(เขาจะพาเราเข้าเมือง)

  • Some of the boys didn’t come to my party.

(เด็กบางคนไม่มางานเลี้ยงของผม)

                                    จากทุกประโยคที่ยกมาข้างบน  ผู้ฟังจะไม่รู้เลยว่า ขโมยคนไหนถูกจับ  รถคันไหนเป็นของพ่อผม  บ้านหลังไหนอยู่ใกล้สถานีรถไฟ  ตำรวจซักถามผู้หญิงคนไหน  แผนอะไรที่ถูกปฏิเสธ  วิชาอะไรคือภาษาอังกฤษ  เขาจะพาเราไปเมืองไหน  เด็กคนไหนที่ไม่มางานเลี้ยง  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเราเพิ่ม  “Defining Adjective Clause”  เข้าข้างหลังคำนาม (ประธานประโยค)  ใจความก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  เช่น

  • The robber who plundered the bank yesterday was arrested.

(โจรซึ่งปล้นธนาคารเมื่อวานนี้ถูกจับ)

  • The car which I drive to the university belongs to my father.

(รถซึ่งผมขับไปมหาวิทยาลัยเป็นของพ่อของผม)

  • The house where I live is near the railway station.

(บ้านที่ผมอาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

  • The police questioned the woman whose car was stolen.

(ตำรวจซักถามผู้หญิงซึ่งรถของเธอถูกขโมย)

  • The plan which I proposed to the committee was finally turned down. 

(แผนซึ่งผมเสนอต่อคณะกรรมการได้รับการปฏิเสธในที่สุด)

  • The subject in which I am interested is English.

(วิชาซึ่งผมสนใจคือภาษาอังกฤษ)

  • He will take us to the town where we can see old temples.

(เขาจะพาเราไปที่เมือง  ซึ่งเราสามารถดูวัดเก่าแก่ได้)

  • Some of the boys (whom) I invited did not come to my party.

(เด็กบางคนซึ่งผมเชิญไม่มางานเลี้ยงของผม)

สรุป  -  จากประโยคข้างบนที่มี   “Defining Adjective Clause” ขยายประธาน  หรือคำนามข้างในประโยค  เราสามารถสรุปลักษณะของ   “Defining Adjective Clause”ได้ดังนี้

                        ๑, ทำหน้าที่ขยายนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  หมายถึงใคร  อะไร  (คือแยกนามนั้นออกจากนามตัวอื่นๆ)

                       ๒. ไม่มีเครื่องหมาย  “คอมม่า” คั่นอยู่ระหว่างคำนาม (ประธานประโยค หรือคำนามที่อยู่กลางประโยค)  กับ  “Defining Adjective Clause

                       ๓. ใช้คำ “Relative Pronoun” ที่ขึ้นต้น (นำหน้า)  “Defining Adjective Clause”  ให้เหมาะสมกับนามที่ถูกมันขยาย  และหน้าที่ของมันด้วย    

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้