หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 280)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I was surprised to hear _______________________ use the teacher’s first name.

(ผมประหลาดใจที่ได้ยิน _____________________ ใช้ (เรียก) ชื่อแรกของอาจารย์)  (คือ เรียกชื่อตัว  ซึ่งตามปกติฝรั่งจะเรียกชื่อสกุล  การเรียกชื่อตัวอาจแสดงความสนิทสนมคุ้นเคยกันมาก)

(a) their

(b) theirs

(c) they’re

(d) them    (พวกเขา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Hear”

 

2. It _____________________________________________ ever since last Sunday.

(ฝน _____________________________________________ ตั้งแต่วันอาทิตย์ที่แล้ว)

(a) rained

(b) had rained

(c) has rained

(d) has been raining    (ได้กำลังตก)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing} เนื่องจากแสดงทั้งความต่อเนื่อง  และยาวนานของเหตุการณ์  (ฝนตก)  ที่เกิดตั้งแต่ในอดีต  (วันอาทิตย์ที่แล้ว)  จนถึงปัจจุบัน (ขณะที่พูด)  และมีแนวโน้มที่จะเกิดต่อไปในอนาคตด้วย  ซึ่งดีกว่าการใช้  ข้อ  (c)  (Present perfect tense)  เพราะแสดงเพียงความต่อเนื่องของเหตุการณ์  (ฝนตก)  ที่เกิดในอดีตมาจนถึงปัจจุบันเท่านั้น  มิได้แสดงความยาวนานของเหตุการณ์  หรือบ่งชี้ว่าจะเกิดต่อไปในอนาคตด้วยเหมือนกับ  “Present perfect continuous tense”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Present perfect continuous tense”   จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ 

  • In the last few years our town ______________________________ a great deal.

(ในช่วงสอง-สามปีที่ผ่านมา  เมืองของเรา _________________________ อย่างมากมาย)

(a) grew

(b) had grown

(c) is growing

(d) has been growing    (ได้กำลังเติบโต)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  ใช้โครงสร้าง  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing} เพื่อบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูด)  คือ  เมืองของเราเริ่มเติบโตเมื่อสอง-สามปีที่แล้ว  ปัจจุบันก็ยังคงเติบโตอยู่  และมีแนวโน้มจะเติบโตต่อไปในอนาคตด้วย  อีกนัยหนึ่ง  คือ  เน้นการเติบโตแบบต่อเนื่องหรือติดต่อกันเป็นเวลาสอง-สามปี  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • He looks so exhausted because he ____________________ around the town all day.

(เขามีท่าทางเหน็ดเหนื่อย-อ่อนล้ามาก  เพราะว่าเขา ________________ รอบเมืองตลอดทั้งวัน)

(a) ran

(b) had run

(c) had been running

(d) has been running    (ได้กำลังวิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์จากอดีตมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  (คือ  การวิ่งรอบเมือง)  และมีแนวโน้มว่าจะกระทำ (วิ่ง) ต่อไปในอนาคตด้วย  (คือ  ภายหลังจากที่พูดประโยคนี้)   ส่วนอีกนัยหนึ่ง  ต้องการแสดงความต่อเนื่องยาวนานของการทำกริยาวิ่ง  ว่าได้กระทำมาแล้วหลายๆ ชั่วโมงติดต่อกัน  (สำหรับนัยยะหลัง  อาจต่อเนื่องแบบหลายๆ ชั่วโมง  วัน  เดือน  ปี  ก็ได้)

                                ตัวอย่างที่ 

  • Mother _______________________________ very badly for the last few months.

(แม่ ___________________________________ ไม่หลับเลยในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่แล้วมา)

(a) sleeps

(b) slept

(c) has been sleeping    (นอน)

(d) had slept

ตอบ      ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Present perfect continuous tense”  คือบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  และแสดงความยาวนานของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย   “แม่นอนไม่หลับเลยในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่ผ่านมา”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Present perfect continuous”  และ “Present perfect”  จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • I _______________ of changing my job for some time, but I haven’t made up my mind.

(ผม ____________ ถึงการเปลี่ยนงานมาเป็นเวลาหนึ่งแล้ว  แต่ผมยังมิได้ตัดสินใจ  -  ที่จะเปลี่ยน)

(a) am thinking

(b) thought

(c) have been thinking    (ได้กำลังคิด)

(d) think

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ingคือ  กล่าวถึงเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเกิดในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (คือ  คิดจะเปลี่ยนงานตั้งแต่ในอดีต  และปัจจุบัน (ขณะที่พูดประโยคนี้)  ก็ยังคิดจะเปลี่ยนงานอยู่)

                              ตัวอย่างที่ 

  • She _______________________________________ in London for 20 years.

(เธอ _____________________________________ ในลอนดอนเป็นเวลา  ๒๐  ปีแล้ว)

(a) has come to live

(b) has been living    (ได้กำลังอาศัย)

(c) comes to live

(d) is living

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + has (have) + been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์หนึ่ง   (เธออาศัยอยู่ในลอนดอน)   ซึ่งเกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดถึง)  และมีแนวโน้มจะอาศัยอยู่ต่อไปในอนาคตด้วย 

                             ตัวอย่างที่ 

  •  Although Mark _____________ for years, he _____________ has not graduated. 

(แม้ว่ามาร์ค ________________ เป็นเวลาหลายปี  เขา _______________  ไม่จบการศึกษา)

(a) has been studying …….. already   (ได้กำลังศึกษา.................แล้ว)

(b) has been studied ………still

(c) has been studying ……..still    (ได้กำลังศึกษา.................ยังคง)

(d) has been studied……….already

ตอบ    -    ข้อ   (c)  ใช้โครงสร้าง   “Present perfect continuous tense” {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  ในแบบ  “Active voice”  (ข้อ  (b)  และ  (d)   เป็น  “Present perfect tense”  ในรูป  “Passive voice”)  เนื่องจาก มาร์คเป็นผู้กระทำ  (ศึกษา)  สำหรับข้อนี้หมายความว่า  “มาร์คเรียนหนังสือมาหลายปี  แต่ยังคงไม่จบการศึกษา”  (แสดงการศึกษาต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายปี)  

                               ตัวอย่างที่ 

             - Miss Kim ________________________________ with us since last October.

(มิสคิม ____________________________________ กับเราตั้งแต่เดือนตุลาคม  ปีที่แล้ว)

(a) works

(b) worked

(c) has been working      (ได้กำลังทำงาน)

(d) is working

หมายเหตุ   –    ตอบข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Have (Has) + Been + V. ing}   โดยสังเกตจาก  “since last October”  ทั้งนี้   “Present perfect continuous”  ใช้บอกเหตุการณ์ในอดีตที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   และเน้นความยาวของช่วงเวลา  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วย   ซึ่งอาจจะเป็นหลายๆวัน   เดือน   ปี   หลายๆปี   หรือเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมงก็ได้   ซึ่งประโยคข้างบนมีความหมายว่า    “มิสคิมทำงานกับเราตั้งแต่ตุลาฯ ปีที่แล้ว”  คือปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่   และเน้นความต่อเนื่องของการทำงาน   ว่าทำมานานหลายเดือนแล้ว   อนึ่ง สามารถใช้รูป  “Present perfect” {Subject + Have (Has) + V. 3}  แทนก็ได้   โดย   “Present perfect”  ก็บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเช่นกัน   แต่ไม่เน้นความต่อเนื่อง  หรือยาวนาน  (รวมทั้งไม่เน้นว่าจะทำต่อเนื่องไปในอนาคต)  เหมือนกับ  “Present perfect continuous”  นอกจากนั้น  “Present perfect” ยังบอกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะจบสิ้นลงไปแล้ว  หรือเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด  หรือใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำๆ ในอดีต                          

                                      รูปแบบของ  “Tense”  ทั้ง  ๒  ที่กล่าวมาข้างต้น   มักจะมีคำจำพวกนี้อยู่ในประโยค ได้แก่  since  (ตั้งแต่)  for  (เป็นเวลา)  recently  (หมู่นี้)  lately  (เมื่อเร็วๆนี้)  so far  (เท่าที่ผ่านมาหรือเป็นมา)  up to now  (จนกระทั่งถึงบัดนี้)  up till now  (จนถึงบัดนี้)  up to the present  (จนถึงปัจจุบัน)  already  (แล้ว)  yet  (ใช้ในประโยคคำถาม)  not yet  (ใช้ในประโยคปฏิเสธ)  ever  (เคย)  never  (ไม่เคย)  just  (เพิ่งจะ)  this is the first (second) time  (นี่เป็นครั้งแรก – ครั้งที่สอง)  หรือตามด้วยประโยคที่เป็น   “Past tense   เช่น   “since we were born”  (ตั้งแต่เราเกิด)   “since they were at college”  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหา วิทยาลัย)   since I was young”  (ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก)   since she left the country”  (ตั้งแต่ที่เธอจากประเทศไป)  ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • I have already eaten my breakfast.

(ผมกินอาหารเช้าแล้ว– เน้นว่ากินแล้ว และยังไม่นานนัก)

  • She has not eaten her dinner yet.

(เธอยังมิได้กินอาหารเย็นเลย – เน้นว่ายังไม่ได้ทำ)

  • He has just gone out.

(เขาเพิ่งจะออกไป – เน้นว่าเพิ่งจะจบสิ้น)

  • I have seen her on TV several times.

(ผมได้เห็นเธอทางทีวีหลายครั้ง – เน้นว่าทำซ้ำๆ)

  • They have lived here for ten years.

(พวกเขาอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • We have not seen each other since 2010.

(เราไม่ได้เจอกันตั้งแต่ปี ๒๐๑๐ – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • They have been playing since the morning.

(พวกเขาเล่นกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวของเวลาว่าหลายชั่วโมง)

  • They have been waiting here for two hours.

(พวกเขารอคอยอยู่ที่นี่มา ๒ ชั่วโมงแล้ว – เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความนานของเวลาคือ ๒ ชั่วโมง)

  • We have been living here since we were born.

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เราเกิด - เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวนานของการอาศัยที่นี่  คือหลายสิบปีแล้ว)

 

3. They practiced ___________________________________________ at our school.

(พวกเขาฝึกหัด ________________________________________ ที่โรงเรียนของเรา)

(a) teach

(b) to teach

(c) teaching    (การสอน)

(d) taught

ตอบ   -   ข้อ    (c)   กริยา  “Practice”  ต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกันในประโยคข้างล่าง  

                              ตัวอย่างที่ 

  • I can’t stand _____________________________ the same word many times.

(ผมทนไม่ได้ที่จะ ____________________________________ คำพูดเดิมหลายๆครั้ง)

(a) repeat

(b) to repeat

(c) repeating    (พูดซ้ำ, ทำซ้ำ)

(d) repeated

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Can’t stand + Verb + ing” =   “ทนไม่ได้ที่จะ...................”  สำหรับกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ 

  • Don’t risk _____________________________________________ your car here.

(อย่าเสี่ยง __________________ รถของคุณที่ตรงนี้)  (เพราะอาจโดนใบสั่ง หรือทุบกระจก)

(a) park

(b) to park

(c) parking    (จอด, จอดรถ)

(d) at parking

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Risk + Gerund (Verb + ing)”  ดูกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  •  Do you mind ________________________________________ for me this time?

(คุณรังเกียจที่จะ _______________________________________ สำหรับผมไหม คราวนี้)

(a) pay

(b) paying    (จ่ายเงิน, ออกเงิน, จ่ายค่าอาหาร)

(c) to pay

(d) to paying

ตอบ   –   ข้อ   (b)  เนื่องจากหลังกริยา  “Mind”  ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   

                                ตัวอย่างที่ 

A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

B: He signed up, but he’s considering ____________________________________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา ___________________________________ )

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “Consider + Verb + ing”  =   “พิจารณาทำ...........”  ส่วน  “Consider + Not + Verb + ing”  =    “พิจารณาไม่ทำ..........” เช่น   “She considered not applying for the job.”  (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)  

                              ตัวอย่างที่  

  •  I don’t mind ___________________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ ________________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing

                             ตัวอย่างที่ 

  •  He keeps __________________________________ the most outrageous things.

(เขา _____________________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ ที่เกะกะระราน, ที่รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ   (c)  กริยา  “Keep” =  (.........ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)  

                           ตัวอย่างที่ 

  • Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing _________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร _______ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)}

                            ตัวอย่างที่ 

  • I can’t help ___________________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ _________________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Look forward to”  (ตั้งตารอคอย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ),  “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.   

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.   

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.    

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.   

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.  

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.  

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.  

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.  

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.   

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.  

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.  

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?  

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ   (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

  • They object to smoking.

(พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการสูบบุหรี่)

  • We look forward to meeting you soon.

(เราตั้งตารอคอยที่จะพบคุณเร็วๆนี้)

                                        สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth __________________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า __________________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)   และ “Busy”  (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                      นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

                - It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

               - It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

4. He went on doing it __________________________________________ our protests.

(เขาทำมันต่อไป __________________________________ การคัดค้าน-ประท้วงของเรา)
(a) owing to    (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(b) because    (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb”)

(c) in spite of    (ทั้งๆที่)

(d) instead of    (แทนที่จะ)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้คำต่างๆจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • ______________________ his poor health, he could not work in a tropical country.

(___________________ สุขภาพที่แย่ของเขา  เขาไม่สามารถทำงานในประเทศในเขตร้อน)

(a) Because    (เพราะว่า)

(b) In spite of    (ทั้งๆที่)

(c) Because of    (เนื่องมาจาก)

(d) As    (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Because of”  และ  “In spite of”  จากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • _____________________ her friendly personality, she is admired by all her friends.

(___________________  บุคลิกที่เป็นมิตรของเธอ  เธอได้รับการยกย่องโดยเพื่อนๆ ทุกคน)

(a) Because    (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb”)

(b) Because of    (เนื่องมาจาก)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) In spite of    (ทั้งๆที่)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) Although    (ถึงแม้ว่า)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb”)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้ “Because of (= Due to = On account of = Owing to)  และ  “In spite of (= Despite = Notwithstanding)  จากประโยคข้างล่าง

                    -  Because of (= On account of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

                   -  Because of (= On account of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

                   -  He could not go to university because of (=owing to = on account of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

                    - He hasn’t been able to get a good job in spite of (= despite = notwithstanding) his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้  ทั้งๆที่มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆมีการศึกษาหรือ เสียค่าเรียนราคาแพง)

                    -  In spite of (= Notwithstanding= Despite) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา-  ทอมเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์)

                     -  In spite of (= Notwithstanding = Despite) all their differences, Mary and Ann remain friends.

(ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

                     -  They went out in spite of (= notwithstanding = despite) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆที่ฝนตกหนัก)

                                        สำหรับ  “Instead of”  (= In lieu (ลู) of  =  In place of)  =  “แทนที่,  แทนที่จะ”  มีการใช้ดังนี้  คือ

                    -  Instead of going home to his wife, he took his secretary to the cinema.

(แทนที่จะกลับบ้านไปหาภรรยา  เขาพาเลขาฯ ของเขาไปดูหนัง)

                    -  I wore mittens instead of(= in place of = in lieu(ลู) of) gloves.

(ผมสวมถุงมือแบบปล่อยให้นิ้วโผล่ออกมา  แทนถุงมือแบบคลุมนิ้ว)

                   -  The grown-ups had coffee but the children wanted milk instead of (= in place of = in lieu of) coffee.

(ผู้ใหญ่ดื่มกาแฟ  แต่เด็กๆต้องการนมแทนกาแฟ)

                   - The boys went fishing instead of (= in place of = in lieu of) going to school.

(พวกเด็กผู้ชายไปตกปลาแทนที่จะไปโรงเรียน)

                   -  The Vice-President talked at the meeting instead of (= in place of = in lieu of) the President, because the President was sick.

(รองประธานาธิบดีกล่าวในที่ประชุมแทนท่านประธานาธิบดี  เพราะว่าท่านประธานาธิบดีป่วย)

                    - The magician appeared on the program instead of (= in place of = in lieu of) a singer.

(นักมายากลปรากฏตัวในรายการแทนนักร้อง)  (เนื่องจากนักร้องป่วยหรือติดภารกิจ)

 

5. When one is unfamiliar with the customs, it is easy to make a blunder.

(เมื่อคนเราไม่คุ้นเคยกับขนบธรรมเนียมประเพณี  มันก็ง่ายที่จะทำ    ความผิดพลาด)

(a) a commitment    {การมอบหมาย (หน้าที่, ความไว้วางใจ), การให้คำมั่นสัญญา, การเกี่ยวข้อง, การพัวพัน}

(b) an enemy    (ศัตรู)

(c) an injury    (อิ๊น-จัว-รี่)  (บาดแผล, อันตราย, ภัย, ความเสียหาย, คำสบประมาท, การล่วงละเมิด)

(d) a mistake    (ความผิด, ความผิดพลาด, ความเข้าใจผิด, ความนึกคิดที่ผิด)

 

6. The government’s reassurances have done nothing to quell the doubts of the public.

(การให้ความมั่นใจใหม่อีกครั้งของรัฐบาล  ไม่ได้ทำอะไรที่จะ    ระงับ-ทำให้บรรเทา-ทำให้ลดน้อยลง-ปราบ-ทำให้สงบ-ดับไฟ    ความสงสัยหรือความฉงนของสาธารณชน)

(a) enhance    (เพิ่มพูน, ทำให้มากขึ้น)

(b) exterminate    (กำจัดให้สิ้น, ทำลายสิ้น, ขุดรากถอนโคน)

(c) stop    (หยุด, ยุติ, ยับยั้ง, ห้าม, จอด, เลิก, ขัดขวาง, ป้องกัน)

(d) propagandize    (โฆษณาชวนเชื่อ)

 

7. He is dubious about the success of the plan.

(เขา    ไม่แน่ใจ-ข้องใจ-กังขา-สงสัย    เกี่ยวกับความสำเร็จของแผนการ)

(a) confident    (มั่นใจ)

(b) articulate    (พูดออกมาอย่างชัดเจน)

(c) doubtful    (สงสัย, ไม่แน่ใจ, ไม่มั่นใจ, ยังไม่ตัดสินใจ, ลังเล)

(d) indifferent    (ไม่แยแส, ไม่สนใจ)

 

8. I wish I ____________________________________________ to the cinema last night.

(ผมปรารถนาว่าผม ______________________________________ ดูหนังเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) went

(b) had gone    (ได้ไป)

(c) would go

(d) would have gone

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ในอดีต  (ไปดูหนังในคืนที่ผ่านมา)  (แม้ว่าจะปรารถนาในขณะนี้ก็ตาม)  จึงต้องใช้รูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  เรื่องนี้เป็นการใช้โครงสร้าง  “Past subjunctive” ดูเพิ่มเติมการใช้กริยา  “Wish”  จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ 

  • He wishes his wife ____________ spend so much time gossiping with the neighbors.

(เขาปรารถนาว่า  ภรรยาของเขา _________ ใช้เวลาอย่างมากมายซุบซิบนินทากับเพื่อนบ้าน)

(a) won’t

(b) wouldn’t    (จะไม่)

(c) shouldn’t

(d) weren’t

ตอบ   -   ข้อ    (b)  ดูคำอธิบายการใช้  “Wish”  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • I wish I ________________________________________________ as he does.

(ผมปรารถนา (ว่า) ผม ______________________________________ เหมือนที่เขาเล่น)

(a) can play

(b) play

(c) could play    (สามารถเล่น)

(d) will play

ตอบ    -   ข้อ  (c)  เนื่องจากอนุประโยค  (Subordinate clause)  ที่ตามหลัง  “Wish”  จะอยู่ในรูป  “Past subjunctive”  คือต้องอยู่ในรูป    “Past simple, Past perfect tense” 

                              ตัวอย่างที่  

  • Smith said, “I don’t speak English.”  His friend said, “I wish you _______________.”

(สมิธพูดว่า  “ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ”   (และ)  เพื่อนของเขาพูดว่า  “ผมปรารถนาว่า  คุณ  __________________)

(a) speak

(b) do

(c) did    (พูด)

(d) can

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Did”  แทน  “Speak”  ต้องอยู่ในรูป  “Past tense” เนื่องจากเป็น  “Past subjunctive”  คือเป็นกริยาใน  “Clause”  ที่ตามหลัง  “Wish

                               ตัวอย่างที่   

  • When I said that I wished I ___________________ Italian, she told me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม __________________ ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  (Past subjunctive)   จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”  (ในข้อนี้  เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต  แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เรียน)

                               ตัวอย่างที่  

  • I wish I _______________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน __________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ ปรารถนาว่าได้พบกับเธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ  ซึ่งเป็นเรื่องในอดีต  แต่จริงๆ แล้วมิได้พบ)   จึงต้องใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”  ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น 

  • He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง คือ ไม่ได้รับโอกาส)

                             ตัวอย่างที่  

  • I wish you _______________________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _________________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been    (อยู่)

(d) would have been

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)  

                               ตัวอย่างที่  

  • I wish I ________________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _______________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)แต่ในความเป็นจริงคือ    “ผมมิได้เรียนภาษาเยอรมัน ตอนเป็นนักเรียน”

                             ตัวอย่างที่  

  • I wish today ___________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ____________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

© being

(d) were    (เป็น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)จะต้องใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Verb”  แต่   “That”  มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”  โดยมีหลัก  คือ

                                    ๑. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ Verb เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be”  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

-  I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้)  (แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้มา)

-  She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ)  (แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  -  ในขณะนี้)  (แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  I wish I had had a bigger house (last year).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  -  เมื่อปีที่แล้ว)  (แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

-  They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้  -  ในขณะนี้)  (แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

                                    ๒. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้Verb”  เป็น  “Past perfect” (Had + Verb 3)  เช่น

-  I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-  She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

-  He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-  I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

                                     ๓. ถ้า  “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น “Would”  “Should”  “Could”  “Might”  ความหมาย คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา    หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

-  I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้)  (แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

-  She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)  (แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

-  They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า)  (แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                    ๔. อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Wish”   แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครงสร้าง  “Wish + To + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริง  หรือไม่เป็นจริงก็ได้   เช่น

-  They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

-  She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

-  He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

-  They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                                    ๕. สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ   “Wish + กรรม + Noun”  มีความหมาย  คือ   “ขออวยพรให้”   เช่น

-  She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

-  He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

-  I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

9. Seldom ___________________________________________________________.

(____________________________ ไม่ใคร่จะ ____________________________)   

(a) he arrives on time

(b) arrives he on time

(c) does he arrive on time    (เขา  .............(ไม่ใคร่จะ)................  มาถึงตรงเวลา)

(d) arrive does he on time

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบต้องการเน้นคำว่า  “Seldom” (ไม่ใคร่จะ)  (โครงสร้างปกติ  คือ  “He seldom arrives on time.”)  จึงต้องเรียงประโยคดังนี้  คือ

  • Seldom + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย  
  • Seldom did I receive news from her.

(= I seldom received news from her.)

(ผมแทบจะไม่ได้รับข่าวจากเธอเลย)

  • Seldom does he talk to her.

(= He seldom talks to her.)

(เขาไม่ใคร่จะพูดคุยกับเธอ)

                                      ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  ______________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ ____________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่ ,,,,,,,,,,,,,..............., เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                             ตัวอย่างที่ 

  • Traveling by air is not cheap.  Neither _________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  ____________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable   (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                             ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life ____________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ __________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                              ตัวอย่างที่  

  • Not only _______________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง ....................................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)” เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่.....................เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                   ทั้งนี้สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.
  • Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

10. Judy has to go now, _______________________________________________?

(จูดี้จำเป็นต้องไปแล้วในตอนนี้, _________________________________________ )

(a) hasn’t Judy

(b) hasn’t she

(c) doesn’t Judy

(d) doesn’t she    (ใช่หรือไม่)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Has to”  (Have to,  Had to)  (จำเป็นต้อง)  เป็นกริยาธรรมดาตัวหนึ่ง  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ หรือคำถาม  จึงต้องใช้  “Verb to do”  ช่วย  และเพราะประโยคข้างบนอยู่ในรูปบอกเล่า  ในส่วน  “Tag”  จึงต้องเป็นปฏิเสธ  ดูเพิ่มเติมกริยา  “Have”  ที่ใช้แบบกริยาธรรมดาจากพารากราฟข้างล่าง

                                     ในกรณีที่  “Has”  มิได้แปลว่า  “มี”  แต่มีความหมายอย่างอื่น   ดังเช่นใน    กรณี  ต่อไปนี้   จะถือว่าเป็นเหมือนกริยาธรรมดาทั่วๆ ไป  (= Walk, Sleep, Cry, Hope, Love, Like, etc.)  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือ  คำถาม   รวมทั้งในส่วน  “Tag”  จะต้องใช้  “Verb to do”  (Do, Does, Did)   ช่วยเสมอ  ดังประโยคข้างล่าง

                                     1. เมื่อหมายถึง   “ได้รับ”  (Receive)  เช่น

  • She had a letter this morning, didn’t she?

(เธอได้รับจดหมายเมื่อเช้านี้  ใช่หรือไม่)

  • He had a phone call last night, didn’t he?

(เขาได้รับโทรศัพท์เมื่อคืนที่ผ่านมา  ใช่หรือไม่)

                                   2.  เมื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  เช่น

  • He had coffee for breakfast, didn’t he?

(เขาดื่มกาแฟสำหรับอาหารเช้า  ใช่หรือไม่)

  • We had a lot of food at the party last night, didn’t we?

(เรากินอาหารมากมายที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้  ใช่หรือไม่)

                                     3. เมื่อหมายถึง  “จำเป็นต้อง”  (Have to)  เช่น

  • They have to study hard to pass the exam, don’t they?

(พวกเขาจำเป็นต้องเรียนหนัก  เพื่อสอบผ่าน  ใช่หรือไม่)

                                    4.  เมื่อใช้ไนโครงสร้าง   “Causative use”  คือ  “ประธานฯ ใช้ไห้ใครทำอะไร”  (Active voice)  หรือ  “ประธานฯ ใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  (Passive voice)  เช่น

  • She had the servant wash her room yesterday, didn’t she?

(เธอให้คนรับใช้ทำความสะอาดห้องของเธอเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)

  • They have their cars washed every day, don’t they?

(พวกเขาล้างรถทุกวัน (โดยคนอื่นทำให้)  ใช่หรือไม่)

  • He doesn’t have his hair cut every month, does he?

(เขามิได้ตัดผมทุกเดือน  ใช่ไหม)

                                    5. เมื่อหมายถึง  “ประสบ, พบเจอ”  เช่น

  • They have difficulty living in the remote area of the country, don’t they?

(พวกเขาพบความยากลำบากในการอาศัยในพื้นที่ห่างไกลของประเทศ  ใช่ไหม)

  •  She had a hard time speaking English, didn’t she?

(เธอประสบความยากลำบากในการพูดภาษาอังกฤษ  ใช่ไหม)

 

11. His salary has been increased; _______________________ he still can’t save anything.

(เงินเดือนของเขาได้รับการเพิ่มแล้ว, _____________ เขายังคงไม่สามารถเก็บออมเงินได้เลย)

(a) therefore    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)   

(b) however    (อย่างไรก็ตาม,  อย่างไรก็ดี)

(c) so    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)      

(d) because    (เพราะว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความที่อยู่ข้างหน้าและหลัง  “However, Nevertheless, Nonetheless, But”  จะขัดแย้งกัน  (เงินเดือนเพิ่มแล้ว  ยังออมเงินไม่ได้)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “However”  และ  “Therefore, So, Consequently, As a result, Hence, Thus”  จากประโยคข้างล่าง

  • Jimmy is often very rude; however (nevertheless, but), Sally is very fond of him.

(จิมมี่หยาบคายมากอยู่บ่อยๆ  อย่างไรก็ตาม (แต่)  แซลลี่ชอบ-รักเขามาก)

  • She is very rich; however (nevertheless, but) she is never happy.

(เธอร่ำรวยมาก  อย่างไรก็ตาม (แต่)  เธอไม่เคยมีความสุข)

  • We got up very early; however (nevertheless, but), we missed the train.

(เราตื่นแต่เช้าตรู่  อย่างไรก็ดี (แต่)  เราตกรถไฟ)

  • They forgot to take any food.  Therefore (So, Consequently, Thus, As a result) they were very hungry by the end of the day.

(พวกเขาลืมนำอาหารไป  ดังนั้น (เพราะฉะนั้น) พวกเขาจึงหิวมากในตอนสิ้นวัน)  (คือ  ในตอนเย็น)

  • He had very poor health; therefore (consequently, so, thus, hence, as a result) he had to resign from his job.

(เขาสุขภาพแย่มาก  ดังนั้น (เพราะฉะนั้น)  เขาจำเป็นต้องลาออกจากงาน)

 

12. The sales representatives were asked to go over the figures in their reports before the conference.

(ผู้แทนจำหน่ายได้รับการร้องขอให้    ทบทวน-พิจารณา    ตัวเลขในรายงานของตน ก่อนการประชุม)

(a) relate    (บอก, เล่า, บรรยาย, เชื่อมโยง, เกี่ยวข้อง, เกี่ยวดอง, สัมพันธ์, สอดคล้อง, เป็นญาติกัน)

(b) revise    (ปรับปรุง, แก้ไข)

(c) review    (ทบทวน, ตรวจสอบอีก, พิจารณาใหม่, วิจารณ์)

(d) calculate    (คำนวณ)

 

13. The trauma (ทร้อ-ม่ะ) of Batman’s childhood was that both his parents had been killed. 

(ความชอกช้ำทางจิตใจ-การบาดเจ็บ-แผลบาดเจ็บ-ภาวะที่ได้รับบาดเจ็บ    ในวัยเด็กของมนุษย์ค้างคาว  ก็คือว่า  ทั้งพ่อและแม่ของเขาถูกฆ่าตาย)

(a) picture    (รูปภาพ)

(b) forgiveness    (การให้อภัย, การยกโทษให้)

(c) memory    (ความทรงจำ)

(d) distress    (ความทุกข์ยาก, ความเคราะห์ร้าย, ความลำบาก, ภัยพิบัติ, ความเศร้าโศกเสียใจ)

 

14. The child is disturbingly hyperactive; he is unable to rest or be quiet. 

(เด็กคนนั้น    ทำอะไรมากเกินไป    อย่างเป็นการรบกวนหรือวุ่นวาย  ทั้งนี้  เขาไม่สามารถที่จะอยู่เฉยหรือสงบได้)

(a) disobedient    (ไม่เชื่อฟัง, ดื้อรั้น)

(b) indignant    (ขุ่นเคือง, เดือดดาล, ไม่พอใจมาก)

(c) excessively active    (กระตือรือร้นมากจนเกินไป)

(d) less active    (กระตือรือร้นน้อยลง)

 

15. It is because he is very rich ___________________________________ she loves him.

(มันเป็นเพราะว่าเขารวยมาก ______________________________________ เธอรักเขา)

(a) so    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) that    (ที่)

(c) why    (ทำไม)

(d) therefore    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + is (was) +วลี {มักนำหน้าด้วย “Preposition”  (in, on, at, with)หรือ“Because” + ประโยค} + that + subject + verb”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

  • ___________________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(______________________________________ เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้   “It was”  เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ   “Had” และยังเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) + วลี (มักนำหน้าด้วย “Preposition”) + That + Subject + Verb”  เช่น

             -  It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละ  ที่ผมเกิด)

             -  It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืนที่พวกเราเข้านอน)

            -  It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ผู้คนไปโบสถ์)

             -  It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบท  ที่พวกเราชอบพัก)

             -  It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคม  ที่เราไปอังกฤษ)

             -  It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิด  ที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

             -  It was in 1917 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๗  ที่สงครามโลกครั้งที่  ๑  เกิดขึ้น)

              -  It was because he was lazy that he failed.

(มันเป็นเพราะว่าเขาเกียจคร้าน  ที่เขาล้มเหลว)

             -  It was under that sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเล  ที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

 

16. As a result, war _______________________________________ out ten years later.

(ผลที่ตามมาคือ  สงคราม ________________________________________ สิบปีต่อมา)

(a) breaks

(b) broke    {“Break out”  =  เกิดขึ้น (ไฟ, สงคราม, โรคระบาด)}

(c) was broken

(d) had broken

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Break out”  ไม่ใช้ในรูป  “Passive voice”  เช่นใน ข้อ  (c)  และเนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีตทั่วไป  จึงใช้รูป  “Past tense” (Verb 2)  (Broke out)  ไม่ใช้  “Past perfect tense”  ดังในข้อ  (d)

 

17. __________________________________________________, she was still thirsty.

(__________________________________________________ เธอยังคงกระหายน้ำ)

(a) In spite of Lucy drank a glass of juice     (“In spite of” (ทั้งๆที่) + คำนาม หรือวลี  หรือ Verb + ing)

(b) Even Lucy drank a glass of juice     (แม้กระทั่งลูซี่ดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

(c) Though Lucy drank a glass of juice    (แม้ว่าลูซี่จะดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

(d) Though Lucy drinks a glass of juice     (แม้ว่าลูซี่จะดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาในประโยคใหญ่  (She was still thirsty)  อยู่ในรูป  “Past tense” (was)  กริยาในประโยคย่อย  (Though…………......….juice)  จึงต้องเป็น  “Past tense”  (Drank)  ด้วย

 

18. A: What time does the office close for lunch?

(สำนักงานปิดเพื่อทานอาหารกลางวันเวลาใด) 

     B: _____________________________________________________________.

(a) The time is twelve o’clock    (เวลาคือเที่ยง)

(b) For one hour    (เป็นเวลา  ๑  ชั่วโมง)

(c) From twelve to one    (จากเที่ยงถึงบ่ายโมง)

(d) Until one o’clock    (จนกระทั่งบ่ายโมง)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เพราะได้ความหมายดีที่สุด

 

19. A: How do you find travelling on our buses?

(คุณพบว่าการเดินทางโดยรถบัสของเราเป็นอย่างไรบ้าง)  

      B: ________________________________________________________.

(a) It’s terrible and the bus drivers aren’t careful    (มันน่ากลัว-สยองขวัญ  และคนขับรถก็ประมาท)

(b) I think the taxis and cars travel much too fast    (ผมคิดว่ารถแท็กซี่และรถยนต์วิ่งเร็วเกินไป)   

(c) Sometimes I can’t read the numbers or signs on them    (บางครั้ง  ผมไม่สามารถอ่านหมายเลข (สาย) ของรถ  หรือป้าย (เครื่องหมาย) บนรถ)

(d) They’re not difficult to find since there are so many    (รถบัสของคุณหาไม่ยาก  เพราะมีจำนวนเยอะแยะเลย)

 

20. A: I haven’t felt very well all day.  What do you think we should do?

(ผมรู้สึกไม่สบายตลอดทั้งวัน  คุณคิดว่าเราควรจะทำยังไงกันดี)  

      B: ________________________________________________________.

(a) I’m sure a big dinner is what you need    (ผมมั่นใจว่าคุณต้องการอาหารค่ำมื้อใหญ่)

(b) Let’s go because I don’t like staying home    (เราไปกันเถอะ  เพราะผมไม่ชอบพักอยู่กับบ้าน)

(c) You stay home.  I’m going to celebrate by myself.    (คุณพักอยู่ที่บ้านนะ  ผมจะไปฉลองตามลำพัง)

(d) Let’s cancel our plans.  Your health is more important    (เรามายกเลิกแผนของเรากันเถอะ  สุขภาพของคุณสำคัญกว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เพราะได้ใจความดีที่สุด  คำตอบสอดรับกับคำถาม

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้