หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 268)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The customer complained about _______________________________ on his plate.

(ลูกค้าร้องเรียนเกี่ยวกับ _______________________________ บนจานอาหารของตน)

(a) a dirt

(b) dirt    (ความสกปรก)  (เป็นคำนามนับไม่ได้)

(c) dirts    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) dirty    (สกปรก)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   หลัง  “Preposition”  (About)  ต้องเป็นคำนาม

 

2. The mother looked __________________________________ at her naughty child.

(แม่มอง ____________________________________________ ที่ลูกผู้ซุกซนของเธอ)

(a) anger

(b) angry

(c) angrily    (อย่างโกรธเคือง)

(d) angered

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ขยายกริยา  “Look at”  (จ้องมอง)  จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  แต่ถ้า  “Look”  หมายความว่า  “มีอาการ, มีลักษณะ, มีท่าทาง”  จะต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   ดังประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่ 

  • Let us _____________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง ____________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่  

  •  I ___________________________________ about his ability to do the work.

(ผม ____________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่   “I have (a) doubt about………”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ......) และ  “I wonder about…………” (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ..........)  สำหรับกริยาตัวอื่นๆ  ที่ใช้แบบเดียวกับ   “Feel”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

  • Everything looks ______________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ _____________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า   “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์ (Adverb)

                             ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels _______________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก _________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)   มิใช่  “Adverb”  เช่น  Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                               ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells ________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น ____________________________________________ )

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Smell + Adjective”

                                ตัวอย่างที่      {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพนกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ    แก้เป็น   “awkward”  เนื่องจาก   “Seem + Adjective

                              ตัวอย่างที่ 

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed ________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _____________________ )

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry   (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า   “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”   คือช่วยเชื่อมระหว่าง  ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

            -  She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

           -  He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

           -  The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

           -  They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป   -    คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่  Be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  Become,  Seem  (ดูเหมือนว่า)Appear  (มีลักษณะท่าทาง)Feel  (รู้สึก)Get,  Grow,  Keep,  Look  (มีท่าทาง)Smell  (มีกลิ่น), Sound,  Taste  (มีรสชาติ)Turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ  เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)
  • She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

3. The weak often __________________________________________________ young.

(คนอ่อนแอมักจะ ______________________________________ เมื่ออายุยังน้อยอยู่บ่อยๆ)

(a) dies

(b) die    (ตาย)

(c) is dying

(d) are dying

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “The weak”  (คนอ่อนแอ)  ถือเป็นคำนามพหูพจน์  จึงต้องใช้กับกริยา  (Die)  ดูเพิ่มเติมคำนามประเภทนี้จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • ______________________ want to lose _______________________ money.

( _________________________ ต้องการสูญเสียเงิน ______________________)

(a) Wealth doesn’t __________ his    (“Wealth”  =  ความมั่งคั่ง, ความร่ำรวย)

(b) Wealthy men don’t __________ his

(c) The wealthy don’t __________ their    (คนร่ำรวยไม่ ______ ของตน)

(d) Wealthy man doesn’t __________ his

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “The wealthy”  ถือเป็นคำนามพหูพจน์  หมายถึง  “คนร่ำรวย”  ดังนั้น  จึงต้องใช้กับ  “Their)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์  แล้วกลายเป็นคำนามพหูพจน์  จากประโยคข้างล่าง

(หมายเหตุ   -   สำหรับข้อ    นี้  อาจตอบ  ข้อ  (b)  แต่ต้องแก้  “His”  เป็น  “Their” หรือตอบ  ข้อ   (d)  แต่ต้องแก้  “Wealthy man doesn’t”  เป็น  “A wealthy man doesn’t”  ก็ได้

                                ตัวอย่างที่ 

  • ______________________ can be trained to help _______________________.

(____________________ สามารถได้รับการฝึกฝนให้ช่วยเหลือ __________________ )

(a) The blind ____________ himself

(b) A blind ____________ himself

(c) The blind ____________ themselves    (คนตาบอด ................. ตนเอง)

(d) Blind _____________ themselves

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “The blind”  =  “คนจน”  ถือเป็นคำนามพหูพจน์  จึงต้องใช้กับ   Themselves”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมคำพหูพจน์ประเภทนี้  จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • The blind ______________________________________ unable to see anything.

(คนตาบอด ________________________________________ ไม่สามารถมองเห็นอะไรเลย)

(a) is

(b) are

(c) was

(d) were

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  เป็นการเอา   “The”  มานำหน้าคำคุณศัพท์  “blind”  ทำให้กลายเป็นคำนาม  หมายถึง   “คนตาบอด”   ซึ่งถือเป็นคำนามพหูพจน์  จึงต้องใช้กับกริยา  “Are” หรือ “Have”  ดังตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

        -  The rich are not always happy.

(คนรวยไม่ได้มีความสุขเสมอไป)

           -  The poor have no home to live in.

(คนจนไม่มีบ้านอาศัยอยู่)

          -  The deaf hear nothing.

(คนหูหนวกไม่ได้ยินอะไรเลย)

          -  In the old days the elderly were taken good care of.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับการเอาใจใส่เป็นอย่างดี)

                                  ดูเพิ่มเติมการใช้   “The” นำหน้าคำคุณศัพท์แล้วกลายเป็นคำนามพหูพจน์  จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่          จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)

  • The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ  ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ   –   ข้อ   ๓   แก้เป็น   “whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน)  และนำหน้าอนุประโยค  (whose purpose…………………..the needy)  สำหรับข้อ  ๔  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้   “The”นำหน้าคำคุณศัพท์ (sick และ needy) หมายถึงบุคคลประเภทนั้นๆ   (“คนป่วย” และ “คนยากคนจน”)  และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย  ต้องใช้กับกริยา   “are, were, have”   เช่น “the poor”  (คนจน)  “the rich” (คนรวย)  “the wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์)  “the brave”  (คนกล้าหาญ)  “the elderly” (คนสูงอายุ)  “the young” (คนหนุ่มสาว)  “the old”  (คนแก่)   นอกจากนั้น   “Verb + ing” (Present participle)  และ กริยาช่องที่ ๓  (Past participle)   ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง   แต่เมื่อนำหน้าด้วย  “The”  เช่น “the dying” (คนที่กำลังจะตาย)  หรือ  “the wounded”  (คนเจ็บ)  “the injured”  (คนเจ็บ)   ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน    และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   และใช้กับกริยา    “are, were, have”  เช่นกัน  ดังตัวอย่างประโยค

       -  The rich are not many in society.

(คนรวยมีไม่มากในสังคม)

       -  The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

       -  In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

         -  The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

         -  The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

         -  The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

 

4. The beginning of _______________________________ went back thousands of years.

(การเริ่มต้นของ ________________________________________ ย้อนหลังไปหลายพันปี)

(a) the astronomy

(b) astronomy    (วิชาดาราศาสตร์)

(c) an astronomy

(d) astronomies

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ซื่อวิชาไม่ต้องมี  “Article”  (A. An, The)  นำหน้า

 

5. The company staff’s confidence slowly dwindles as the deadline of project completion approaches. 

(ความเชื่อมั่นของพนักงานของบริษัท    ลดน้อยลง-เล็กลง-หด-ทรุดโทรม-เสื่อมโทรม-ทำให้เล็กลงหรือหดลง    อย่างช้าๆ  ในขณะที่เส้นตายของการสิ้นสุดโครงการใกล้เข้ามา)

(a) shifts    (เปลี่ยนแปลง)

(b) rises    (เพิ่มขึ้น)

(c) emerges    (โผล่ออกมา, ปรากฏออกมา)

(d) diminishes    (ลดลง-ค่อยๆ เล็กลง-ทำให้ลดลง)

 

6. Samuel Morse’s painting ability has been obscured by his other accomplishments. 

(ความสามารถในการวาดภาพระบายสีของ  แซมมวล  มอร์ส  ได้ถูก    บดบัง-ปิดบัง-ทำให้ด้อยลง-ซ่อนเร้น-ทำให้มืดมนหรือมืดมัว     โดยความสำเร็จด้านอื่นๆของเขา)  (คือ  ความสำเร็จทางด้านวิทยาศาสตร์)

(a) revealed    (เปิดเผย, แสดง)

(b) hidden    (ซ่อนเร้น, ปิดบัง, อำพราง)

(c) exposed    (แสดง, เปิดเผย, ผึ่งแดดหรือลม, นำมาสัมผัสกับ)

(d) popularized    (ทำให้เป็นที่นิยมกันทั่วไป, ทำให้เป็นที่รู้จักกันทั่วไป)

 

7. He tramped across the cream-colored carpet, leaving a trail of mud behind him. 

(เขา    เหยียบย่ำ-เดินเท้าเสียงดัง-เหยียบ-กระทืบ-พเนจร    ไปบนพรมสีครีม  โดยทิ้งรอย (รอยทาง, รอยเท้า) ที่เป็นโคลนไว้เบื้องหลัง)

(a) walked heavily    (เดินเท้าเสียงดัง, เดินเหยียบย่ำ)

(b) walked unsteadily    (เดินไม่มั่นคง, เดินสะเปะสะปะแบบคนเมา)

(c) skipped    (กระโดด, กระโดดข้าม, อ่านข้าม)

(d) limped    (เดินกระโผลกกระเผลก, เดินปวกเปียก, เดินขาเป๋)

 

8. The materials in the first store we went to are superior ______________________ these.

(วัสดุในร้านแรกที่เราไป (ซื้อ, ดู) เหนือกว่า-ดีกว่า _________________________ วัสดุเหล่านี้)

(a) than

(b) to

(c) beyond

(d) past

ตอบ   -   ข้อ    (b)   คำ  “Superior”  (เหนือกว่า, ดีกว่า),  “Inferior”  (เลวกว่า, ด้อยกว่า),  “Senior”  (อาวุโสมากกว่า),  “Junior”  (อาวุโสน้อยกว่า)  ต้องใช้กับ  “To”  มิใช่  “Than”  ในการเปรียบเทียบ  ซึ่งเป็นข้อยกเว้นจากทั่วๆ ไป

 

9. Walking in the evening is ________________________________ in the heat of the day.

(การเดินในตอนเย็น _______________________ ในท่ามกลางความร้อนของเวลากลางวัน)

(a) less tiring more than walking

(b) less tiring than walking    (เหนื่อยน้อยกว่าการเดิน)

(c) not tiring as walking

(d) so tiring than walk

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

 

10. The boy’s mistakes are __________________________________ than he realizes.

(ความผิดของเด็กคนนั้น ______________________________________ ที่เขาเข้าใจ)

(a) more serious much

(b) serious much more

(c) more much serious

(d) much more serious    (รุนแรงมากกว่า ...........(ที่เขาเข้าใจ).............. อย่างมาก)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ 

  • Today people who do manual work often receive _________________ than clerks.

(ปัจจุบัน  ผู้คนที่ทำงานโดยใช้มือทำ (ใช้แรงงาน)  มักจะได้รับ ____________ กว่าเสมียน)

(a) far a lot of money    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) far much money    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) far more money    (เงินมากกว่าอย่างมากมาย)  (คือ ได้เงินมากกว่าเสมียนมากมาย) 

(d) far a great deal of money    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่  

  • It is _______________________ to keep down your head while they are shooting.  

(มัน _______________________ ที่จะก้มหัวของคุณให้ต่ำ   ในขณะที่พวกเขากำลังยิงกัน)

(a) much the better

(b) much more better

(c) much better    (ดีกว่ากันอย่างมาก)

(d) more better

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

                               ตัวอย่างที่   

  • Literature played _______ important part in the lives of the leisured class in England.

(วรรณคดี-วรรณกรรมมีส่วนสำคัญ _____________________ ในชีวิตของชนชั้นที่มีเวลาว่าง (ชนชั้นกลาง) ในประเทศอังกฤษ  -  เมื่อเปรียบเทียบกับชนชั้นอื่นๆ)  (หมายถึง  เมื่อคนมีเวลาว่างจากการทำงาน  ก็มีเวลามาสนใจอ่านหนังสือประเภทวรรณคดี-วรรณกรรม)

(a) much more

(b) far more

(c) a much more    (มากกว่ากันอย่างมากมาย)

(d) much

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ระหว่างชนชั้นที่มีเวลาว่าง คือ ชนชั้นกลาง  กับชนชั้นอื่นๆ ในประเทศอังกฤษ  โดยละชนชั้นอื่นๆ  ไว้ในฐานที่เข้าใจ  (ไม่ได้เขียนลงไป)  และเนื่องจาก  “Important”  เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้  “More”  ขยาย  (สำคัญมากกว่า)  และเมื่อต้องการบอกว่า  “สำคัญมากกว่าอย่างมากมาย”  จึงต้องใช้  “Much”  หรือ  “Far”  ขยายหน้า  “Important”  นอกจากนั้น  “Part”  เป็นนามนับได้  เอกพจน์  จึงต้องนำหน้าด้วย   “A”   โดยใส่ไว้หน้า  “Much

                                ตัวอย่างที่  

  • Last night’s homework was hard, but this is _____ ______________ difficult.

(การบ้านของเมื่อคืนนี้ยาก  แต่ (การบ้าน) นี่  ยาก  __________________________)

(a) much more    (กว่ามากมาย)

(b) too much more

(c) too

(d) more too

ตอบ   -   ข้อ   (a)

                        ตัวอย่างที่  

  • It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, ________________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า  แย่กว่า ________ ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a) very

(b) so

(c) much    (มาก, มากมาย)  (หรืออาจใช้ “Far” ก็ได้)

(d) more

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

                                     ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “ร้อนกว่ามาก”“สวยกว่ามาก”  ให้ใช้  “Much”  หรือ   “Far”ขยาย   (ห้ามใช้ “Very”

                                 ตัวอย่างที่  

  • She looks much ________________________________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง ___________________________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี   “Than”  ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆ แล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต เช่น เมื่อวานนี้ หรือ สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ จะต้องใช้   “Very”  แทน “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”   ให้ใช้   “Much”  หรือ   “Far” เท่านั้น   (สำหรับความหมาย  “อย่างมาก”)   ห้ามใช้“Very

                       ตัวอย่างที่  

  • The scenery looks __________________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ _____________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant     (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน(อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”(Comparative degree)  ถ้าต้องการบอกว่า  “มากกว่าอย่างมากมาย” เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “หนาวกว่ามาก” ฯลฯ  สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”   ได้  ๒  คำ คือ  “Much”  หรือ   “Far”   ห้ามใช้  “Very”  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “Far more pleasant”  ก็ได้

                           ตัวอย่างอื่นๆ เช่น  “much bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “much older” (แก่กว่ามาก)  “far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “far colder” (หนาวกว่ามาก)“much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)  “far smaller” (เล็กกว่ามาก)  “far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “far more beautiful”   (สวยกว่ามาก)

                             ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”  “หนาวกว่านิดหน่อย”  “หนักกว่าเล็กน้อย”  “เบากว่าเล็กน้อย”  “แพงกว่านิดหน่อย”   “ยากกว่านิดหน่อย”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่  

  • I hope you will try _____________________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น __________________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เมื่อขยายการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”(Comparative degree)  เช่น  “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่าเพียง  “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้   “A little, A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger” (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder”  (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important”  (สำคัญกว่าเล็กน้อย)   เป็นต้น

 

11. I went to see my friend __________________________ at the airport yesterday.

(ผมไปส่งเพื่อนของผม _______________________________ ที่สนามบินเมื่อวานนี้)

(a) out

(b) off    (“See someone off”  =  “ไปส่ง)

(c) too

(d) about

 

12. Propaganda intended to demoralize enemy troops is part of psychological warfare.  

(การโฆษณาชวนเชื่อซึ่งถูกมุ่งหวังที่จะ    ทำให้เสียกำลังใจ-ทำให้ขวัญเสีย    แก่กองทหารฝ่ายศัตรู  เป็นส่วนหนึ่งของสงครามจิตวิทยา)

(a) dishearten    (ดิส-ฮ้าร์-เทิ่น)  (ทำให้หมดกำลังใจ, ทำให้ท้อใจ)

(b) intimidate    (ข่มขู่, ข่มขวัญ, ทำให้หวาดกลัว, ขู่, คุกคาม)

(c) persecute    (จองล้างจองผลาญ, ประหาร, ข่มเหง, รบกวน, ก่อกวน, แกล้ง)

(d) perplex    (ทำให้ฉงนสนเท่ห์, ทำให้งงงวย)

 

13. When the typewriter was introduced into business, it helped give women economic emancipation and opportunities for greater participation in the workforce. 

(เมื่อเครื่องพิมพ์ดีดถูกนำเข้ามาในธุรกิจ  มันช่วยให้ผู้หญิงมี    การปลดปล่อย-การปล่อยเป็นอิสระ-การปลดปล่อยหรือเลิกทาส    ทางเศรษฐกิจ  และโอกาสสำหรับการมีส่วนร่วมมากยิ่งขึ้นในด้านแรงงาน)

(a) freedom    (อิสรภาพ)

(b) stability    (ความมั่นคง, เสถียรภาพ)

(c) compensation    (การชดเชย, การตอบแทน, การเยียวยา, เงินชดเชย, ค่าตอบแทน)

(d) growth    (การเจริญเติบโต, การเพิ่มขึ้น)

 

14. The use of charms and talismans, still prevalent in modern times, is of ancient origin. 

(การใช้เครื่องรางเวทมนตร์คาถา  และของขลังผ้ายันต์  ซึ่งยังคง    มีอยู่ดาษดื่น-แพร่ หลาย    ในยุคสมัยใหม่   มีจุดกำเนิดมาจากสมัยโบราณ)

(a) popular    (เป็นที่นิยม)

(b) widespread    (แพร่หลาย, กว้างขวาง)

(c) noteworthy    (น่าสังเกต)

(d) acceptable    (สามารถยอมรับได้)

 

15. If he had not given me _________________________, I would not have succeeded.

(ถ้าเขามิได้ให้ _____________________ แก่ผม  ผมก็คงจะไม่ประสบความสำเร็จ)  (แต่เขาให้ฯ  ผมจึงประสบความสำเร็จ)

(a) an advice

(b) advices

(c) advice    (คำแนะนำ)

(d) the advices

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Advice”  เป็นนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  จึงต้องอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ   สำหรับนามนับไม่ได้อื่นๆ   เช่น    Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร),  Paper (กระดาษ),  Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ),  Furniture  (เครื่องเรือน),  Scenery  (ทิวทัศน์),  Damage  (ความเสียหาย),  Advice  (คำแนะนำ),  Traffic  (การจราจร, ยวดยาน),  Machinery   (เครื่องยนต์กลไก), Food  (อาหาร),  Evidence   (หลักฐาน),  Bread  (ขนมปัง),  Clothing  (เสื้อผ้า), Work   (งาน),  Luggage   (กระเป๋าเดินทาง),  Baggage   (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge   (ความรู้),  Progress  (ความก้าวหน้า),  Power  (อำนาจ),  News, Fruit,  Behavior   (พฤติกรรม)   เป็นต้น  

                                 อนึ่ง   เนื่องจากคำนามเหล่านี้นับไม่ได้   จึงไม่สามารถใช้กับ  “A, An”   ได้  ถ้าจะนับเป็นหน่วย   จะต้องใช้   สมุหนาม  (Collective noun)  คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน   ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ   เช่น

  - a kind of food   (อาหารชนิดหนึ่ง)

 - a piece of paper   (กระดาษ ๑ แผ่น)

 - a loaf of bread   (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

 - a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)

 - an item of news   (ข่าว ๑ หัวข้อ)

  - a kilo of fruit   (ผลไม้ ๑ กิโล)

  - a bunch of fruit   (ผลไม้ ๑ พวง)

  - a piece of luggage (baggage)   (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)

  - a subject of knowledge   (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

 

16. If you go there alone, you may be ______________________________________.

(ถ้าคุณไปที่นั่นตามลำพัง  คุณอาจจะ ______________________________________ )

(a) dangerous    (เป็นอันตราย)  (ต่อคนอื่น)

(b) danger    (ภัย, อันตราย)

(c) in danger    (เป็นอันตราย, ตกอยู่ในอันตราย)

(d) a danger man    (ต้องใช้  “a dangerous man” = บุคคลอันตราย)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับวลีที่ใช้   “In”  ได้แก่   “in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา), “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time  (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจังหวะ), “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สมบูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in writing” (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน),  “deep in water and mud” (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า)“sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area”  (ในพื้นที่)“in the garden”  (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล)“in the kitchen”  (ในครัว)“in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน),  “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ),  “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ),  “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ),  “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์), “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ)“in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ),   “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....)“make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ)“make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน),  “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม)“in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ),  “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน),  “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน),  “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย),  “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ  ๑ ใน ๕),  “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg” (ถูกยิงที่ขา), “in fashion” (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน),  “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)   เป็นต้น

 

17. Why didn’t you keep your promise?  I wish you ___________________________it.

(ทำไมคุณจึงไม่รักษาคำมั่นสัญญา  ผมปรารถนาว่าคุณ ______________________ มัน)

(a) kept

(b) would keep

(3) would have kept

(d) had kept    (ได้รักษาฯ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์  (รักษาคำมั่นสัญญา) ในอดีต  จึงใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Had + Verb 3”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่  

  • I wish I _____________________________________________ as he does.

(ผมปรารถนา (ว่า) ผม ___________________________________ เหมือนที่เขาเล่น)

(a) can play

(b) play

(c) could play    (สามารถเล่น)

(d) will play

ตอบ-   ข้อ   (c)   เนื่องจากอนุประโยค  (Subordinate clause)  ที่ตามหลัง  “Wish”  จะอยู่ในรูป  “Past subjunctive”   คือต้องอยู่ในรูป    “Past simple” หรือ   “Past perfect tense”  เท่านั้น

                              ตัวอย่างที่  

  •  Smith said, “I don’t speak English.”  His friend said, “I wish you ______________.”

(สมิธพูดว่า  “ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ”   (และ)  เพื่อนของเขาพูดว่า  “ผมปรารถนาว่า  คุณ  ___________________)

(a) speak

(b) do

(c) did    (พูด)  (“Did”แทน  “Speak”)  (ต้องอยู่ในรูป  “Past tense” เนื่องจากเป็น  “Past subjunctive”  คือเป็นกริยาใน  “Clause” ที่ตามหลัง “Wish”)

(d) can

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                               ตัวอย่างที่  

  • When I said that I wished I ___________________ Italian, she told me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม ___________________ ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  (Past subjunctive)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”   (ในข้อนี้ เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต   แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เรียน)

                             ตัวอย่างที่  

  • I wish I ____________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน _________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ  มิได้พบกับเธอ   ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ   )  จึงต้องใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3  )  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”   ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น 

  • He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง คือ ไม่ได้รับ)

                              ตัวอย่างที่  

  •  I wish you ____________________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _______________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been     (อยู่)

(d) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)  

                       ตัวอย่างที่  

  • I wish I ______________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม ______________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)แต่ในความเป็นจริงคือ   “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน”

                                ตัวอย่างที่  

  • I wish today ___________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ___________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were    (เป็น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่   “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”   (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)   จะต้องใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Verb”  แต่ That”   มักจะละไว้เสมอ   (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)  โดยมีหลัก คือ

                               ​   -  ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ Verb  เป็น  “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be”  ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว)

-  I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้  -  แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้มา)

-  She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

-  I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี  –  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-  I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  –  แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

-  They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้  –  แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

                                    -  ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้ Verb”  เป็น “Past perfect” (Had + verb 3)  เช่น

-  I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด  –  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-  She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว)  –  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-  He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว)  – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้  –  แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

                                      -  ถ้า  Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future) ให้ใช้  “Verb” เป็น“Would”  “Should”  “Could”  “Might”  ความหมาย คือ คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่น

-  I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

-  She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

-  They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า  –  แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                     อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง   “Wish + to + verb 1”   ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้    เช่น

-  They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

-  She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

-  He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

-  They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                                        สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ   “Wish +กรรม+ Noun”   มีความหมาย คือ    “ขออวยพรให้”   เช่น

-  She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

-  He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

-  I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

18. The baby was holding a box __________________________ a glass when I came in.

(เจ้าเด็กทารกกำลังถือกล่องซึ่ง _______ แก้วใบหนึ่ง  เมื่อผมเข้ามา  -  ในห้อง หรือ ในบ้าน) 

(a) which contain

(b) which it contained

(c) containing    (บรรจุ)

(d) contained

(e) that was contained

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (Adjective clause)  “…………. a box which (that) contained a glass…………”  ดูเพิ่มเติม  “Present participle”  (Verb + ing)   จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่  

  •  There is also a _________________ local interest in current Western fashions.

(มีความสนใจของท้องถิ่นที่ ___________________  ในเรื่องแฟชั่นตะวันตกในปัจจุบัน)

(a) grow

(b) grown

(c) growth

(d) growing    (เพิ่มมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Local interest”  (ความสนใจของท้องถิ่น)  ทำกริยา  “เพิ่มขึ้น”   ได้เอง  จึงต้องใช้  “growing” {Present participle (Verb + ing)  ซึ่งขยายหน้าหรือหลังคำนามใด  บอกให้รู้ว่านามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้น}

                                    สำหรับ “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge. 

(= Men who work are constructing…………………)

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(= Horses which (that) drank were seen…………)

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(= The mother took good care of her baby who slept (หรือ  was sleeping).

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(= The audience appreciated the good works of the team which (that) produced.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(= The people who work (หรือ  are working) in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(= The woman who walks (หรือ  is walking) across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(= The man who lives (หรือ is living) next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(= The children who play (หรือ  are playing) in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆ ที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

 

19. There is _____________________________________ demand for oil than rice.

(มีความต้องการน้ำมัน ____________________________________________ ข้าว)

(a) much

(b) much less    (น้อยกว่า........ (ข้าว)........... มาก)

(c) as much

(d) more or less the same

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

  •  It is ___________________ to keep down your head while they are shooting.  

(มัน _____________________ ที่จะก้มหัวของคุณให้ต่ำ   ในขณะที่พวกเขากำลังยิงกัน)

(a) much the better

(b) much more better

(c) much better   (ดีกว่ากันอย่างมาก)

(d) more better

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการเปรียบเทียบขั้นกว่า  (Comparative degree)

                              ตัวอย่างที่  

  • Literature played _________ important part in the lives of the leisured class in England.

(วรรณคดี-วรรณกรรมมีส่วนสำคัญ ___________________ ในชีวิตของชนชั้นที่มีเวลาว่าง (ชนชั้นกลาง) ในประเทศอังกฤษ  -  เมื่อเปรียบเทียบกับชนชั้นอื่นๆ)  (หมายถึง  เมื่อคนมีเวลาว่างจากการทำงาน  ก็มีเวลามาสนใจอ่านหนังสือประเภทวรรณคดี-วรรณ กรรม)

(a) much more

(b) far more

(c) a much more    (มากกว่ากันอย่างมากมาย)

(d) much

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ระหว่างชนชั้นที่มีเวลาว่าง  คือ ชนชั้นกลาง  กับชนชั้นอื่นๆ ในประเทศอังกฤษ  โดยละชนชั้นอื่นๆ  ไว้ในฐานที่เข้าใจ  (ไม่ได้เขียนลงไป)  และเนื่องจาก  “Important”   เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้   “More”  ขยาย  (สำคัญมากกว่า)  และเมื่อต้องการบอกว่า  “สำคัญมากกว่าอย่างมากมาย”   จึงต้องใช้   “Much”  หรือ  “Far”  ขยายหน้า  “Important

                                ตัวอย่างที่  

  • Last night’s homework was hard, but this is ______________________ difficult.

(การบ้านของเมื่อคืนนี้ยาก  แต่ (การบ้าน) นี่  ยาก  _____________________________)

(a) much more     (กว่ามากมาย)

(b) too much more

(c) too

(d) more too

ตอบ   -   ข้อ   (a)

                               ตัวอย่างที่  

  • It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, _________________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า  แย่กว่า _________ ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a) very

(b) so

(c) much    (มาก, มากมาย)   (หรืออาจใช้“Far”ก็ได้)

(d) more

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

                                 ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “ร้อนกว่ามาก”  “สวยกว่ามาก”   ให้ใช้    “Much”    และ   “Far”   ขยาย   (ห้ามใช้ “Very”

                                     ตัวอย่างที่  

  • She looks much ____________________________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง ________________________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier     (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than”  ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆ แล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น  เมื่อวานนี้  หรือ สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ   ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ  จะต้องใช้   “Very”  แทน  “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”   ให้ใช้   “Much”  และ  “Far” เท่านั้น    (สำหรับความหมาย  “อย่างมาก”)   ห้ามใช้   “Very

                                ตัวอย่างที่  

  • The scenery looks _________________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ____________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน  (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ   –    ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   ถ้าต้องการบอกว่า    “มากกว่าอย่างมากมาย”   เช่น   “ใหญ่กว่ามาก”   “เล็กกว่ามาก”   “หนาวกว่ามาก”  ฯลฯ  สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”   ได้  ๒  คำ คือ   “Much” และ “Far”  ห้ามใช้  “Very”  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “far more pleasant”  ก็ได้

                                   ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น   “Much  bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “Much older” (แก่กว่ามาก)  “Far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “Far colder” (หนาวกว่ามาก)“  Much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “Much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)  “Far smaller” (เล็กกว่ามาก)“Far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “Far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)

                                ในกรณีที่ต้องการบอกว่า   “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”   “หนาวกว่านิดหน่อย”   “หนักกว่าเล็กน้อย”   “เบากว่าเล็กน้อย”   “แพงกว่านิดหน่อย”   “ยากกว่านิดหน่อย”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่

  • I hope you will try __________________________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น _______________________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เมื่อขยายการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น   “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่าเพียง   “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้   “A little, A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger” (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder”  (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important”  (สำคัญกว่าเล็กน้อย)   เป็นต้น

 

20. He did not do very well in his last exam.  _________________ much better.

(เขาทำได้ไม่ดีนักในการสอบครั้งที่แล้ว ____________________ ดีกว่ากันมาก)

(a) He could have done     (เขาสามารถจะทำได้)

(b) He can have done

(c) He should do

(d) He will have done

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ต้องใช้โครงสร้างนี้  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีต   กล่าวคือ   “He could have done.”  =  “เขาสามารถทำได้”  ในการสอบ  ดีกว่าที่ทำได้จริงๆ เป็นอย่างมาก  ถ้าขยันอีกสักหน่อย  แต่ก็ไม่ขยัน  เลยทำให้ทำสอบได้ไม่ดี  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Would have gone”  (คงจะได้ไป  แต่ก็ไม่ได้ไป)   “Should have gone”  (ควรจะได้ไป  แต่ก็ไม่ได้ไป)   “Could have gone”  (สามารถจะไปได้  แต่ก็ไม่ได้ไป)   “Needn’t have gone”  (ไม่จำเป็นต้องได้ไป  แต่ก็ไปมาแล้ว)  จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

  •  I ____________________________________________ him the truth, but I did.

(ผม __________________________________________ ความจริงแก่เขา  แต่ผมก็บอก)

(a) needn’t tell

(b) needn’t to tell

(c) needn’t have told     (ไม่จำเป็นต้องได้บอก)  (คือบอกไปแล้ว  ทั้งๆไม่จำเป็น)

(d) needn’t have to tell

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Need not + Verb 1” = “ไม่จำเป็นต้อง...........”  ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบันและอนาคต   เช่น   “You need not clean the room.” (คุณไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดห้อง  -  ในขณะนี้ หรือในอนาคต)   แต่ถ้าหมายถึง   “ไม่จำเป็นต้อง...........ในอดีต”   (แต่ก็ได้ทำไปแล้ว)   ต้องใช้โครงสร้าง   “Need not have + Verb 3”  ดังประโยคข้างบน   ดูเปรียบเทียบกับ  “Should + have + verb 3”    (ควรจะได้ทำ.............ในอดีต  แต่ก็ไม่ได้ทำ)   หรือ   “Should + not + have + verb 3”   (ไม่ควรได้ทำ...........ในอดีต  แต่ก็ทำไปแล้ว)  จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

  • You lost all your money, didn’t you?  You ________________ that much on you.

(คุณสูญเงินหมดเลยใช่ไหม   คุณ ____________________ เงินติดตัวจำนวนมากเช่นนั้น)

(a) should carry    (ควรพกพา หรือถือ)

(b) did not carry    (ไม่พกพา หรือถือ)

(c) should have carried    (ควรได้พกพา หรือถือ)

(d) shouldn’t have carried     (ไม่ควรได้พกพา หรือถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “Shouldn’t + Have + Verb 3” = “ไม่ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ทำไปแล้ว”   ในประโยคข้างบน   “คุณสูญเงินไปหมดแล้ว”  ผู้พูดจึงบอกว่า  “คุณไม่ควรพกเงินไปมากเช่นนั้น”  แต่ก็ได้พกไปแล้ว  และสูญเงินจนหมด  ซึ่งอาจเกิดจากการถูกปล้น หรือถูกขโมย  สำหรับโครงสร้าง  “Should + Have + Verb 3”   (ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ไม่ได้ทำ)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างทั้ง  ๒  แบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่  

  • A: “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

  • B: “I know.  I shouldn’t ____________________________ so long at the library.”

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ___________________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

(a) have been staying

(b) have stayed    (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”   แต่ในความเป็นจริง  คือ   ได้อยู่  หรือ   ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน   ทำให้มาสายในการนัดหมาย   สำหรับ  “Should (= ought to) + have + Verb 3”  “ควรได้ทำ.......... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ  ดังประโยคข้างล่าง  

                              ตัวอย่างที่  

  • I’m very sorry.  I should ________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร ______________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ   -  ข้อ   (c)  “Should (ought to) + Verb 1” =“ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต”   (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก   ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  •  You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

  • He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

  • The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                            ตัวอย่างที่  ๕

  • You ought ________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ ___________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited     (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า   “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    เช่น ประโยคข้างบน    ซึ่งมีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)   ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3”    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

          -  I  ought to (= should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

          -  She ought to (= should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

           -  They ought to (= should) have visited their mother before she  died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                     จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3”   (จะต้องได้ทำไปแล้ว,  คงได้ทำลงไปแล้ว)   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่  ๖

  • What terrible coffee!  She _____________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว  (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ ___________________ มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน   เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว   โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”   ดังนั้น    “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดา   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             -  He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

            -  He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว (เป็นอดีต)  -  คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

             -  She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่   ไปแล้ว (เป็นอดีต)  -  เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้