หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 275)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Jimmy is often very rude; _____________________, Sally is very fond of him.

(จิมมี่หยาบคายมากอยู่บ่อยๆ ______________________ แซลลี่ชอบ-รักเขามาก)

(a) as a result    (ผลที่ตามมา)

(b) nevertheless    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี, แต่)

(c) lest    (โดยเกรงว่า, เพื่อไม่ให้)

(d) whereas    (แต่ทว่า, ในทางตรงกันข้าม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากข้อความที่อยู่ข้างหน้าและข้างหลังคำ  “Nevertheless, Nonetheless, But”   จะมีความขัดแย้งกัน  (เขาหยาบคายมาก  แต่เธอรักเขามาก)  สำหรับคำอื่นๆมีที่ใช้  คือ

  • She is very rich; nevertheless, she is never happy.

(เธอร่ำรวยมาก  อย่างไรก็ตาม (แต่)  เธอไม่เคยมีความสุข)

  • We got up very early; nevertheless, we missed the train.

(เราตื่นแต่เช้าตรู่  อย่างไรก็ดี (แต่)  เราตกรถไฟ)

  • He has always preferred bustling city life whereas his wife is just the opposite.

(เขาชอบชีวิตเมืองที่วุ่นวายโดยเสมอมา  แต่ทว่า  ภรรยาของเขากลับตรงกันข้าม)  (คือ  ไม่ชอบ)

  • Humans are capable of error whereas the computer is not.

(มนุษย์สามารถทำผิดได้  แต่ทว่า  คอมพิวเตอร์ไม่)

  • Radar employs radio waves whereas sonar uses sound waves.

(เรดาร์ใช้คลื่นวิทยุ  แต่ทว่า  โซนาร์ (ระบบการหาตำแหน่งวัตถุใต้น้ำ) ใช้คลื่นเสียง)

  • I used to think that money was incredibly important.  Whereas I look at it now in quite a different way.

(ผมเคยคิดว่า  เงินมีความสำคัญอย่างเหลือเชื่อ  แต่ทว่า (ในทางตรงกันข้าม)  ผมมองมัน (เงิน) ในขณะนี้  ในแบบที่แตกต่างออกไป (จากเดิม) อย่างมาก)  (คือ  เมื่อก่อนคิดอย่างหนึ่ง  แต่ปัจจุบันคิดอีกอย่างหนึ่ง)

  • There was a heavy rain last night.  As a result, there was a big flood this morning.

(ฝนตกหนักเมื่อคืนนี้  ผลที่ตามมา คือ  มีน้ำท่วมใหญ่เมื่อเช้านี้)

  • He is very lazy.  As a result, he fails in everything he does.

(เขาขี้เกียจมาก  ผลที่ตามมา คือ เขาล้มเหลวในทุกสิ่งที่ทำ)

  • She is very arrogant.  As a result, nobody wants to make friends with her.

(เธอหยิ่งยโสมาก  ผลที่ตามมา คือ ไม่มีใครต้องการคบหากับเธอ)

  •  We watched all night lest the bandits should return.

(เราเฝ้าดูตลอดทั้งคืน  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) พวกโจรจะกลับมา)

  • I had to grab the iron rail at my side lest I slipped off.

(ผมจำเป็นต้องเกาะราวเหล็กข้างตัวเอาไว้  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) ผมจะลื่นล้ม)

  •  He was extra polite to his superiors lest something adverse might be written into his records.

(เขาสุภาพเป็นพิเศษกับผู้บังคับบัญชา  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) บางสิ่งบางอย่างในทางลบ  อาจถูกเขียนลงไปในประวัติของเขา)

  • The doctor told him to stop taking drugs lest he should suffer brain damage.

(หมอบอกเขาให้เลิกกินยาเสพย์ติด  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้)  เขา (อาจ) ได้รับอันตรายทางสมอง)

 

2. _____________________________ I offered a lot of money, he wouldn’t sell it.

( ___________________________ ผมเสนอเงินให้จำนวนมาก  เขาไม่ยอมขายมัน)

(a) As if    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(b) Even    (แม้กระทั่ง)

(c) Although    (แม้ว่า, ถึงแม้ว่า)

(d) How much

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูเปรียบเทียบกับการใช้  “Nevertheless, Nonetheless

  • I offered a lot of money; nevertheless, he wouldn’t sell it.

(ผมเสนอเงินให้จำนวนมาก  อย่างไรก็ตาม (แต่)  เขาไม่ยอมขายมัน)

  • Although we got up very early, we missed the train.

(แม้ว่าเราตื่นแต่เช้าตรู่  เราตกรถไฟ)

  • We got up very early; nevertheless, we missed the train.

(เราตื่นแต่เช้าตรู่  อย่างไรก็ดี (แต่)  เราตกรถไฟ)

 

3. She is very polite and always behaves _________________ her mother tells her to.

(เธอสุภาพมาก  และมักประพฤติตัว __________________ แม่ของเธอบอกให้ทำเสมอ)

(a) like    (เหมือนกับ)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)  

(b) as    (ตามที่, ดังที่)  (ตามด้วยประโยค คือ  “Subject + Verb”)

(c) the same

(d) similar to

 

4. We never forget _______________________________ our English books to school.

(เราไม่เคยลืม _________________________ หนังสือภาษาอังกฤษของเรามาที่โรงเรียน)

(a) bring

(b) bringing    (การนำ)

(c) to bring    (ที่จะนำ)

(d) to be brought

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่ 

  • Bill is very thoughtful to his mother.  He always remembers _______ to her every week.

(บิลเอาอกเอาใจ (หรือ คิดถึง-นึกถึง) แม่ของตนเป็นอย่างมาก  เขาจำได้เสมอ ______________ (จดหมาย) ถึงเธอทุกสัปดาห์)

(a) he writes

(b) to write    (ที่จะเขียน)

(c) writing

(d) written

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Remember to write”  =  “จำได้ที่จะเขียน”  คือ  “ไม่ลืมที่จะเขียน”  ส่วน  “Remember writing”  =   “จำการเขียนได้”   คือเขียนเมื่อนานมากมาแล้วในอดีต  และยังคงจำได้ว่าเคยเขียน  (ในกรณีของประโยคข้างบน  ต้องการหมายความว่า  “จำได้ที่จะเขียน  หรือ  ไม่ลืมที่จะเขียน”  (Remember to write)  เนื่องจาก  บิลคิดถึงแม่  หรือ  เอาอกเอาใจแม่มาก)  ดูคำกริยาที่ใช้โครงสร้างต่างกัน  แล้วมีความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่ 

  • Have you ever tried _________________________________________ snails?

(คุณเคยลอง ___________________________________________ หอยทากหรือเปล่า)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of eating

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Try + Verb + ing” =  “ลอง...............”   ส่วน  “Try + to + Verb 1” =  “พยายาม.................”  ดูคำกริยาที่ตามด้วย  “Verb + ing” และ   “To + Verb 1”  แล้วความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

  • Thai people always _____________________ on their elders on Songkran Day.

(คนไทย ____________________________ ผู้อาวุโส-ผู้มีอายุมากกว่า  ในวันสงกรานต์)

(a) remember calling

(b) remember to call    (จำได้, ระลึกได้ (เสมอ) ที่จะไปเยี่ยมเยียน)

(c) remembered calling

(d) remembered to call

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง   (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงใช้ในรูป  “Present simple tense”  (Subject + Verb 1)   (ดังนั้น  จึงตัดข้อ  (c) และ  (d) ทิ้ง)  สำหรับข้อ   (b) หมายถึง  “จำได้-ระลึกได้  ที่จะไปเยี่ยม ผู้อาวุโส  ในวันสงกรานต์ ทุกๆ ปี”  มิได้ต้องการหมายถึงใน ข้อ  (a)  ที่ว่า   “ระลึกได้ถึงการไปเยี่ยม ฯ” คือ  ไปเยี่ยมมาแล้ว  และยังคงจำเหตุการณ์นั้นได้

                             ตัวอย่างที่  

  • Seeing the teacher, ______________________________________ at once.

(เห็นครู ___________________________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped    (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped    (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game    (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจากประธานของประโยค ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค (Seeing)  คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้ คือ  “They”  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”   (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)   มิใช่ข้อ  (d)  “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม”   ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop”  จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่  

  • Try _____________________________________________ water to your drink.

(ทดลอง ________________________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง  “ทดลอง,  ลอง”  จึงต้องตามด้วย “Gerund”(Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม” ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี  ๒ ความหมาย  และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน จากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

  • Don’t forget ____________________________________________ my letter !

(จงอย่าลืม ______________________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง” (คือ ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)  มิใช่  “ลืมการส่ง”   (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้ ต้องใช้  “Posting

                             ตัวอย่างที่  

  • Have you ever tried _________________________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง ____________________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อ  “Try”  หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้ คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1” (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”   จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                               ตัวอย่างที่  

  • Please don’t forget __________________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _______________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1” = “ลืมที่จะ...........”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing” =  “ลืมการ.............” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว   แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง 

                               ตัวอย่างที่  

  • As soon as it stops __________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ____________________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ   “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”ส่วน   “Stop + To + Verb 1”  =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                               ตัวอย่างที่  ๑๐

  • While we were walking in the park, she often stopped ____________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _____________ ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                              ตัวอย่างที่  ๑๑

  • I remember that restaurant; we stopped there ___________ on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                              ตัวอย่างที่  ๑๒

  • How did the cat get into the house?  I remember _____________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง __________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting   (การจับ)

(d) putting away

ตอบ   -   ข้อ   (c)   (Remember + Verb + ing =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”  คือ  ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ) (ในข้อนี้  คือ  จำได้ว่าเอาแมวออกไปไว้ข้างนอกแล้ว  เมื่อคืนก่อน)   ส่วน   “Remember + To + Verb 1”=  “จำได้ (ไม่ลืม)   ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป   -   มีหลักไวยากรณ์ดังนี้   คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + Verb 1) และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”    แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ)  เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

5. He resolved to act more wisely in the future.

(เขา    ตกลงใจ-ตัดสินใจ    ที่จะทำตัวอย่างเฉลียวฉลาดมากขึ้นในอนาคต)

(a) promised    (สัญญา)

(b) consented    (ยินยอม, เห็นชอบ, อนุญาต)

(c) persisted    (ยืนกราน, ยืนหยัด, ดื้อรั้น, ดื้อ, เพียร, ทนทาน)

(d) decided    (ตัดสินใจ, ตกลงใจ)

 

6. Finally, everything in her life seemed to be in equilibrium.

(ในที่สุด  ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเธอดูเหมือนว่าอยู่ใน  ความสมดุล-ดุลยภาพ-สภาพคงที่)  (คือลงตัว  หรือหมดปัญหา)

(a) turmoil    (การจลาจล, ความวุ่นวายปั่นป่วน, ความโกลาหล)

(b) disarray    (ความไม่เป็นระเบียบ, ความยุ่งเหยิง, ความสับสน, เสื้อผ้าที่ไม่เรียบร้อย)

(c) balance    (ความสมดล, ดุลยภาพ)

(d) pandemonium    (ความแตกตื่น, ความวุ่นวาย, ความโกลาหล)

 

7. The jeweler reported that the diamonds were genuine

(พ่อค้า – ซื้อขายหรือซ่อม – เพชร  รายงานว่า  เพชรพวกนั้นเป็น    ของจริง-ไม่เก๊หรือปลอม-แท้-แท้จริง-จริงใจ-ไม่เสแสร้ง)

(a) imitations    (การเลียนแบบ, การทำเทียม, ของเทียม)

(b) valuable    (มีค่า)

(c) perfect    (สมบูรณ์แบบ)

(d) real    (จริง, แท้, ไม่เก๊หรือปลอม)

 

8. Do something for me, _____________________________________________?

(ทำอะไรให้ผมหน่อย, _______________________________________________ )

(a) shall we

(b) don’t we

(c) don’t you 

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็น  “Tag”  ที่ต่อท้ายประโยคคำสั่ง  หรือ ขอร้อง  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่ 

  • Please lend me your new car, _________________________________ you?

(โปรดให้ผมยืมรถคันใหม่ของคุณ ______________________________________ )

(a) don’t

(b) may

(c) will    (ได้ไหม)

(d) shall

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากเป็นประโยค  “ขอร้อง”  ในส่วน  “Tag”  จึงต้องใช้  “Will you”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ 

  • Do it yourself, ________________________________________________?

(จงทำมันด้วยตัวของคุณเอง ___________________________________________ )

(a) shall we

(b) don’t we

(c) don’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “ประโยคคำสั่ง  หรือ ขอร้อง”  ดูเพิ่มเติมประโยคคำสั่ง-ขอร้อง  หรือ ชักชวน  จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ 

  •  Just see if that water is becoming hot, ______________________________?

(ไปดูหน่อยซิว่า  น้ำกำลังร้อน (เดือด) หรือไม่, _______________________________ )

(a) do you

(b) don’t you

(c) won’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง  ในส่วน  “Tag” จึงต้องใช้   “Will you”   สำหรับ  “If”  ในประโยคนี้  เท่ากับ  “Whether”  (หรือไม่)

                             ตัวอย่างที่  

  •  Do it at once, _________________________________________________?

(จงทำมันโดยทันที ___________________________________________________ )

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Question tag”   ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยค   “คำสั่ง, ขอร้อง, เชื้อเชิญ”   ในส่วน  “Tag”   ให้ใช้  “…………… will you ?” เช่น

                   -  Help me carry this box, will you?

(ช่วยผมแบกกล่องใบนี้หน่อย – ได้ไหม)

                  -  Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

                  -  Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

                 -  Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)

                -  Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

                                     สำหรับในประโยคเชิญชวน  ที่ขึ้นต้น  “Let’s (Let us)”  ในส่วน Tag  ต้องใช้   “Let’s ……………….., shall we?”   เช่น

              -  Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

              -  Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

              -  Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

              -  Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

                                    แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  “Let me”,  “Let him”,  “Let her”   ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง  (คือขออนุญาตให้ผู้พูดหรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  ได้กระทำอะไรบางอย่าง)  ดังนั้น   ในส่วน Tag   ต้องใช้ “will you?”   เหมือนในประโยคขอร้องทั่วไป   เช่น

  • Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

  • Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

  • Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

  • Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

  • Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

 

9. Peter can’t telephone Susan ___________________________ he has lost her number.

(ปีเตอร์ไม่สามารถโทรศัพท์ไปหาซูซาน _______________ เขาได้ทำเบอร์โทรของเธอหาย)

(a) now that    (เพราะว่า)

(b) in case    (ในกรณีที่)

(c) otherwise    (มิฉะนั้น)

(d) furthermore    (นอกจากนั้น, ยิ่งไปกว่านั้น)

 

10. “Big Jack,” _______________ people called him, was the son of a railway engineer.

(“บิ๊กแจ๊ก”, ______________________ ผู้คนเรียกขานเขา, เป็นลูกชายของวิศวกรรถไฟ)

(a) like    (เหมือนกับ)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)       

(b) since    (เพราะว่า, ตั้งแต่)   (ตามด้วยประโยค คือ  “Subject + Verb”)  

(c) as    (ตามที่, ดังที่)  (ตามด้วยประโยค คือ  “Subject + Verb”)

(d) for

 

11. No wonder those plants are dying.  They ______________________ any water for ages.

(ไม่ต้องประหลาดใจเลย  ต้นไม้เหล่าโน้นกำลังจะตาย  พวกมัน _______ น้ำมานานแสนนานแล้ว)

(a) haven’t

(b) hadn’t

(c) haven’t had    (ไม่มี, ขาด)

(d) are not having

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ต้องใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + (Not) + Verb 3}  เนื่องจากเหตุการณ์  (ต้นไม้ไม่มีน้ำ)  เกิดต่อเนื่องจากอดีต  (นานแสนนานมาแล้ว)  จนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูด)  ดูเพิ่มเติม  “Tense”  นี้จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • Forget the past and look to the future; there is no merit in thinking about what ________.

(จงลืมอดีตและมองไปที่อนาคต  ไม่มีข้อดี (คุณความดี) ในการคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ _____________)

(a) will happen    (จะเกิดขึ้น)  (เป็นอนาคต)

(b) is happening    (กำลังเกิดขึ้น)

(c) has happened    (ได้เกิดขึ้นแล้ว)  (คือ  ได้ผ่านไปแล้ว  -  เป็นอดีตไปแล้ว)

(d) had happened    (เกิดขึ้น)  (ในอดีต) (มักใช้คู่กับ “Past simple tense”)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  กับเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้ว  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่ 

  • Never drive your car before you _________________________________ the tires.

(จงอย่าขับรถของคุณ  ก่อนคุณ ________________________________________ ยางรถ)

(a) had checked

(b) checked

(c) are checking

(d) have checked    (ได้ตรวจสอบ  ............(ยางรถ)..............  แล้ว)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  เพื่อบอกว่าได้ทำกริยานั้นๆ แล้ว  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Present perfect tense”   จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ 

  • ______________________________________________ from her since March.

( _______________________________________________ จากเธอตั้งแต่เดือนมีนาคม)

(a) I didn’t receive a letter

(b) I wasn’t receiving a letter

(c) I don’t receive a letter

(d) I haven’t received a letter    (ผมไม่ได้รับจดหมาย)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + Verb 3}  คือ  แสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต (ไม่ได้รับจดหมายตั้งแต่เดือนมีนาฯ)  ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (ก็ยังมิได้รับ)  สำหรับ “Present perfect tense”  มักใช้ในกรณีต่อไปนี้

                                      ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก  Just =  เพิ่งจะ, Recently =  เมื่อเร็วๆนี้,  Lately =  หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

               -  I have just finished my assignment.

  (ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

              -  My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

               -  I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

                                      ๒. ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet” (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี  “Already” และ “Yet”  ก็ได้  เช่น

                  -  I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

                -  She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

               -  Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

                -  I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

                -  Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

                                     ๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก For = เป็นเวลา,  Since =  ตั้งแต่,  Up to now, up to the present time, up until now =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา

              -  I haven’t seen my old friends at the college for ages.

(ผมไม่ได้พบเพื่อนเก่าที่มหาวิทยาลัยมานานแสนนานแล้ว)

              -  She has lived here for 10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว  –  ปัจจุบันก็ยังอยู่)

               -  He has been in Chicago since last week.

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                -  We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                 -  So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

                -  I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

                                      ๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  “Ever”  “Never”  เช่น

                 -  Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

                -  Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

                -  I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

                                       ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก สังเกตจาก  “Adverb of frequency”  เหล่านี้   “Again and again” =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “Many times” =  หลายครั้ง,  “Sometimes” =  บางที,  “Over and over”     (= Over and over again) = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “This is the first (second) time” =  นี่เป็นครั้งแรก (ครั้งที่ ๒)  เช่น

                  -  He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

                  -  I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์คมาหลายครั้งแล้ว)

                   -  She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

                   -  This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

 

12. Iraq’s seizure of Kuwait in 1990 caused oil prices to soar (ซอร์) worldwide. 

(การยึดคูเวตของอิรักในปี  ๑๙๙๐  เป็นเหตุให้ราคาน้ำมัน    พุ่งสูงขึ้น-บินสูง-ลอยสูง    ทั่วโลก)

(a) level off    (คงที่หรือลดลงอย่างรวดเร็ว)

(b) fluctuate    (เปลี่ยนแปลงบ่อย, ขึ้นๆลงๆ)

(c) increase steadily    (เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ)

(d) rise sharply    (เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน)

 

13. Madrid lies almost exactly at the geographical heart of the Iberian Peninsula.

 (แมดริด – สเปน – ตั้งอยู่เกือบจะ    ใจกลาง-ศูนย์กลาง-หัวใจ    ทางภูมิศาสตร์พอดิบพอดี  ของคาบสมุทรไอบีเรีย)

(a) border    (พรมแดน, ชายแดน)

(b) center    (ใจกลาง, ศูนย์กลาง)

(c) edge    (ขอบ, ริม)

(d) apex    (ยอด, ปลาย, สุดยอด)

 

14. Pilfering by company employees costs many businesses thousands of dollars each year. 

(การลักเล็กขโมยน้อย-การฉกฉวย    โดยพนักงานบริษัท  ทำให้ธุรกิจจำนวนมาก  ต้องเสียเงินหลายพันดอลลาร์ในแต่ละปี)

(a) ignorance    (ความโง่เขลา, ความไม่รู้, การละเลยไม่เอาใจใส่)

(b) penetration    (การฝ่าเข้าไป, การทะลุเข้าไป, การเข้าไปข้างใน)

(c) stealing    (การลักขโมย)

(d) absenteeism    (การขาดงาน, การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่)

 

15. Let’s go and have a bottle of beer.  I still have ________________________ money left.

(เราออกไปดื่มเบียร์กันสักขวดเอาไหม  ผมยังคงมีเงินเหลืออยู่ ________________________)

(a) few    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)

(b) a few    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  

(c) little    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)

(d) a little    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Little,  A little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (ในที่นี้ คือ “Money”)  ส่วน   “Few,  A few”  ช้กับคำนามนับได้  และเป็นพหูพจน์  ดูเพิ่มเติม  ๔  คำนี้  จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่  

  •  I’m always so busy that I have ______________________ time for amusements.

(ผมมีงานยุ่งมากเสมอ  จนกระทั่งผมมีเวลา _______ สำหรับอารมณ์ขัน-กิจกรรมสันทนาการ)

(a) very few    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(b) very little    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) a few    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a little    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -  ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Time”  เป็นนามนับไม่ได้  และต้องใช้ว่า  “น้อยมาก”  เพราะว่า   “มีงานยุ่งมากเสมอ”   สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Little”  ก็ได้  เนื่องจากมีความหมายเหมือน  “Very little”  (น้อยมาก)  

                              ตัวอย่างที่  

  • Since the weather was bad, _________________________________ people came.

(เพราะว่าอากาศเลว  ผู้คน ____________ มา  -  ดูการแข่งขัน, เที่ยวในงานแสดงสินค้า ฯลฯ)

(a) little    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a little   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความในประโยค  มีความหมายเป็น  “ลบ”  (อากาศเลว)  คนจึงมากันน้อยมาก 

                            ตัวอย่างที่  

  • There are ________________________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ ________________________ พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little    (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little   (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย  –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง  –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few    (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า   “มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”  ดังนั้น   การจะเลือกข้อใด   จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้ (พหูพจน์)  (ใช้  “Few”หรือ “A few”)   หรือนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little” หรือ  “A little”)   และดูด้วยว่า   “มีน้อยมาก”  (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”   (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              -  She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

              -  She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

               -  I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

              -  I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

 

16. _______________________________________________ your hair cut yesterday?

(___________________________ ตัดผมเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)  (คือ ให้ช่างฯ ตัดผมให้)

(a) Had you

(b) You had

(c) Have you had

(d) Did you have    (คุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Have”  เมื่อใช้  ในโครงสร้าง   “Causative use”  คือ  “ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร”  หรือ  “ประธานใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  จะถือว่า   เป็นกริยาธรรมดาตัวหนึ่ง  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นประโยคคำถาม หรือ ปฏิเสธ  จึงต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Have” ในความหมายต่างๆ  ที่ถือเป็นกริยาธรรมดา  และต้องใช้   “Verb to do”   ช่วย  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคปฏิเสธและคำถาม   จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่  

  •  They ___________________________________ breakfast at seven o’clock.

(พวกเขา ________________________________________ อาหารเช้าเวลา  ๗  โมง)

(a) have no

(b) have not

(c) haven’t

(d) don’t have    (มิได้รับประทาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Have”  เมื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  จะเป็นเพียงกริยาธรรมดาทั่วไป  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ หรือคำถาม  จึงต้องใช้   “Verb to do”  (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ 

                               ตัวอย่างที่  

  •  You had your car overhauled last week, ____________________________?

(คุณเอารถของคุณไป (ให้ช่าง) ซ่อมทั้งคัน  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว, _________________ )

(a) hadn’t you

(b) didn’t you    (ใช่หรือไม่)

(c) wasn’t it

(d) had you

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Had”  ในประโยคข้างบน  อยู่ในรูป  “Causative use” มีความหมายว่า   “เอารถไปซ่อม” (had your car overhauled)   จึงถือเป็นกริยาทั่วไปตัวหนึ่ง  เหมือนกับ   “Walk, Play, Swim, Eat, Sing, Write, Walk, etc.”  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือคำถาม  หรือ  “Question tag”   จึงต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)   ช่วย  และเนื่องจากในประโยคข้างบน   “Had”  อยู่ในรูปบอกเล่า   ในส่วน   “Tag”  จึงต้องเป็นปฏิเสธ

                                             สำหรับ  “Verb to have”  (Have, Has, Had)  จะถือเป็นกริยาพิเศษ  และในส่วน   “Tag”สามารถใช้   “Have, Has, Had”  ได้เลย  ซึ่งแล้วแต่ ประธานประโยค  และ  “Tense”   (ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วย)  มี  ๓  กรณี  คือ

                                   1.  ใน  “Present perfect tense”  เช่น

      -  He has eaten his breakfast, hasn’t he?

(เขาได้กินข้าวเช้าแล้ว  ใช่หรือไม่)

                                2. ใน  “Past perfect tense”   เช่น

      -  She had moved to a new place, hadn’t she?

(เธอได้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่แล้ว  ใช่หรือไม่)

                               3. ในกรณีที่   “Have” หมายถึง  “มี”  เช่น

     -  They had a beautiful house, hadn’t they?

(ในกรณี   “Have”แปลว่า  “มี”  สามารถใช้   “Verb to do” ช่วยได้เช่นกัน  ดังนั้น ประโยคข้างบนอาจเป็น   “They had a beautiful house, didn’t they?)

     -  She has not a car, has she?

(ในทำนองเดียวกัน  เมื่อ   “Has”  หมายถึง  “มี”  ประโยคนี้  สามารถใช้ได้อีกแบบ  คือ  “She has not a car, does she? )

                                            อย่างไรก็ตาม   เมื่อ   “Has”  มิได้แปลว่า  “มี”  แต่มีความหมายอย่างอื่น   ดังเช่นใน    กรณี  ต่อไปนี้   จะถือว่าเป็นเหมือนกริยาธรรมดาทั่วๆ ไป  (= Walk, Sleep, Cry, Hope, Love, Like, etc.)  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือ  คำถาม   รวมทั้งในส่วน  “Tag”  จะต้องใช้  “Verb to do”  (Do, Does, Did)   ช่วยเสมอ  ดังประโยคข้างล่าง

                                1. เมื่อหมายถึง   “ได้รับ”  (Receive)  เช่น

  • She had a letter this morning, didn’t she?

(เธอได้รับจดหมายเมื่อเช้านี้  ใช่หรือไม่)

  • He had a phone call last night, didn’t he?

(เขาได้รับโทรศัพท์เมื่อคืนที่ผ่านมา  ใช่หรือไม่)

                                 2. เมื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  เช่น

  • He had coffee for breakfast, didn’t he?

(เขาดื่มกาแฟสำหรับอาหารเช้า  ใช่หรือไม่)

  • We had a lot of food at the party last night, didn’t we?

(เรากินอาหารมากมายที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้  ใช่หรือไม่)

                                 3.  เมื่อหมายถึง  “จำเป็นต้อง”  (Have to)  เช่น

  • They have to study hard to pass the exam, don’t they?

(พวกเขาจำเป็นต้องเรียนหนัก  เพื่อสอบผ่าน  ใช่หรือไม่)

                                 4.  เมื่อใช้ไนโครงสร้าง   “Causative use” คือ  “ประธานฯ ใช้ไห้ใครทำอะไร”  (Active voice)  หรือ  “ประธานฯ ใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  (Passive voice)  เช่น

  •  She had the servant wash her room yesterday, didn’t she?

(เธอให้คนรับใช้ทำความสะอาดห้องของเธอเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)

  • They have their cars washed every day, don’t they?

(พวกเขาล้างรถทุกวัน (โดยคนอื่นทำให้)  ใช่หรือไม่)

  • He doesn’t have his hair cut every month, does he?

(เขามิได้ตัดผมทุกเดือน  ใช่ไหม)

                               5. เมื่อหมายถึง  “ประสบ, พบเจอ”  เช่น

  • They have difficulty living in the remote area of the country, don’t they?

(พวกเขาพบความยากลำบากในการอาศัยในพื้นที่ห่างไกลของประเทศ  ใช่ไหม)

  • She had a hard time speaking English, didn’t she?

(เธอประสบความยากลำบากในการพูดภาษาอังกฤษ  ใช่ไหม)

 

17. I would never have thought of it if she __________________________________ it. 

(ผมจะไม่มีวันคิดถึงเรื่องนั้น (มัน) เลย  ถ้าเธอ ______________________________ มัน)

(a) wouldn’t mention

(b) didn’t mention

(c) hadn’t mentioned    (มิได้กล่าวถึง)

(d) hasn’t mentioned

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่  ๓  คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ   ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ดังนั้น   ในประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง   คือ   “ผมคิดถึงเรื่องนั้น  เพราะเธอได้กล่าวถึงมันขึ้นมาก่อน”

 

18. He was _____________________________ man who received votes besides me.

(เขาเป็นชาย (คน)  ________________________ ที่ได้รับคะแนนโหวต  นอกจากตัวผม)

(a) the only    (เพียงคนเดียวเท่านั้น)

(b) only the

(c) only a

(d) only

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เพราะเป็นไปตามโครงสร้าง  “………..the only + Noun + Adjective clause”   เช่น

  • She is the only woman that (who) I saw there.

(เธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ผมเห็นที่นั่น) 

                                        ประโยคข้างบน  ไม่ต้องมี  “คอมม่า” หลัง  “Woman”   เพราะแยก  “Woman”  คนนี้ออกจาก  “Woman” คนอื่นๆ

                                        แต่ในกรณี  “Only”  ขยายนามนั้น  เพื่อบอกว่า  “มีเพียง  ๑  เท่านั้น”  (ดังประโยคข้างล่าง)   ต้องมี  “คอมม่า”  หลังคำนาม  และต้องใช้   “Who”  เท่านั้น  (ไม่ใช้  “That”)  เนื่องจากมิได้แยกคำนามนั้น  ออกจาก  “..................อื่นๆ”  เหมือนดังประโยคข้างบน  (ผู้หญิงเพียงคนเดียว)   เช่น

  • My only brother, who lives in Phuket, is a banker.

(พี่ชายเพียงคนเดียวของผม  ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในภูเก็ต  เป็นนายธนาคาร)  (“พี่ชายคนเดียวของผม”  ไม่ได้แยกพี่ชายคนนี้  ออกจากพี่ชายคนอื่นๆ)  (ดูคำอธิบายโดยละเอียด เกี่ยวกับ   “Non-defining adjective clause”  นี้  ในข้อ  ๑๔  ของหมวดข้อสอบ  TOEIC  (ตอนที่  ๘๓)

                                        สำหรับการใช้   “Only” =  “เพียงแต่................เท่านั้น”  จะวางไว้ข้างหน้าคำที่มันขยายเสมอ  เช่น

         -  Only my sister gave me 10 dollars.

(พี่สาวเท่านั้นที่ให้ผม  ๑๐  เหรียญ)  (คนอื่นไม่ช่วยอะไรเลย)

        -   My sister only gave me 10 dollars.

(พี่สาวเพียงแต่ให้เงินผม  ๑๐  เหรียญเท่านั้น)  (ไม่ได้ช่วยอย่างอื่นเลย) 

        -  My sister gave only me 10 dollars.

(พี่สาวให้ผมคนเดียวเท่านั้น  ๑๐  เหรียญ)  (ไม่ได้ให้คนอื่นเลย)

        -  My sister gave me only 10 dollars.

(พี่สาวให้ผมเพียง  ๑๐  เหรียญเท่านั้น)  (แทนที่จะให้  ๑๐๐  เหรียญ)

 

19. My brother is very ________________________________________ in mathematics. 

(น้องชายของผม __________________________________________ คณิตศาสตร์มาก)

(a) good    (“Good at” =  เก่ง, ชำนาญ)

(b) bad    (“Bad at” = อ่อน, ไม่ชำนาญ)

(c) weak    (อ่อน)

(d) fond    (“Fond of” =  ชอบ, รัก)

ตอบ   -    ข้อ   (c)  “Weak in” =  “อ่อน, ไม่ชำนาญ

 

20. The number of cars ______________________________________________ risen.

(จำนวนรถยนต์ ___________________________________________________ เพิ่มขึ้น)

(a) is

(b) are

(c) have

(d) has    (ได้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

  •  The number of Europeans on the road, on the rails or in the air this summer _______________ a record of 120 million, triple the level of 15 years ago. 

(จำนวนของชาวยุโรปบนถนน  (ในรถยนต์)   บนราง (ในรถไฟ)  หรือ ในอากาศ (ในเครื่องบิน)  (หมายถึงที่เดินทางท่องเที่ยว)  ในฤดูร้อนนี้  ____________________ สถิติของ  ๑๒๐  ล้านคน  -  เป็น  ๓  เท่าของระดับเมื่อ   ๑๕  ปีมาแล้ว)

(a) have reached

(b) has reached     (ได้ถึง, ได้มาถึง, ได้เจาะทะลุ)

(c) were reaching

(d) had reach

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “The number of + Noun (Plural)  =  จำนวนของ”  ถือเป็นเอกพจน์  (จำนวนรวม)   จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  (Has, Is, etc.)

(จึงตัดข้อ  A  และ  C  ทิ้ง)  สำหรับ  “This summer” จะถือเป็นปัจจุบัน  หรือ อดีตก็ได้  (โดยถ้าเป็นอดีต  สามารถใช้  “Past simple” (Reached)   หรือ   “Past perfect” (Had reached)  ได้)  แต่ไม่อาจเลือกข้อ  D  ได้ เพราะผิด  (ที่ถูกต้องเป็น  “Had reached”)  จึงเหลือ   B  เพียงข้อเดียว  โดยถือว่า  “This summer”  เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

                                     ส่วน   “A number of” (จำนวนมาก)   +  คำนามพหูพจน์  และใช้กับกริยาพหูพจน์  (Are, Were, Have, Walk, Come, etc.)  เช่น

  • A number of people have come to the football match.

(ผู้คนจำนวนมากได้มาดูการแข่งขันฟุตบอล)

  • A number of students are playing in the field.

(นักเรียนจำนวนมากกำลังเล่นในสนาม)

  • A number of cars are in the street.

(รถยนต์จำนวนมากอยู่บนถนน)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้