หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 265)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. ___________________ Colonial period the great majority of Connecticut’s settlers came from England.

(____________________ ยุคอาณานิคม  ผู้ตั้งรกรากถิ่นฐานในรัฐคอนเน็คติกัทส่วนใหญ่  มาจากประเทศอังกฤษ)  (หมายถึง  ยุคที่สหรัฐฯ ยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ)

(a) Since

(b) The time

(c) During the    (ในระหว่าง)

(d) It was

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจาก  “During the Colonial period”  เป็น  “Adverbial phrase of time”  โดยมี  “The great majority”  เป็นประธานของประโยค  และมี  “Of Connecticut’s settlers”   เป็นส่วนขยายประธาน  มี  “Came”   เป็นกริยาของประโยค

 

2. The beaver chews down trees to get food and material ___________________ its home.

(ตัวบีเวอร์เคี้ยวต้นไม้ (เล็กๆ) ล้มลง  เพื่อให้ได้อาหารและวัสดุ ________________ บ้านของมัน)

(a) builds

(b) it can build

(c) that it builds

(d) with which to build    (ซึ่งใช้สร้างบ้าน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “To build its home with material”

 

3. Aerobic exercises create a _________________ oxygen in the body without seriously disrupting normal body functions.

(การออกกำลังโดยเต้นแอโรบิก  สร้าง _____________________ ออกซิเจนในร่างกาย  โดยมิได้ขัดขวางอย่างรุนแรงต่อการทำงานของร่างกายตามปกติ)

(a) demand

(b) demanding

(c) demand for    (ความต้องการสำหรับ)

(d) demanding of

 

4. _________________ invention of printing, people were able to produce large numbers of books and pictures.

(________________ การประดิษฐ์สิ่งตีพิมพ์  ผู้คนสามารถผลิตหนังสือและรูปภาพจำนวนมาก)

(a) Because the

(b) The

(c) It was the

(d) After the    (ภายหลัง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “After the invention of printing”   เป็น  “Adverbial phrase of time”   ทั้งนี้  ประโยคข้างบน  สามารถใช้อีกโครงสร้างหนึ่ง  คือ

  • It was after the invention of printing that people were able to produce large numbers of books and pictures.

(มันเป็นภายหลังการประดิษฐ์สิ่งตีพิมพ์  ที่ผู้คนสามารถผลิตหนังสือและรูปภาพจำนวนมาก)

 

5. Astronauts are subjected to the most rigorous training that has ever been devised for human beings.

(นักบินอวกาศมีภาระต้องได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มงวดที่สุด  ซึ่งได้ถูก    ประดิษฐ์-คิดค้น-สร้างขึ้นมา    (หมายถึงการฝึกฝน)  สำหรับมนุษยชาติ)

(a) invented    (ประดิษฐ์, คิดค้น, สร้าง)

(b) diagnosed    (วินิจฉัย, ตรวจโรค, วิเคราะห์)

(c) offered    (เสนอให้, หยิบยื่นให้)

(d) provided    (จัดหา, จัดให้)

 

6. Because it withstands the effects of high temperature, rhenium is a valuable ingredient in certain alloys. 

(เพราะว่ามัน    ทนทาน-ต้านทาน-สกัดกั้น-ต่อต้าน-อดทน-อดกลั้น    ต่อผลกระทบของอุณหภูมิที่สูง  แร่เรเนียมจึงเป็นองค์ประกอบ (ส่วนผสม) ในโลหะผสมบางชนิด)

(a) ameliorates    (ทำให้ดีขึ้น, ปรับปรุง)

(b) alleviates    (ทำให้บรรเทาลง, ทำให้ลดลง)

(c) resists    (ทนต่อ,ต่อต้าน,ต้านทาน,สกัดกั้น,ขัดขืน, ขัดขวาง)

(d) deteriorates    (เลวลง, แย่ลง)

 

7. The deluge of information generated in recent years has placed a new burden on education. 

(การท่วมท้น-การไหลทะลัก-น้ำท่วม-อุทกภัย    ของข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้  ได้ทำให้เกิดภาระใหม่ต่อการศึกษา)

(a) distortion    (การบิดเบือน)

(b) flood    (การท่วมท้น, การไหลบ่า, น้ำท่วม, อุทกภัย)

(c) quality    (คุณภาพ)

(d) drought    (ความแห้งแล้ง, ฤดูแล้ง, การขาดแคลนน้ำที่ยาวนาน, ความกระหายน้ำ)

 

8. Since Alaska attained statehood in 1959, ________ single party has dominated politics there.

(ตั้งแต่รัฐอลาสก้าได้บรรลุถึงความเป็นรัฐในปี  ๑๙๕๙ __________________ พรรคการเมืองเดียวโดดๆ ได้ครอบงำการเมืองที่นั่น)  (หมายถึง  ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากที่รัฐนี้  หรืออาจผลัดกันครองเสียงข้างมาก)

(a) none

(b) no    (ไม่มี)

(c) not

(d) never

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูการใช้  “No, Not, None”  จากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่ 

  • ______________ definite boundary exists between the Earth’s atmosphere and interplanetary space.

(____________________ มีขอบเขตที่แน่นอนระหว่างบรรยากาศของโลกและห้วงอวกาศระหว่างดาวเคราะห์)  (คือ  เวิ้งว้างโดยไม่มีขอบเขต  ต่างจากน่านฟ้าหรือน่านน้ำของประเทศต่างๆ ในโลก  ที่มีการกำหนดขอบเขตที่แน่นอน)

(a) Not

(b) No    (ไม่)

(c) None

(d) There is no

ตอบ   -   ข้อ    (b)   หรืออาจใช้โครงสร้าง  “There is no definite boundary between the ………………”   ก็ได้  ดูเพิ่มเติมการใช้  “No”  และ  “Not”  จากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่ 

  • An invertebrate is an animal with __________________________ spine.

(สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง  คือสัตว์ที่ __________________________ กระดูกสันหลัง)

(a) not

(b) no    (ไม่มี)

(c) none

(d) and no

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้  “No” นำหน้าคำนาม  (Spine)

                            ตัวอย่างที่ 

  • Some people take ____________________________ pride in their work.

(คนบางคน __________________________________ มีความภูมิใจในงานของตน)

(a) none

(b) no    (ไม่)

(c) not

(d) nothing

ตอบ   -   ข้อ   (b) 

                  ตัวอย่างที่ 

- I am very sorry that you have _________________________ good books to read.

(ผมเสียใจอย่างมากว่า  คุณ ________________________________ มีหนังสือดีๆอ่าน)

(a) some

(b) any

(c) no    (ไม่)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้าง แม้ไม่มาก)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากดูจากข้อความ   “ผมเสียใจอย่างมาก”  จึงควรบอกว่า  “ไม่มีหนังสือดีๆอ่าน” 

                   ตัวอย่างที่            จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

  1. Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.  

(ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี – หมายถึงผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี – ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี  ๑๙๓๓  เมื่อฟรานเซส  เพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน)

ตอบ  -  ข้อ      แก้เป็น  “No”  เนื่องจาก   “No”  ใช้นำหน้าคำนาม  (Woman)   ส่วน  “Not”  มักใช้วางไว้ข้างหน้า   “A, A, The, Any”  ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             - No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

            - No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

            - We saw no difference between them.  (= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

            - She has no book. (= She has no books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

            - He has not a book. (= He does not have a book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

            - They have not any books. (= They do not have any books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

            - No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้)  (ใช้  “No”  แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ  “Man”  ในที่นี้ หมายถึง  “บุคคล”)

            - No two men think alike.

(ไม่มีใคร (บุคคล)  ๒  คน  ที่คิดเหมือนกัน)  (แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ  -  Not”  อาจจะใช้กับคำนามได้  โดยหมายถึง  “ไม่ใช่”  แต่  “No + Noun”  =  ไม่มี  ดังตัวอย่าง

             - You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

             - No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

                                  ในกรณี  “No”  เป็น  “Adverb”  มีการใช้ดังนี้   คือ

  • He is no better yet.

(เขาอาการยังไม่ดีขึ้นเลย)

  • There were no fewer than 50 people at the party.

(มีคนไม่น้อยกว่า  ๕๐  คนที่งานเลี้ยง)

  • She went no further than the station.

(เธอไปไม่ไกลกว่าสถานี)  (คือ  ไปแค่สถานี)

                                 นอกจากนั้น  เรายังสามารถใช้  “Not”  กับ  “Infinitive with to”  และ  “Gerund” (Verb + ing) ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               - He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

             - You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

            - She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

            - They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

                                  ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป  “No + Verb + ing”  เช่น  “No Swimming” (ห้ามว่ายน้ำ)  “No Fishing” (ห้ามตกปลา)  “No Parking” (ห้ามจอดรถ)  “No Smoking” (ห้ามสูบบุหรี่)   “No entry”  (ห้ามเข้า)  เป็นต้น

                                  สำหรับตัวอย่างของ  “No” และ  “Not”   ในความหมายต่างๆ  ได้แก่

                    - No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

                - You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม)  (หมายถึง จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม  ก็เข้ามาไม่ได้)

               - He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

                 - She no longer loves him.  (= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

               - The two men no longer talk to each other.

(ชาย ๒ คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป  -  คือโกรธกัน)

               - The shore was no longer in sight.

(มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ไม่อยู่ในสายตา)  -  คือ เรือออกมาไกลมากแล้ว)

               - He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป  -  คือไล่เขาออก)

               - There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

                - Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

              - No doubt Susan is the smartest girl in her class.

(ไม่ต้องสงสัยเลย (แน่นอนทีเดียว) ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

              - Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย  -  อย่างแน่นอนเลย)

              - There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

               - There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

                - It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

             - There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

                - There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

                - There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

                                   สำหรับ  “None”  เป็น  “Pronoun”  (= not one, not any)  =  “ไม่มีอะไรเลย”  หรือ  “ไม่มีใครเลย”  ดังตัวอย่าง

  • None of her students failed in the examination.

(ลูกศิษย์ของเธอไม่มีใครสอบตกเลย)

  • I want some more coffee but there is none left.

(ผมอยากได้กาแฟอีกหน่อย  แต่ไม่มีเหลือเลย)

  • “How many fish did you catch?”  “None.”

(คุณจับปลาได้กี่ตัว)  (ไม่ได้เลยครับ)

                                 สำหรับในตัวอย่างที่    “Few”  (มีน้อยมาก  -  ใช้ในทางลบ คือไม่ดี)    และ  “A few”  (พอมีอยู่บ้าง  แม้ไม่มาก  -  ใช้ในทางบวก  คือดี)  ทั้ง  ๒  คำนี้ต้องตามด้วยคำนามนับได้-พหูพจน์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

               - She has few friends, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมาก  ดังนั้น  เธอเหงามาก)  (ความหมายในทางลบ)

              - She has a few friends, so she is happy.

(เธอพอมีเพื่อนอยู่บ้าง  ดังนั้น  เธอมีความสุข)  (ความหมายในทางบวก)

              - It was a rainy day, so few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่ฝนตก  ดังนั้น  มีคนน้อยมากมาดูการแข่งขันฟุตบอล)  (ความหมายในทางลบ)

              - It was a sunny day, so a few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่แดดจ้า  ดังนั้น  พอมีคนมาดูการแข่งขันฟุตบอลอยู่บ้าง)  (ความหมายในทางบวก)

 

9. The ionosphere, _________________ extremely thin air, lies above the stratosphere and extends upward some 650 miles.

(ชั้นบรรยากาศ “ไอโอโนสเฟีย”, ___________________ อากาศที่เบาบางอย่างยิ่ง,  ตั้งอยู่เหนือชั้นบรรยากาศ   “สตราโตสเฟีย”  และแผ่ออกไปข้างบน (ท้องฟ้า) ราวๆ  ๖๕๐  ไมล์)

(a) is a layer

(b) a layer of    (ชั้นของ)

(c) has a layer of

(d) a layer where

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “A layer of extremely thin air”  เป็นวลีที่มาขยายประธานของประโยค   (The ionosphere)   โดยมี  “Lies”  เป็นกริยา

 

10. In addition to pleasure, ________________ excitement, challenge, and relaxation.

(นอกเหนือจากความเพลิดเพลิน-สนุก, ___________________ ความตื่นเต้น  ความท้าทาย  และการผ่อนคลาย)

(a) the providing of games

(b) games provision

(c) games provide    (เกมส์ให้)

(d) the games which provide

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากเป็นประธาน  (Games)  และ กริยา  (Provide)  ของประโยค

 

11. The ability ____________ genes gives scientists a tool of unprecedented potential.

(ความสามารถ __________________ หน่วยพันธุกรรมในโครโมโซม  ให้เครื่องมือแก่นักวิทยาศาสตร์  ที่มีศักยภาพที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน)

(a) manipulates

(b) manipulated

(c) to manipulate  (จัดการ, ควบคุม, เปลี่ยนแปลงให้เหมาะสม)

(d) manipulating of

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจาก   “The ability”  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “To manipulate genes”  เป็นส่วนขยาย  และมี  “Gives”  เป็นกริยา

 

12. The candidate’s victory at the polls was overwhelming.

(ชัยชนะ    ของผู้สมัครแข่งขัน ณ การลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง (เป็นไปอย่าง) ท่วมท้น)

(a) defeat    (ความพ่ายแพ้)

(b) popularity    (ความเป็นที่นิยมชมชอบ)

(c) triumph    (ไทร้-อั้มพ)  (ชัยชนะ, ความมีชัย, การฉลองชัยชนะ)

(d) treachery    (เทรช-เชอะ-รี่)  (การทรยศ, การหักหลัง, ความอกตัญญู, การไม่มีสัจจะ-ไร้สัตย์, การหลอกลวง, การขายเพื่อน-ขายชาติ)

 

13. When the body reacts adversely to certain substances introduced to it, an allergy results. 

(เมื่อร่างกายมีปฏิกิริยา    ในทางลบ-อย่างเป็นปฏิปักษ์หรือในทางร้าย-อย่างตรงกันข้าม     ต่อสารบางอย่างที่ถูกนำมาใช้กับมัน (ร่างกาย)  จะเกิดผลลัพธ์เป็นโรคภูมิแพ้)

(a) negatively    (ในทางลบ)

(b) spontaneously    (เกิดขึ้นเอง, เป็นไปเอง, เกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือโดยตัวของมันเอง, โดยสัญชาตญาณ, จากภายใน)

(c) purposefully    (อย่างมีเป้าหมาย-เจตนา-เป้าประสงค์)

(d) rapidly    (อย่างรวดเร็ว)

 

14. The idea that both the parents and the community are responsible for the well-being of minors has gained acceptance only in the twentieth century. 

(ความคิดที่ว่า  ทั้งพ่อแม่และชุมชนรับผิดชอบต่อ    ความกินดีอยู่ดี    ของผู้เยาว์  (เพิ่ง) ได้รับความยอมรับในศตวรรษที่  ๒๐  เท่านั้น  –  คือ ก่อนหน้านั้นไม่ได้รับการยอมรับ)

(a) delinquency    (การกระทำผิด, ความผิด, การกระทำผิดกฎหมายของเด็ก, การไม่ชำระหนี้, ความเหลวไหล)

(b) welfare    (สวัสดิภาพ, ความสุขความสบาย, สวัสดิการ)

(c) advancement    (ความก้าวหน้า, ความทันสมัย)

(d) maturity    (ความเป็นผู้ใหญ่, ความมีวุฒิภาวะ, การบรรลุนิติภาวะ)

 

15. He got _________________________________ bed and went to the bathroom. 

(เขาลุก ________________________________________ เตียง  และไปยังห้องน้ำ)

(a) out of    (ออกจาก)

(b) out of a

(c) out of the

(d) out off the

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ใช้   “Out of bed”  โดยไม่ต้องมี  “Article” (A, The)

 

16. I’m always so busy that I have ________________________ time for amusements.

(ผมมีงานยุ่งมากเสมอ  จนกระทั่งผมมีเวลา _______ สำหรับอารมณ์ขัน-กิจกรรมสันทนาการ)

(a) very few    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(b) very little    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) a few    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)    

(d) a little    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)    

ตอบ   -  ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Time”  เป็นนามนับไม่ได้  และต้องใช้ว่า  “น้อยมาก”  เพราะว่า  “มีงานยุ่งมากเสมอ”  สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Little”  ก็ได้  เนื่องจากมีความหมายเหมือน  “Very little”  (น้อยมาก)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “A little, Little, A few, Few”  จากประโยคข้างล่าง

                        ตัวอย่างที่  

  •  Since the weather was bad, ____________________________ people came.

(เพราะว่าอากาศเลว  ผู้คน ____________ มา  -  ดูการแข่งขัน, เที่ยวในงานแสดงสินค้า ฯลฯ)

(a) little     (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a little     (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากข้อความในประโยคเป็น  “ลบ”  (อากาศเลว)  คนจึงมากันน้อยมาก 

                           ตัวอย่างที่  

  • There are _____________________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ _____________________พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little   (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย – ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little   (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง – ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few   (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย – ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)   (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)   (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few(น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง   จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”   ดังนั้น  การจะเลือกข้อใด  จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้ (พหูพจน์)  (ใช้  “Few”หรือ “A few”)  หรือนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little” หรือ  “A little”)  และดูด้วยว่า   “มีน้อยมาก”  (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”  (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           - She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

           - She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

           - I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

           - I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

 

17. A: What time is it now?

(ตอนนี้เวลาเท่าใดแล้ว)

      B: It’s ten to two _____________________________________ my watch.

(บ่ายโมงห้าสิบ ____________________________________ นาฬิกาของผม) 

(a) on

(b) from

(c) by    (โดย, จาก)

(d) according to

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ต้องใช้   “By my watch”  สำหรับวลีที่ใช้   “By”  ได้แก่

ได้แก่    “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance”  (โดยบังเอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  -  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ)  “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram”  (โดยทางโทรเลข)  “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio”  (โดยทางวิทยุ)  “by force”  (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ   -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง),   “by machinery”  (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight){น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม=(ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร)   “remarks by Mr. Schmidt” (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์)  “She was brought up by her aunt.”  (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government”  (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole)  (โดยทั่วๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)   “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ) “by degrees”  (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง  –  ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means” (โดยแน่นอน)  “by no means”  (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)  “passer-by”  (ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product”  (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.”  (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance”  (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.”  (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.” (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง  –  โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔)  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)   “Cars are now made by the million.”  (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี)   “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)   “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.”  (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซ็นต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ  –  ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน   พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา),    เป็นต้น

 

18. They have made a lot of progress ____________ the country became independent.

(พวกเขาได้ก้าวหน้าไปมาก _____________________________ ประเทศได้รับเอกราช)

(a) for

(b) since    (ตั้งแต่)

(c) before

(d) until

ตอบ   -   ข้อ   (b)   สำหรับ  “For” =  “เป็นเวลา”  (For + ความยาวของเวลา),  “Since” =  “ตั้งแต่”,  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา  ซึ่งจะเป็นวลี  หรือ  ประโยค  ก็ได้),  เช่น  “Since this morning”  (ตั้งแต่เมื่อเช้านี้),  “Since last week”  (ตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว),  “Since April”  (ตั้งแต่เดือนเมษายน),  “Since 10 a.m.”  (ตั้งแต่  ๑๐  โมงเช้า),  “Since the sun set”  (ตั้งแต่พระอาทิตย์ตก),  “Since they were in college”  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย),  “Since we were young”  (ตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก),  “Since she was born”  (ตั้งแต่เธอเกิด),   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

            - She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

           - The criminal has been put in jail for the rest of his life.

(เจ้าอาชญากรถูกจับใส่คุกตลอดเวลาที่เหลือของชีวิต  -  ปัจจุบันก็ยังอยู่ในคุก)

          - He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

           - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

           - I have sent her only one letter since we departed.

(ผมส่งจดหมายให้เธอเพียงฉบับเดียว  ตั้งแต่ที่เราจากกัน)

           - The climate has changed a great deal since 2000.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย  ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๒๐๐๐  -  จนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูด)

           - Crime has significantly increased since last year.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก  ตั้งแต่ปีที่แล้ว)

  • The gate has been closed since the sun set.

(ประตูได้ถูกปิดตั้งแต่พระอาทิตย์ตก)  (ขณะที่พูดประโยคนี้  ประตูก็ยังปิดอยู่)

  • I have known them since we were in college.

(ผมรู้จักกับพวกเขา  ตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังรู้จักอยู่)

  • They have lived there since they were born.

(พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

 

19. Mr. Green is a headmaster.  His _______________________ is $ 15,000 a year.

(มิสเตอร์กรีนเป็นครูใหญ่ ___________________ ของเขา คือ  ๑๕,๐๐๐  เหรียญต่อปี)

(a) wage    (ค่าจ้าง)

(b) wages

(c) pay    (เงินเดือน, ค่าจ้าง)

(d) salary    (เงินเดือน)

(e) month-money    (รูปนี้ไม่มีใช้)

 

20. The First World War _________________________________________ in 1914.

(สงครามโลกครั้งที่ ________________________________________ ในปี ๑๙๑๔)

(a) was taking place

(b) was taken place

(c) took place    (เกิดขึ้น)

(d) had taken place

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Take place = Happen = Occur =  เกิดขึ้น  ต้องใช้ในรูป   “Active voice” เสมอ  และ  “ในปี  ๑๙๑๔” แสดงเวลาในอดีตอย่างชัดเจน  จึงต้องใช้รูป  “Past tense” (Verb 2”  จึงไม่เลือกข้อ  (d)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ 

        A: “Has Anita had a chance to get in touch with you?”

(แอนนิต้ามีโอกาสติดต่อกับคุณไหม)

       B: “Oh yes, she __________________________________ me up last night.”

(อ๋อ  มีครับ  เธอ _________________________________________ ผมเมื่อคืนนี้)

(a) has called

(b) had called

(c) called    (โทรศัพท์มาหา) (Call up = โทรศัพท์)

(d) calls

ตอบ  -  ข้อ    (c)   ต้องใช้รูป  “Past simple tense” (Verb 2)  กับการกระทำที่เกิดจบสิ้นไปแล้วในอดีต  และระบุเวลาที่แน่นอนด้วยวลีเหล่านี้  เช่น  “Yesterday, Last night, Last week, Last year, two days (weeks, months, years, decades) ago, Last September, Last summer, During the First (Second) World War, in 1970, in 2010, When I was young, While she was in college, Yesterday morning, a long time ago, etc.” 

                                  อย่างไรก็ตาม  แม้จะมิได้ระบุเวลา  แต่เมื่อเข้าใจกันว่าเป็นเรื่องในอดีต  และไม่มีส่วนสัมพันธ์กับปัจจุบัน  ก็ต้องใช้  “Past simple tense” เช่นเดียวกัน  เช่นในประโยคข้างล่าง

          - I bought this digital camera in Japan.

(ผมซื้อกล้องนี้ในญี่ปุ่น)

           - She gave me this gift on my birthday.

(เธอให้ของขวัญชิ้นนี้ในวันเกิดของผม)

          - They went for a picnic during summer.

(พวกเขาไปปิกนิกระหว่างหน้าร้อน)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้