หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 283)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The more he tried to help her, ______________________ she seemed to appreciate it.

(ยิ่งเขาพยายามช่วยเหลือเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งดูเหมือนว่าชื่นชม-เห็นคุณค่ามัน ___________)  (ยิ่งเขาช่วยเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งชื่นชมมันน้อยลง)

(a) less

(b) lesser    (น้อยกว่า, เล็กน้อย)

(c) the less    (น้อยลง)

(d) the lesser

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้าง  “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง.................”  ในประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • The more money we earn, ___________________ percentage we pay in taxes.

(ยิ่งเราหาเงินได้มากขึ้น  เปอร์เซ็นต์ที่เราจะต้องเสียภาษี ________________________)

(a) the high the

(b) higher an

(c) a high

(d) the higher the    (ก็ยิ่งสูงขึ้น)   

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง  “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง................”  จากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่ 

  • The higher the standard of living and the greater the national wealth, the __________.

(ยิ่งมาตรฐานการครองชีพสูงขึ้น  และความมั่งคั่งของชาติเพิ่มมากขึ้น, __________________ )

(a) greater is the amount of paper is used

(b) greater amount of paper is used

(c) amount of paper is used is greater

(d) greater the amount of paper used    (ปริมาณกระดาษที่ใช้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  

                             ตัวอย่างที่ 

  • On enough logical reasons, the fewer seeds, ______________________________.

(ตามเหตุผลที่เป็นไปตามหลักตรรกะอย่างเพียงพอ  ยิ่ง (หว่าน) เมล็ดน้อย  _____________)

(a) the less plants grow

(b) the fewer plants    (ก็ยิ่ง (ได้) ต้นไม้ (หรือพืช) น้อย)  (ความหมาย คือ  ยิ่งหว่านเมล็ดลงไปน้อย  ก็ยิ่งได้ต้นไม้น้อย)

(c) the less plants

(d) the plants the fewer

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Fewer”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Few”  ต้องใช้กับคำนามนับได้ พหูพจน์  ส่วน  “Less”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  ในประโยคข้างบน  “Seeds”  และ  “Plants”   เป็นนามนับได้ พหูพจน์  จึงต้องตัด  ข้อ   (a)  และ  (c)   ทิ้งไป  สำหรับการเรียงโครงสร้าง  “ยิ่ง......................ก็ยิ่ง......................”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

  • The longer you stay here, __________________________________________.

(ยิ่งคุณพักอยู่ที่นี่นานยิ่งขึ้น  ______________________________________________)

(a) it will be better

(b) it will be the better

(c) the better will it be

(d) the better it will be    (มันก็ยิ่งดีมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb”  หรือ  แบบย่อๆ  เช่น

  • The sooner, the better.   (ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี)
  • The more, the merrier.   (ยิ่ง (คน) มาก  ก็ยิ่งสนุก)
  • The slower, the safer.   (ยิ่งช้า  ก็ยิ่งปลอดภัย)
  • The longer, the higher price.   (ยิ่งนานไป  ก็ยิ่งราคาสูงขึ้น)

                             ตัวอย่างที่  

  • The older he grows, _______________________________________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ ______________________________________________ )

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher    (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish    (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                ตัวอย่างที่            (จงเลือกข้อที่ผิดไวยากรณ์จากข้อ  ๑ – ๔)

  • Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.  

(บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น  “Worse”  (มาจาก  “bad,  worse,  worst” – แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)   เนื่องจากมาจากรูป   “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง................”  โดยมีโครงสร้าง  คือ (The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า) + Subject + Verb)  เช่น

  • The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)  (ยิ่งมีมาก  ยิ่งโลภมาก)

  • The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

  • The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

  • The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

  • The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

  • The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

  • The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

  • The more money we gave them, the more (money) they wanted from us. 

(ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

  • The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

  • The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

 

2. Both girls are similar ______________________________ they love expensive clothes.

(เด็กหญิงทั้ง  ๒  คน เหมือนกัน ______________________ พวกเขาชอบเสื้อผ้าราคาแพง)

(a) as though    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(b) even though    (แม้ว่า)

(c) in case    (ในกรณีที่, ถ้า)

(d) in that    (ตรงที่ว่า)

 

3. She receives ___________________________ salary than anyone else in the company.

(เธอได้รับเงินเดือน _______________________________________ คนอื่นใดในบริษัท)

(a)  a big

(b) bigger

(c) the bigger

(d) a bigger    (มากกว่า, สูงกว่า)

ตอบ   -  ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  และใช้  “A” นำหน้า  “Salary”  เนื่องจากเป็นคำนามนับได้   (ไม่ใช้  “The”  เพราะมิได้เป็นการชี้เฉพาะว่าเป็นเงินเดือนของใคร)

 

4. Don’t wait for me if you __________________________________________________.

(อย่ารอผมถ้าคุณ ____________________________________________________ )

(a) have a hurry    (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) are in a hurry    (รีบเร่ง, กำลังรีบเร่ง)

(c) have speed     (ไม่ใช้รูปนี้)

(d) are in a speed    (ไม่ใช้รูปนี้)

 

5. Employees who have a __________ are encouraged to discuss it with the management. 

(พนักงานผู้ซึ่งมี _________________ ได้รับการส่งเสริมให้ประชุมปรึกษาหารือกับผู้บริหาร)

(a) hindrance    (อุปสรรค, สิ่งกีดขวาง, เครื่องกีดขวาง)

(b) disturbance    (การรบกวน, การทำให้ไม่สงบ, การทำให้ยุ่ง, การทำให้ลำบาก, สิ่งที่รบกวน, ความไม่สงบ)

(c) disadvantage    (ข้อเสียเปรียบ, ความเสียเปรียบ, ข้อเสียหาย, ความเสียหาย, ความเป็นเบี้ยล่าง)

(d) grievance    (กรี๊-เวิ่นซ)  (ความไม่พอใจ, ความข้องใจ, ข้อข้องใจ)

 

6. The police have been ordered not to _________________ if the students attack them. 

(ตำรวจถูกสั่งมิให้ ________________________________ ถ้าพวกนักเรียนจู่โจมพวกเขา)

(a) flee    (หนี, หลบหนี)

(b) retaliate    (ตอบโต้, แก้แค้น, ตอบแทน, แก้เผ็ด, แก้ลำ)

(c) challenge    (ท้าทาย)

(d) surrender    (ยอมแพ้)

 

7. The woman was ______________ from hospital yesterday only a week after her operation. 

(ผู้หญิงคนนั้นถูก __________________ จากโรงพยาบาลเมื่อวาน  หลังจากการผ่าตัดของเธอเพียง    สัปดาห์เท่านั้น)

(a) expelled    (ขับไล่, ขับออก, ตัดออกจากการเป็นสมาชิก)

(b) evicted    (ขับไล่, ขับออก, ไล่ที่, เรียกคืน)

(c) ejected    (ขับไล่, ขับออก, ดีดตัวออกจากเครื่องบิน, ดีดออก, ขว้างออก, พ่น, เป่า, พุ่ง)

(d) discharged    (ปล่อยตัว, ปลดจากงาน, ปล่อย, เอาลง, ขับออก, ระบายออก, ทำให้พ้นหน้าที่ความรับผิดชอบหรืออื่นๆ, ขนถ่าย (สินค้า), ปล่อยกระแสไฟฟ้า, ปลดภาระ, ปล่อยออก, ไล่ออก)

 

8. ________________________ the doctor did his best, the patient’s recovery was slow.

(________________________ หมอทำดีที่สุดแล้ว  การฟื้นตัว (ไข้) ของผู้ป่วยก็ยังช้าอยู่)

(a) Unless    (ถ้า.......................ไม่)

(b) As    (ในขณะที่, เพราะว่า, ในฐานะ)

(c) Though    (ถึงแม้ว่า, แม้ว่า)

(d) Despite    (ทั้งๆที่)  (ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี)

 

9. It was lucky that I met him at the airport, otherwise I __________ that he was going away.

(มันโชคดีที่ว่า  ผมได้พบเขาที่สนามบิน  มิฉะนั้นผม _______________ ว่าเขากำลังจะจากไป)

(a) should never have known    (คงไม่มีทางได้รู้เลยว่า)  (แต่ก็ได้รู้)

(b) had never known

(c) have never known

(d) shall never have known

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากมีลักษณะเป็น  “Main clause”  ของประโยค  “If clause”  แบบที่  ๓   คือ  “Subject + Should (Would, Could, Might) + (Not, Never) + Have + Verb 3”  (I should never have known)  “ผมคงจะไม่ได้ทำหรือเป็นเช่นนั้น  แต่ก็ได้ทำหรือเป็นเช่นนั้นไปแล้ว”  (ในที่นี้ คือ ผมคงจะไม่ได้รู้  -  แต่จริงๆก็คือได้รู้)  ในกรณีของประโยคข้างบนเสมือนกับพูดว่า  “ถ้าไม่ได้พบเขาที่สนามบิน  ก็คงไม่รู้ว่าเขากำลังจะจากไป”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “ได้พบเขาที่สนามบิน  เลยได้รู้ว่าเขากำลังจะจากไป”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I _________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม ___________________________________________ )

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + would + have + been + Verb 3  -  I would have been arrested) =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง คือ มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้   “If clause”   ดังกล่าว คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ  ใจความของประโยคในข้อ  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

  • ___________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(___________________  เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)  

                                     นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง 

                               ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago __________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ______________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ   “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                              ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you ________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ _____________________________ )

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ” 

                             ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you ______________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  _________________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริงหรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                               ตัวอย่างที่  

  • Tom ____________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม__________________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                               ตัวอย่างที่  

  • Nancy ______________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ __________________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓ “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                              ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + subject + had (not) + V ช่อง 3”,ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + would (should, could, might, must) + (not) + have + Verb ช่อง3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่(Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย   (If clause)เลย    โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น   สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่ ๓   ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  •  If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had**something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                     จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน   “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มีHad”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย– แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

                                    นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had” มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(=Had he studied hard, he would………….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had**something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                     สรุป  -  ใน “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + had + (not) + V. 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect”  {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V. 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วยจึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

10. He has kept on working, _________________________________ being told to stop.

(เขาทำงานต่อไป ________________________________________ ถูกบอกให้หยุดทำ)

(a) sooner than    (เร็วกว่า)

(b) no matter what    (ไม่ว่า................อย่างไรก็ตาม)

(c) regardless of    (โดยไม่คำนึงถึงว่า, โดยไม่สนใจว่า)

(d) in addition to    (นอกเหนือจาก)

 

11. Some men still give _____________ their seats to the elderly and to children on buses.

(ผู้ชายบางคนยังคง _______________ ที่นั่งของตนให้กับคนชราและเด็กๆบนรถประจำทาง)

(a) in    (“Give in”  =  ยอมจำนน, ยอมแพ้)

(b) up    (“Give up”  =  สละ, ทอดทิ้ง, ยอมแพ้, เลิก, เลิกทำ)

(c) off    (“Give off”  =  แพร่, ส่งกลิ่น, ส่งออกไป, ทำให้เกิด)

(d) out    (“Give out”  =  แจกจ่าย, ประกาศให้ทราบ, ให้ข่าว)

(e) for

 

12. The sport of wrestling tests nimbleness, strength, and stamina.

(กีฬามวยปล้ำทดสอบ    ความแคล่วคล่องว่องไว    พละกำลัง  และความแข็งแรงทรหด)

(a) courage    (ความกล้าหาญ)

(b) intelligence    (ความเฉลียวฉลาด, สติปัญญา)

(c) agility    (ความว่องไว, ความปราดเปรียว, ความกระฉับกระเฉง, ความเฉลียวฉลาด)

(d) confidence    (ความเชื่อมั่น, ความมั่นใจ, ความไว้วางใจ)

 

13. Ocean-going vessels have often used flags to indicate their national allegiance.  

(เรือเดินสมุทรมักจะใช้ธงอยู่บ่อยๆ  เพื่อบ่งชี้ถึง    ความจงรักภักดี-ความสวามิภักดิ์  แห่งชาติของตน)  (คือชักธงของประเทศใด แสดงว่าเป็นเรือของประเทศนั้น)

(a) destination    (จุดหมายปลายทาง)

(b) loyalty    (ความจงรักภักดี, ความซื่อสัตย์)

(c) cargo    (สินค้า)

(d) authority    (อำนาจตามกฎหมาย, เจ้าหน้าที่, ผู้เชี่ยวชาญ, องค์กร)

 

14. Before herbs were available in supermarkets year-round, herb vinegar was made in the fall. 

(ก่อนที่พืชสมุนไพรจะ    มี-สามารถหาได้-หาง่าย-เท่าที่จะหาได้-เหมาะที่ใช้-ใช้ประโยชน์ได้    ในซูเปอร์มาเกตตลอดทั้งปี  น้ำส้มที่ทำจากสมุนไพรถูกผลิตในฤดูใบไม้ร่วง)

(a) obtainable    (สามารถหามาได้, สามารถได้มา)

(b) affordable    (มีเงินพอจะซื้อหาได้)

(c) reasonable    (สมเหตุสมผล, มีเหตุผล, ราคาไม่แพงเกิน)

(d) disposable     (ซึ่งใช้แล้วทิ้ง, ที่จัดการได้, สามารถกำจัดได้ – เช่น ขยะบางชนิด)

 

15. ________________________________________ your rain-coat; it has begun to rain.

(___________________________________________ เสื้อฝนของคุณซะ  ฝนเริ่มตกแล้ว)

(a) Wear    (สวมใส่อยู่)  (คือ ใส่อยู่กับตัวอยู่ก่อนแล้ว)

(b) Put on    (ใส่)

(c) Take off    (ถอด, ถอดออก)

(d) Buy    (ซื้อ)

 

16. Four days following the ___________________________, her father received a letter.

(สี่วันหลังจาก ________________________________ พ่อของเธอได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง)

(a) girl disappearing

(b) girl had disappeared

(c) girl’s disappearance    (การหายตัวไปของเด็กหญิง)

(d) girl disappeared

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Following”   เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  (girl’s disappearance)

 

17. She is sick.  I hope (that) ________________ her sister with her will make her happier.

(เธอป่วย  ผมหวัง (ว่า) ______ น้องสาวของเธออยู่ด้วยกับเธอ  จะทำให้เธอมีความสุขมากขึ้น)

(a) she has

(b) for having

(c) having    (การมี)

(d) that she had

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “Gerund” (Verb + ing)  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคย่อย  (having her sister……………..happier)  ในแบบ  “Noun clause”  ซ้อนอยู่ในประโยคใหญ่  ซึ่งมีประโยคย่อยเป็นส่วนหนึ่งของมัน ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Hope”  สำหรับประโยคใหญ่  คือ  ทั้งหมดประโยค   “I hope……. …………happier.”  ดูเพิ่มเติม  “Verb + ing”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประ โยค  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่     

  • Following up on details ____________________ not what we are concerned with. 

(การติดตามรายละเอียดมิได้ ______________________________ สิ่งที่เราเกี่ยวข้องด้วย)

(ความหมาย คือ มิใช่เป็นหน้าที่ของเรา  ที่จะต้องไปติดตามรายละเอียด)

(a) is    (เป็น)

(b) are

(c) has

(d) have

ตอบ  -  ข้อ   (a)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Following up”  โดยมี   “on details”  เป็นส่วนขยาย   ทั้งนี้  “Following up”  เป็น  “Gerund” (Verb + ing)   ซึ่งถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง ที่ความหมายขึ้นต้นด้วย  “การ................” หรือ“ความ................”  และ  “ถือเป็นคำเอกพจน์เสมอ”  จึงต้องใช้กับกริยา  “Is”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Gerund” (Verb + ing)  เป็นประธานของประโยค (หรือของกริยา)  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • Swimming is a good exercise.

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

  • Playing badminton is his favorite hobby.

(การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

  • Working in cool weather is pleasure.

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

  • Breathing is indispensable to all living things.

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  • Sleeping is necessary to health.

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

  • Walking a long distance has made me tired.  

(การเดินระยะทางไกลทำให้ผมเหนื่อย)

  • Scuba diving has become very popular recently.   

(การดำน้ำลึกแบบมีเครื่องช่วยหายใจ  กลายเป็นที่นิยมกันอย่างมากเมื่อเร็วๆนี้)

 

18. Such clothes ____________________________ these are called ready-made clothes.

(เสื้อผ้า ______________________________________ เหล่านี้  ถูกเรียกว่าเสื้อผ้าสำเร็จรูป)

(a) like

(b) alike

(c) as    (ดังเช่น, เช่น)

(d) the same as

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เป็นการใช้คำคู่  คือ  “Such…………….l.as

 

19. So far I’ve been learning about England and British ways of living.

(เท่าที่ผ่านๆมา (ที่แล้วๆมา)  ผมได้กำลังเรียนรู้เกี่ยวกับประเทศอังกฤษ  และวิถีการดำรง ชีวิตแบบอังกฤษ)

“So far” here means “________________________________________________”.

(“So far”   ในที่นี้   มีความหมายว่า ____________________________________)

(a) So much    (มากเหลือเกิน)

(b) Very far    (ไกลมาก)

(c) For a long time    (เป็นเวลานาน)

(d) Until now    (จนกระทั่งบัดนี้)

 

20. After ________________________________ the letter, he went to see his mother.

(หลังจาก _________________________________ จดหมาย   เขาไปเยี่ยมแม่ของเขา)

(a) read

(b) reading    (อ่าน)

(c) having read

(d) had read

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หลัง  Preposition “After”  ต้องตามด้วย  “Verb + ing” สำหรับข้อ  (c)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Having read the letter, he…. …………her.  (เมื่อได้อ่านจดหมายแล้ว  เขารีบไปพบเธอ)  ไม่ต้องขึ้นต้นด้วย  “After”  เพราะไม่จำเป็น  เนื่องจากข้อความ  “Having read the letter,”    มีความหมายว่า  “เมื่อได้อ่านจดหมายเสร็จแล้ว”  ซึ่งเกิดขึ้นก่อนข้อความ  “เขาไปเยี่ยมแม่”  อยู่แล้ว

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้