หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 271)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. ___________________ a man of action, he found it difficult to sit still for long periods.

( ___________________ คนที่ไม่อยู่นิ่ง (มีงานยุ่งเสมอ)  เขาพบว่ามันยากที่จะนั่งอยู่นิ่งๆ เป็นเวลานาน)  (คือ  ต้องหาอะไรทำอยู่เสมอ)

(a) Been

(b) Be

(c) Being    (เป็น)

(d) He is

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “He”  กริยาซึ่งนำหน้าวลี  ที่อยู่ตอนหน้าสุดของประโยค  จึงต้องอยู่ในรูป  “Present participle”  (Verb + ing)  (คือ   “Being”) ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ 

  • Searching in the library, I came _______________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม _________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across = พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่  

  •  While traveling through the Rocky Mountains, ________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  ______________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers   (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply   (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes   (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes   (นักเดิน ทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี   “While traveling” หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ  (a)  และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)   ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”   ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes) 

                             ตัวอย่างที่  

  • __________________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(____________________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering   (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)  

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                  ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย “Verb + ing” (Present participle)    ดังตัวอย่าง เช่น

           -  Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

           -  Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

           -  Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำ

กริยา “มอง”)

  •  Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                   สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                     สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่ ๓   (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่  

  • ___________________________________________ by the tiger, he ran away.

(_______________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen   (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง  ๓  (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                            ตัวอย่างที่  

          - ________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_______________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking   (ปรุง)

(c) Cooked   (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์(Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓  (แสดง “Passive voice)

 

2. At last all the delegates agreed __________________ a formula which would be acceptable to their respective governments.

{ในที่สุด  ผู้แทนฯ (ที่เข้าร่วมประชุม) ทุกคนเห็นพ้อง ____________________ หลักเกณฑ์ (สูตร) ซึ่งจะเป็นที่ยอมรับแก่แต่ละรัฐบาลของพวกเขา (ผู้แทน)}

(a) with

(b) for

(c) by

(d) on    (กับ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Agree + On  หรือ To”  ใช้กับ  “เห็นด้วยกับเรื่องต่างๆ”  ส่วน   “Agree + With”  =  “เห็นด้วยกับบุคคล”   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “On”  ได้แก่   on a rainy day”  (ในวันที่ฝนตก),   “on the rise”  (เพิ่มขึ้น)  -  “The oil prices are on the rise.”  (ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น),   “congratulate”  (แสดงความยินดี)  -  “I congratulate you on your success.”  (ผมขอแสดงความยินดีในความสำเร็จของคุณ), “put the blame on”  (ตำหนิ)  -  “When things go wrong, he puts the blame on somebody else.”  (เมื่อสิ่งต่างๆ เกิดผิดพลาดขึ้น  เขามักตำหนิผู้อื่น),  “put an emphasis on” (เน้นย้ำ หรือ มุ่งความสนใจในเรื่อง)  -  “The government puts an emphasis on the infrastructural development.”  (รัฐบาลมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน), “on request (เมื่อมีการร้องขอ)  -  “I will lend you my car on request.”  (ผมจะให้คุณยืมรถเมื่อมีการร้องขอ), on page 5” (ในหน้าที่ ๕)  -  “You can look for the answer on page 5.”  (คุณสามารถค้นหาคำตอบได้ในหน้าที่  ๕),Waste his time on(ใช้เวลาของเขาอย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ)  -  “He wasted his time on meddling with other people’s business.”  (เขาใช้เวลาอย่างสิ้นเปลืองไปกับการยุ่งกับเรื่องของคนอื่น), on business (ด้วยเรื่องธุรกิจ)  -  “He went to New York on business.”  (เขาไปนิวยอร์คด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on (ดำเนินต่อไป)  -  “They kept on working.”  (พวกเขาทำงานต่อไป), rely on (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย)  -  “I can rely on my close friend.”  (ผมสามารถไว้ใจเพื่อนสนิทของผม), depend on (upon) (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่)  -  “We can depend on our president for his strong leadership.”  (เราสามารถพึ่งพาท่านประธานาธิบดี  ในด้านความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของเขา), insist on (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง)  -  “She insisted on going to the party.”  (เธอยืนกรานจะไปงานเลี้ยงให้ได้), on the floor (บนพื้น), on a hill (บนเนินเขา), on the top shelf (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit (ในธนาคาร)  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐  ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่    คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world) (ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet? (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage. (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆ ที่ล้อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.   (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน), the posters on the walls (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen (รูปภาพบนจอ), on the ceiling (บนเพดาน), on the roof (บนหลังคา), on all fours (คลาน ๔ เท้า), get on a bus (ขึ้นรถเมล์), on a highway (บนทางหลวง), on the plane (บนเครื่องบิน), on foot (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback (บนหลังม้า), on a bicycle (โดยรถจักรยาน), on Monday (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage (บนเวที), on the phone (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์)  -  “Jim, you are wanted on the phone.”  (จิม  -  มีคุณต้องการพูดโทรศัพท์กับคุณ), on and on   (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด)  -  “The search was on and on for the missing boy.”  (การค้นหาดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุด  สำหรับเด็กที่หายไป), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ)  -  “She broke the glass on purpose.”  (เธอทำแก้วแตกโดยเจตนา), on the carpet (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)   I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย)  -  This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)  My cold was terrible, but I’m on the mend now (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว)  – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ   แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) –  John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first.  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป)  –  If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts.  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),   เป็นต้น

 

3. The manager is quite capable of keeping his staff members ______________ control.

(ผู้จัดการมีความสามารถอย่างมากในการทำให้พนักงานของตนอยู่ __________ การควบคุม)

(a) in

(b) under    (ภายใต้)

(c) inside

(d) outside

ตอบ   -   ข้อ   (b)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  ได้แก่    “under pressure”  (ภายใต้ความกดดัน)  -  “You can’t do a good job if you do it under pressure.”  (คุณทำงานไม่ได้ดี  ถ้าคุณทำมันภายใต้ความกดดัน),  “under repair”  (กำลังได้รับการซ่อมแซม)  -  “The bridge is under repair.”  (สะพานอยู่ในระหว่างการซ่อมแซม)“under his arm”  (หนีบอยู่ใต้รักแร้ของเขา), “in his hand”  (อยู่ในมือของเขา)  “under age”  (อายุน้อยเกินไป, ยังไม่โตพอ, ยังไม่บรรลุนิติภาวะ), “under arrest” (ถูกจับกุมโดยตำรวจ),  “under cover”  (ภายใต้กำบัง, อย่างซ่อนเร้น, อย่างปิดบังอำพราง)  - (The prisoners escaped under cover of darkness. – นักโทษหลบหนีไปภายใต้กำบังของความมืด  หรือ โดยซ่อนเร้นไปกับความมืด)  “under fire” (ถูกยิงหรือถูกโจมตี, ถูกโจมตีด้วยอาวุธปืนหรือคำพูด),  “under one’s breath” (ในแบบกระซิบ, ด้วยเสียงที่แผ่วเบา),  (I told Jim the news under my breath, but Tom overheard me.  –   ผมบอกข่าวแก่จิมด้วยเสียงที่แผ่วเบาหรือแบบกระซิบ  แต่ทอมแอบได้ยินผมพูด),  “under one’s nose  (= under the nose of)”   อยู่ในสายตา, เห็นอยู่ตำตา, ต่อหน้าต่อตา,  อยู่ในที่ที่สามารถมองเห็นหรือสังเกตเห็นได้ง่าย,  (The thief walked out of the museum with the painting, right under the nose of the guards.  –  เจ้าขโมยเดินออกไปจากพิพิธภัณฑ์พร้อมกับภาพวาด  ต่อหน้าต่อตา รปภ. เลยทีเดียว  -   โดยที่ รปภ. ไม่เห็น),  “under one’s wing”  (ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ หรือปกป้องคุ้มครองของ,   “under the circumstances   (= in the circumstances)”   (ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่, ในสภาวะปัจจุบัน, ตามที่สิ่งต่างๆเป็นอยู่),  “under the sun”  (บนโลกนี้, ในโลกนี้  -  ใช้เพื่อแสดงการเน้น),  (The President’s assassination shocked everyone under the sun.    การลอบสังหารท่านประธานาธิบดีทำให้ทั้งโลกตกตะลึง),  (Where under the sun could I have put my purse? – ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ที่ไหนบนโลกนี้),  “under the counter”  (แอบซื้อหรือขายกันอย่างลับๆ  –  เปรียบเหมือนใต้เคาน์เตอร์), (The liquor dealer was arrested for selling beer under the counter to teenagers.  –  คนขายสุราถูกตำรวจจับเพราะขายเบียร์ให้เด็กวัยรุ่นอย่างผิดกฎหมาย   -   คือลักลอบขาย),  “under the table”  (ใต้โต๊ะ),  “under the bench”  (ใต้ม้านั่ง),  “under the blanket”  (ใต้ผ้าห่ม หรือห่มผ้าห่ม),  “under the earth (the ground)”  (ใต้ดิน),  “under the sea”  (ใต้ทะเล),   “under difficult circumstances”  (ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก), “China under Chairman Mao”  (จีนภายใต้การปกครองของประธานเหมา),  “Vietnam under communist rule”  (เวียดนามภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์),  “under capitalism”  (ภายใต้ระบอบทุนนิยม),  “under repair” (กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม),  “under investigation” (กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน-สอบสวน),  “under construction”  (กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง),  “under discussion”  (กำลังอยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกัน), “under supervision”  (ภายใต้การกำกับดูแล)  “under cultivation” (กำลังอยู่ระหว่างการเพาะปลูก),  “under surveillance”  (อยู่ภายใต้การสอดส่องดูแล-สำรวจตรวจตรา),  “under attack”  (ถูกโจมตี),  “under guard” (ได้รับความคุ้มครอง),  “under suspicion” (ถูกระแวงสงสัย),  “under his influence”  (ภายใต้อิทธิพลของเขา),  “under the impression” (มีความประทับใจ),  “under the assumption”  (มีหรือภายใต้ข้อสมมติฐาน),  “under pressure”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความกดดัน),  “under stress” (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความเครียด),  “under immediate threat”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับการคุกคาม-อันตรายโดยตรง),  “under treatment”  (ได้รับการเยียวยารักษา),  (He is under treatment for an ulcer.)  –   (เขากำลังได้รับการเยียวยารักษาแผลพุพอง-เน่าเปื่อย),  “under his real name”   (เขียนหนังสือ) โดยใช้ชื่อจริง  -  มิได้ใช้นามแฝงหรือชื่อคนอื่น),  “land under cash crops”  (ที่ดินที่กำลังใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจ),  “He studied under Professor Thomas.”  (เขาเรียนภายใต้การสอนโดยอาจารย์โทมัส),  “John worked under his supervisor.” (จอห์นทำงานภายใต้การสอนหรือกำกับของผู้ควบคุมดูแลของเขา),  “I’ve got two clerks under me in my section.”  (ผมมีเสมียนเป็นลูกน้อง ๒ คนในแผนก),  “children under 12”  (เด็กอายุต่ำกว่า ๑๒),  “expenditure under $ 10 million”  (ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ๑๐ ล้านเหรียญ),   “under retirement age”  (อายุต่ำกว่าวัยเกษียณ  คือ ต่ำกว่า ๖๐ ปี)   เป็นต้น

 

4. Ham and eggs _____________________________________ his favorite breakfast.

(หมูแฮมและไข่ดาว ____________________________ อาหารเช้าที่โปรดปรานของเขา)

(a) has

(b) have

(c) is    (เป็น)

(d) are

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Ham and eggs”  ถือเป็นอาหารที่กินรวมกันเป็นสิ่งเดียว  (หรือคำนาม  ๒  ตัว เชื่อมด้วย  “And”   แต่ถือเป็นหน่วยเดียวกัน)  จึงถือเป็นคำเอกพจน์  และใช้กับกริยา  “Is” (Was)  สำหรับกลุ่มคำประเภทนี้  (เอกพจน์) ได้แก่  ชื่อหนังสือ  เงิน  เวลา  ระยะทาง  ชื่ออาหาร  และสุภาษิต  ถือเป็นหน่วยเดียว  จึงใช้กับกริยาเอกพจน์  เช่น

  • Bread and butter is snack for many people.

(ขนมปังทาเนยเป็นอาหารว่างสำหรับคนจำนวนมาก)

  • Whisky and soda is his favorite drink.

(วิสกี้ผสมโซดาเป็นเครื่องดื่มที่โปรดปรานของเขา)

  • Sixty miles is a long distance.

(หกสิบไมล์เป็นระยะทางไกล)

  • A hundred kilometers is a long way to walk in a day.

(ร้อยกิโลเมตรเป็นระยะทางไกลที่จะเดินภายใน  ๑  วัน)

  • Three thousand dollars a month is such a wonderful offer that I cannot refuse.

(เดือนละ  ๓,๐๐๐  ดอลลาร์  เป็นข้อเสนอที่วิเศษมาก  จนกระทั่งผมไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้)  (คือ  ยอมรับข้อเสนอเข้าทำงาน)

  • Five hundred pounds is a little money for her.

(๕๐๐  ปอนด์เป็นเงินเล็กน้อยสำหรับเธอ)

  • Three years is a long time to wait.

(๓  ปีเป็นเวลานานในการรอคอย)

  • Truth and honesty is the best policy.

(ความจริงและความซื่อสัตย์เป็นนโยบายที่ดีที่สุด)

  • Time and tide waits for no man.

(เวลาและกระแสน้ำไม่เคยคอยใคร)

  • Countries We Should Visit is a best seller this month.

(ประเทศที่เราควรไปเยือนเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุดเล่มหนึ่งในเดือนนี้)

 

5. He was able to mend the cup and saucer.

(เขาสามารถ    ซ่อมแซม-แก้ไข-ปะ-ปรับปรุง    ถ้วยและจานรอง)

(a) wash    (ซัก, ล้าง, สระ)

(b) decorate    (ประดับประดา, ตกแต่ง)

(c) repair    (ซ่อมแซม)

(d) mold    (หล่อ)

 

6. Cattle were initially the dominant commodity in India.

(วัวควายเป็นสินค้า  ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ-เด่น  (สินค้าซึ่งขายกันแพร่หลาย)    แต่ดั้งเดิม-เริ่มต้น-เริ่มแรก-ในตอนแรก    ในประเทศอินเดีย)

(a) undoubtedly    (อย่างไม่มีปัญหา,  อย่างไม่ต้องสงสัย)

(b) originally    (โดยดั้งเดิม, โดยมีมาแต่เดิม, ครั้งแรก)

(c) eventually    (ในที่สุด)

(d) apparently    (อย่างชัดเจน, อย่างเห็นได้ชัด)

 

7. National governments commonly employ tax increases to combat inflation.

(รัฐบาลแห่งชาติ    โดยธรรมดาสามัญ-โดยทั่วไป-โดยพร้อมกันหรือเหมือนกัน    จะใช้การเพิ่มภาษี  เพื่อต่อสู้กับเงินเฟ้อ)

(a) rarely    (ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่)

(b) inevitably    (อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้)

(c) reluctantly    (อย่างไม่เต็มใจ)

(d) frequently    (บ่อยๆ, บ่อยครั้ง)  (เป็นความหมายที่ใกล้เคียงกันกับ Commonly”)

 

8. Neither you nor Jack ____________________________________________ seriously.

(ไม่ทั้งคุณและแจ๊ค ___________ อย่างจริงจัง)  (คือ  ทั้งคุณและแจ๊คมิได้ศึกษาอย่างจริงจัง)

(a) study

(b) studies    (ศึกษา)

(c) be studying

(d) be studied

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ประธาน  ๒  ตัว  เชื่อมด้วย  “Or, Either…….or, Neither……nor, Not only……..but also”  ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                         ตัวอย่างที่ 

  • Neither I nor my sister _______________________________ going to the dance.

(ไม่ทั้งผมและน้องสาว _________________ ไปเต้นรำ)  (คือ ทั้งผมและน้องสาวไม่ไปเต้นรำ)

(a) is

(b) am

(c) are

(d) aren’t

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจาก ประธานประโยค  ๒  ตัว เชื่อมด้วย “Or, Either… …..or, Neither…….nor, Not only……..but also   ให้ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง เช่น

       -  You or I am to blame for the error.

(ไม่คุณก็ผมที่ควรถูกตำหนิสำหรับความผิดพลาด)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง คือ  “I”)

      -  When I came in, neither the radio nor the television was on.

(เมื่อผมเข้ามา  ทั้งวิทยุและทีวีมิได้เปิดอยู่)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง คือ “the television”)

        -  Neither you nor I was glad.

(ทั้งคุณและผมไม่ดีใจ)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง คือ “I”)

        -  Although we have been living in Thailand for 5 years, neither my husband nor I speak Thai fluently.

(แม้ว่าเราได้อยู่เมืองไทยมา ๕ ปีแล้ว  ทั้งสามีและฉันพูดไทยไม่คล่อง) (ใช้กริยาตาม “I”)

        -  Either excessive social obligations or just plain laziness has kept him from his work.

(ภาระทางสังคมที่มากเกินไป  หรือ เพียงแค่ความเกียจคร้านธรรมดา (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ที่ทำให้เขาไม่ทำงาน)  (ใช้กริยาตาม “plain laziness”)

 

9. _____________________________ on time, they would have seen the entire show.

( ______________________________ ตรงเวลา  พวกเขาคงจะได้เห็นการแสดงทั้งหมด)

(a) If had they arrived

(b) Should they arrive

(c) Have they arrived

(d) Had they arrived    (ถ้าพวกเขาได้มาถึง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  และเป็นแบบ  “ผกผัน”  (Inversion)  คือเหตุการณ์ในประโยคมิได้เกิดขึ้นจริง  แต่เกิดตรงกันข้าม  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “พวกเขามิได้มาถึงตรงเวลา  พวกเขาจึงมิได้เห็นการแสดงทั้งหมด”    ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                          ตัวอย่างที่ 

  • ____________ how boring this course was going to be, I wouldn’t have enrolled.

( _____________________ (ว่า) วิชานี้จะน่าเบื่ออย่างนี้  ผมคงไม่ลงทะเบียนเรียนหรอก)

(a) Had I known    (ถ้าผมได้รู้)  (ในอดีต)

(b) If had I known

(c) If I knew

(d) Did I know

ตอบ   -   ข้อ    (a)  เนื่องจากผันมาจาก  “If I had known”  ซึ่งเป็น  “If clause”แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์จริงๆ เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดจริงในประโยคข้างบน  คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าวิชานี้จะน่าเบื่อ  ผมเลยลงทะเบียนเรียนไป”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบนี้  จากประโยคข้างล่าง

                          ตัวอย่างที่ 

  • If the art dealer _______________ the money, he would have bought the painting.

(ถ้าพ่อค้าศิลปะ ___________________ เงิน  เขาก็คงจะได้ซื้อภาพวาดไปแล้ว)  (แต่ความจริงก็คือว่า  พ่อค้าไม่มีเงิน  เขาก็เลยไม่ได้ซื้อภาพวาด)

(a) has

(b) had had    (มี)

(c) had

(d) would have

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือการสมมติเรื่องในอดีตที่มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค 

                            ตัวอย่างที่ 

  • When I had arrived at the market last night, I found that it was not open.  If I _______________, I wouldn’t have bothered to drive over there.

(เมื่อผมไปถึงตลาดเมื่อคืนวาน  ผมพบว่ามันปิด  (ทั้งนี้)  ถ้าผม _____________________ ผมคงจะไม่ยุ่ง (เดือดร้อน) กับการขับรถไปที่นั่น)

(a) know

(b) known

(c) would know

(d) had known    (ได้รู้)  (ว่าตลาดปิดเมื่อคืน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต)  (เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค)  ทั้งนี้  ข้อความในประโยค  คือ  “ถ้าผมรู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืนวาน  ผมคงไม่ขับรถไปที่นั่น”  แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืน  ผมจึงขับรถไปที่นั่น” 

                           ตัวอย่างที่ 

  • Nancy ______________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ___________________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  If clause” แบบที่  ๓  ได้แก่

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลังการสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้ คืออนุประโยค  “If + Subject + Had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง  3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ   แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น   ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต  เช่น

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                    จะเห็นว่าใน  “If clause”  มี  “Had” 2  ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb  ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

สรุป   -   ใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)   จะเป็นรูป  “Past perfect” {Subject + Had + (not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Subject + Would (should, could, might) + (not) + Have + Verb 3}   จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้  ให้ได้

                                    นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had” มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(=Had he studied hard, he would………….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had**something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                         สรุป  -  ใน “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + had + (not) + V. 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect”  {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V. 3}   นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”   ได้ด้วย

 

10. The trouble _________ these plants is that they will not grow well in a tropical climate.

(ปัญหา ______________________ พืช-ต้นไม้เหล่านี้  ก็คือว่า  มันจะไม่เจริญเติบโตได้ดีในภูมิอากาศแบบเขตร้อน)

(a) of

(b) with    (กับ)

(c) around

(d) about

ตอบ   -   ข้อ   (b)  สำหรับวลีที่ใช้   “With”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                    คุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่  “pleased”  (ยินดี, พอใจ)  -  “She is pleased with her new workplace.”  (เธอพอใจ-ยินดีกับที่ทำงานแห่งใหม่),  “popular”  (เป็นที่นิยม) – “Holiday camps are popular with married couples with young children.”  (ค่ายพักแรมวันหยุดเป็นที่นิยมสำหรับคู่สามีภรรยาที่มีลูกเล็กๆ),  “satisfied”  (พอใจ)  -  “The company is satisfied with its employees’ performance.”  (บริษัทพึงพอใจกับการทำงานของพนักงาน),  “angry”  (โกรธ),  “busy”  (มีงานยุ่ง)  -  “She is busy preparing for her exam.”  (เธอยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวสอบ),  “familiar”  (คุ้นเคย)  -  “He is not familiar with his new neighbors.”  (เขาไม่คุ้นเคยกับเพื่อนบ้านใหม่),  “patient”  (อดทน)  -  “His parents are very patient with him.”  (พ่อแม่ของเขามีความอดทนกับเขามาก),  “friendly”  (เป็นมิตร)  -  “She is friendly with everyone she meets.”  (เธอเป็นมิตรกับทุกคนที่เธอพบเจอ),  “careful”  (ระมัดระวัง),  “content”  (พอใจ),  “identical”  (เหมือนกัน),  “annoyed”  (ขุ่นเคือง  -  เหตุการณ์, การกระทำ) (ถ้าขุ่นเคืองคน  ใช้  “At”-  “I was annoyed with his statement.”  (ผมขุ่นเคือง (โกรธ) คำพูดของเขา),  เป็นต้น

                                   กริยา (Verb) ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่   “charge”  (ฟ้องร้อง,  ดำเนินคดี),  compare  (เปรียบเทียบ)  -  “Compare this car with that one.”  (จงเปรียบเทียบรถยนต์คันนี้กับคันนั้น),  compete  (แข่งขัน),  “agree”  (ตกลง, เห็นพ้อง)  -  “I agree with you on this point.”  (ผมเห็นด้วยกับคุณในประเด็นนี้),  “disagree”  (ไม่เห็นด้วย),  “acquaint”  (ทำให้คุ้นเคย หรือเคยชิน)  -  You should acquaint yourself with your new job.”  (คุณควรทำตัวเองให้คุ้นเคยกับงานใหม่ของคุณ),  “begin”  (เริ่มต้น)  -  “I will begin my reading with the first chapter.”  (ผมจะเริ่มต้นการอ่านด้วยบทแรก),  “interfere”  (แทรกแซง, เข้าไปยุ่งเกี่ยว)  -  “We should not interfere with other people’s business.”  (เราไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับธุระของคนอื่น),  “quarrel”  (ทะเลาะ, วิวาท)  -  “Some people often quarrel with their neighbors.”  (คนบางคนทะเลาะกับเพื่อนบ้านบ่อยๆ),  “argue”  (โต้แย้ง, โต้เถียง),  “help”  (ช่วยเหลือ),  “supply”  (จัดหาให้),  “cooperate”  (ร่วมมือ)  -  “The suspect did not cooperate with the police.  (ผู้ต้องหาไม่ยอมร่วมมือกับตำรวจ),  “deal”  (เกี่ยวข้อง, รับมือ)  -  “I don’t want to deal with that man.”  (ผมไม่ต้องการติดต่อ-เกี่ยวข้องกับเจ้าหมอนั่น),  “contrast”  (ขัดแย้ง, ตรงข้าม, แตกต่างกันอย่างมาก)  -  “This type of machine contrasts sharply with that one.”  (เครื่องจักรชนิดนี้แตกต่างอย่างมากกับชนิดนั้น),  เป็นต้น

 

11. She intends to do _______________________________________________ herself.

(เธอตั้งใจที่จะ ______________________ ด้วยตัวของเธอเอง)  (คือ  ไม่ต้องให้ใครมาช่วย)

(a) type

(b) a typing

(c) typist

(d) types

(e) the typing    (“Do the typing”  =  พิมพ์)

 

12. Much air cargo includes items that spoil rapidly.

(สินค้า (ขนส่ง) ทางอากาศจำนวนมาก  รวมถึงสิ่งของซึ่ง    เสีย (เน่าเสีย)    อย่างรวดเร็ว)

(a) ripen    (ไร้-เพิ่น)  (สุก, ทำให้สุก, ทำให้สุกงอม, ทำให้เจริญเติบโตเต็มที่, ทำให้สมบูรณ์)

(b) depreciate    (ดิ-พรี้-ชี-เอท)  (ลดค่า, ลดราคา, ลดอำนาจซื้อของเงิน, หักค่าเสื่อม, พูดดูถูก)

(c) sell    (ขาย)

(d) go bad    (เน่า, เสีย)

 

13. In many cases, pollutants are put into the air faster than weather conditions can dispose of them. 

(ในหลายๆ กรณี  สิ่งที่ทำให้เกิดมลภาวะถูกใส่เข้าไปในอากาศ  เร็วกว่าที่สภาพอากาศจะสามารถ    กำจัด-จัดการ-โอน-ขายทิ้ง    มันได้)

(a) get rid of    (กำจัด, ทำให้หมดไป)

(b) make use of    (ใช้ประโยชน์, หาประโยชน์)

(c) absorb    (ดูดซับ, ดูดซึม, รับเอา (ความคิด, วิธีคิด) มา)

(d) disperse    (กระจาย, ทำให้กระจัดกระจาย, สลาย, ทำให้แพร่หลาย, หายไป, ทำให้หายไป, ไล่ไป)

 

14. The tunnel was so dark and clammy that we became frightened.

(อุโมงค์     มืดและเย็นชื้นมากจนกระทั่งพวกเราตกใจกลัว)

(a) long corridor    (ระเบียงหรือเฉลียงยาว)

(b) open ditch    (คูน้ำที่เปิดกว้าง)

(c) underground passageway    (ทางผ่าน (ทางคนเดินหรือรถวิ่ง) ใต้ดิน)

(d) center aisle    (ทางเดินตรงกลาง – ในโบสถ์หรือเครื่องบิน)

 

15. My uncle is going to plant a rosebush in his ________________________________.

(ลุงของผมจะปลูกพุ่มกุหลาบใน ______________________________________ ของเขา)

(a) garden flower

(b) garden of flower

(c) flower garden    (สวนดอกไม้)

(d) flowers garden

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “นามขยายนาม”  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่  

  • I’m tired of pictures in black and white.  I wish we had ___________________ television here in our country.  

(ผมเบื่อภาพยนตร์สีขาวดำ  ผมปรารถนาว่าเรามีโทรทัศน์ __________ ที่นี่  ในประเทศของเรา)

(a) coloured    (ถูกระบายสี หรือทาสี)

(b) colour    (สี)

(c) colouring

(d) colours

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Colour television”  เป็น  “นามประกอบ” (นามขยายนาม)  

                             ตัวอย่างที่  

A: Where do you go to buy your books?

(คุณไปที่ไหนเพื่อซื้อหนังสือของคุณ)

B: ________________________________________________________.

(a) To the bookstore     (ไปที่ร้านขายหนังสือ)

(b) To the books-store

(c) To the storebooks

(d) To the store book

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เป็น   “นามประกอบ”  (Compound noun)   แปลจากคำหลังย้อนมาคำหน้า  (ร้านขายหนังสือ หรือ ร้านหนังสือ) 

                          ตัวอย่างที่  

A: “Jim was late for two classes this morning.” 

(จิมเข้าห้องเรียนสาย  ๒  วิชา  เมื่อเช้านี้)

B: “He said that he forgot both of the ____________________________________.”

(เขาพูดว่า  เขาลืม ______________________________________ ทั้ง  ๒  หมายเลข)

(a) rooms number

(b) room number

(c) room’s numbers

(d) room numbers    (หมายเลขห้องเรียน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นนามประกอบ  (นามขยายนาม)   (Compound noun)   มักแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง

                              ตัวอย่างที่  

          - My father is working on a ___________________ plan for Northeastern Thailand.  

(พ่อของผมกำลังทำงานในเรื่องแผน _________ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย)

(a) develop    (พัฒนา)

(b) developed    (ที่พัฒนาแล้ว)

(c) developing    (กำลังพัฒนา)

(d) development    (การพัฒนา)

ตอบ    -    ข้อ    (d)    สำหรับข้อ  (b) และ  (c)  มักใช้ขยาย  “ประเทศ, เมือง, พื้นที่”  เช่น   “Developed countries”  (ประเทศที่พัฒนาแล้ว)   หรือ  “Developing countries”  (ประเทศที่กำลังพัฒนา)   ส่วน  “Development plan”  เป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  หรือ“นามประกอบ”  (Compound noun)

                              ตัวอย่างที่  

          - Thailand’s population _________________ is an average of 0.8 percent each year.

(______________________ ของประชากรประเทศไทย  คือ  โดยเฉลี่ย ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ ทุกปี)

(a) increases

(b) increase    (การเพิ่มขึ้น)

(c) to increase

(d) increased

ตอบ    –    ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม (Compound noun)หรือ  “นามประกอบ”  (Population increase)   ในกรณีนี้   คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์  คือไม่เติม  “s”   แต่มักจะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง ตัวอย่าง เช่น

   -  service buses   (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden  (s)  (สวนดอกไม้)

   -   wood house   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

    - business mind(จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)

    - heart disease treatment(การรักษาโรคหัวใจ)

 

16. _______________________________________ is an important quality in a teacher.

(____________________________________________ เป็นคุณสมบัติที่สำคัญในตัวครู)

(a) The patience

(b) A patience

(c) To patient    (“Patient” เมื่อเป็นคุณศัพท์ หมายถึง  “อดทน”  เมื่อเป็นคำนาม หมายถึง  “คนป่วย”)

(d) Patience    (ความอดทน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Patience”  เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่อาจนำหน้าด้วย   “A”  และไม่ใช้   “The”  ในกรณีนี้  เพราะเป็นการกล่าวถึง  “ความอดทน”  ทั่วๆ ไป  ไม่มีการชี้เฉพาะ   ว่าเป็นความอดทนของผู้ใด   หรือในการทำอะไร  สำหรับคำนามนับไม่ได้

(Uncountable noun)  อื่นๆ  ได้แก่  Gold  (ทอง),  Rice  (ข้าว),  Water  (น้ำ),  Glass  (กระจก),  Sand  (ทราย),  Wood  (ไม้),  Stone  (หิน),  Paper  (กระดาษ),  Air  (อากาศ),  Copper  (ทองแดง),  Ink  (หมึก),  Help  (ความช่วยเหลือ), Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร), Tin   (ดีบุก),Lead  (ตะกั่ว),  Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน),   Scenery  (ทิวทัศน์),  Damage  (ความเสียหาย),  Advice   (คำแนะนำ), Traffic  (การจราจร, ยวดยาน),  Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง),  Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน),  Luggage  (กระเป๋าเดินทาง),  Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้),  Education  (การศึกษา),  Goodness  (ความดี),  Wisdom  (ความฉลาด),  Progress (ความก้าวหน้า)Power  (อำนาจ),  News  (ข่าว),  Cloth  (ผ้า),  Soap  (สบู่),  Bread  (ขนมปัง),  Flour  (แป้ง),  Milk  (นม),  Tea  (ชา),  Coffee  (กาแฟ),  Silk  (ไหม),  Fruit  (ผลไม้),  Behavior  (พฤติกรรม)    เป็นต้น  

 

17. Please explain to me what this expression ______________________________.

(โปรดอธิบายให้ผมฟังหน่อยซิว่า  คำพูด (หรือ ลักษณะท่าทาง) นี้ _________________ ว่าอย่างไร  -  หรืออะไร)

(a) is meant

(b) means    (หมายความ)

(c) is the meaning

(d) meaning

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยคย่อย  “What this expression means”  ซึ่งอยู่ในรูปของ  “Noun clause”   ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา   “Explain”  (กรรมรอง คือ  “Me)

 

18. Margaret didn’t remember what I __________________________ her the day before.

(มาร์กาเร็ตจำไม่ได้ว่า  ผม _______________________________ อะไรแก่เธอเมื่อวันก่อน)

(a) would tell

(b) had told    (ได้บอก)

(c) had been told

(d) told

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Past perfect tense”  (Had told)  ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน  คู่กับ   “Past simple”  (Didn’t remember)  ซึ่งเกิดขึ้นทีหลัง    ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับ     “Tense”  นี้  จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่  

  • After the ice ____________________ for about three days, we could skate on it.

(หลังจากน้ำแข็ง ________________ เป็นเวลา  ๓  วัน  เราจึงสามารถเล่น สเก๊ต บนมันได้)

(a) was froze

(b) is froze

(c) had been froze

(d) had been frozen    (ถูกทำให้เย็นจัดจนกลายเป็นน้ำแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเหตุการณ์   “น้ำแข็งถูกทำให้เย็นจัดฯ”  เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์  “เราสามารถเล่นสเก๊ตฯ”  จึงต้องใช้รูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)   และในกรณีนี้ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  (Subject + Had +Been + Verb 3)  (ถูกทำให้เย็นจัดจนแข็ง)  ดูเพิ่มเติมการใช้ “Past perfect tense”  และ  “Past simple tense”  (Subject + Verb 2)  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

  • In his evidence the policeman said that the accused _________________ dismissed from his employment three weeks before.

(จากพยานหลักฐาน  ตำรวจกล่าวว่า  ผู้ถูกกล่าวหา __________________ ไล่ออกจากงาน  ๓  สัปดาห์ก่อนหน้านั้น)  (คือ ก่อนหน้าที่เขาจะก่ออาชญากรรม)

(a) has been

(b) had been   (ได้ถูก)

(c) was being

(d) is

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้โครงสร้าง   “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)   ในรูป  “Passive voice”  (Subject + Had + Been + Verb 3)   (สำหรับประโยคข้างบน  ผู้ถูกกล่าวหา “ถูกกระทำ” คือ ถูกไล่ออกจากงาน) 

                            ตัวอย่างที่       (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)

  • The front porch was (1) a common feature of (2) wooden houses that (3) had built in the U.S. (4) around 1900.

(ระเบียงหน้าบ้านเป็นลักษณะธรรมดา-สามัญของบ้านไม้  ซึ่งถูกสร้างขึ้นในสหรัฐฯ  ราวๆ ปี  ๑๙๐๐)  (หมายถึงในยุคนั้น  บ้านไม้ในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะมีระเบียงหน้าบ้าน)

ตอบ   -    ข้อ    แก้เป็น   “Had been built”  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป   “Passive voice”  ของ  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3) ซึ่งเมื่ออยู่ในรูปของ  “Passive voice”   จะมีโครงสร้าง  “Subject + Had + Been + Verb 3)

                             ตัวอย่างที่  

  • Cash awards were given to employees who __________________ suggestions to improve quality and raise production.

(รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงาน   ผู้ซึ่ง_____________________ คำแนะนำเพื่อปรับปรุงคุณภาพและยกระดับการผลิต)

(a) had offered    (ได้เสนอ)

(b) had been offered

(c) have offered

(d) are offering

หมายเหตุ    –    ตอบข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้รูป  “Past perfect tense”  (Had offered)  ควบคู่กับ  “Past simple tense” (Were givenในที่นี้อยู่ในรูป“Passive voice”)  กล่าวคือ   มีเหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้น  ๒  เหตุการณ์  (จบลงไปแล้วทั้งคู่)   เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน และจบลงก่อน   ใช้   “Past perfect” (Subject + Had + Verb 3)   ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  และจบทีหลัง   ใช้  “Past simple” (Subject + Verb 2)  ทั้งนี้   ในประโยคข้างบน   ข้อความ  “รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงาน”   เกิดขึ้นภายหลังข้อความ  “(พนักงาน)  ผู้ซึ่งเสนอคำแนะนำเพื่อปรับปรุง ............”  กล่าวคือ  “เสนอคำแนะนำ”   เกิดขึ้นก่อน   จึงใช้“Past perfect”  ส่วน  “มอบรางวัล  หรือรางวัลถูกมอบ”   เกิดขึ้นทีหลัง เพื่อเป็นการตอบแทน   จึงใช้   “Past simple”  ประโยคในลักษณะนี้   ส่วนใหญ่จะมีคำ  “Before” “After”  หรือ  “When”   ปรากฏอยู่ด้วย   ตัวอย่างประโยคลักษณะนี้   ได้แก่

  • Dang had learnt English before he went to England.

(แดงได้เรียนภาษาอังกฤษก่อนแล้ว  ก่อนที่เขาจะไปอังกฤษ)

(การเรียนเกิดก่อน ใช้ “Past perfect” การไปอังกฤษเกิดทีหลัง ใช้“Past simple”)

  • When I called on Jim, his sister told me that he had left home.

(เมื่อผมไปเยี่ยมจิม  น้องสาวของเขาบอกผมว่า  เขาได้ออกจากบ้านไปแล้ว)

(“ออกจากบ้าน”  เกิดก่อน  จึงใช้   “Past perfect”  “บอกผม”  เกิดทีหลัง  ใช้ “Past simple”)

  • We went out for a walk after we had eaten dinner.

(เราออกไปเดินเล่นหลังจากที่เราได้กินอาหารค่ำแล้ว)

(กินอาหารค่ำเกิดก่อน ใช้  “Past perfect”  ออกไปเดินเล่นเกิดทีหลัง ใช้  “Past simple”)

  • When we reached the theater, the movies had started.

(เมื่อเราไปถึงโรงหนัง  หนังได้เริ่มฉายไปแล้ว)

(ไปถึงโรงหนังเกิดทีหลัง ใช้  “Past simple”  หนังฉายเกิดขึ้นก่อน ใช้ “Past perfect”)

 

19. Customs are social and habits are _______________________________________.

(ขนบธรรมเนียมประเพณีเป็นเรื่องทางสังคม   และอุปนิสัยใจคอ  (เป็นเรื่อง) ____________.

(a) persons    (บุคคล)

(b) personalities    (บุคลิกภาพ)

(c) personal    (ส่วนตัว)

(d) personally

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด   และเป็นการใช้คำคุณศัพท์คู่กัน   คือ    “Social”  และ  “Personal

 

20. The fewer bags you take, ________________________ trouble you will have en route.

(ยิ่งคุณเอากระเป๋า (ติดตัว) ไปน้อยลง  คุณก็ยิ่งมีปัญหา _________________ ระหว่างทาง)

(a) the fewer    (น้อยลง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์  เช่น  “Cars, Houses”)

(b) the little

(c) the less    (น้อยลง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้  คือ  “Trouble”)

(d) the least    (น้อยที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “ยิ่ง................ก็ยิ่ง................”   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                        ตัวอย่างที่  

  •  I select the most difficult jobs for myself, because I find that the more a job challenges me, ____________________.

(ผมเลือกงานที่ยากที่สุดสำหรับตัวผม  เพราะว่าผมพบว่า   ยิ่งงานท้าทายผมมากขึ้น _________)

(a) I like it the most

(b) the more I am liking it

(c) I like it more

(d) the more I like it    (ผมก็ยิ่งชอบมันมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                           ตัวอย่างที่  

  •  On enough logical reasons, the fewer seeds, ___________________________.

(ตามเหตุผลที่เป็นไปตามหลักตรรกะอย่างเพียงพอ  ยิ่งเมล็ดน้อย __________________)

(a) the less plants grow

(b) the fewer plants    (ก็ยิ่งต้นไม้ (หรือพืช) น้อย)  (ความหมาย คือ  ยิ่งหว่านเมล็ดลงไปน้อย  ก็ยิ่งได้ต้นไม้น้อย)

(c) the less plants

(d) the plants the fewer

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Fewer” (น้อยกว่า)  มาจาก  “Few”  ต้องใช้กับคำนามนับได้ พหูพจน์   ส่วน  “Less” (น้อยกว่า)  มาจาก  “Little”   ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)    ในประโยคข้างบน   “Seeds”  และ  “Plants”   เป็นนามนับได้ พหูพจน์   จึงต้องตัด   ข้อ   (a)  และ  (c)   ทิ้งไป   สำหรับการเรียงโครงสร้าง  “ยิ่ง.......................  ก็ยิ่ง  .................”   ดูจากประโยคข้างล่าง 

                             ตัวอย่างที่  

  • The longer you stay here, __________________________________________.

(ยิ่งคุณพักอยู่ที่นี่นานยิ่งขึ้น  ______________________________________________)

(a) it will be better

(b) it will be the better

(c) the better will it be

(d) the better it will be    (มันก็ยิ่งดีมากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective  (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb” หรือ  แบบย่อๆ   เช่น

  • The sooner, the better.   (ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี)
  • The more, the merrier.   (ยิ่ง (คน) มาก  ก็ยิ่งสนุก)
  • The slower, the safer.   (ยิ่งช้า  ก็ยิ่งปลอดภัย)
  • The longer, the higher price.   (ยิ่งนานไป  ก็ยิ่งราคาสูงขึ้น)

                           ตัวอย่างที่  ๔

  • The older he grows, ___________________________________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ _______________________________________________ )

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher   (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish   (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                            ตัวอย่างที่       (จงเลือกข้อที่ผิดไวยากรณ์จากข้อ  ๑ – ๔)

            - Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.  

(บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น  “worse”  (มาจาก  “bad  worse  worst” – แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)  เนื่องจากมาจากรูป  “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง................”   โดยมีโครงสร้าง  คือ   (The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, The + Adjective (ขั้นกว่า) + Subject + Verb)   เช่น

                -  The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)

               -  The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

               -  The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

               -  The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

               -  The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

               -  The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

  •  The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

  • The more money we gave them, the more (money) they wanted from us. 

(ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

  • The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

  • The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้