หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 279)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. We had plenty of _________________________________________ last night.

(เราได้รับ _____________________________________ มากมายเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) funny    (สนุก, ตลก, น่าขบขัน, น่าหัวเราะ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) funnies

(c) fun    (ความสนุกสนาน)  (เป็นคำนาม)

(d) funs

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Fun”  เป็นคำนามนับไม่ได้  สำหรับคำนามนับไม่ได้อื่นๆ  และต้องอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  ได้แก่   Music  (ดนตรี),  Money  (เงิน),  Freedom  (เสรีภาพ),  Leisure  (เวลาว่าง),  Courage  (ความกล้าหาญ),  Wealth  (ความมั่งคั่งร่ำรวย, ทรัพย์สมบัติ),  Happiness  (ความสุข),  Kindness  (ความกรุณา, ความใจดี),  Death  (ความตาย),  Honesty  (ความซื่อสัตย์),  Poverty  (ความยากจน),  Illness  (ความเจ็บไข้),  Goodness  (ความดี),  Wisdom   (ความฉลาด),  Anger  (ความโกรธ),  Innocence  (ความบริสุทธิ์, ความไร้เดียงสา),  Strength  (ความแข็งแรง, พลัง),  Height  (ความสูง),  Ability  (ความสามารถ),  Truth  (ความจริง),  Success  (ความสำเร็จ),  Thought  (ความคิด),  Imagination  (จินตนาการ, มโนภาพ, การนึกเอาเอง),  Excellence  (ความเป็นเลิศ, ความยอดเยี่ยม),  Intelligence  (เชาว์, ปัญญา, การสืบราชการลับ),  Thunder  (ฟ้าร้อง),  Lightning  (สายฟ้าแลบ),  Lighting  (การส่องสว่าง, การตามไฟ), 

                                   Alcohol  (เหล้า),  Gold  (ทอง),  Iron  (เหล็ก),  Silver  (เงิน),  Tin  (ดีบุก),  Lead  (ตะกั่ว),  Copper  (ทองแดง),  Hydrogen  (ไฮโดรเจน),  Oxygen  (ออกซิเจน),  Aluminium  (อลูมิเนียม),  Uranium  (ยูเรเนียม),  Glass  (กระจก, แก้ว),  Sand  (ทราย),  Wood  (ไม้),  Stone  (หิน),  Cotton  (ฝ้าย),  Nylon  (ไนลอน),  Earth  (ดิน),  Metal  (โลหะ),  Cloth  (ผ้า),  Clothing  (เสื้อผ้า),  Paper  (กระดาษ),  Brick  (อิฐ),  Cement  (ซีเมนต์),  Wool  (ขนสัตว์),  Timber  (ไม้ท่อน),  Wire  (ลวด),  Water  (น้ำ),  Ice  (น้ำแข็ง),  Tea  (ชา),  Coffee  (กาแฟ),  Milk  (นม),  Cocoa  (โกโก้),  Dew  (น้ำค้าง),  Wine  (เหล้าองุ่น),  Beer  (เบียร์),  Ink  (หมึก),  Whisky  (วิสกี้),  Liquor  (เหล้า),  Oil  (น้ำมัน),  Gas  (ก๊าซ),  Rice  (ข้าว),  Wheat  (ข้าวสาลี),  Bread  (ขนมปัง),  Flour  (แป้ง),  Silk  (ไหม),  Soap  (สบู่),  Sugar  (น้ำตาล),  Salt  (เกลือ),  Curry  (แกง),  Cheese  (เนยแข็ง),  Butter  (เนยเหลว),  Magarine  (เนยเทียม),  Pork  (เนื้อหมู),  Beef  (เนื้อวัว),  Meat  (เนื้อทั่วไป),  Fish  (เนื้อปลา),  Chicken  (เนื้อไก่),  Fruit  (ผลไม้),  Salad  (สลัด),                               

                                  News  (ข่าว),  Patience  (ความอดทน),  Air  (อากาศ),  Help  (ความช่วยเหลือ), Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร),  Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน),   Scenery  (ทิวทัศน์),  Damage  (ความเสียหาย),  Advice   (คำแนะนำ), Traffic  (การจราจร, ยวดยาน),  Machinery  (เครื่องยนต์กลไก, เครื่องจักร),  Evidence  (หลักฐาน),  Work  (งาน),   Luggage   (กระเป๋าเดินทาง),  Baggage  (กระเป๋าเดินทาง),  Knowledge   (ความรู้),  Education  (การศึกษา),    Progress  (ความก้าวหน้า),  Power  (อำนาจ),  Behavior  (พฤติกรรม)   เป็นต้น   ซึ่งคำนามทุกคำข้างต้น  ใช้สรรพนามแทนด้วย  “It”

 

2. The boy said as he rushed into the house that he _____________ chased by the police.

(เด็กชายพูดในขณะที่เขาวิ่งเข้าไปในบ้านว่า  เขา ________________ ตามล่าโดยตำรวจ)

(a) would have been

(b) was    (ถูก)

(c) was being    (กำลังถูก)

(d) should be    (ควรจะถูก)     

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ใช้รูป  “Past continuous tense”  {Subject + Was (Were) + Verb + ing} แต่อยู่ในรูป “Passive voice”  { Subject + Was (Were) + Being + Verb 3}  โดยสังเกตจากข้อความ  “เด็กพูดในขณะที่เขาวิ่งเข้าไปในบ้าน”  แสดงว่า  เขากำลังถูกไล่ล่า-ไล่กวดโดยตำรวจ

 

3. Professor Smith nearly always wins the science award because his projects are _________________.

(โปรเฟสเซอร์สมิธได้รับ (ชนะ) รางวัลด้านวิทยาศาสตร์เกือบจะเป็นประจำ  เพราะว่าโครงการของเขา _____________________ )

(a) extremely presented well

(b) presented well extremely

(c) extremely well presented    (ได้รับการนำเสนออย่างดียิ่ง)

(d) well presented extremely

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เป็นการเรียงลำดับคำที่ถูกต้อง  โดยขยายกันเป็นทอดๆ  คือ  “Well”  ขยาย  “Presented”  (ได้รับการนำเสนออย่างดี)  (“Adverb”  ขยาย  “Verb”)    และ  “Extremely”   ขยาย  “Well”  (อย่างดียิ่ง)  (“Adverb”  ขยาย  “Adverb”)   อีกทีหนึ่ง

 

4. This year’s freshmen class is slightly larger than ____________________________.

(ชั้นเรียนของนักศึกษาปี    ปีนี้  มากกว่า _____________________ นิดหน่อย)  (คือ  มีนักเรียนมากกว่าปีที่แล้วเล็กน้อย)

(a) last year

(b) the last year

(c) the last year’s

(d) last year’s    (ชั้นเรียนของนักศึกษาปี    ของปีที่แล้ว)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้รูป  “Apostrophe” (’s)  แสดงการเป็นเจ้าของ  (ชั้นเรียนฯ ของปีที่แล้ว)  ซึ่งมีการละข้อความ  “ชั้นเรียนของนักศึกษาปี  ”  เอาไว้

 

5. Subsequent events proved the man to be right.

(เหตุการณ์    ต่อมา-ซึ่งตามมา-ภายหลัง-ครั้นแล้ว-หลังจากที่    ได้พิสูจน์ว่า  ชายคนนั้นเป็นฝ่ายถูก)

(a) Few    (ไม่กี่อย่าง, ๒ หรือ ๓)

(b) Later    (ต่อมา, ในเวลาต่อมา)

(c) Earlier    (ก่อนหน้านั้น)

(d) Unpredictable    (ไม่สามารถทำนายได้)

 

6. All students should bear in mind that these books must be read by mid-semester. 

(นักเรียนทุกคนควร    จดจำ-ระลึก    ว่าจะต้องอ่านหนังสือเหล่านี้ (ให้จบ) ภายในกลางเทอม)
(a) remember    (จดจำ, ระลึกได้, จำได้)

(b) molest    (รุกรานทางเพศ, ทำอนาจาร, รบกวน, เข้ายุ่ง)

(c) decide    (ตัดสินใจ)

(d) overlook    (มองข้าม, ทำเป็นมองไม่เห็น, เมินเฉย, เพิกเฉย, ละเลย, ควบคุม, ดูแล)

 

7. The speaker demonstrated his knowledge of the subject by his excellent lecture. 

(ผู้พูด    แสดง-สาธิต-อธิบาย-เดินขบวน    ความรู้ของเขาในวิชา (หรือหัวข้อ) นั้น  โดยการบรรยายอย่างยอดเยี่ยม)

(a) repeated    (ทำซ้ำ, พูดซ้ำ)

(b) created    (สร้าง)

(c) concealed    (ปิดบัง, ซ่อนเร้น, อำพราง)

(d) revealed    (แสดง, แสดงให้เห็น, เผย, เปิดเผย, ทำให้ปรากฏ)

 

8. When the secretary was fired, she was given ________________________________.

(เมื่อเลขานุการถูกไล่ออก  เธอได้รับ  ________________________________________)

(a) two week’s notice

(b) two weeks’ notice    {โนติส (การแจ้งล่วงหน้า)  ๒  สัปดาห์}

(c) a notice of two week’s

(d) a notice of two weeks’

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ต้องใช้รูป  “Apostrophe” (’s)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ 

  • The bus station is ten ____________________________________ walk from here.

(สถานีรถประจำทาง  เดินสิบ ____________ จากที่นี่)  (คือ  อยู่ห่างออกไปโดยเดิน  ๑๐  นาที)

(a) minutes

(b) minutes’    (นาที)

(c) minute

(d) minutes by

ตอบ   -   ข้อ   (b) 

                           ตัวอย่างที่   

  • The landlord said that the tenant owed several __________________________.

(เจ้าของบ้านกล่าวว่า  ผู้เช่าบ้านเป็นหนี้ _____________________________________ )

(a) rent weeks

(b) weeks rent

(c) week rent

(d) weeks’ rent    (ค่าเช่าหลายสัปดาห์)

ตอบ   -   ข้อ   (d) 

                            ตัวอย่างที่ 

  • They understood the problem after half an ____________________ explanation.

(พวกเขาเข้าใจปัญหา  หลังจากการอธิบายครึ่ง _______________________________ )

(a) hours

(b) day’s

(c) hour’s    (ชั่วโมง)

(d) our

ตอบ   -   ข้อ   (c) 

                              ตัวอย่างที่ 

  • The mountain was a ____________________________________ from the village.

(ภูเขานั้นเป็น__________ จากหมู่บ้าน)  (คือ  ภูเขาลูกนั้นใช้เวลาเดินทาง  ๑  วัน จากหมู่บ้าน)

(a) day’s journey   (การเดินทาง (ระยะ)  ๑  วัน)

(b) journey of a day

(c) journey for a day

(d) journey in a day

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เป็นการใช้ในแบบ  “Apostrophe S”  คือ  แสดงความเป็นเจ้าของ  “การเดินทางของ    วัน”  หรือ อาจเขียนได้อีกแบบ  คือ  “a one-day journey from……..”  ดูตัวอย่างเพิ่มเติมจากข้างล่าง

  • A moment’s pause    (การหยุดชั่วครู่หนึ่ง)
  • A month’s rent    (ค่าเช่า   เดือน)
  • A week’s holiday  (วันหยุด    สัปดาห์)
  • Two months’ notice  (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า    เดือน)
  • Three weeks’ journey  (การเดินทางนาน    สัปดาห์)
  • Four years’ time  (ระยะเวลา    ปี)

 

9. To the best of my knowledge, all of them are efficient _________________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น ____________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ 

  • She broke a ________________________________ while she was washing up.

(เธอทำ _____________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)  

                             ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the ________________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก _______________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง ตัวอย่าง เช่น

   -  service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s)  (สวนดอกไม้)

    -  color television (s)   (ทีวีสี)

   -  room number (s)   (หมายเลขห้อง)

   -  bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)

   -  development plan (s)   (แผนการพัฒนา)

   -  population increase   (การเพิ่มประชากร)

   -  table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)

   -  war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)

   -  traffic jam   (รถติด)

   -  newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)

   -  conference room   (ห้องประชุม)

   -  peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)

   -  car key   (กุญแจรถ)

   -  car park   (ที่จอดรถ)

   -  railway station   (สถานีรถไฟ)

   -  art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)

   -  show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)

   -  show business   (ธุรกิจการแสดง)

   -  flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)

   -  energy management   (การบริหารพลังงาน)

   -  drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)

   -  wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)

   -  energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)

   -  interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)

   -  premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)

   -  office building   (อาคารสำนักงาน)

   -  rubbish bin   (ถังขยะ)

   -  community development   (การพัฒนาชุมชน)

   -  road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)

   -  flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)

   -  production method   (วิธีการผลิต)

   -  goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)

   -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

  -  contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)

  -  loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)

  -  debt payment   (การชำระหนี้)

  -  audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)

  -  risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)

   -  reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)

   -  government sector   (ภาครัฐบาล)

   -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

   -  border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)

   -  toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)

   -  implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)

   -  duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)

   -  business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)

   -  business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)

   -  business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)

   -  emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)

   -  donation reception   (การรับบริจาค)

   -   wood house (s)   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

    - business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)

    - heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

10. We’ve scarcely had ____________________ news from Billy since he left last month.

(เราแทบจะไม่ได้รับข่าว __________________ จากบิลลี่  ตั้งแต่เขาจากไปเมื่อเดือนที่แล้ว)

(a) some

(b) any    (ใดๆ)

(c) no

(d) not

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากใช้กับ  “Scarcely had”  (แทบจะไม่ได้รับ)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Any”  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • She asked the shopkeeper whether he had ______________________ tomatoes.

(เธอถามเจ้าของร้านว่า  เขามีมะเขือเทศ ________________________________ หรือไม่)

(a) some

(b) no

(c) any    (บ้าง)

(d) not

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูคำอธิบายการใช้  “Any” จากหลักเกณฑ์การใช้  “Any” ใน  ข้อ    และดูเพิ่มเติมการใช้  “Any”  จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • A bad driver is one who drives without ____________________ thought for others.

(นักขับรถนิสัยเลวคือคนที่ขับรถ  โดยปราศจากการคิดคำนึง ______________ สำหรับผู้อื่น)

(a) the

(b) little

(c) not a

(d) any    (ใดๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูคำอธิบายการใช้   “Any” ในหลักเกณฑ์การใช้  “Any” ข้อ  ๑.๑

                              ตัวอย่างที่ 

  •  We had hardly _______________________________________ rain last month.

(เราแทบไม่มีฝน _________________________________________ เลยเมื่อเดือนที่แล้ว)

(a) no

(b) some

(c) any    (ใดๆ)

(d) little

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ  คือ  ประโยคที่มี   “Hardly, Scarcely, Rarely, Seldom”   (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ)  หรือ  “Never”  (ไม่เคยเลย)   สำหรับการใช้   “Any”  มีหลักดังนี้  คือ

                                    ๑. ใช้แสดงจำนวนแทน   “Some”  ในประโยคคำถาม และปฏิเสธ  คือ ใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  “Any + Noun”    (นับได้ พหูพจน์)  หรือ   “Any + Noun”  (นับไม่ได้  เอกพจน์)   เช่น

               -  Are there any students in the classroom?

(มีนักเรียนอยู่ในห้องเรียนบ้างไหม)

               -  Is there any water in the well?

(มีน้ำอยู่ในบ่อบ้างไหม)

              -  There is not any furniture in the room.

(ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อยู่ในห้องเลย)

                                     และเมื่อใช้   “Any” เป็น   “Pronoun”  คือ อยู่ลอยๆ  (ไม่ต้องขยายนาม)   “Any”  จะแทนได้ทั้งนามนับได้ พหูพจน์  และนามนับไม่ได้  เอกพจน์  เช่น

             -  They wanted some rooms but there weren’t any.

(พวกเขาต้องการห้องพัก  แต่ไม่มีเลย)

             -  We wanted some water but there wasn’t any.

(พวกเราต้องการน้ำ  แต่ไม่มีเลย)

                                     อย่างไรก็ดี  สามารถใช้   “Any” ในประโยคบอกเล่าได้  ในกรณีต่อไปนี้

                                             ๑.๑ มีคำที่มีความหมาย  “ปฏิเสธ” อยู่ในประโยค  เช่น  “Seldom, Rarely, Hardly, Scarcely, Never, Without, Too”  เช่น

          -  They had hardly any money.

(พวกเขาแทบจะไม่มีเงินเลย)

          -  We could finish the project without any trouble.

(เราสามารถทำโครงการสำเร็จ  โดยปราศจากปัญหาใดๆ)

           -  She scarcely received any information from him.

(เธอแทบไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาเลย)

           -  It was too soon to say anything.

(มันเร็วเกินไปที่จะพูดอะไรออกมา)

           -  It is too dark to see anything.

(มันมืดเกินไปที่จะมองเห็นอะไรได้)

                                            ๑.๒ แสดงความสงสัยไม่แน่ใจ  เช่น

             - I  wonder whether there is anything you want to tell me.

(ผมสงสัยว่า มีสิ่งใดที่คุณต้องการบอกผมหรือไม่)

          -  She wondered whether anyone was there.

(เธอสงสัยว่า มีใครอยู่ที่นั่นหรือไม่)

                                            ๑.๓ แสดงเงื่อนไข

            -  If you find anything wrong, please let me know.

(ถ้าคุณพบสิ่งใดผิด  โปรดบอกให้ผมทราบ)

          -  If you have any problem, consult your parents.

(ถ้าคุณมีปัญหาใดๆ  จงปรึกษาพ่อแม่)

                                     ๒. ใช้ขยายนาม  ในความหมาย  “.............ใดก็ตาม”  (ในกรณีนี้  ไม่สามารถใช้  “Some” แทนได้)

                 -  I will  give this book to anyone who wants it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

               -  Anyone violating the rules will be punished.

(ใครก็ตามที่ละเมิดกฎระเบียบ  จะถูกลงโทษ)

               -  You may come any time you want.

(คุณจะมาเวลาใดก็ได้  ที่คุณต้องการ)

              -  Any student can answer this question.

(นักเรียนคนใดๆ  ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้)

                                     ๓. ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งส่วนใหญ่ขยาย  “Adjective”  หรือ   “Adverb” ขั้นกว่า  เช่น

               -  It won’t do any good.

(มันจะไม่ช่วยให้อะไรดีเลย)

             -  I couldn’t stand it any longer.

(ผมไม่สามารถทนมันได้ต่อไปอีกแล้ว)

             -  He doesn’t know any better.

(เขาไม่ได้รู้ดีกว่า  -  คุณหรือผมหรอก)

             -  Nobody in the village will be any wiser.

(ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ดีกว่านี้หรอก)

             -  I’m sorry to say that the patient isn’t any better.

(ผมเสียใจที่จะบอกว่า  คนป่วยอาการไม่ดีขึ้นเลย)

 

11. Your essay has ______________________________________________ mistakes.

(เรียงความของคุณ _________________________________________ มีข้อผิดพลาด)

(a) almost none

(b) almost no    (เกือบจะไม่)

(c) mostly not

(d) hardly a

(e) nearly nothing

ตอบ   -   ข้อ    (b)   หรืออาจตอบ  “Hardly any”  (แทบจะไม่)  ก็ได้

 

12. The furniture ______________ is manufactured here is as good as _____________ made anywhere else in the world.

(เฟอร์นิเจอร์ ________________ ถูกผลิตที่นี่  ดีพอๆ กับ _________________ (ซึ่งถูก) ผลิต  (ทำ) ที่อื่นใดในโลก)

(a) that ____________ which

(b) which ____________ that    (ซึ่ง  .........................  เฟอร์นิเจอร์)

(c) that ____________ those

(d) which ____________ which

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ในช่องแรกอาจตอบ  “Which”  หรือ  “That”  ก็ได้  แต่ในช่องหลัง   ต้องตอบ  “That”  เพียงอย่างเดียว  เนื่องจาก  ใช้แทน  “Furniture”  ซึ่งเป็นคำนามนับไม่ได้  ดูคำอธิบายการใช้คำแทนนามนับได้  และนับไม่ได้จากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่ 

  • I’ve lost my pen.  Have you got ___________________________ I can borrow?

(ผมได้ทำปากกาหาย  คุณมี ___________________________________ ให้ผมยืมไหม)

(a) them

(b) anyone

(c) it

(d) one    (ปากกาด้ามหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้   “One”  แทนนามนับได้เอกพจน์  (Pen)

                              ตัวอย่างที่ 

  • The Prime Minister is giving a press conference now; he also gave _____________ at this time last week.

(นายกรัฐมนตรีกำลังประชุมให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์อยู่ในขณะนี้   และเขาได้จัดประชุม __________________ ด้วย  ในเวลาเดียวกันนี้  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

(a) it

(b) the same

(c) them

(d) one    (ครั้งหนึ่ง, หนหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากแทนคำนามนับได้   เอกพจน์  (Press conference)

                               ตัวอย่างที่ 

  • The houses here are a little less modern than __________________ in the city.  

(บ้านที่นี่ทันสมัยน้อยกว่า ________________________________ ในเมืองอยู่เล็กน้อย)

(a) that

(b) those    (บ้าน)

(c) they

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากแทน   “Houses”   ซึ่งเป็นคำนามนับได้พหูพจน์   แต่ถ้าเป็นคำนามนับได้เอกพจน์  (House, Car, Book, Pen, Dog)  ให้แทนด้วย  “One”   และถ้าเป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (เช่นFurniture, Advice, News, Information, Equipment, Evidence, etc.)   ให้แทนด้วย  “That

                              ตัวอย่างที่  

  • When the boy saw the kite I had made, he asked me to make ___________ for him. 

(เมื่อเด็กคนนั้นเห็นว่าวที่ผมทำ  เขาขอร้องผมให้ทำ _______________________ ให้แก่เขา)

(a) other

(b) it

(c) one    (ตัวหนึ่ง)

(d) the kite

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Kite”   เป็นคำนามนับได้ เอกพจน์  เมื่อจะกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง (กล่าวซ้ำ)   ต้องใช้  “One”  แทน

                                ตัวอย่างที่ 

  • The air of the hills is cooler than _____________________________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า ______________________________________________ )

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains    (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Air”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องแทนด้วย  “That” และตามด้วย   “of the plains”   เพื่อให้สมดุลกัน  ในกรณีเป็นนามนับได้  ให้ใช้ “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์   ให้ใช้   “Those”   แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d)  เนื่องจาก   จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง   “อากาศ”  และ   “ที่ราบ”   มิใช่   “อากาศของเนินเขา”   และ  “อากาศของที่ราบ”    ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบ เทียบ)   ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

             -  The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ)  (book เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้  one  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

             -  The students in this class are more hard-working than those in that class.

(นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (students เป็นนามพหูพจน์ จึงต้องใช้ those แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

              -  The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้อง เรียนมากมายทีเดียว)  (knowledge เป็นนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ – จึงต้องใช้ that แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

 

13. According to its label, that medicine should take effect in about ten minutes.

(ตามที่สลากยาบอกไว้  ยานั้นควรจะ    ให้ผล-ออกฤทธิ์-มีผลบังคับใช้    ในอีกประมาณ  ๑๐  นาที)

(a) produce results    (ให้ผล, ออกฤทธิ์)

(b) dissolve completely    (ละลายไปโดยสิ้นเชิง)

(c) lose its strength    (สูญเสียกำลังหรือความแข็งแรง)

(d) penalize    (ลงโทษ, ลงทัณฑ์, ปรับเปรียบเทียบ)

 

14. She is always diplomatic when she deals with angry students.

(เธอ    มีไหวพริบในการพูดหรือทำ-มีความชำนาญทางการทูต    เสมอ  เมื่อเธอต้องเกี่ยวข้อง (รับมือ) กับนักเรียนที่กำลังโกรธ)

(a) firm    (มั่นคง, เด็ดเดี่ยว, แน่วแน่)

(b) outspoken    (พูดจาโผงผาง, ขวานผ่าซาก)

(c) tactful    (มีไหวพริบดี, มีปฏิภาณดี, ฉลาด)

(d) rude    (หยาบคาย)

 

15. Gradually, the sound of the music and laughter died down.

(อย่างช้าๆ  เสียงดนตรีและเสียงหัวเราะ    สงบลง-ลดเสียงดังลง)

(a) became louder    (เสียงดังมากขึ้น)

(b) became softer    (เสียงดังลดลง, เสียงเบาลง)

(c) became more irritating    (น่าโมโหหรือฉุนเฉียวมากขึ้น)

(d) became more cheerful    (ร่าเริงมากขึ้น)

 

16. Do you have horses ____________________________________________ hire?

(คุณมีม้า____________________________________________________ เช่าหรือไม่)

(a) to

(b) on

(c) of

(d) for    (ให้,  สำหรับ)

(e) at

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “For”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                    สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                                    ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ   “For”  เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอาหารให้มื้อนี้),  “Apply”  (สมัคร)  -  “She will apply for a secretary job in a foreign company.”  (เธอจะสมัครงานเลขานุการในบริษัทต่างประเทศ), แต่   “Apply………to”  (ประยุกต์ใช้)  -  “You should apply your knowledge gained from the seminar to the work you are doing.”  (คุณควรประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการสัมมนา  กับงานที่คุณกำลังทำ), “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ), “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตเป็นต้น

                                    สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑ เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐  เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),  “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ), เป็นต้น

 

17. It is so sad to consider the number of people who ______________ in car accidents.

(มันน่าเศร้ามากเมื่อพิจารณาถึงจำนวนผู้คน  ผู้ซึ่ง ____________ ในอุบัติเหตุทางรถยนต์)

(a) dead    (ตาย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) death    (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(c) are killed    (ตาย, ถูกฆ่าตาย)

(d) are died    (“Die” =  ตาย  เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจใช้   “Die”   หรือ   “Are dead”   ก็ได้

 

18. This is the _____________________________________ fashion news from Paris.

(นี่เป็นแฟชั่น _________________________________________________ จากปารีส)

(a) late    (สาย, ช้า, ล่า, ล่วงเลยมานาน, ดึก, ค่ำ)

(b) later    (สายกว่า, ช้ากว่า, ต่อมา)

(c) latest    (ล่าสุด, ทันสมัยที่สุด, เกิดขึ้นหลังสุด)

(d) last     (สุดท้าย, ที่ผ่านมา)

 

19. Are you _______________________________________ for your final examination?

(คุณ _____________________________________________ สำหรับการสอบไล่หรือยัง)

(a) prepare

(b) to prepare

(c) prepared    (เตรียมพร้อม)

(d) already    (แล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Be prepared”  =  Ready  ส่วนคำอื่นๆใช้ดังนี้  คือ

  • Are you ready for your final examination?
  • Are you already prepared for your final exam?

(ประโยคข้างบนทั้ง  ๒  ประโยค  มีความหมายเหมือนกัน  คือ  “คุณพร้อมสำหรับการสอบไล่หรือยัง”) 

 

20. My mother doesn’t drink coffee.  _________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ ____________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่ ,,,,,,,,,,,,,..............., เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  •  Traveling by air is not cheap.  Neither ________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  ____________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable   (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                               ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life ___________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ __________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                               ตัวอย่างที่  

  • Not only ____________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง ....................................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)” เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่.....................เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                    ทั้งนี้สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.
  • Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้