หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 278)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. In 1978, the Soviets demanded that China _________________ its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน _____________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • He suggested _____________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ ____________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ  “………to Mary that she go………”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้าง ล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle _____________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม _________________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”   คือ อยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”   จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”   ให้ใช้  “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้  มี  “Should”  มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยคควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)  เพียงแต่ละเอาไว้  คือ มิได้เขียนลงไป  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ 

  • I suggest that the matter _________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ ____________________________ ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยดูจากกริยา  “Suggest

                                ตัวอย่างที่ 

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone _________________ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน ______ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” สังเกตจากกริยา  “Requested

                             ตัวอย่างที่ 

  • The teacher suggested that _____________________________________.

(ครูแนะนำว่า ______________________________________________________ )

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ กริยา  “Study” เหมือนมีคำว่า “Should” อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ 

                             ตัวอย่างที่ 

  • The company states that it is necessary that an employee _______ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน _________________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                             ตัวอย่างที่ 

  • He recommended that I ____________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม ________________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    (ควรไป)

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should ลงไปข้างหน้าก็ได้)  

                             ตัวอย่างที่ 

  • I suggested to her that her husband ___________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ _________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                                ตัวอย่างที่  

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ______ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร) _________________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ “Should”ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                            ตัวอย่างที่  ๑๐

  • I will recommend that the student _________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น ______________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                             ตัวอย่างที่  ๑๑

  • Many customers have requested that we _____________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา ________________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed” หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”      ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

                                    1. อยู่หลัง  “กริยา + that”   ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

propose that   (เสนอว่า)

request that   (ขอร้องว่า)

recommend that   (แนะนำว่า)

ask that   (ขอร้องว่า)

order that   (สั่งว่า)

urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

suggest that   (แนะนำว่า)

advise that   (แนะนำว่า)

insist that   (ยืนกรานว่า)

prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                    ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice = เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                     2. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + that + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.
  • (เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)
  • It is important that he be brave.
  • (เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)
  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

2. He devoted himself to _________________________________________ the poor.

(เขาอุทิศตนเองให้กับ _______________________________________ คนยากคนจน)

(a) help

(b) helping    (การช่วยเหลือ)

(c) being helped

(d) be helping

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากในวลี  “Devote himself to”  “To”  เป็น  “Preposition”    จึงต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูเพิ่มเติมวลีประเภทนี้จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • I am looking forward to _______________________________________ your letter.

(ผมกำลังตั้งตารอคอย ________________________________________ จดหมายของคุณ)

(a) receive

(b) be received

(c) receiving    (การได้รับ)

(d) have received

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจาก  “Look forward to + Verb + ing”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่ 

  • His daughter wrote to him that she was looking forward to ____________ home soon.

(ลูกสาวของเขาเขียนจดหมายถึงเขา  บอกว่าเธอกำลังตั้งหน้าตั้งตารอคอย ______ บ้านเร็วๆนี้)

(a) come

(b) coming    (การกลับมา)

(c) be coming

(d) have come

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Look  forward to + Verb + ing” 

                             ตัวอย่างที่ 

  • I shall look forward _____________________________________ from you soon.

(ผมจะตั้งตารอ ____________________________________________ จากคุณโดยเร็ว)

(a) to hear

(b) for hear

(c) to hearing     (ที่จะได้ยินข่าว – คือได้รับจดหมายหรือการติดต่อด้วยวิธีอื่นๆ)

(d) for hearing

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                              ตัวอย่างที่  

  • I wish you and your wife many years of happiness together and look forward _________________ you both.

(ผมขออวยพรให้คุณและภรรยามีความสุขด้วยกันตลอดไป  และหวังอย่างยิ่งกับ  (หรือ “ตั้งตารอ”) __________________ คุณทั้ง  ๒  คน)  (หมายถึงในวันข้างหน้า) 

(a) to see

(b) to seeing    (การได้พบ)

(c) for seeing

(d) to be seeing

ตอบ  -  ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “To” ที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้  ถือเป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือ  “Gerund” (Verb + ing)   ได้แก่  “Look forward to” (ตั้งตารอคอย),  “Be opposed to”  (คัดค้านหรือไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง), “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Admit”(ยอมรับ),  “Devote…..to”  (อุทิศ.........ให้กับ), “Dedicate………to” (อุทิศ............ให้กับ), “Apply……to”  (ประยุกต์.............เข้ากับ)    ดังประโยคตัวอย่าง  

  • She looks forward to buying a new home next year.

(เธอตั้งตาคอยซื้อรถคันใหม่ปีหน้า)

  •   He looks forward to his  birthday party next week.

(เขาตั้งตารอคอยงานเลี้ยงวันเกิดของเขาในสัปดาห์หน้า)       

  • We object to going to bed late tonight as we will have to start our trip early tomorrow.

(เราไม่เห็นด้วยกับการนอนดึกคืนนี้  เพราะเราจะต้องออกเดินทางแต่เช้าวันพรุ่งนี้)

  • She objected to his plan to move to London after their marriage.

(เธอคัดค้านแผนการของเขาที่จะย้ายไปลอนดอนหลังการแต่งงาน)

  • He admitted to having an extramarital affair that ended in a pregnancy.

(เขายอมรับว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนอื่นที่มิใช่ภรรยา  ซึ่งจบลงด้วยการตั้งครรภ์)

  • He devotes most of his time to studying in the library.

(เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการศึกษาในห้องสมุด)

  • We were opposed to paying a lot of money for luxurious goods.

(เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการจ่ายเงินจำนวนมากกับสินค้าฟุ่มเฟือย)

  • The President was opposed to the development of nuclear weapons.(หรือ  was opposed to developing nuclear weapons”)

(ท่านประธานาธิบดีไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์)        

  • They applied their knowledge gained from training overseas to performing their daily work. 

(พวกเขาประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการอบรมในต่างประเทศ  เข้ากับการทำงานประจำวัน)

 

3. Take this money in case you _________________________________________ it.

(เอาเงินนี้ไปในกรณีที่คุณ ___________________________________________ มัน)

(a) will need

(b) need    (ต้องการ)

(c) to need

(d) needing

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากกริยาในอนุประโยคที่ตามหลัง  “In case, If, When, Until”  จะอยู่ในรูป   “Simple tense”  (Present or Past)   สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  เช่น

  • She will go to the party if he comes with her.

(เธอจะไปงานเลี้ยง  ถ้าเขามากับเธอด้วย)

  • You can call me up in case you need my help.

(คุณโทรมาหาผมได้เลย  ในกรณีที่คุณต้องการความช่วยเหลือจากผม)

  • We would leave when he arrived.

(เราจะไปเมื่อเขามาถึง)

  • They sat in the theater until the movie finished.

(พวกเขานั่งอยู่ในโรงหนัง  จนกระทั่งหนังจบ)

 

4. Let’s take a walk in the park, ___________________________________________?

(พวกเราไปเดินเล่นในสวนสาธารณะกัน, ____________________________________ )

(a) do we

(b) don’t we

(c) won’t we

(d) shall we    (เอาไหม)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นประโยคเชิญชวน-ชักชวน  ในกรณีเป็นประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง  ในส่วน  “Tag”  ใช้  “Will you?”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่ 

  • Please lend me your new car, ___________________________________ you?

(โปรดให้ผมยืมรถคันใหม่ของคุณ ________________________________________ )

(a) don’t

(b) may

(c) will    (ได้ไหม)

(d) shall

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากเป็นประโยค  “ขอร้อง”  ในส่วน  “Tag”  จึงต้องใช้  “Will you”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • Do it yourself, __________________________________________________?

(จงทำมันด้วยตัวของคุณเอง ____________________________________________ )

(a) shall we

(b) don’t we

(c) don’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “ประโยคคำสั่ง  หรือ ขอร้อง”  ดูเพิ่มเติมประโยคคำสั่ง-ขอร้อง  หรือ ชักชวน  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  •  Just see if that water is becoming hot, ______________________________?

(ไปดูหน่อยซิว่า  น้ำกำลังร้อน (เดือด) หรือไม่, _______________________________ )

(a) do you

(b) don’t you

(c) won’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง  ในส่วน  “Tag” จึงต้องใช้   “Will you”   สำหรับ  “If”  ในประโยคนี้  เท่ากับ  “Whether”  (หรือไม่)

                               ตัวอย่างที่  

  •  Do it at once, _________________________________________________?

(จงทำมันโดยทันที ___________________________________________________ )

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Question tag”   ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยค   “คำสั่ง, ขอร้อง, เชื้อเชิญ”   ในส่วน  “Tag”   ให้ใช้  “…………… will you ?” เช่น

                   -  Help me carry this box, will you?

(ช่วยผมแบกกล่องใบนี้หน่อย – ได้ไหม)

                  -  Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

                  -  Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

                 -  Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)

                -  Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

                                  สำหรับในประโยคเชิญชวน  ที่ขึ้นต้น  “Let’s (Let us)”  ในส่วน Tag  ต้องใช้   “Let’s ……………….., shall we?”   เช่น

            -  Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

            -  Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

              -  Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

              -  Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่ งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

                                    แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  “Let me”,  “Let him”,  “Let her”   ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง  (คือขออนุญาตให้ผู้พูดหรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  ได้กระทำอะไรบางอย่าง)  ดังนั้น   ในส่วน Tag   ต้องใช้ “will you?”   เหมือนในประโยคขอร้องทั่วไป   เช่น

  • Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

  • Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

  • Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

  • Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

  • Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

 

5. Because tornadoes are more prevalent in the middle states, the area from Minnesota to Texas is called Tornado Alley.  

(เพราะว่าพายุทอร์นาโด    มีอยู่ทั่วไป-ดาษดื่น-แพร่หลาย    ในรัฐทางตอนกลางของประ เทศ  พื้นที่จากรัฐมินเนโซต้าถึงเท็กซัส  จึงถูกเรียกว่า “ตรอกหรือซอยพายุทอร์นาโด”)

(a) severe    (รุนแรง)

(b) short-lived    (มีอายุสั้น, ไม่ถาวร)

(c) feared    (ถูกกลัว)

(d) widespread    (แพร่หลาย, กว้างขวาง, กระจาย, กางออก, ขยายออก)

 

6. Those old buildings were demolished to make room for a new shopping center. 

(อาคารหลังเก่าเหล่านั้นถูก    รื้อทิ้ง-ทำลาย-โค่น    เพื่อจัดหาที่ว่างสำหรับศูนย์การค้าแห่งใหม่)

(a) established    (สร้าง, จัดตั้ง, สถาปนา)

(b) rehabilitated    (ปรับปรุง, พักฟื้น, ทำให้สุขภาพกลับคืนสู่ปกติ, กู้ชื่อเสียง, กู้ฐานะ)

(c) razed    (รื้อถอน, ทำลายราบ, ขจัด, ลบล้าง)

(d) modified    (ปรับปรุง, เปลี่ยนแปลง, แก้ไข, ดัดแปลง)

 

7. The theory that business could operate totally without the aid of government has proved to be an erroneous belief.

(ทฤษฎีที่ว่าธุรกิจสามารถดำเนินไปโดยไม่ต้องมีความช่วยเหลือจากรัฐบาลเลยนั้น   ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็น    ความเชื่อที่ไม่ถูกต้องหรือเข้าใจผิด)

(a) authentic concept   (แนวความคิดที่แท้จริง)

(b) argument   (การโต้แย้ง, การโต้เถียง, การให้เหตุผล)

(c) illusion   (มายา, สิ่งลวงตา, ภาพลวงตา, การหลอกลวง, ภาพหลอน)

(d) asset   (ทรัพย์สิน, สมบัติ, สิ่งมีค่า)

 

8. They used to play football when they were in college, _________________________?

(พวกเขาเคยเล่นฟุตบอล  เมื่อตอนเรียนอยู่มหาวิทยาลัย, _________________________ )

(a) weren’t they

(b) were they

(c) usedn’t they

(d) didn’t they    (ใช่หรือไม่)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ในส่วน  "Tag"  ใช้กริยาตามกริยาของประโยคใหญ่  (Main clause) ซึ่งในที่นี้  คือ  "Used to"  (กริยาในประโยคย่อย  คือ  "Were")  และเนื่องจาก  “Used to”  (เคย)  เป็นอดีตเพียงอย่างเดียว  และถือเป็นกริยาธรรมดาตัวหนึ่ง  ดังนั้น  เมื่อทำเป็นรูปปฏิเสธ  จึงต้องใช้  “Did not”  ช่วย  กล่าวคือ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑  (Used to + Verb 1)   และเมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ  จะต้องใช้  “Did not”  ช่วยเพียงอย่างเดียว  (Did not use to + Verb 1)  ดังตัวอย่าง  เช่น

  •   He used to go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)   (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

  •  She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว) (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

  •   We did not use to cook our own meal when we were young.

(เราไม่เคยปรุงอาหารของเราเอง  เมื่อตอนเราเป็นเด็ก)  (เป็นเรื่องในอดีต)

 

9. We can do nothing until she _________________________________ here tomorrow.

(เราทำอะไรไม่ได้เลย  จนกระทั่งเธอ _______________________________ ที่นี่วันพรุ่งนี้)

(a) will be

(b) is being

(c) is    (มา, อยู่)

(d) come

ตอบ   -   ข้อ    (c)   กริยาในอนุประโยคที่ตามหลัง  “Until”  จะอยู่ในรูป  “Simple tense”  (Present or Past)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมใน  ข้อ  ๓  ของข้อสอบชุดนี้

 

10. Not __________________________________________ furniture is sold in that shop.

(เฟอร์นิเจอร์ไม่ _________________________________________ ถูกขายไปในร้านนั้น)

(a) many    (มาก)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(b) much    (มาก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(c) a lot

(d) every kind

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Furniture”  เป็นคำนามนับไม่ได้   หรืออาจตอบ  “A lot of,  Lots of”   (มาก  -  ใช้กับทั้งคำนามนับไม่ได้  และคำนามนับได้  พหูพจน์)  หรือ  “Every kind of”  (ทุกชนิด)    (Not every kind of furniture…….  =  ไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์ทุกชนิดถูกขายไป...............)  ก็ได้

 

11. You can write English well.  I would like to ask you _______________ to study English.

(คุณสามารถเขียนภาษาอังกฤษได้ดี  ผมอยากถามคุณว่า _______________ ศึกษาภาษาอังกฤษ)  (........คุณศึกษาภาษาอังกฤษเมื่อใด)

(a) when did you begin

(b) when you begin

(c) when you began    (เมื่อใดคุณเริ่ม)

(d) began

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็น  “Noun clause”  (when you began to study English)  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Ask”  จึงต้องเรียงประโยคแบบบอกเล่า  และต้องใช้  “Began”  เพราะเริ่มต้นเรียนฯ ในอดีต

 

12. In spite of the progress in science, there are still innumerable unexplained ___________ in the world.

(ทั้งๆ ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์  ยังคงมี _______ ที่ยังมิได้อธิบายอยู่อีกมากมายในโลก)

(a) phenomenon    (ปรากฏการณ์)  (เอกพจน์)

(b) phenomenons    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) phenomena     (ปรากฏการณ์)  (พหูพจน์)

(d) phenomenas    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ต้องใช้รูปพหูพจน์  เนื่องจากใช้กับประธาน  “There are”   สำหรับคำนามเอกพจน์ที่เปลี่ยนรูปไป  เมื่อเป็นพหูพจน์  (จัดเป็นแบบพิเศษ  มิได้เติม  “s”  หรือ  “es”  เช่น  man – men  (ผู้ชาย),  woman – women  (ผู้หญิง), gentleman – gentlemen  (สุภาพบุรุษ),  child children  (เด็กๆ),  datum – data (ข้อมูล),  focus – foci  (จุดรวมแสง),  index – indices  (เครื่องชี้, ดรรชนี), foot – feet  (เท้า),  goose – geese  (ห่าน), tooth – teeth  (ฟัน),  mouse – mice  (หนู),  louse – lice  (เหา, หมัด, เห็บ, ไร, โลน),  ox – oxen  (วัว),  crisis – crises  (วิกฤติกาล),  thesis -  theses  (วิทยานิพนธ์), synthesis – syntheses  (การสัง เคราะห์),  parenthesis – parentheses  (วงเล็บ),  hypothesis – hypotheses (สมมติฐาน),  phenomenon – phenomena  (ปรากฏการณ์), stratum – strata (ชั้น),  neurosis – neuroses  (โรคประสาท),  axis – axes  (แกน),  medium – media หรือ mediums  (สื่อกลาง)  เป็นต้น

 

13. Superficial relationship cannot last forever.

(ความสัมพันธ์ที่    ผิวเผิน-ตื้นๆ-ไม่ลึกซึ้ง-ใกล้ผิวหน้า    ไม่สามารถทน (ดำรง) อยู่ได้ตลอดไป)

(a) Cheating    (ต้มตุ๋น, หลอกลวง)

(b) Robust    (แข็งแกร่ง, แข็งแรง, เข้มแข็ง, มีกำลังมาก, กำยำ)

(c) Deep   (ลึก, ลึกซึ้ง)

(d) Shallow    (ตื้น. ไม่ลึก, ไม่ลึกซึ้ง, ผิวเผิน)

 

14. This new invention has an enormous sales potential.

(สิ่งประดิษฐ์ชิ้นใหม่นี้มี    ความเป็นไปได้-ศักยภาพ    การจำหน่ายที่มหาศาล)

(a) increase    (การเพิ่มขึ้น)

(b) decrease    (การลดลง)

(c) possibility    (ความเป็นไปได้)

(d) discount    (การลดราคา)

 

15. The outlook of borrowers is bleak, as interest rates are certain to rise. 

(ลักษณะท่าทางของผู้กู้ยืม    หม่นหมอง-เศร้าโศก-สิ้นหวัง    เนื่องจากว่าอัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน)

(a) depressing    (หดหู่, เศร้าหมอง, ซึมเศร้า)

(b) hopeful    (มีความหวัง)

(c) concerned    (วิตกกังวล, ห่วงใย)

(d) cheerful    (ร่าเริง)

 

16. May I have _____________________________________________ these oranges?

(ผมขอรับประทานส้มเหล่านี้ _____________________________________ ได้ไหมครับ)

(a) any more

(b) some more

(c) any more of

(d) some more of    (เพิ่มขึ้นอีกหน่อย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Some”  โดยทั่วไปใช้กับประโยคบอกเล่า  อย่างไรก็ตาม  ในประโยคคำถามที่เป็นการขอร้อง  (เช่น  ขอกินข้าวหรือดื่มกาแฟ)  เชื้อเชิญ  (เชิญกินหรือดื่ม)    และคำถามปฏิเสธ  ต้องใช้  “Some”  เพราะความหมายเป็นบอกเล่า  เช่น

  • Would you please give me some water?

(= Please give me some water.)

(ขอน้ำกินหน่อย)

  •   Will you have some coffee?

(= Please have some coffee)

(เชิญดื่มกาแฟซิครับ) 

  •   Aren’t there some taxis here?

(= There are some taxis here, aren’t there?)

(มีรถแท็กซี่ที่นี่ใช่ไหม)

                                    คำถามทั่วไป  ที่ผู้ถามต้องการถามว่า  “จะเอาไหม”  หรือ  “มีใครอยู่ไหม”  ก็นิยมใช้  “Some”  เช่น

  • Do you want some white sugar or some red sugar?

(คุณต้องการน้ำตาลทรายขาวหรือแดง)  

  • I heard a knock; is there someone at the door?

(ผมได้ยินเสียงเคาะ  มีใครอยู่ที่ประตูหรือเปล่า)

                                     นอกจากนั้น  คำถามที่ขึ้นต้นด้วย   “Question word”  ก็ใช้  “Some

  • Where can I buy some stamps?  

(ผมจะซื้อแสตมป็ได้ที่ไหน) 

  • When will you give me some advice?

(คุณจะให้คำแนะนำผมเมื่อไหร่)

  • Why do they always have some problems?

(ทำไมพวกเขามีปัญหาเสมอ) 

                                     สำหรับ   “Some”  เมื่อใช้กับนามนับได้  พหูพจน์  หรือ นามนับไม่ได้  จะแสดงจำนวน   “บ้าง,  บาง,  .............จำนวนหนึ่ง”  เช่น

  • Some people like to play sports.

(คนบางคนชอบเล่นกีฬา)

  • I gave him some money.

(ผมให้เงินเขาจำนวนหนึ่ง)  

  • There is some furniture in the room.

(มีเฟอร์นิเจอร์อยู่บ้างในห้อง)  

                                    และ   “Some”  ยังอาจมีความหมายว่า  “ไม่น้อย    อาจจะมาก”  ก็ได้   เช่น    

  • The project will take some time.

(โครงการจะใช้เวลาไม่น้อยทีเดียว)

  • The village is some distance from here.

(หมู่บ้านอยู่ห่างออกไปจากที่นี่ไม่น้อยเลย)  

  • It is true to some extent.

(มันเป็นความจริงอยู่ไม่น้อย)  

  • We has some difficulty in following his advice. 

(เราพบกับความยากลำบากไม่น้อย  ในการทำตามคำแนะนำของเขา) 

                                    “Some”  ถ้าใช้กับคำแสดงจำนวน  หมายถึง  “ราวๆ”  เช่น

  • There are some fifty students in the room.

(มีนักเรียนราวๆ  ๕๐  คนในห้อง)

  • I’ve waited for her for some twenty minutes.

(ผมได้รอเธอเป็นเวลาราวๆ  ๒๐  นาทีแล้ว) 

  • There were some five hundred houses destroyed during the storm.

(มีบ้านราว  ๕๐๐  หลัง ถูกทำลายไประหว่างมีพายุ) 

                                     และ   “Some”  เมื่อใช้กับนามนับได้เอกพจน์  มีความหมาย  คือ ผู้พูดไม่รู้จักหรือไม่ประสงค์จะระบุสถานที่  หรือ จำนวน หรือ สิ่งของนั้นๆ แบบชี้ชัดลงไป  เช่น

  • She is living at some place in Chiangmai.    

(เธอกำลังอาศัยอยู่ในที่สักแห่งหนึ่งในเชียงใหม่) 

  • They are buying some car.  

(พวกเขากำลังซื้อรถจำนวนหนึ่ง)  

                                     นอกจากนั้น   “Some”  ยังใช้คู่กับ  “Others” (= อื่นๆ,  บาง..........)  ด้วย   เช่น

  • Some people like animals; others don’t.

(บางคนชอบสัตว์  แต่บางคน (คนอื่นๆ) ไม่ชอบ) 

  • Some cars are expensive; others are not.

(รถบางคันราคาแพง แต่บางคัน (คันอื่นๆ) ไม่แพง)   

 

17. I think she won’t find these clothes ______________________________________.

(ผมคิดว่า  เธอจะไม่พบว่าเสื้อผ้าเหล่านี้ _____________________________________ )

(a) satisfy    (ทำให้พึงพอใจ) 

(b) satisfied    (รู้สึกพึงพอใจ)

(c) satisfactory    (น่าพึงพอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เป็นไปตามโครงสร้าง   {Subject + find + it (them, him, her, etc.) + Adjective + to + Verb 1}  เช่น

  • I find it interesting to listen to his lecture.

(ผมพบว่าน่าสนใจในการฟังคำบรรยายของเขา) 

  • The judge found him guilty of the murder.

(ผู้พิพากษาพบว่าเขามีความผิดในการฆาตกรรม)  

 

18. Shall I take you to the station ___________________________________ my car?

(ให้ผมพาคุณไปสถานี ___________________________ รถยนต์ของผมเอาไหมครับ)

(a) on

(b) in    (ใน, โดย)

(c) with

(d) by

ตอบ   -   ข้อ   (b)  สำหรับวลีที่ใช้กับ   “In”  ได้แก่    “play a role in”  (แสดง หรือ มีบทบาทใน)  -  “The ear plays a role in maintaining balance besides hearing.”  (หูมีบทบาทในการรักษาสมดุล  นอกจากการได้ยิน),  “be deficient in”  (ขาดแคลนหรือบกพร่องในด้าน หรือ เรื่อง)  -  “His diet was deficient in vitamins.”  (อาหารลดน้ำหนักของเขา  ขาดแคลนวิตามิน),   “Her father was killed in an accident.”  (= His father died in an accident.  –  พ่อของเขาตายในอุบัติเหตุ)  “In a plane = By plane”  (โดยทางเครื่องบิน),  “In a car = By car”  (โดยรถยนต์),  “In a bus = By bus”  (โดยรถประจำทาง),  “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย)  -  “Your life is in danger if you cross the street without looking both ways.”  (ชีวิตของคุณตกอยู่ในอันตราย  ถ้าคุณข้ามถนนโดยไม่มองทั้งซ้ายและขวา),   “in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา), “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า)  -  “If you need any help from me, please tell me in advance.”  (ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือจากผม  โปรดบอกผมล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก)  -  “After his wife died, he was in bad shape.”  (หลังจากที่ภรรยาของเขาตาย  เขาอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่  -  คือ สำมะเลเทเมา  กินเหล้าหัวราน้ำ  มีแต่ความทุกข์),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ)  -  “He is in charge of the newly established business.”  (เขาดูแล-รับผิดชอบธุรกิจที่จัดตั้งขึ้นใหม่),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย)  -  “The room was in order when I came in.”  (ห้องเป็นระเบียบเรียบร้อยดี  เมื่อผมเข้าไป),  “in time  (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจังหวะ), “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สมบูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล),  “in writing” (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน),  “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน,  ธนาคาร, วัด,  บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in” (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in”  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath” (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area” (ในพื้นที่),  “in the garden”  (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ),  “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ),  “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล),  “in the kitchen”  (ในครัว)“in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว),  “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้)  -  “There has been considerable development of the country’s infrastructures in recent years.”  (มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างมากมายในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime” (= meanwhile)  (ในระหว่างนั้น, ในขณะเดียวกัน)  Big cuts in the tax on luxury goods benefited only a few.  In the meantime thousands of families find it hard to make end meet.”  (การลดภาษีอย่างมากมายแก่สินค้าฟุ่มเฟือย  ให้ประโยชน์กับคนเพียงไม่กี่คน  ในขณะเดียวกัน  หลายพันครอบครัวพบว่ายากลำบากที่จะหาให้พอกิน), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society”  (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)“in the dark”   (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ),  “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ),  “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก)  “People in love are usually optimistic.”  (คนที่กำลังมีความรัก  มักมองโลกในแง่ดีเสมอ),  “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี)  -  “Democratic government is always in favor of free speech.”  (รัฐบาลประชาธิปไตยจะเห็นด้วยกับการพูดอย่างเสรี – ของประชาชน – เสมอ), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ)  -  “They studied hard in an effort to past the exam.”  (พวกเขาขยันเรียน  ด้วยความพยายามที่จะสอบให้ผ่าน), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ)  -  Clearly, they did it in response to external pressures.”  (ชัดเจนทีเดียว  พวกเขาทำมันเพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันจากภายนอก), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ),  “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน),  “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....)  -  He is an expert in computer.”  (เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านคอมพิวเตอร์),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา)  -  “He faced financial difficulty in his old age.”  (เขาพบกับความยากลำบาก (ปัญหา) ทางการเงิน  เมื่อตอนวัยชรา) ,  “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙),  “in my opinion”  (ในความเห็นของผม)  -  “In my opinion, she is the best student the school ever has.”  (ในความเห็นของผม  เธอเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดที่โรงเรียนเคยมี)“in her view” (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน),  “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ),  “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน),  “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black” (ใส่ชุดสีดำ)  -  People are generally dressed in black when they go to a funeral.”  (ผู้คนมักแต่งชุดดำโดยทั่วไป  เมื่อพวกเขาไปงานศพ),  “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย)  -  “A car accident resulted in his death.”  (อุบัติเหตุรถยนต์ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน)  -  “Christians believe in God.”  (ชาวคริสต์ศรัทธาในพระเจ้า)“in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลประการแรกที่ต้องการจะกล่าว)  เป็นต้น

 

19. The men are too ________________________________________ for the job, I think.

(คนงานชายมี ___________________________ เกินไปสำหรับงาน  ผมคิด (อย่างนั้น) นะ)

(a) small    (เล็ก)  (ใช้กับร่างกาย-ขนาด)

(b) little    (น้อย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้  ซึ่งเป็นเอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย)  (ใช้กับนามนับได้ พหูพจน์)

(d) much    (มาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้   “Few”  กับ   “Men”

 

20. Some animals live _______________________________________________ grass

(สัตว์บางชนิดมีชีวิตอยู่ ______________________________________________ หญ้า)

(a) of

(b) by

(c) with

(d) on    (ด้วย, ด้วยการกิน)

(e) from

ตอบ   -   ข้อ    (d)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “On”  ได้แก่   “Agree + On  หรือ To”  ใช้กับ  “เห็นด้วยกับเรื่องต่างๆ”  -  “He agreed to my idea.”  (เขาเห็นด้วยกับความคิดของผม),     “Agree + With”  =  “เห็นด้วยกับบุคคล”  -  “I agree with you on your proposal.”  (ผมเห็นด้วยกับคุณในเรื่องข้อเสนอ),     on a rainy day”  (ในวันที่ฝนตก)  -  “We don’t usually go out on a rainy day.”  (เรามักไม่ออกไปข้างนอกในวันที่ฝนตก),   “on the rise”  (เพิ่มขึ้น)  -  “The oil prices are on the rise.”  (ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น),   “congratulate”  (แสดงความยินดี)  -  “I congratulate you on your success.”  (ผมขอแสดงความยินดีในความสำเร็จของคุณ), “put the blame on”  (ตำหนิ)  -  “When things go wrong, he puts the blame on somebody else.”  (เมื่อสิ่งต่างๆ เกิดผิดพลาดขึ้น  เขามักตำหนิผู้อื่น),  “put an emphasis on” (เน้นย้ำ หรือ มุ่งความสนใจในเรื่อง)  -  “The government puts an emphasis on the infrastructural development.”  (รัฐบาลมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน), “on request (เมื่อมีการร้องขอ)  -  “I will lend you my car on request.”  (ผมจะให้คุณยืมรถเมื่อมีการร้องขอ), on page 5” (ในหน้าที่ ๕)  -  “You can look for the answer on page 5.”  (คุณสามารถค้นหาคำตอบได้ในหน้าที่  ๕),Waste his time on(ใช้เวลาของเขาอย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ)  -  “He wasted his time on meddling with other people’s business.”  (เขาใช้เวลาอย่างสิ้นเปลืองไปกับการยุ่งกับเรื่องของคนอื่น), on business (ด้วยเรื่องธุรกิจ)  -  “He went to New York on business.”  (เขาไปนิวยอร์คด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on (ดำเนินต่อไป)  -  “They kept on working.”  (พวกเขาทำงานต่อไป), rely on (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย)  -  “I can rely on my close friend.”  (ผมสามารถไว้ใจเพื่อนสนิทของผม), depend on (upon) (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่)  -  “We can depend on our president for his strong leadership.”  (เราสามารถพึ่งพาท่านประธานาธิบดี  ในด้านความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของเขา), insist on (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง)  -  “She insisted on going to the party.”  (เธอยืนกรานจะไปงานเลี้ยงให้ได้), on the floor (บนพื้น), on a hill (บนเนินเขา), on the top shelf (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit (ในธนาคาร)  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐  ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่    คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world) (ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet? (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage. (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆ ที่ล้อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.   (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน), the posters on the walls (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen (รูปภาพบนจอ), on the ceiling (บนเพดาน), on the roof (บนหลังคา), on all fours (คลาน ๔ เท้า), get on a bus (ขึ้นรถเมล์), on a highway (บนทางหลวง), on the plane (บนเครื่องบิน), on foot (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback (บนหลังม้า), on a bicycle (โดยรถจักรยาน), on Monday (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage (บนเวที), on the phone (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์)  -  “Jim, you are wanted on the phone.”  (จิม  -  มีคุณต้องการพูดโทรศัพท์กับคุณ), on and on   (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด)  -  “The search was on and on for the missing boy.”  (การค้นหาดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุด  สำหรับเด็กที่หายไป), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ)  -  “She broke the glass on purpose.”  (เธอทำแก้วแตกโดยเจตนา), on the carpet (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)   I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย)  -  This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)  My cold was terrible, but I’m on the mend now (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว)  – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ   แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) –  John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first.  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป)  –  If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts.  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา  ๓  สัปดาห์),   เป็นต้น

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้