หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 269)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. It is very rude to __________________________ when someone else is talking.

(มันหยาบคายมากที่จะ ________________________ เมื่อใครบางคนกำลังสนทนา)

(a) break away    (ปลีกตัวจาก, ตีจาก, หนี)

(b) break on

(c) break in    (พูดสอด, ขัดจังหวะ)

(d) break off    (ตัดสัมพันธ์, หยุด, เพิกถอน)

 

2. Please _________________________________ the radio so that it’s not too loud.

(โปรด __________________________________ วิทยุ  เพื่อว่าเสียงจะได้ไม่ดังเกินไป)

(a) turn on    {เปิด (วิทยุ, ทีวี, เครื่องปรับอากาศ,ไฟ)}

(b) turn off     {ปิด (วิทยุ, ทีวี, เครื่องปรับอากาศ,ไฟ)}     

(c) turn up    {เปิด (วิทยุ, ทีวี) ให้เสียงดังขึ้น}

(d) turn down    {หรี่ (วิทยุ, ทีวี) ให้เสียงเบาลง}

 

3. The limousine ____________ when we had covered only 20 miles of the long journey.

(รถลิมมูซีน _________________ เมื่อเราเดินทางได้เพียง  ๒๐  ไมล์  ของการเดินทางไกล)

(a) broke up    (หักเป็นชิ้นๆ, แยกกันอยู่, แตกคอกัน)

(b) broke down    {(เครื่องจักร-เครื่องยนต์) ชำรุด, ขัดข้อง, เสีย, สุขภาพทรุดโทรม, ประสาทเสีย, จำแนกแยกแยะ, ชี้แจงรายละเอียด}

(c) broke off    (ตัดสัมพันธ์, หยุด, เพิกถอน)

(d) broke away    (ปลีกตัวจาก, ตีจาก, หนี)

 

4. It is getting late, so you _______________________________________________.

(มันกำลังสายแล้ว  ดังนั้น  คุณ ____________________________________________ )

(a) had better go    {ควรจะไป (ได้แล้ว)}

(b) have better go

(c) had better gone

(d) better go

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “Had better + Verb 1”  =    “ควรจะ..................”  ใช้กับประธานทุกตัว  (ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์)  และมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต

 

5. Bears tend to congregate during the mating season and then pair off and mate in seclusion. 

(หมีมีแนวโน้มที่จะ    มารวมกัน    ในระหว่างฤดูผสมพันธุ์  และต่อจากนั้นจะจับคู่และผสมพันธุ์กันโดยแยกตัวออกมาจากกลุ่ม – หรือในสถานที่ที่ห่างไกลจากกลุ่ม)

(a) roam    (ท่องเที่ยวไป, ตระเวนไป, พเนจร)

(b) hibernate    (จำศีล, ไม่ออกหากินในหน้าหนาว)

(c) gather    (รวมกัน, ชุมนุม)

(d) surpass    (เหนือกว่า, ดีกว่า, เลย, ล้ำ, เกิน, ข้าม, แซง)

 

6. Bats have made remarkable adaptations with regard to food sources.  (ค้างคาวได้ทำการปรับตัวที่    พิเศษ-น่าทึ่ง-น่าสังเกต-ยอดเยี่ยม    เกี่ยวกับแหล่งอาหาร)  (คือ  อาศัยอยู่ ณ ที่ใด  ก็สามารถหาอาหารกินจากที่นั้นๆ ได้)

(a) continual    (ต่อเนื่องกันไปแบบเดี๋ยวทำเดี๋ยวหยุด)

(b) fundamental    (ซึ่งเป็นพื้นฐานหรือรากฐาน)

(c) peculiar    (แปลก, ประหลาด, พิกล)

(d) extraordinary    (พิเศษ, ผิดธรรมดา, วิสามัญ)

 

7. Nineteenth-century movements to improve sanitation occurred simultaneously in several European countries.

(ขบวนการหรือการเคลื่อนไหวในศตวรรษที่  ๑๙  ที่จะปรับปรุงด้านสุขอนามัย  เกิดขึ้น  อย่างพร้อมๆ กัน    ในหลายๆประเทศในยุโรป)

(a) suddenly    (ในทันทีทันใด)

(b) spontaneously    (เป็นไปเอง, เกิดขึ้นเอง, เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ, โดยสัญชาตญาณ)

(c) gradually    (ทีละน้อย)

(d) concurrently    (อย่างพร้อมๆกัน, ในเวลาเดียวกัน)

 

8. He is __________________________________________________ than his brother.

(เขา _____________________________________________ พี่ชาย (น้องชาย) ของเขา)

(a) least popular    (เป็นที่นิยมชมชอบน้อยที่สุด)

(b) less popular    (เป็นที่นิยมชมชอบน้อยกว่า)

(c) popular

(d) popularer    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

 

9. My brother has gone to the city to look for _______________________________.

(น้องชายของผมได้เข้าไปในเมืองเพื่อหา _______________________________ ทำ)

(a) works

(b) some works

(c) a work

(d) work    (งาน)

ตอบ   -   ข้อ    (d)    เนื่องจาก  “Work”  เป็นนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)  สำหรับคำนามนับไม่ได้  ได้แก่   New  (ข่าว),  Patience  (ความอดทน),  Gold  (ทอง),  Rice  (ข้าว),  Water  (น้ำ),  Glass  (กระจก),  Sand  (ทราย),  Wood  (ไม้),  Stone  (หิน),  Paper  (กระดาษ),  Air  (อากาศ),  Copper  (ทองแดง),  Ink  (หมึก),  Help  (ความช่วยเหลือ), Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร), Tin   (ดีบุก),Lead  (ตะกั่ว),  Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน),   Scenery  (ทิวทัศน์),  Damage  (ความเสียหาย),  Advice   (คำแนะนำ), Traffic  (การจราจร, ยวดยาน),  Machinery  (เครื่องยนต์กลไก),  Evidence  (หลักฐาน),  Bread  (ขนมปัง),  Clothing  (เสื้อผ้า),  Work  (งาน),   Luggage   (กระเป๋าเดินทาง),  Baggage  (กระเป๋าเดินทาง),  Knowledge   (ความรู้),  Education  (การศึกษา),  Goodness  (ความดี),  Wisdom   (ความฉลาด),  Progress  (ความก้าวหน้า),  Power  (อำนาจ),  News  (ข่าว),  Cloth  (ผ้า),  Soap  (สบู่),  Bread  (ขนมปัง),  Flour  (แป้ง),  Milk  (นม),  Tea  (ชา),  Coffee  (กาแฟ),  Silk  (ไหม),  Fruit  (ผลไม้),  Behavior  (พฤติกรรม)   เป็นต้น   ซึ่งคำนามทุกคำข้างต้น  ใช้สรรพนามแทนด้วย  “It”

 

10. My mother gave me ________________________ when she told me to study hard.

(แม่ของผมให้ _____________________________ แก่ผม  เมื่อเธอบอกผมให้ขยันเรียน)

(a) some advices

(b) a good advice

(c) good advices

(d) good advice    (คำแนะนำที่ดี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Advice”  เป็นคำนามนับไม่ได้  ดูเพิ่มเติมคำนามนับไม่ได้ใน  ข้อ  ๙  ของข้อสอบชุดนี้

 

11. _____________ children are very bold; ________________ seem easily frightened.

(เด็ก ___________ กล้าหาญมาก  (แต่) ____________ ดูเหมือนว่าตกใจง่าย  -  หรือขี้กลัว)

(a) Some of __________ other

(b) Some of __________ the others

(c) Some ___________ others    (บางคน ........................  เด็กคนอื่นๆ)

(d) Some ___________ another

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Some”  ใช้คู่กับ  “Others”   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Others, Other, Another, The Other, The others”   จากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่ 

  • Some children are very bright; _________________________________ are not.

(เด็กๆ บางคนฉลาดมาก  (แต่) __________________________________ มิได้ฉลาดมาก)

(a) the other

(b) the others

(c) others    (เด็กคนอื่นๆ)

(d) another

ตอบ   -   ข้อ   (c) 

                             ตัวอย่างที่ 

  • The ancient Hopewell people of North America probably cultivated corn and __________ crops, but hunting and gathering were still of critical importance in their economy.

(ชาวโฮปเวลล์โบราณในทวีปอเมริกาเหนือ (อินเดียนแดงเผ่าหนึ่ง) อาจจะเพาะปลูกข้าว โพดและพืช _____________________ แต่การล่าสัตว์และเก็บของป่าก็ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในเศรษฐกิจของพวกเขา)

(a) another

(b) the others

(c) other    (อื่นๆ)

(d) other than

ตอบ   -   ข้อ   (c) 

                           ตัวอย่างที่ 

  •  I have ________________________________ wheel in the back of my car.

(ผมมีล้อ ____________________________________________ ในท้ายรถของผม)

(a) other

(b) others

(c) the other

(d) another    (อีกล้อหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Another”  ขยายนามเอกพจน์ นับได้  หมายถึง  “อีกคนหนึ่ง,  ตัวหนึ่ง  หรือสิ่งหนึ่ง” 

                           ตัวอย่างที่ 

  •  If you don’t want this pen, take ______________.   There are some left in the box.

(ถ้าคุณไม่ต้องการปากกาด้ามนี้   เอา _______ ไปก็ได้  มีปากกาจำนวนหนึ่งเหลืออยู่ในกล่อง)

(a) the other    (อีกด้ามหนึ่งที่เหลือ  จากทั้งหมด  ๒  ด้าม)

(b) others    (ด้ามอื่นๆ)  (เป็นพหูพจน์)

(c) another    (อีกด้ามหนึ่ง)  (เป็นเอกพจน์)

(d) one another    (ซึ่งกันและกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                          ตัวอย่างที่ 

  •  One of my English teachers is American, ________________________ is British.

(ครูภาษาอังกฤษคนหนึ่งของผมเป็นชาวอเมริกัน ____________________ เป็นชาวอังกฤษ)

(a) any

(b) other

(c) another    (อีกคนหนึ่ง)

(d) others    (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   “Another”  (อีกหนึ่ง)   ที่ไม่ชี้เฉพาะ + Noun   นับได้เอกพจน์  (ประโยคนี้แสดงว่า  “ผม”  มีครูภาษาอังกฤษหลายคน  คือ ไม่ต่ำกว่า  ๓  คน  ถ้ามีเพียง  ๓  คน  และต้องการจะกล่าวถึงคนที่  ๓  จะต้องใช้  “The other”  เนื่องจากหมายถึง   “คนสุดท้ายที่เหลือ”  ในบรรดา  ๓  คน)   ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

             -  We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก  ๑  สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

           -  She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก  ๑  ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

           -  He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก  ๑  คัน)

                                   อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก...................”

                -  They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

                -  We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

                 -  The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก  ๒  ปี)

                                  นอกจากนั้น  “Another”  มักใช้คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “(ไม่)..............ใดก็...............หนึ่ง”  เช่น

             -  We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

             -  Almost everyone has a headache at one time or another.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง)

                                  สำหรับการใช้  “One”  (คนหนึ่ง, ตัวหนึ่ง, สิ่งหนึ่ง)  และ “The other”  (อีกหนึ่ง  ในจำนวนสอง  หรือที่ชี้เฉพาะ)   ดูจากประโยคข้างล่าง

                          ตัวอย่างที่ 

  • The two really important things in life are a good bed and a fine pair of shoes.  When you’re not in one, you’re in ___________________.  (Norwegian proverb)

(สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง  ๒  อย่างในชีวิต  คือ  เตียงนอนที่ดีๆ ตัวหนึ่ง  และรองเท้าดีๆ คู่หนึ่ง  ทั้งนี้  เมื่อคุณไม่อยู่ในสิ่งหนึ่ง  คุณก็จะอยู่ใน __________________  (ในบรร ดาของ  ๒  สิ่ง คือ เตียง และ รองเท้า)  (สุภาษิตนอร์เว)

 (ความหมาย คือ  เตียงนอนดีๆ คือ ที่สำหรับพักผ่อนหลังจากการทำงานหาเลี้ยงชีพ  ส่วนรองเท้า คือ สิ่งที่คนเราจะต้องสวมใส่เวลาออกไปทำงานนอกบ้าน  เพราะฉะนั้น  ของ  ๒  สิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในทัศนะของคนนอร์เว  กล่าวคือ  คนเราถ้าไม่ทำงาน  (โดยใส่รองเท้าออกไปนอกบ้าน)  ก็พักผ่อน  (อยู่บนเตียง)  ชีวิตคน (นอร์เว) จึงวนเวียนอยู่กับของ  ๒  สิ่งนี้  เพราะคนนอร์เวไม่สนใจกับเรื่องสนุกสนาน  เนื่องจากชีวิตต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บตลอดทั้งปี  เพราะประเทศตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลก)

(a) the other   (อีกสิ่งหนึ่ง)

(b) the others

(c) others

(d) other

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเราใช้   “The other”  เพื่อชี้เฉพาะ  หรือบอกว่า  “อีกหนึ่งที่เหลือ  จากจำนวน  ๒  สิ่ง  ๒  คน  หรือ  ๒  ตัว”  {เมื่อใช้  “The other”  แบบลอยๆ  ถือเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)   แต่ถ้าใช้ขยายคำนาม  ถือเป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)} ดังประโยคข้างล่าง

         -  Hold it in your right hand, not the other.  (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ถือมันไว้ในมือขวาของคุณสิ  ไม่ใช่มือซ้าย)  (คนเรามี  ๒  มือ)

         -  Tim and Tom had told me that they would come to my party, but only Tim came, the other did not.   (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ทิมและทอมบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงของผม  แต่ทิมมาเพียงคนเดียว  อีกคนหนึ่งไม่มา)  (คือทอมไม่มา  -  ทอมคืออีกคนหนึ่งที่เหลือจาก  ๒  คน)

          -  One half of the world does not know how the other half lives.   (ใช้แบบ“Adjective”ขยายคำนาม “Half”)

{(ผู้คน) ครึ่งหนึ่งของโลกไม่รู้ว่า (ผู้คน) อีกครึ่งหนึ่ง (ของโลก) มีชีวิตอย่างไร}(หมายถึง  คนร่ำรวยในซีกโลกหนึ่ง  ไม่รู้ว่าคนยากจนในอีกซีกโลกหนึ่งมีชีวิตอย่างไร)  (โลกแบ่งออกเป็น  ๒  ซีก คือ ตะวันตกและตะวันออก  ประโยคข้างบนกล่าวถึงซีกโลกที่เหลือ  จากซีกที่ได้กล่าวไปแล้ว)

                                    กล่าวโดยสรุป  -  เมื่อทราบว่ามีของ  ๒  สิ่ง  คน  ๒  คน  สัตว์  ๒  ตัว  ใช้  “One” คู่กับ  “The other”   ดังประโยคข้างล่าง

             -  There are two boys in this room, one is big and the other is small.

(มีเด็ก  ๒  คนในห้องนี้  คนหนึ่งตัวใหญ่  อีกคนหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  คน) ตัวเล็ก)

             -  One cooks and the other cleans the house.

(คนหนึ่งปรุงอาหาร  และอีกคนทำความสะอาดบ้าน)  (ในบ้าน มีคนเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

            -  There are 2 sentences on the page.  One is the answer to the first question and the other is the answer to the second question.

(มี  ๒  ประโยคอยู่ในหน้าหนังสือนั้น  ประโยคหนึ่งเป็นคำตอบของคำถามแรก  และอีกประโยคหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  ประโยค) เป็นคำตอบของคำถามที่  ๒)

           -  First he stood on one foot, then he stood on the other.

(ในตอนแรก  เขายืนบนขาหนึ่งก่อน  และต่อมา  เขายืนบนขาอีกข้างหนึ่ง)  (คนมี  ๒  ขา)

           -  The twins look exactly alike, one can’t be distinguished from the other.

(ฝาแฝดคู่นั้นมีท่าทางเหมือนกันเป๊ะ  ไม่สามารถแยกความแตกต่างของคนหนึ่งจากอีกคนหนึ่งได้)  (แฝด  ๒  มีเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

           -  There are 2 seats left, I don’t want to sit near the door, so I guess I’ll have to take the other one.

(มีที่นั่งเหลืออยู่  ๒  ที่  ผมไม่ต้องการนั่ง (ที่นั่ง) ติดประตู  ดังนั้น  ผมคาดว่าผมจำเป็นต้องนั่งที่นั่งอีกตัวหนึ่ง  -  ที่เหลืออยู่)

                                  อย่างไรก็ตาม  เราใช้  “The other” กับ  สิ่ง (คน, สัตว์)  ที่เหลือเพียงสิ่งเดียว (เอกพจน์) สุดท้าย   จากของจำนวนมากเท่าใดก็ได้   (ไม่จำเป็นต้องจากของเพียง  ๒  สิ่ง)   เช่น

           -  Of these books, two are about space travel, how about the other?

(ในบรรดาหนังสือเหล่านี้    ๒ เล่มเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ  แล้วอีกเล่ม  (ที่เหลือเล่มสุดท้าย) เกี่ยวกับอะไร)  (หนังสือมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด  ๓  เล่ม)

            -  There are 10 cars in the showroom.  Two are black; three are red; four are white and the other is bronze.

(มีรถ  ๑๐  คันในโชว์รูม ๒ คันมีสีดำ  ๓ คันสีแดง  ๔ คันสีขาว  ส่วนคันที่เหลือสุดท้าย  สีบรอนซ์)  (มีรถทั้งหมด  ๑๐  คัน  บอกสีไปแล้ว  ๙  คัน  คันสุดท้ายสีบรอนซ์)

                                  สำหรับ  “The others”  ใช้บอกจำนวนที่เหลือสุดท้าย   (เป็นพหูพจน์  คือ  ตั้งแต่  ๒  คน  ๒ สิ่ง  หรือ  ๒ ตัว  ขึ้นไป)  จากจำนวนทั้งหมด  ซึ่งอย่างน้อยต้องมีจำนวน  ๓  หรือมากกว่า  (ต้องรู้จำนวนรวมที่แน่นอน  ว่ามีทั้งหมดเท่าใด)   เช่น  

            -  Here are 4 boxes, but I can carry only 2  -  please bring the others.

(นี่คือกล่อง  ๔  ใบ  แต่ผมแบกได้เพียง  ๒  ใบนะ  คุณกรุณาแบบอีก  ๒  ใบที่เหลือด้วย)

           -  There are 7 mangoes on the table; you can take 3 and I’ll take the others.

(มีมะม่วง  ๗  ลูกบนโต๊ะ  คุณเอาไป  ๓  ลูกก็ได้  ส่วนผมจะเอาที่เหลือไป)  (คืออีก  ๔  ลูกที่เหลือ)

 

12. Congress first authorized a Department of Education in 1867 to collect and disseminate information on education.

(สภาคองเกรสอนุญาตเป็นครั้งแรกให้กระทรวงศึกษาในปี  ๑๘๖๗  เก็บรวบรวมและ  เผยแพร่-แพร่กระจาย-ทำให้กระจัดกระจาย    ข้อมูลข่าวสารในด้านการศึกษา)

(a) publish    (ตีพิมพ์)

(b) record    (บันทึก)

(c) analyze    (วิเคราะห์)

(d) distribute    (เผยแพร่, แพร่กระจาย, แจก, แจกจ่าย, จำหน่าย)

 

13. Most of the effects of science are really beneficial to people.

(อิทธิพลหรือผลกระทบส่วนใหญ่ของวิทยาศาสตร์    เป็นประโยชน์    อย่างแท้จริงกับผู้คน)

(a) essential    (จำเป็น, สำคัญ, จะขาดเสียมิได้)

(b) conceivable    (นึกเห็นได้, พอจะนึกภาพออก, เป็นไปได้, พอที่จะคิดออก)

(c) advantageous    (มีประโยชน์, ได้ประโยชน์, ได้กำไร)

(d) detrimental    (ซึ่งเป็นผลเสียหรือผลร้าย, เป็นอันตราย, เป็นภัย)

 

14. The cat’s independent personality, grace, cleanliness, and subtle displays of affection have wide appeal. 

(บุคลิกที่เป็นอิสระ  ความสง่างาม  ความสะอาด  และการแสดง    ความรัก-ความชอบ  (ต่อเจ้าของมัน)    ที่ลึกลับ-เข้าใจยาก ของแมว  มีเสน่ห์หรือแรงดึงดูดใจอย่างกว้างขวาง)  (หมายถึง  เนื่องมา จากคุณสมบัติเหล่านั้นของแมว  ทำให้แมวมีเสน่ห์อย่างมาก  และคนอยากเลี้ยงมัน)

(a) devotion    (การอุทิศตัว)

(b) fondness    (ความรัก, ความชอบ, ความติดอกติดใจ, ความโง่งมงาย)

(c) instinct    (สัญชาตญาณ)

(d) passion    (อารมณ์, ความรู้สึกเร่าร้อน, ความกระตือรือร้น, ความใคร่, กิเลส, ตัณหา)

 

15. A long distance call is a call from _______________________________________.

(การโทรศัพท์ทางไกล  คือ  การโทรฯ จาก __________________________________ )

(a) one to the other

(b) one city to the other

(c) one to another

(d) one city to another    (เมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และตอบได้อีก  ๒  แบบ  คือ  “……..from city to city”   หรือ  “………..from one city to another city

 

16. _____________________________________________________, she is unhappy.

(______________________________________________________,  เธอไม่มีความสุข)

(a) However she is wealthy

(b) However wealthy she may be    (ไม่ว่าเธออาจจะร่ำรวยอย่างไรก็ตาม)

(c) However wealth she has

(d) However she has wealth

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “However + Adjective + Subject + Is (are, was, were), + Subject + Verb)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง   เปรียบเทียบกับ   “Whatever”

                           ตัวอย่างที่  

  • ____________________ the truth may have been, many Thai people concluded that the previous government was clearly to blame for the corruption and the police’s abuse of power.

{(ไม่ว่า) ความจริงจะเป็น ______________________ คนไทยจำนวนมากสรุปว่า  รัฐบาลชุดก่อนควรถูกตำหนิอย่างชัดเจนสำหรับการทุจริต  และการใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้องของตำรวจ}

(a) Whoever    (ใครก็ตาม)

(b) However    (อย่างไรก็ตาม)

(c) Whatever    (อะไรก็ตาม, อย่างไรก็ตาม)

(d) Whenever    (เมื่อไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูการใช้    “Whatever”  จากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่  

  • ____________________________________ you may say, I still think I am right.

(คุณอาจจะพูด __________________________________ ผมยังคงคิดว่าผมเป็นฝ่ายถูก)

(a) However   (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(b) Whatever   {ไม่ว่า (คุณอาจจะพูด) อะไรก็ตาม}

(c) Though   (ถึงแม้ว่า)

(d) As   (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Whatever”  และ  “However”  จากประโยคข้างล่าง

  • Whatever he may say, she doesn’t believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ตาม  เธอไม่เชื่อเขาเลย)

  • Whatever happens, keep calm.

(ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม  ให้นิ่งเข้าไว้  - หรือใจเย็นเข้าไว้)

  •  He volunteered to do whatever he could.

(เขารับอาสาทำ  อะไรก็ตามที่เขาสามารถทำได้)

  •  Bill had given up whatever hopes he may have had.

(บิลได้ยกเลิกความหวังอะไรก็ตาม  ที่เขาอาจจะเคยมี)

  •  I have to bring my family back whatever happens.

(ผมจำเป็นต้องนำครอบครัวกลับมา  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

  • Whatever you do, don’t take a trip to the Arctic.

(ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม  จงอย่าเดินทางไปอาร์คติก  - หรือขั้วโลกเหนือ)

  • He will never succeed however hard he may try.

(เขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ  ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างหนักอย่างไรก็ตาม)

  • However quickly they walked, they could not catch the bus.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเดินเร็วอย่างไรก็ตาม  พวกเขาไม่สามารถไปขึ้นรถได้ทัน)

  • However carefully she walked, she was hit by a car.

(ไม่ว่าเธอจะเดินอย่างระมัดระวังอย่างไรก็ตาม  เธอถูกรถชน)

  • He studied hard; however, he did not pass the exam.

(เขาขยันเรียน   อย่างไรก็ตาม (= แต่)  เขาสอบตก)

 

17. He takes great _____________________________________________ in astronomy. 

(เขามี _______________________________________ อย่างมากมายในวิชาดาราศาสตร์) 

(a) interested    (รู้สึกสนใจ)  (คุณศัพท์)

(b) interesting    (น่าสนใจ)  (คุณศัพท์)

(c) interest    (ความสนใจ)  (นาม)

(d) to interest    (ทำให้สนใจ)  (กริยา)

ตอบ    -    ข้อ   (c)    สังเกตได้จาก  หลังกริยา   “Take”   ต้องตามด้วยกรรม  ซึ่งต้องเป็นคำนามเท่านั้น

 

18. She’d _______________________________________________ to buy that dress.

(เธอ _____________________________________________ ซื้อเครื่องแต่งกายชุดนั้น)

(a) like    (“Would like =  อยากจะ, ชอบที่จะ)

(b) liked

(c) to like

(d) liking

ตอบ   -   ข้อ    (a)   “She’d” =  She would  มิใช่  “She had”  นอกจากนั้น  กริยา  “Like” (ชอบ)  ไม่นิยมใช้ในรูป    “Past perfect tense” (She had liked)  หรือ  “Present perfect tense” (She has liked)   จึงไม่เลือกข้อ (b)

 

19. I _____________________________________ half a year making this instrument.

(ผม __________________________________________ เวลาครึ่งปีทำอุปกรณ์ชิ้นนี้)

(a) took

(b) used    (ใช้  -  เครื่องไม้เครื่องมือ)

(c) spent    (ใช้)

(d) paid    (จ่ายเงิน, ชำระเงิน)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Spend + Time + Verb + ing”  ส่วน   “Take”  ใช้ในโครงสร้างดังนี้   “It took me half a year to make this instrument.” (It Takes (Took) + (Someone) + Time + To + Verb 1)   ดูการใช้  “Spend, Use”  จากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่  

  • Where are you going to _________________________________ your holidays?

(คุณกำลังจะไป _____________________________________ ในวันหยุดของคุณที่ไหน)

(a) use

(b) take

(c) spend    (ใช้เวลา)

(d) have

ตอบ   -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Spend + เวลา, เงิน + (Verb + ing)”  หรือ  “Spend + เงิน+ on + Noun”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

            -  We spend a lot of time reading in the library each day.

(เราใช้เวลามากมายอ่านหนังสือในห้องสมุดทุกวัน)

           -  He spent most of his time in the office.

(เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในสำนักงาน)

           -  She woke early, meaning to spend all day writing.

(เธอตื่นแต่เช้าตรู่  ต้องการใช้เวลาตลอดทั้งวันในการเขียน – นิยาย, ตำรา, บทความ)

           -  What a way to spend a weekend!

(มันช่างเป็นวิธีการที่วิเศษอะไรเช่นนี้  ในการใช้เวลาในวันหยุดสัปดาห์)

           -  We found a hotel where we could spend the night.

(เราพบโรงแรมซึ่งเราสามารถพักค้างคืนได้)

           -  I’ve spent all my life in this town.

(ผมใช้เวลาตลอดทั้งชีวิตในเมืองนี้)

           -  He spent a lot of effort organizing that trip.

(ผมใช้ความพยายามมากมายในการจัดการเดินทางครั้งนั้น)

           -  We always spend a lot of money on parties.

(เราใช้เงินมากมายเสมอกับงานเลี้ยง)

           -  Whenever I go there, I get the urge to spend.

(เมื่อใดก็ตามที่ผมไปที่นั่น  ผมมีแรงกระตุ้นให้ใช้จ่ายเงิน)

          -  The buildings need a lot of money spent on them.

(อาคารเหล่านี้ต้องการเงินมากมายเพื่อใช้จ่ายกับมัน  -  หมายถึงเพื่อการก่อสร้างหรือซ่อมแซม)

                                    สำหรับ  “Use”  เมื่อหมายถึง  “ใช้”   มีการใช้ในประโยคดังตัวอย่าง

  •  We use a knife to peel off the mangoes.

(เราใช้มีดปอกเปลือกมะม่วงเหล่านั้น)

  • He wants to use the phone.

(เขาต้องการใช้โทรศัพท์)

  • He walked over to a closet that he used for hanging up his clothes.

(เขาเดินไปที่ตู้ฝังเข้ากับข้างฝา ซึ่งเขาใช้แขวนเสื้อผ้า)

  • No violence was used.

(ไม่มีการใช้ความรุนแรง)

  • Can you actually use computers to diagnose illness?

(คุณสามารถใช้คอมพิวเตอร์เพื่อวิเคราะห์ความเจ็บป่วยได้จริงๆไหม)

  • The new machine is easy to use.

(เครื่องจักรอันใหม่ใช้งานได้ง่าย)

  • Who has used all my shampoo?

(ใครใช้ยาสระผมของผมเสียจนหมด)

  • Before the Second World War we used a negligible amount of oil.

(ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ เราใช้น้ำมันปริมาณน้อยมาก)

  • We have to use our initiative.

(เราจำเป็นต้องใช้ความคิดริเริ่ม)

  • He had got brains but would not use them.

(เขามีสมอง  แต่ไม่ยอมใช้มัน)

  • Efforts are being made to use these assets.

(กำลังมีความพยายามที่จะใช้ทรัพย์สิน-ของมีค่าเหล่านี้)

  • It was the perfume my wife had used.

(มันเป็นน้ำหอมที่ภรรยาของผมใช้)

  • A woman should be able to use her looks to her advantage.

(ผู้หญิงควรสามารถที่จะใช้รูปร่างหน้าตาของตนให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง)

 

20. You didn’t tell me how much __________________________________________.

(คุณมิได้บอกผมว่า _______________________________________________ เท่าใด)

(a) did this cost

(b) this cost    (สิ่งนี้มีราคา)

(c) money this costs

(d) this costed

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Cost”  เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “มีราคา”  กริยา  ๓  ช่อง  คือ   “Cost,  Cost,  Cost”  ดังนั้น  จึงไม่เลือก ข้อ   (d)  และเนื่องจากประโยคข้างบนเป็นเหตุการณ์ในอดีต  โดยสังเกตจากกริยาในประโยคใหญ่  (didn’t tell)  จึงต้องใช้กริยา  “Cost” ในประโยคย่อย  ในแบบ  “Noun clause”  (how much this cost)  ในรูปของ  “Past tense”  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  ดังนั้น  จึงไม่เลือก  ข้อ   (c)  และเลือกตอบข้อ  (b)  และเนื่องจากข้อความใน  “Noun clause” ต้องเรียงในรูปประโยคบอกเล่า  จึงไม่เลือก ข้อ   (a)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้