หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 281)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. He persuaded his brother __________________________________ for a job.

(เขาชักชวนน้องชายของเขาให้ ________________________________ งานทำ)

(a) look

(b) looking

(c) to look    (มองหา)

(d) for looking

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Persuade + กรรม + To + Verb 1)  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกันจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • The workers are all gone.  Because of the bad weather, the boss permitted them ___________________ early.

(คนงานไปกันหมดแล้ว  เนื่องจากอากาศเลว  เจ้านาย (หัวหน้า) อนุญาตให้พวกเขา       ___________________ แต่เนิ่นๆ)

(a) leave

(b) to leaving

(c) to be going

(d) to leave    (ออกจากที่ทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ตามโครงสร้าง   “Subject + Permit + กรรม + To + Verb 1”

                             ตัวอย่างที่ 

  • I want you _____________________________ on an errand for me tomorrow.

(ผมต้องการให้คุณ ___________________________________ ทำธุระให้ผมวันพรุ่งนี้)

(a) go

(b) to do

(c) to go    (ไป)

(d) going

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Want + กรรม + To + Verb 1”  และ  “Go on an errand” =  ไปทำธุระ 

                              ตัวอย่างที่  

  • We don’t allow anyone _________________________________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม ____________________________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim   (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Allow + กรรม + To + Verb 1

                             ตัวอย่างที่  

  • He told one of the men ______________________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ _________________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -    ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Subject + Tell + กรรม  + To + Verb 1”  กล่าวคือ   กริยาที่อยู่หลังกรรม  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้   จะต้องเป็นรูป  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  เสมอ  ได้แก่  “Expect, Want, Cause,  Force,  Compel,  Invite,  Advise,  Instruct, Persuade,  Allow,  Permit,  Encourage,  Press,  Warn,  Order,  Request,  Tempt,  Teach,  Tell,  Oblige”   ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

  • She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

  • They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

  • The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

  • I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

  • She taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

  • We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

  • The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

  • She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

  • The manager advised his staff to work harder.

 (ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

 

2. I ___________________________________________ my work, so now I’ll go home.

(ผม __________________________ งานของผมแล้ว  ดังนั้น  ในตอนนี้  ผมจะกลับบ้าน)

(a) did

(b) had done

(c) have done    (ได้ทำ)

(d) have been doing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   สำหรับ  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  ใช้ในกรณีต่อไปนี้  คือ 

                           ตัวอย่างที่ 

  • No wonder those plants are dying.  They ___________________ any water for ages.

(ไม่ต้องประหลาดใจเลย  ต้นไม้เหล่าโน้นกำลังจะตาย  พวกมัน ______ น้ำมานานแสนนานแล้ว)

(a) haven’t

(b) hadn’t

(c) haven’t had    (ไม่มี, ขาด)

(d) are not having

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ต้องใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + (Not) + Verb 3}  เนื่องจากเหตุการณ์  (ต้นไม้ไม่มีน้ำ)  เกิดต่อเนื่องจากอดีต  (นานแสนนานมาแล้ว)  จนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูด)  ดูเพิ่มเติม  “Tense”  นี้จากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่ 

  • Forget the past and look to the future; there is no merit in thinking about what ______.

(จงลืมอดีตและมองไปที่อนาคต  ไม่มีข้อดี (คุณความดี) ในการคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ ____________)

(a) will happen    (จะเกิดขึ้น)  (เป็นอนาคต)

(b) is happening    (กำลังเกิดขึ้น)

(c) has happened    (ได้เกิดขึ้นแล้ว)  (คือ  ได้ผ่านไปแล้ว  -  เป็นอดีตไปแล้ว)

(d) had happened    (เกิดขึ้น)  (ในอดีต) (มักใช้คู่กับ “Past simple tense”)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  กับเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้ว  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่ 

  • Never drive your car before you ________________________________ the tires.

(จงอย่าขับรถของคุณ  ก่อนคุณ _______________________________________ ยางรถ)

(a) had checked

(b) checked

(c) are checking

(d) have checked    (ได้ตรวจสอบ  ............(ยางรถ)..............  แล้ว)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  เพื่อบอกว่าได้ทำกริยานั้นๆ แล้ว  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Present perfect tense”   จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ 

  • ______________________________________________ from her since March.

( _______________________________________________ จากเธอตั้งแต่เดือนมีนาคม)

(a) I didn’t receive a letter

(b) I wasn’t receiving a letter

(c) I don’t receive a letter

(d) I haven’t received a letter    (ผมไม่ได้รับจดหมาย)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + Verb 3}  คือ  แสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต (ไม่ได้รับจดหมายตั้งแต่เดือนมีนาฯ)  ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (ก็ยังมิได้รับ)  สำหรับ “Present perfect tense”  มักใช้ในกรณีต่อไปนี้

                                    ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก  Just =  เพิ่งจะ, Recently =  เมื่อเร็วๆนี้,  Lately =  หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

               -  I have just finished my assignment.

  (ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

              -  My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

               -  I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

                                     ๒. ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet” (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี  “Already” และ “Yet”  ก็ได้  เช่น

                  -  I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

                  -  She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

                 -  Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

                 -  I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

                  -  Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

                                    ๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก For = เป็นเวลา,  Since =  ตั้งแต่,  Up to now, up to the present time, up until now =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา

                  -  I haven’t seen my old friends at the college for ages.

(ผมไม่ได้พบเพื่อนเก่าที่มหาวิทยาลัยมานานแสนนานแล้ว)

                  -  She has lived here for 10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว  –  ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                  -  He has been in Chicago since last week.

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                  -  We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                  -  So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

                  -  I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

                                     ๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  “Ever”  “Never”  เช่น

                 -  Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

                 -  Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

                 -  I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

                                    ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก สังเกตจาก  “Adverb of frequency”  เหล่านี้   “Again and again” =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “Many times” =  หลายครั้ง,  “Sometimes” =  บางที,  “Over and over”     (= Over and over again) = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “This is the first (second) time” =  นี่เป็นครั้งแรก (ครั้งที่ ๒)  เช่น

                    -  He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

                   -  I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์คมาหลายครั้งแล้ว)

                    -  She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

                    -  This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

 

3. I wonder what _______________________________.  I feel that we have been a bit late.

ผมสงสัยว่า (ขณะนี้) _____________________ อะไร  ผมรู้สึกว่าเราล่าช้าไปนิดหน่อยแล้วนะ)

(a) it is time

(b) time is it

(c) time it is    (เป็นเวลา)

(d) is it time

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากข้อความ  “What time it is”  เป็น  “Noun clause” ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Wonder”  โดยต้องเรียงประโยคในรูปบอกเล่า  คือ  ประธานอยู่หน้ากริยา  (What time it is)   ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่ 

  • If I had the money, I would pay ____________________________________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน (ในขณะนี้)  ผมจะใช้คืน _________________________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากเป็นคำนำหน้า  “Noun clause”  (What I owe)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Pay”

                             ตัวอย่างที่ 

  • ____________________ astrology and alchemy may be regarded as fundamental aspects of thought is indicated by their apparent universality.

(_________________________ วิชาโหราศาสตร์และอัลเคมี (การเล่นแร่แปรธาตุ)  อาจจะถูกถือว่าเป็นแง่มุมพื้นฐานของความคิด  ได้รับการบ่งชี้โดยความเป็นสากลที่เห็นได้ชัดเจนของมัน)  (คือ  ของทั้ง  ๒  วิชา)

(a) Both are

(b) What both

(c) Both

(d) That both    (ที่ว่าทั้ง)  (คือ  ทั้ง  ๒  วิชา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นคำนำหน้า  “Noun clause”  (That both astrology and alchemy may be regarded as fundamental aspects of thought)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Is indicated”  เป็นกริยา  

                               ตัวอย่างที่ 

  • The fact _______________________ money orders can usually be easily cashed has made them a popular form of payment.

(ข้อเท็จจริง _______________________ ธนาณัติโดยปกติแล้วสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างง่ายดาย  ทำให้มัน (ธนาณัติ) เป็นรูปแบบของการชำระเงินที่เป็นที่นิยมกัน)

(a) of

(b) that    (ที่ว่า)

(c) is that

(d) which is

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ   “The fact that money orders can usually be easily cashed”   เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Has made”  เป็นกริยา

                               ตัวอย่างที่ 

  • ______________________ dog was the first animal to be domesticated is generally agreed upon by authorities in the field.

(________________________ สุนัขเป็นสัตว์ชนิดแรกที่ถูกทำให้เชื่อง  ได้รับการเห็นด้วยโดยทั่วไปโดยผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้)

(a) Until the

(b) It was the

(c) The

(d) That the    (ที่ว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากข้อความ   “That the dog was the first animal to be domesticated”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมีข้อความส่วนที่เหลือเป็นกริยาและส่วนขยายกริยา

                                ตัวอย่างที่ 

  • Did you hear ______________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ___________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)   (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”    ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear

                             ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us ________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเราว่า  บ้านหลังใด ______________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด   และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Tell”  ส่วนกรรมรอง  คือ  “Us” จึงต้องขึ้นต้นด้วย  “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                              ตัวอย่างที่ 

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not _________________________ I really want.   

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ _________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก   “What I really want” เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is) 

                              ตัวอย่างที่ 

  • Tell me _______________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า) ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่(โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)   ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause” ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                                    1.  เป็นประธานของ  “Verb” หรือประโยค  เช่น

           -  What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

           -  How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

           -  Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

            -  Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

           -  That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

          -  That we, the Earth, live alone in the universe is still a question.

(ที่ว่าเรา, มนุษย์บนโลก, มีชีวิตอยู่ตามลำพังในจักรวาล  ยังคงเป็นปัญหา (เป็นที่สงสัย) อยู่)  (คือ  เชื่อกันว่ามีมนุษย์ต่างดาวในดาวอื่นๆ ด้วย)

         -  That she was not compatible with her husband was known to all.

(ที่ว่าเธอไปกันไม่ได้กับสามีของเธอ  เป็นที่รู้กันกับทุกคน)

          -  Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                    ๒.  เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค เช่น

            -  I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

           -  She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

           -  They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

           -  We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

            -  She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

            -  The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

             -  I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                     ๓.  เป็นกรรมของ “Preposition”   เช่น

                -  She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

                -  They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

                -  We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

                -  They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                     ๔.  วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

               -  I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

                -  He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

                -  They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

                -  We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                    ๕.  ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน   เช่น

               -  The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”ดังนั้น“that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me” จึงเป็น “Adjective clause” มาขยาย “the fact

             -  The belief that all men are born equal is not held by everyone. 

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

              -  The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น “Noun clause” จะใช้  “that”(ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น   (ไม่ใช้ “which”)   และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม   แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้  “that”  หรือ “which”  ก็ได้   (และแปลว่า “ที่” หรือ “ซึ่ง”)   และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

              -  The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”   โดย   “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

             -  The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน “me”  เป็นกรรมรอง)

 

4. Please ______________________________________________ what I am saying.

(โปรด _______________________________________________ สิ่งที่ผมกำลังพูด)

(a) attend

(b) attend to    (ให้ความสนใจกับ)

(c) attending

(d) be attended

ตอบ   -   ข้อ    (b)   กริยา  “Attend”   มีความหมาย  คือ   “สนใจ, เอาใจใส่, ดูแล, รับใช้, ไป, ไปร่วม, เข้าร่วม”  มีการใช้ดังประโยคข้างล่าง

                                     1. สนใจ, เอาใจใส่

  • If you do not attend to the problem, it will certainly grow.

(ถ้าคุณไม่สนใจปัญหา  มันจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน)

  • I had two items of business to attend to before I could relax.

(ผมมีธุระ  ๒  เรื่องที่ต้องเอาใจใส่  ก่อนที่ผมจะสามารถพักผ่อนได้)

  • You will not succeed unless you attend to your work.

(คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ  ถ้าคุณไม่สนใจในงานของคุณ)

  • Parents should attend to the education of their children.

(พ่อแม่ควรเอาใจใส่เรื่องการศึกษาของลูก)

  • She was still apparently attending to the music.

(เธอยังคงกำลังสนใจอยู่กับดนตรีอย่างเห็นได้ชัด)

                                    2. ไป, ไปร่วม, เข้าร่วม

  • I went to London to attend a conference.

(ผมไปลอนดอนเพื่อเข้าร่วมประชุม)

  • I have not attended a funeral for many years.

(ผมไม่ได้เข้าร่วมงานศพมาหลายปีแล้ว)

  • The plays here are always well attended.

(ละครที่นี่มีผู้เข้าชมมากมายอยู่เสมอ)

  • All children over five must attend school.

(เด็กอายุเกิน  ๕  ปีทุกคนต้องเข้าโรงเรียน)

                                     3ดูแล, เอาใจใส่, รับใช้

  • Doctors were rare and only attended very sick persons.

(หมอมีน้อย  และดูแล (รักษา) เฉพาะผู้ป่วยหนักมากเท่านั้น)

  • A clerk is attending to his customers in the shop.

(เสมียนกำลังรับใช้ (ให้บริการ) ลูกค้าในร้าน)

  • Which doctor is attending your daughter now?

(หมอคนไหนที่กำลังดูแล (รักษาพยาบาล) ลูกสาวของคุณในขณะนี้)

  • We had the honor of attending upon the King.

(เรามีเกียรติที่ได้รับใช้ในหลวง)

 

5. Both a person’s heredity and his environment help to shape his character. 

(ทั้งพันธุกรรมของบุคคลและ    สภาพแวดล้อม    ของเขา  ช่วยหล่อหลอมอุปนิสัยของเขา)

(a) relatives    (ญาติพี่น้อง)

(b) education    (การศึกษา)

(c) nationality    (สัญชาติ)

(d) surroundings    (สภาพแวดล้อม, สิ่งแวดล้อม)

 

6. Many businesses provide a kind of retirement benefit which is paid until the death of the former employee.

(ธุรกิจจำนวนมากให้    ผลประโยชน์-เงินช่วยเหลือ-เงินสงเคราะห์ยามเกษียณอายุงาน     ประเภทหนึ่ง  ซึ่งจะจ่ายให้จนกระทั่งอดีตพนักงานเสียชีวิต)

(a) patent    (ลิขสิทธิ์)

(b) subsidy    (เงินอุดหนุน, เงินสนับสนุน, เงินช่วยเหลือ)

(c) pension    (บำเหน็จบำนาญ)

(d) bargain    (การต่อรองราคา)

 

7. The criminal insinuated that he had been roughly treated by the arresting officer. 

(อาชญากร    บอกเป็นนัย-พูดเป็นเชิง-แย้ม    ว่าเขาได้รับการปฏิบัติอย่างหยาบคายโดยตำรวจซึ่งจับกุมเขา)

(a) suggested indirectly    (แนะนำหรือบอกอย่างอ้อมๆ)

(b) argued convincingly    (ให้เหตุผลอย่างน่าเชื่อถือ)

(c) stated flatly    (พูดอย่างไร้สาระหรือไม่มีรสชาติ)

(d) denied positively    (ปฏิเสธในเชิงบวก)

 

8. There isn’t ____________________________________________ in the empty box.

(ไม่มี ________________________________________________ ในกล่องเปล่าใบนั้น)

(a) anything    (สิ่งใดๆ)

(b) something    (บางสิ่งบางอย่าง)

(c) everything    (ทุกสิ่ง)

(d) someone    (บางคน)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นประโยคปฏิเสธ  สำหรับ  “Anything”  หมายถึง  “อย่างใดอย่างหนึ่ง, สิ่งใดๆ”  มักใช้ในประโยคปฏิเสธและคำถาม  ดังตัวอย่าง

  • There isn’t anything which can prevent her strong determination.

(ไม่มีสิ่งใดๆซึ่งสามารถขัดขวางความมุ่งมั่นแรงกล้าของเธอ)

  • If you shut your eyes, you can’t see anything.

(ถ้าคุณปิดตาของคุณ  คุณไม่สามารถเห็นสิ่งใดๆเลย)

  • Is there anything I can do for you?

(มีสิ่งใดๆที่ผมจะสามารถทำให้คุณไหม)  (มีอะไรให้ผมช่วยไหม)

 

9. Do you mean ____________________ me ____________________ all day long?

(คุณต้องการที่จะ ________________ ผม _________________ ตลอดทั้งวันใช่หรือไม่)

(a) to keep ___________ waited

(b) keep ___________ waiting

(c) keeping ___________ wait

(d) to keep ___________ waiting    (ทำให้  .................(ผม)...............  รอคอย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Mean + To + Verb 1”   ส่วน  “Keep +  (กรรม) + Verb + ing”

 

10. My mother is cooking dinner.  The food smells ______________________________.

(แม่ของผมกำลังปรุงอาหารเย็น  อาหารมีกลิ่น __________________________________ )

(a) deliciously

(b) delicious    (อร่อย, โอชะ)

(c) be deliciously

(d) be delicious

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Smell + Adjective”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Smell”  ในประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • The mother looked ________________________________ at her naughty child.

(แม่มอง ______________________________________________ ที่ลูกผู้ซุกซนของเธอ)

(a) anger    (ความโกรธ)

(b) angry    (โกรธ)

(c) angrily    (อย่างโกรธเคือง)

(d) angered    (ถูกทำให้โกรธ)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ขยายกริยา  “Look at”  (จ้องมอง)  จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  แต่ถ้า  “Look”  หมายความว่า  “มีอาการ, มีลักษณะ, มีท่าทาง”  จะต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   ดังประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • Let us _______________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง ______________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

  • I ____________________________________ about his ability to do the work.

(ผม ______________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่   “I have (a) doubt about………”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ......) และ  “I wonder about…………” (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ..........)  สำหรับกริยาตัวอื่นๆ  ที่ใช้แบบเดียวกับ   “Feel”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

  • Everything looks ________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ _______________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า   “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์ (Adverb)

                              ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels _______________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก ________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)   มิใช่  “Adverb”  เช่น  Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                             ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells __________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________________________________ )

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet     (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten     (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Smell + Adjective”

                               ตัวอย่างที่         {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพนกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ    แก้เป็น   “awkward”  เนื่องจาก   “Seem + Adjective

                              ตัวอย่างที่ 

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed ______________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า ___________________ )

(a) real angry

(b) angrily    (อย่างโกรธเคือง)

(c) anger    (ความโกรธ)

(d) angry   (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า   “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”   คือช่วยเชื่อมระหว่าง  ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

            -  She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

           -  He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

           -  The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

           -  They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป   -    คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่  Be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  Become,  Seem  (ดูเหมือนว่า)Appear  (มีลักษณะท่าทาง)Feel  (รู้สึก)Get,  Grow,  Keep,  Look  (มีท่าทาง)Smell  (มีกลิ่น), Sound,  Taste  (มีรสชาติ)Turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ  เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)
  • She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

11. I met __________________________________________________ she is marrying.

(ผมได้พบกับ ______________________________________ (ผู้ซึ่ง) เธอจะแต่งงานด้วย)

(a) who

(b) whom

(c) the person    (บุคคล)

(d) which one

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “The person who she……....”  หรือ  “The person whom she………”  ก็ได้

 

12. She is a contemporary writer who has received much critical acclaim. 

(เธอเป็นนักเขียน    สมัยปัจจุบัน-ในยุคสมัยหรือรุ่นเดียวกัน    ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องสรรเสริญหรือต้อนรับในแบบวิพากษ์วิจารณ์)

(a) realistic    (เป็นจริง, เกิดได้จริง, สมจริงสมจัง)

(b) witty    (มีสติปัญญา, เฉลียวฉลาด, มีไหวพริบ, มีความรู้, รอบรู้)

(c) modern    (ทันสมัย, สมัยใหม่, ปัจจุบัน)

(d) colorful    (เต็มไปด้วยสีสัน, มีชีวิตชีวา)

 

13. The climate in the great plains is arid (แอ๊ร์-ริด).

(ภูมิอากาศในทุ่งราบขนาดใหญ่แห่งนั้น    แห้งมาก-แล้ง-ไม่มีความชื้น-ไม่มีรสชาติ-จืดชืด)

(a) hot and wet    (ร้อนและชื้น)

(b) hot and dry    (ร้อนและแห้งแล้ง)

(c) cold and wet    (หนาวและชื้น)

(d) cold and dry    (หนาวและแห้งแล้ง)

 

14. No remnants of the settlement of Jacksonville, Virginia, were found by the next group of colonists. 

(ไม่มี    ส่วนที่หลงเหลือ-เศษซาก    ของนิคมหรือที่ตั้งถิ่นฐานของเมืองแจ็คสันวิลล์  รัฐเวอร์จิเนีย  ที่ได้ถูกค้นพบโดยชาวอาณานิคมกลุ่มถัดไป)  (คือตอนที่คนกลุ่มใหม่มาถึง  ไม่พบซากอาณานิคมเดิมแล้ว)

(a) survivors    (ผู้รอดชีวิต)

(b) buildings    (อาคาร, ตึก, สิ่งก่อสร้าง)

(c) traces    (ร่องรอย, รอย, รอยเท้า, รอยทาง)

(d) implements    (เครื่องไม้เครื่องมือ, อุปกรณ์)

 

15. _________________________________ to sign my name at the bottom of the page?

(______________ ที่จะเซ็นชื่อของผมที่ด้านล่างของหน้า  -  กระดาษหรือเอกสาร-  หรือไม่)

(a) Is it necessary for me    (มันจำเป็นสำหรับผม)

(b) Is it necessity for me    (“Necessity”  =ความจำเป็น)

(c) Is it necessarily for me

(d) Am I necessary    (ไม่ใช้โครงสร้างนี้)

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากมาจากโครงสร้างประโยคบอกเล่า  “It + Is (Was) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

  • It is not a good thing _________________ in front of a television set all evening.

(มันมิใช่สิ่งที่ดี _____________________________ หน้าเครื่องรับโทรทัศน์ตลอดทั้งคืน)

(a) for children sit

(b) for children to sit    (สำหรับเด็กๆที่จะนั่ง)

(c) for children will sit

(d) for children sitting

ตอบ   -   ข้อ   (b)   มีค่าเท่ากับ  “It is not good for children to sit….. ……………”  ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) + (Not) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1” (สำหรับข้อความในวงเล็บ  จะมีหรือไม่ก็ได้)   ดังประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

  • Don’t do anything.  I believe __________________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) _________________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it    (มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was, Will be, Would be) + Adjective  (เช่น “Important, Necessary, Possible, Normal, Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1

                              ตัวอย่างที่  

  • It is usually necessary for the international business person ________________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ ________________ มากไปกว่าภาษา  ที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ   แต่เพียงภาษาเดียว  –  หมายถึงควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a) to understand    (เข้าใจ)

(b) to observe    (สังเกต)

(c) knowing    (รู้)

(d) speaking    (พูด)

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ตามโครงสร้าง {It Is (Was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, etc.) + (For someone) + To + Verb 1 (กริยาอะไรก็ได้) + Something}   เช่น

             -  It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

              -  It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

             -  It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

             -  It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

             -  It is good (for her) to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่แต่งงานกับเขา)

             -  It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

 

16. What ____________________________________ paying a visit to our home town?

(ไปเยี่ยมบ้านเกิดของพวกเรา ______________________________________ เอาไหม)

(a) is

(b) are

(c) about    (กัน)

(d) shall

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “What about + Verb +ing + ส่วนขยาย เป็นภาษาพูด  กล่าวเชิญชวนให้คนมาทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกัน  เช่น

               -  What about going out for dinner tonight?

(ออกไปกินอาหารค่ำนอกบ้านคืนนี้เอาไหม  -  หรือ ดีไหม)

(= Let us go out for dinner tonight.)

              -  What about having a party next week?

(จัดงานเลี้ยงสัปดาห์หน้ากันเอาไหม  -  หรือดีไหม)

(= Let us have a party next week.)

 

17. Please _________________________________ the word in your dictionary for me.

(กรุณา _____________________________ คำศัพท์ในพจนานุกรมของคุณให้ผมหน่อย)

(a) look at    (จ้องมอง)

(b) look after    (ดูแล, เอาใจใส่)

(c) look for    (มองหา, ค้นหาของที่หาย)

(d) look up    (ค้นหาคำศัพท์)  (ในพจนานุกรม หรืออื่นๆ)

 

18. It is time for you to leave ______________________________________ this town.

(มันได้เวลาสำหรับคุณที่จะออก __________________________________ จากเมืองนี้)

(a) from

(b) away from

(c) off

(d) (No word is needed.)    (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Leave”  +  “กรรม”  โดยไม่ต้องมี   “Preposition” เช่น  “Leave the room  -  ออกจากห้อง,  Leave the office  ออกจากสำนักงาน,  Leave the airport  ออกจากสนามบิน,  Leave the university  -  ออกจากมหาวิทยาลัย, etc.”

 

19. You ought to be insured now ________________________________ you’re married.

(คุณควรจะทำประกัน ________________________________________ คุณแต่งงานแล้ว)

(a) that    (“Now that”  =  เพราะว่า)

(b) unless    (ถ้า.....................ไม่)

(c) though    (ถึงแม้ว่า)

(d) because of    (เนื่องมาจาก)

 

20. Modern businessmen do not write their letters ____________________________.

(นักธุรกิจสมัยใหม่ไม่เขียนจดหมายของตน  _________________________________ )

(a) by hands

(b) by hand    (ด้วยมือ)

(c) by a hand

(d) by the hand

ตอบ   -   ข้อ    (b)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “By”   ได้แก่   “by chance”  (โดยบังเอิญ)  -  “I met my old friend by chance last week.”  (ผมพบเพื่อนเก่าโดยบังเอิญเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  -  “She took my book by mistake.”  (เธอเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  -  คือคิดว่าเป็นของเธอ), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  “They learn new vocabularies by heart.”  (พวกเขาเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ โดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ)  “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram”  (โดยทางโทรเลข)  “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio”  (โดยทางวิทยุ)  “by force”  -  “If you are not willing to come, I’ll make you come by force.”  (ถ้าคุณไม่เต็มใจมา  ผมจะทำให้คุณมาโดยการบังคับ),  (โดยใช้กำลัง, โดยการบังคับ)  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ   -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  “She lives by herself.”  (เธออาศัยอยู่ตามลำพัง  -  คืออยู่คนเดียว)  -  “He did it (by) himself.”  (= He himself did it.”  (เขาทำมันตามลำพัง  -  คือไม่มีใครช่วย),  “by machinery”  (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐  ฟุต กว้าง  ๑๐  ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight){น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก  ๕  เมตร)   “remarks by Mr. Schmidt” (คำพูดโดยมิสเตอร์ ชมิดท์)  “She was brought up by her aunt.”  (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government”  (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole)  (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)   “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ) “by degrees”  (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง  –  ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means” (โดยแน่นอน)  “by no means”  (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)  “passer-by”  (ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product”  (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.”  (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance”  (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.”  (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี  ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆ เวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.” (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง  –  โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔)  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)   “Cars are now made by the million.”  (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆ คัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี)   “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)   “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.”  (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐  เปอร์เซ็นต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ  –  ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน   พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison”   (โดยการเปรียบเทียบ)    เป็นต้น

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้