หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 273)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. During the exam, we are not permitted to talk, walk, or smoke.  In fact, the school authority won’t allow _____________ both inside and outside the exam room.

(ในระหว่างการสอบ  เราไม่ได้รับอนุญาตให้พูดคุย  เดิน  หรือ สูบบุหรี่  จริงๆ แล้ว  เจ้าหน้าที่ของโรงเรียนไม่อนุญาต ________________ ทั้งในและนอกห้องสอบ)

(a) to smoke

(b) smoke

(c) smoking    (การสูบบุหรี่)

(d) to smoking

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Allow”  จากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่ 

  • He said to his friend, “ ______________________________________”

(เขากล่าวกับเพื่อนของเขาว่า “ _____________________________________” )

(a) Are we allowed to smoking here?

(b) Is smoking allowed here?    (การสูบบุหรี่ได้รับอนุญาตที่นี่หรือเปล่า)  (หมายถึง  สูบบุหรี่ที่นี่ได้หรือไม่)

(c) Do they allow anyone smoking here?

(d) Are we allowed smoking here?

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Allow”  มีการใช้    รูปแบบ  คือ

                                1. Subject + Allow + Doing + Something  (Active voice)

               - They allow smoking here.

(พวกเขาอนุญาตการสูบบุหรี่ (ให้สูบบุหรี่ได้) ที่นี่)

              -  They don’t allow swimming in this river.

(พวกเขาไม่อนุญาตให้ว่ายน้ำในแม่น้ำนี้)

                                2. Verb + ing + is + (not) + Allowed  (Passive voice)

            -  Smoking is allowed here.

(การสูบบุหรี่ได้รับอนุญาตที่นี่)

           -  Swimming is not allowed in this river.

(การว่ายน้ำไม่ได้รับอนุญาตในแม่น้ำนี้)

                                ๓.  Subject + Allow + Someone + To + Verb 1 + Something  (Active voice)

            -  They allow me to smoke in this room.

(เขาอนุญาตให้ผมสูบบุหรี่ในห้องนี้)

             -  Her parents allowed her to go to the party.

(พ่อแม่ของเธออนุญาตให้เธอไปงานเลี้ยง)

                                ๔. Subject + Is (Was) + Allowed + to + Verb 1 + Something  (Passive voice)

             -  I am allowed to smoke in this room.

(ผมได้รับอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้)

             -  She was allowed to go to the party (by her parents).

(เธอได้รับอนุญาตให้ไปงานเลี้ยง  -  โดยพ่อแม่ของเธอ)

 

2. Bill is very thoughtful to his mother.  He always remembers ____________ to her every week.

(บิลเอาอกเอาใจ (หรือ คิดถึง-นึกถึง) แม่ของตนเป็นอย่างมาก  เขาจำได้เสมอ _______ (จดหมาย) ถึงเธอทุกสัปดาห์)

(a) he writes

(b) to write    (ที่จะเขียน)

(c) writing

(d) written

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Remember to write”  =  “จำได้ที่จะเขียน”  คือ  “ไม่ลืมที่จะเขียน”  ส่วน  “Remember writing”  =   “จำการเขียนได้”   คือเขียนเมื่อนานมากมาแล้วในอดีต  และยังคงจำได้ว่าเคยเขียน  (ในกรณีของประโยคข้างบน  ต้องการหมายความว่า  “จำได้ที่จะเขียน  หรือ  ไม่ลืมที่จะเขียน”  (Remember to write)  เนื่องจาก  บิลคิดถึงแม่  หรือ  เอาอกเอาใจแม่มาก)  ดูคำกริยาที่ใช้โครงสร้างต่างกัน  แล้วมีความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่ 

  • Have you ever tried _________________________________________ snails?

(คุณเคยลอง __________________________________________ หอยทากหรือเปล่า)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of eating

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Try + Verb + ing” =  “ลอง...............”   ส่วน  “Try + to + Verb 1” =  “พยายาม.................”  ดูคำกริยาที่ตามด้วย  “Verb + ing” และ   “To + Verb 1”  แล้วความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

  • Thai people always ______________________ on their elders on Songkran Day.

(คนไทย _____________________________ ผู้อาวุโส-ผู้มีอายุมากกว่า  ในวันสงกรานต์)

(a) remember calling

(b) remember to call    (จำได้, ระลึกได้ (เสมอ) ที่จะไปเยี่ยมเยียน)

(c) remembered calling

(d) remembered to call

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง   (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงใช้ในรูป  “Present simple tense”  (Subject + Verb 1)   (ดังนั้น  จึงตัดข้อ  (c) และ  (d) ทิ้ง)  สำหรับข้อ   (b) หมายถึง  “จำได้-ระลึกได้  ที่จะไปเยี่ยม ผู้อาวุโส  ในวันสงกรานต์ ทุกๆ ปี”  มิได้ต้องการหมายถึงใน ข้อ  (a)  ที่ว่า   “ระลึกได้ถึงการไปเยี่ยม ฯ” คือ  ไปเยี่ยมมาแล้ว  และยังคงจำเหตุการณ์นั้นได้

                             ตัวอย่างที่  

  • Seeing the teacher, _______________________________________ at once.

(เห็นครู _____________________________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped    (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped    (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game    (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจากประธานของประโยค ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค (Seeing)  คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้ คือ  “They”  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”   (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)   มิใช่ข้อ  (d)  “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม”   ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop”  จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่  

  • Try ____________________________________________ water to your drink.

(ทดลอง ______________________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง  “ทดลอง,  ลอง”  จึงต้องตามด้วย “Gerund”(Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม” ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี  ๒ ความหมาย  และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

  • Don’t forget _____________________________________________ my letter !

(จงอย่าลืม ______________________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง” (คือ ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)  มิใช่  “ลืมการส่ง”   (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้ ต้องใช้  “Posting

                             ตัวอย่างที่  

  • Have you ever tried ________________________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง __________________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อ  “Try”  หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้ คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1” (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”   จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                               ตัวอย่างที่  

  • Please don’t forget __________________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม ________________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1” = “ลืมที่จะ...........”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing” =  “ลืมการ.............” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว   แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง 

                             ตัวอย่างที่  

  • As soon as it stops __________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ____________________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ   “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”ส่วน   “Stop + To + Verb 1”  =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                              ตัวอย่างที่  

  • While we were walking in the park, she often stopped _____________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _______________ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                           ตัวอย่างที่  ๑๐

  • I remember that restaurant; we stopped there ___________ on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                             ตัวอย่างที่  ๑๑

  • How did the cat get into the house?  I remember ______________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ___________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting   (การจับ)

(d) putting away

ตอบ   -   ข้อ   (c)   (Remember + Verb + ing =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”  คือ  ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ) (ในข้อนี้  คือ  จำได้ว่าเอาแมวออกไปไว้ข้างนอกแล้ว  เมื่อคืนก่อน)   ส่วน   “Remember + To + Verb 1”=  “จำได้ (ไม่ลืม)   ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป   -   มีหลักไวยากรณ์ดังนี้   คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + Verb 1) และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”    แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ)  เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

3. I suggested __________________________________________ to a holiday camp.

(ผมแนะนำ ____________________________________________ ค่ายพักแรมวันหยุด)

(a) Mary that she should go    (ไม่ใช้โครงสร้างนี้)

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go    (ไม่ใช้โครงสร้างนี้)

 

4. I’d rather you __________________________________________ me what you think.

(ผมอยากให้คุณ _________________ ผมว่าคุณคิดอย่างไร)  (เกี่ยวกับเรื่องที่กำลังคุยกัน)

(a) tell

(b) told    (บอก)

(c) to tell

(d) will tell

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Would rather + (That) + Subject + Verb 2”  หรืออาจใช้  “I would like you to tell me………..”  (Subject + Would like + กรรม + To + Verb 1)  (ผมอยากให้คุณบอกผม...............)  ก็ได้

 

5. Aside from its use as an ornamental tree, the larch is valued for its hard, durable wood.

(นอกเหนือจากการใช้มันในฐานะต้นไม้สำหรับประดับประดา-ตกแต่ง  ต้นสนลาร์ชได้รับการประเมินค่าสำหรับไม้ที่แข็งและ    ทนทาน-ใช้ทน    ของมัน)

(a) fragrant    (มีกลิ่นหอม)

(b) sturdy    (ทนทาน, แข็งแรง, แข็งแกร่ง, มั่นคง, เหนียว)

(c) thick    (หนา)

(d) resinous    (ประกอบด้วยเรซิน, ซึ่งเป็นยางไม้หรือยางสน)

 

6. The discovery of the great East Texas oil field helped diminish the impact of the Depression. 

(การค้นพบลานน้ำมันอีสต์เท็กซัสขนาดใหญ่ช่วย    ลด-ทำให้น้อยลง-ลดลง-เล็กลง      ผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในช่วงทศวรรษ  ๑๙๓๐)  (หมายถึงในอเมริกา)

(a) resist    (ต้านทาน, ต่อต้าน, สกัดกั้น, ขัดขืน, ขัดขวาง)

(b) lessen    (ทำให้น้อยลง, ทำให้ลดลง)

(c) conceal    (ปิดบัง, ซ่อนเร้น)

(d) halt    (หยุด, ชะงัก, ทำให้หยุด)

 

7. Although there is considerable literature on theories of olfaction, there are insufficient grounds for accepting one theory over another.

(แม้ว่าจะมีวรรณกรรม (ตำรับตำรา)    มากมาย-ค่อนข้างใหญ่-ค่อนข้างมาก-น่าพิจารณา        เกี่ยวกับทฤษฎีที่ว่าด้วยกลิ่น  ยังไม่มีเหตุผลสนับสนุนหรือหลักฐานอ้างอิงอย่างเพียงพอ  สำหรับการยอมรับว่าทฤษฎีหนึ่งน่าเชื่อถือกว่าอีกทฤษฎีหนึ่ง)

(a) convincing    (น่าเชื่อ)

(b) current    (ปัจจุบัน)

(c) authoritative    (เผด็จการ, ซึ่งมีอำนาจ, เชื่อถือได้, มีหลักฐานพิสูจน์ได้)

(d) extensive    (มากมาย, กว้าง, กว้างขวาง, ครอบคลุม, แพร่หลาย, ถ้วนทั่ว)

 

8. ___________________________ she need my help again, just tell her to give me a ring.

(____________ เธอต้องการความช่วยเหลือจากผมอีก  เพียงแต่บอกให้เธอโทรศัพท์มาหาผม)

(a) If     (ถ้า)

(b) Should    (ถ้า)

(c) Were

(d) Supposing    (ถ้า)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ตามโครงสร้าง  “Should + Subject + Verb 1”  หรืออาจใช้    {If (Supposing) she needs my help………….} ก็ได้

 

9. Do you mind if I ______________________________________________ the window?

(คุณจะรังเกียจไหม  ถ้าผม _________________________________________ หน้าต่าง)

(a) open    (เปิด)

(b) opened

(c) will open

(d) opening

ตอบ   -   ข้อ    (a)   หรืออาจใช้โครงสร้าง  “Would you mind if I opened……………....”  (Would you mind + If + Subject + Verb 2)   ซึ่งมีความหมายเหมือนกัน

 

10. I saw the travel agency give him a lot of information.  He later told me that some of it was useful but ____________________ wasn’t.

(ผมเห็นสำนักงานท่องเที่ยวให้ข้อมูล-ข่าวสารแก่เขามากมาย  (และ)  ต่อมาเขาบอกผมว่า  ข้อมูลบางส่วนมีประโยชน์  แต่ _______________________ ไม่มีประโยชน์)

(a) the remain

(b) another

(c) the rest    (ที่เหลือ, ส่วนที่เหลือ)

(d) the other one 

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “the remainder”  (ที่เหลือ, ส่วนที่เหลือ)  ก็ได้     

 

11. She travels a lot; ________________________, she went to Japan just last summer.

(เธอเดินทางมากมาย _________________________ เธอไปญี่ปุ่นเมื่อหน้าร้อนที่แล้วนี่เอง)

(a) furthermore    (ยิ่งกว่านั้น, นอกเหนือจากนั้น)

(b) for instance    (ตัวอย่างเช่น, ยกตัวอย่าง)

(c) however    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(d) provided that    (โดยมีเงื่อนไขว่า, ถ้า)

 

12. The chairman did not rule out the possibility of an agreement.

(ท่านประธานไม่    ตัดออกไป-ตัดประเด็น-ไม่พิจารณา    ความเป็นไปได้ของการตกลงกันหรือยินยอมกัน)

(a) promise    (สัญญา)

(b) reject    (ปฏิเสธ)

(c) forestall    (ป้องกัน, ขัดขวาง, ยับยั้ง, ชิงทำก่อน, ดักหน้า, ป้องกันการขายโดยวิธีต่างๆ เช่น กว้านซื้อทำให้ราคาสูงขึ้น)

(d) approve    (เห็นชอบ, เห็นด้วย, อนุมัติ)

 

13. There is a large area of swamp that will have to be cleared before construction can begin. 

(มีพื้นที่ขนาดใหญ่ของ    บึง-หนอง    ซึ่งจะต้องเคลียร์ให้เสร็จ  ก่อนที่การก่อสร้างจะสามารถเริ่มต้นได้)

(a) forest    (ป่าไม้)

(b) soft, wet land    (พื้นดินที่เปียกชื้นและอ่อนนุ่ม)

(c) dry, sandy soil    (ดินทรายที่แห้ง)

(d) prairie    (ทุ่งหญ้าแพรรี่)

 

14. He got nowhere with his plan to balance the budget.

(เขา    ไม่ประสบผลสำเร็จ-ไม่ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า    กับแผนการที่จะทำงบประมาณแบบสมดุล)  (คือ  ยังขาดทุนหรือใช้จ่ายเกินรายได้อยู่เหมือนเดิม)

(a) accomplished nothing    (ไม่ประสบผลสำเร็จ)

(b) succeeded completely    (ประสบความสำเร็จโดยสมบูรณ์)

(c) fooled no one    (ไม่ได้หลอกต้มใคร)

(d) became obsessed    (พะวงหรือหมกมุ่นอยู่กับ)

 

15. They have made a lot of progress ______________ the country became independent.

(พวกเขาได้ก้าวหน้าไปมาก _______________________________ ประเทศได้รับเอกราช)

(a) for

(b) since    (ตั้งแต่)

(c) before

(d) until

ตอบ   -   ข้อ   (b)   สำหรับ  “For” =  (เป็นเวลา)  (For + ความยาวของเวลา),  “Since” =  (ตั้งแต่),  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา  ซึ่งจะเป็นวลี  หรือ  ประโยค  ก็ได้),   เช่น  “Since this morning”  (ตั้งแต่เมื่อเช้านี้),  “Since last week”  (ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว),  “Since April”  (ตั้งแต่เดือนเมษายน),  “Since 10 a.m.”  (ตั้งแต่  ๑๐  โมงเช้า),  “Since the sun set”  (ตั้งแต่พระอาทิตย์ตก),  “Since they were in college”  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย),  “Since we were young”  (ตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก),  “Since she was born”  (ตั้งแต่เธอเกิด),   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

              -  She has lived here for 10 years.

(เธอได้อาศัยอยู่ที่นี่มา  ๑๐  ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

            -  The criminal has been put in jail for the rest of his life.

(เจ้าอาชญากรถูกจับใส่คุกตลอดเวลาที่เหลือของชีวิต)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่ในคุก)

              -  He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

              -  We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

              -  I have sent her only one letter since we departed.

(ผมส่งจดหมายให้เธอเพียงฉบับเดียว  ตั้งแต่ที่เราจากกัน)

              -  The climate has changed a great deal since 2000.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย  ตั้งแต่ปี ค.ศ.  ๒๐๐๐)  (จนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูด  ก็ยังเปลี่ยนแปลงอยู่)

              -  Crime has significantly increased since last year.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก  ตั้งแต่ปีที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังเพิ่มอยู่)

  •  The gate has been closed since the sun set.

(ประตูได้ถูกปิดตั้งแต่พระอาทิตย์ตก)  (ขณะที่พูดประโยคนี้  ประตูก็ยังปิดอยู่)

  • I have known them since we were in college.

(ผมรู้จักกับพวกเขา  ตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังรู้จักอยู่)

  • They have lived there since they were born.

(พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)  (หมายถึง  ขณะที่พูดประโยคนี้)

 

16. _______________________________________________, a brick fell on his head.

(______________________________________________,  อิฐก้อนหนึ่งหล่นใส่หัวเขา)

(a) Turning the corner

(b) Having turned the corner

(c) When he turned the corner    (เมื่อเขาเดินเลี้ยวที่หัวมุม  -  ตึก หรือถนน)

(d) Being turned the corner

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจากไม่สามารถใช้  ข้อ  (a) และ  (b)ได้  เนื่องจากอิฐมิได้เป็นผู้ทำกริยา  “เดินเลี้ยว”  อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการเลือกตอบ  ๒  ข้อดังกล่าว  จะต้องเปลี่ยนข้อความในประโยค  ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  (หน้าคอมม่าเป็นเพียงวลีที่ขยายประธาน “he”)  เป็น  “……………, he was hit on his head by a brick”  (“He”  เป็นผู้ทำกริยาเดินเลี้ยว  ซึ่งถูกต้องตามหลักไวยากรณ์)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่  

  • Searching in the library, I came ________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม __________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across = พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)  ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่  

  • While traveling through the Rocky Mountains, __________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  ________________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers   (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply   (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes   (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes     (นักเดินทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ) ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   การใช้วลี   “While traveling”  หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น  ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling”  (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์) เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ (a) และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ  (c)  ผิดความหมาย  เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”   ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes)

                             ตัวอย่างที่  

  • _____________________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(_______________________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering    (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)   เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                   ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย   “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง  เช่น

           -  Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

           -  Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

           -  Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา

“หวัง”)

                                   สำหรับ “Present participle” (Verb + ing)   ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                    สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่  ๓   (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่  

  • ___________________________________________ by the tiger, he ran away.

(________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (He) เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง  ๓  (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ  (Passive voice)

                            ตัวอย่างที่  

          - _____________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(____________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking   (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์(Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓  (แสดง “Passive voice)

 

17. A bad driver is one who drives without ______________________ thought for others.

(นักขับรถนิสัยเลวคือคนที่ขับรถ  โดยปราศจากการคิดคำนึง ____________ สำหรับผู้อื่น)

(a) the

(b) little

(c) not a

(d) any    (ใดๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูคำอธิบายการใช้   “Any”  (โดยเฉพาะในข้อ  ๑.๑)  จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่  

  •  We had hardly ________________________________________ rain last month.

(เราแทบไม่มีฝน __________________________________________ เลยเมื่อเดือนที่แล้ว)

(a) no

(b) some

(c) any    (ใดๆ)

(d) little

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ  คือ  ประโยคที่มี   “Hardly, Scarcely, Rarely, Seldom”   (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ)  หรือ  “Never”  (ไม่เคยเลย)   สำหรับการใช้   “Any”  มีหลักดังนี้  คือ

                                   ๑. ใช้แสดงจำนวนแทน   “Some”  ในประโยคคำถาม และปฏิเสธ  คือ ใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  “Any + Noun”    (นับได้ พหูพจน์)  หรือ   “Any + Noun”  (นับไม่ได้  เอกพจน์)   เช่น

               -  Are there any students in the classroom?

(มีนักเรียนอยู่ในห้องเรียนบ้างไหม)

              -  Is there any water in the well?

(มีน้ำอยู่ในบ่อบ้างไหม)

              -  There is not any furniture in the room.

(ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อยู่ในห้องเลย)

                                    และเมื่อใช้   “Any” เป็น   “Pronoun”  คือ อยู่ลอยๆ  (ไม่ต้องขยายนาม)   “Any”  จะแทนได้ทั้งนามนับได้ พหูพจน์  และนามนับไม่ได้  เอกพจน์  เช่น

           -  They wanted some rooms but there weren’t any.

(พวกเขาต้องการห้องพัก  แต่ไม่มีเลย)

         -   We wanted some water but there wasn’t any.

(พวกเราต้องการน้ำ  แต่ไม่มีเลย)

                                   อย่างไรก็ดี  สามารถใช้   “Any” ในประโยคบอกเล่าได้  ในกรณีต่อไปนี้

                                         ๑.๑ มีคำที่มีความหมาย  “ปฏิเสธ” อยู่ในประโยค  เช่น  “Seldom, Rarely, Hardly, Scarcely, Never, Without, Too”  เช่น

          -  They had hardly any money.

(พวกเขาแทบจะไม่มีเงินเลย)

          -  We could finish the project without any trouble.

(เราสามารถทำโครงการสำเร็จ  โดยปราศจากปัญหาใดๆ)

           -  She scarcely received any information from him.

(เธอแทบไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาเลย)

           -  It was too soon to say anything.

(มันเร็วเกินไปที่จะพูดอะไรออกมา)

           -  It is too dark to see anything.

(มันมืดเกินไปที่จะมองเห็นอะไรได้)

                                         ๑.๒ แสดงความสงสัยไม่แน่ใจ  เช่น

             -  I wonder whether there is anything you want to tell me.

(ผมสงสัยว่า มีสิ่งใดที่คุณต้องการบอกผมหรือไม่)

          -  She wondered whether anyone was there.

(เธอสงสัยว่า มีใครอยู่ที่นั่นหรือไม่)

                                          ๑.๓ แสดงเงื่อนไข

            -  If you find anything wrong, please let me know.

(ถ้าคุณพบสิ่งใดผิด  โปรดบอกให้ผมทราบ)

          -  If you have any problem, consult your parents.

(ถ้าคุณมีปัญหาใดๆ  จงปรึกษาพ่อแม่)

                                    ๒. ใช้ขยายนาม  ในความหมาย  “.............ใดก็ตาม”  (ในกรณีนี้  ไม่สามารถใช้  “Some” แทนได้)

            -  I will give this book to anyone who wants it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

          -  Anyone violating the rules will be punished.

(ใครก็ตามที่ละเมิดกฎระเบียบ  จะถูกลงโทษ)

          -  You may come any time you want.

(คุณจะมาเวลาใดก็ได้  ที่คุณต้องการ)

          -  Any student can answer this question.

(นักเรียนคนใดๆ  ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้)

                                    ๓. ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งส่วนใหญ่ขยาย  “Adjective”  หรือ   “Adverb” ขั้นกว่า  เช่น

          -  It won’t do any good.

(มันจะไม่ช่วยให้อะไรดีเลย)

        -  I couldn’t stand it any longer.

(ผมไม่สามารถทนมันได้ต่อไปอีกแล้ว)

        -  He doesn’t know any better.

(เขาไม่ได้รู้ดีกว่า  -  คุณหรือผมหรอก)

        -  Nobody in the village will be any wiser.

(ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ดีกว่านี้หรอก)

        -  I’m sorry to say that the patient isn’t any better.

(ผมเสียใจที่จะบอกว่า  คนป่วยอาการไม่ดีขึ้นเลย)

 

18. __________ the head-mistress, our final examination will begin on the first of next month. 

(_________________  อาจารย์ใหญ่หญิง  การสอบไล่ของเราจะเริ่มต้นในวันที่    เดือนหน้า)

(a) Owing to    (เนื่องมาจาก)

(b) According to    (สอดคล้องกับ,  ตามที่ (อาจารย์ใหญ่) กล่าวไว้)

(c) Following    (ภายหลังจาก)

(d) In case of    (ในกรณีของ)

 

19. When you want to send letters, you have to put ______________________ on them.

(เมื่อคุณต้องการส่งจดหมาย  คุณจำเป็นต้องติด __________________________ บนมัน)

(a) stamp

(b) the stamps

(c) the stamp

(d) stamps    (แสตมป์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Stamp”  เป็นนามนับได้  จึงอยู่ลอยๆ แบบในข้อ  (a)  ไม่ได้  และไม่ต้องนำด้วย  “The”   เนื่องจากไม่ได้ชี้เฉพาะเจาะจง  แต่เป็นแสตมป์ทั่วไป   สำหรับข้อนี้  อาจตอบ   “A stamp”  ก็ได้

 

20. About half the houses in this district _________________________ modern furniture.

(ประมาณบ้านครึ่งหนึ่งในบริเวณนี้ ___________________________ เฟอร์นิเจอร์ทันสมัย)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) there is

(d) there are

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Half + (of) + the + plural noun + plural verb (are, were, play, walk, etc.)”  เช่น  “Half of the students are boys.”  (ครึ่งหนึ่งของนักเรียนเป็นชาย)  หรือ  “Half of the children swim in the pool.”  (ครึ่งหนึ่งของเด็กว่ายน้ำในสระ)  ส่วน  “Half + (of) + singular noun  (นามนับไม่ได้  ซึ่งต้องเป็นเอกพจน์เสมอ) + singular verb (is, was, plays, eats, etc.”  เช่น  “Half of the furniture is sold.”  (ครึ่งหนึ่งของเฟอร์นิเจอร์ถูกขายไป)  หรือ  “Half of the information was not true.”  (ครึ่งหนึ่งของข้อมูล-ข่าวสาร  ไม่ถูกต้อง)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้