หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 263)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. He turned off his cellphone ____________________ disturbed during the film.

(เขาปิดโทรศัพท์มือถือ ________________ ถูกรบกวนในระหว่าง (ชม) ภาพยนตร์)

(a) he wouldn’t be so

(b) he wouldn’t be so that

(c) so that he wouldn’t be    (เพื่อที่ว่าเขาจะได้ไม่)

(d) he wouldn’t be

 

2. They got down to business as soon as _____________________ to each other.

(พวกเขาเริ่มต้นเจรจาธุรกิจในทันทีที่ _________________________ ซึ่งกันและกัน)

(a) they introduced

(b) did they introduce

(c) had they introduced

(d) they had been introduced    (พวกเขาได้ถูกแนะนำให้รู้จัก)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  เพราะ  “ถูกแนะนำให้รู้จัก”

 

3. Japan, _____________________ technology has grown tremendously in recent years, is really a fascinating country.

(ญี่ปุ่น, ____________________ เทคโนโลยีได้เจริญเติบโตอย่างมหาศาลในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา, เป็นประเทศที่ดึงดูดใจ-มีเสน่ห์อย่างแท้จริง)

(a) that

(b) which

(c) where    (ที่ซึ่ง)

(d) when

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากขยายสถานที่  (Japan)

 

4. Why didn’t you tell him?  You ________________________________ him last night.

(ทำไมคุณจึงไม่บอกเขา  คุณ _____________________________ เขาเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) should tell

(b) must have told

(c) ought have told

(d) should have told    (ควรจะได้บอก)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการแนะนำว่า  ควรจะได้ทำเช่นนั้น (บอกเขา) ในอดีต  (คืนที่ผ่านมา) แต่ก็มิได้กระทำ  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ 

  •  Mike went to the cinema last night, but he should ______ home and prepared his lesson. 

(ไมค์ไปดูหนังในคืนที่ผ่านมา  แต่ว่าเขาควร ____________ อยู่กับบ้าน  และตระเตรียมบทเรียน)

(a) stay

(b) to stay

(c) have stayed    (จะได้พัก)

(d) have been stayed

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Should + Have + Verb 3” =  “ควรจะได้ทำสิ่งนั้นในอดีต  แต่ก็มิได้ทำ”   ในกรณีของประโยคข้างบน   คือ  ควรจะพักอยู่กับบ้านและเตรียมบทเรียน  แต่ก็เปล่า  กลับไปดูหนังแทน   ส่วน   “Should + Not + Have + Verb 3” =   “ไม่ควรทำสิ่งนั้นในอดีต  แต่ก็ได้ทำลงไป”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่  

  • You lost all your money, didn’t you?  You ________________ that much on you.

(คุณสูญเงินหมดเลยใช่ไหม   คุณ ___________________ เงินติดตัวจำนวนมากเช่นนั้น)

(a) should carry    (ควรพกพา หรือถือ)

(b) did not carry    (ไม่พกพา หรือถือ)

(c) should have carried    (ควรได้พกพา หรือถือ)

(d) shouldn’t have carried     (ไม่ควรได้พกพา  หรือถือ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Shouldn’t + Have + Verb 3”  =  “ไม่ควรได้ทำเช่นนั้น (ในอดีต) แต่ก็ทำ”   ในประโยคข้างบน  “คุณสูญเงินไปหมดแล้ว”  ผู้พูดจึงบอกว่า  “คุณไม่ควรพกเงินไปมากเช่นนั้น”  แต่ก็ได้พกไปแล้ว  และสูญเงินจนหมด  ซึ่งอาจเกิดจากการถูกปล้น หรือถูกขโมย  สำหรับโครงสร้าง  “Should + Have + Verb 3”   (ควรได้ทำเช่นนั้น (ในอดีต) แต่ก็ไม่ได้ทำ)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างทั้ง  ๒  แบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่ 

  • A: “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

  • B: “I know.  I shouldn’t __________________________ so long at the library.”

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ________________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

(a) have been staying

(b) have stayed     (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง  คือ   ได้อยู่  หรือ   ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน   ทำให้มาสายในการนัดหมาย   สำหรับ “Should (= Ought to) + Have + Verb 3”  “ควรได้ทำ.......... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ  ดังประโยคข้างล่าง  

                             ตัวอย่างที่  

  • I’m very sorry.  I should ________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร ______________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Should (Ought to) + Verb 1” =“ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (Ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต”   (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก   ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

  •  You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

  • He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

  • The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                             ตัวอย่างที่  

  • You ought _______________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ __________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited     (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1” (=  Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า   “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    เช่น ประโยคข้างบน    มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)   ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3”    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

          -  I ought to (= should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

          -  She ought to (= should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

           -  They ought to (= should) have visited their mother before she  died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                    จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3”   (จะต้องได้ทำไปแล้ว,  คงได้ทำลงไปแล้ว)   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                          ตัวอย่างที่ 

  • What terrible coffee!  She _____________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว  (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ ___________________ มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน   เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว   โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”   ดังนั้น    “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดา   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

            -  He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

            -  He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว (เป็นอดีต)   (คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

            -  She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ไปแล้ว (เป็นอดีต)   (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม)

 

5. Interest rates generally fluctuate in a cyclical manner depending upon the strength and weakness of the economic system.

(อัตราดอกเบี้ย  โดยทั่วไปแล้จะ    เปลี่ยนแปลง-ขึ้นๆลงๆ    ในแบบเป็นวัฏจักร (วงรอบ)  ขึ้นอยู่กับความเข้มแข็งและความอ่อนแอของระบบเศรษฐกิจ)

(a) vary    (เปลี่ยนแปลง, แตกต่าง)

(b) inflate    {(เงิน) เฟ้อ, โป่ง, บวม, พอง}

(c) augment    (เพิ่มขึ้น, ทำให้เพิ่ม)

(d) jeopardize     (เสี่ยงอันตราย, เสี่ยงภัย, ทำให้เป็นอันตราย)

 

6. A mountain’s lower slopes may support grass and timber, although the crest may be barren and snow-covered.

(ส่วนลาดชันด้านล่างของภูเขาอาจจะมีหญ้าและต้นไม้ใหญ่ขึ้นอยู่  แม้ว่ายอดเขาอาจจะ  ปราศจากพืชผล-แห้งแล้ง    และปกคลุมด้วยหิมะ)

(a) chilly   (เย็นเยือก)

(b) isolated    (ปลีกตัวโดดเดี่ยว)

(c) lifeless    (ไม่มีสิ่งมีชีวิต)

(d) hazardous    (มีอันตราย, เป็นภัย)

 

7. The atmosphere moderates daytime temperature and retards night heat loss. 

(ชั้นบรรยากาศช่วยบรรเทาอุณหภูมิ (ความร้อน) ในเวลากลางวัน  และ    ทำให้ช้าลง    การสูญเสียความร้อนในเวลากลางคืน)  (คือ  ทำให้ ...การสูญเสียฯ......  ช้าลง)

(a) prevents    (ป้องกัน, ขัดขวาง)

(b) aids    (ช่วย, ช่วยเหลือ)

(c) enables    (ทำให้สามารถ)

(d) slows    (ทำให้ช้า)

 

8. Because it was raining, ___________________________ she decided to stay at home.

(เพราะว่าฝนกำลังตก _________ เธอจึงตัดสินใจที่จะพักอยู่ที่บ้าน)  (คือ  ไม่ออกไปข้างนอก)

(a) so    (เพราะฉะนั้น,  ดังนั้น)

(b) then    ((เพราะฉะนั้น,  ดังนั้น)

(c) therefore    ((เพราะฉะนั้น,  ดังนั้น)     

(d) (No word is needed.)    (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเมื่อใช้  “Because”  นำหน้าอนุประโยค  (Subordinate clause)  แล้ว  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  จึงไม่ต้องใช้  “เพราะฉะนั้น หรือ ดังนั้น”  นำหน้าอีก

 

9. She likes to wear clothing which is __________________________________.

(เธอชอบสวมเสื้อผ้าซึ่ง _____________________________________________ )

(a) bright colours.

(b) bright colour

(c) brightly coloured    {ถูกให้สี (มีสี) สว่างจ้า-ฉูดฉาด}

(d) brightly coloured clothes

ตอบ   -   ข้อ    (c)   มิใช้  ข้อ  (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำซ้ำ  “Clothes”  และ  “Clothing

 

10. It makes no difference.  I’ll eat ____________________________________ you eat.

(มันไม่แตกต่างกันเลย  ผมจะกิน ____________________________________ ที่คุณกิน)

(a) whatever    (อะไรก็ตาม)

(b) which

(c) that

(d) like

ตอบ   -   ข้อ   (a)   หรืออาจตอบ  “What”  (สิ่งที่)  ก็ได้  โดยทั้ง  ๒  คำ เป็นคำนำหน้า  “Noun clause”  (Whatever you eat  หรือ  What you eat)  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Eat

 

11. In early typewriters the typists were unable to see what was being typed, but later models corrected this flaw.

(ในเครื่องพิมพ์ดีดยุคแรกๆ  นักพิมพ์ดีดไม่สามารถมองเห็นสิ่ง (ข้อความ) ที่กำลังถูกพิมพ์  แต่เครื่องพิมพ์ฯ รุ่นต่อๆ มาได้แก้ไข    ข้อบกพร่อง-จุดอ่อน    นี้)
(a) mistake    (ความผิด)

(b) situation   (สถานการณ์)

(c) fault    (ข้อบกพร่อง, ความผิดพลาด, ความคลาดเคลื่อน)

(d) advantage    (ข้อได้เปรียบ, ประโยชน์)

 

12. Psychologists have found that stern disciplinary measures do not always make a child behave better. 

(นักจิตวิทยาได้พบว่า  มาตรการทางระเบียบวินัยที่    เข้มงวด-กวดขัน-เคร่งครัด-ไม่ผ่อนผัน    มิได้ทำให้เด็กประพฤติตัวดีขึ้นเสมอไป)

(a) consistent    (สม่ำเสมอ, คงเส้นคงวา)

(b) excessive    (มากเกิน, มากเกินพอดี)

(c) strict    (เข้มงวด, กวดขัน, เคร่งครัด)

(d) tentative    (ซึ่งเป็นการทดลอง, ซึ่งยังไม่แน่นอน อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้)

 

13. Gross anatomy is the most abhorrent biology course that medical students have to complete. 

(กายวิภาคศาสตร์ใหญ่  เป็นหลักสูตรชีววิทยาที่    น่ารังเกียจ-น่าเกลียดชัง    มากที่สุดที่นักเรียนแพทย์จะต้องเรียนให้จบ)

(a) challenging    (ซึ่งท้าทาย)

(b) tedious    (น่าเบื่อหน่าย, น่ารำคาญ)

(c) distasteful    (น่ารังเกียจ, น่าเบื่อหน่าย, ไม่พอใจ, ไม่ถูกรส)

(d) tough    (เหนียว, ยาก)

 

14. My brother is in ___________________________________________ about money.

(น้องชายของผมตกอยู่ใน ___________________________________ เกี่ยวกับเรื่องเงิน)

(a) the difficulty

(b) the difficulties

(c) a difficulty

(d) difficulties    (ความยุ่งยาก,  ภาวะที่ยากลำบาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ใช้รูปพหูพจน์   และไม่ต้องมี  Article (A, The)  นำหน้า

 

15. Tim is saving _________________________________ his money to buy a bicycle.

(ทิมกำลัง __________________________________ เงินของตน  เพื่อจะซื้อรถจักรยาน)

(a) up    (“Save up” = เก็บสะสมเงิน, เก็บรวบรวมเงิน)

(b) for

(c) in

(d) from

 

16. Be _________________________________ good as to tell me all the truth about him.

(โปรด ___________________ พอที่จะเล่าความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับตัวเขาให้ผมฟังหน่อย)

(a) as

(b) so    (“So good as” = กรุณาพอ หรือ ดีพอ)

(c) very

(d) enough

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง 

                            ตัวอย่างที่  

  •  Would you be so kind _____________ to return these books to the library for me?

(คุณจะกรุณา __________ ที่จะส่งคืนหนังสือเหล่านี้ให้ห้องสมุดแทน (เพื่อ) ผม  ได้ไหมครับ)

(a) enough

(b) of you

(c) as    (พอ)

(d) that you have

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก   “So……….as”   นอกจากจะใช้กับประโยคปฏิเสธเท่านั้นแล้ว  (“As………as”   ใช้ได้ทั้งประโยคบอกเล่า  ปฏิเสธ  และคำถาม)  แต่เมื่อตามด้วย   “Infinitive with to” (To + Verb)  ตัวหน้าจะต้องใช้  “So” อย่างเดียว  (ไม่ใช้  “As” )   ไม่ว่าจะเป็นประโยค บอกเล่า  ปฏิเสธ หรือ คำถาม  ดังโครงสร้างข้างล่าง

               “So + Adjective + As + To + Verb 1 + Phrase

(โดยมีความหมายว่า  “...................พอที่จะ................”  หรือ  “...............จนถึงขนาด ที่จะ...................”)   เช่น

            -  Please be so kind as to help me carry this box.

(โปรดกรุณาพอที่จะช่วยผมยกลังนี้ด้วยครับ)  

           -  Be so good as to wait for her till evening.

(จงกรุณา-ใจดี พอที่จะรอพบเธอจนค่ำด้วยนะครับ)

           -  Be so generous as to donate to the charity.

(โปรดเอื้อเฟื้อพอที่จะบริจาคให้การกุศลด้วยนะ)

           -  Be so nice as to pick me up at the airport.

(โปรดกรุณาพอที่จะไปรับผมที่สนามบินด้วยครับ)

           -  I am not so stupid as to believe such a story.

(ผมไม่โง่บัดซบพอ  -  หรือโง่บัดซบถึงขนาด  -  ที่จะเชื่อเรื่องแบบนั้น)

 

17. These new cars ______________________________________________ very well.

(รถยนต์ใหม่เหล่านี้ _________________________________________ ดีเป็นอย่างมาก)

(a) are sold

(b) are being sold

(c) are selling    (กำลังขาย)

(d) is sold

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Sell”   มีการใช้หลายแบบ  (รถขายออกไป  ไม่จำเป็นต้องใช้รูป  “Passive voice”   เสมอไป)   เช่น 

                                    1. “ขายอะไรให้ใคร

-  He is going to sell me his car.

(เขาจะขายรถให้ผม)

-  I hope to sell the house for 2.0 million baht.

(ผมหวังว่าจะขายบ้านได้  ๒  ล้านบาท)

-  Who are you going to sell to?

(คุณจะขาย  -  บ้าน, รถ ฯลฯ  -  ให้ใคร)

                                    ๒. ขาย

-  Do you sell flowers?

(คุณขายดอกไม้หรือเปล่า)

                                   ๓. ขายในราคา

-  These books sell for $ 10 dollars each.

(หนังสือเหล่านี้ขายในราคาเล่มละ  ๑๐  เหรียญ)

                                    ๔. ขายได้, มีคนซื้อ

-  It’s a nice design, but I’m not sure if it will sell.

(มันออกแบบดี  แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันจะขายได้ไหม)

-  Our product sells in over 50 countries.

(ผลิตภัณฑ์ของเราขายได้ในกว่า  ๕๐  ประเทศ)

-  The Bangkok Post is selling 20,000 copies a day.

(หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ขายได้  ๒๐,๐๐๐  ฉบับใน  ๑  วัน)

-  The new Samsung Galaxy is selling very well.

(ซัมซุงกาแล๊กซี่รุ่นใหม่  กำลังขายดีมาก)

-  The new Toyota is selling like hot cakes.

(รถโตโยต้ารุ่นใหม่กำลังขายดีเป็นเทน้ำเทท่า)

                                    ๕. ทำให้คนต้องการซื้อ

-  Scandal and gossip is what sells newspapers.

(เรื่องอื้อฉาวและซุบซิบนินทา  คือสิ่งที่ทำให้คนต้องการซื้อหนังสือพิมพ์)

-  Her name on the book certainly helped to sell it.

(ชื่อของเธอบนหนังสือ  แน่นอนทีเดียวช่วยให้มันขายได้) 

 

18. It is because he is very rich _________________________________ she loves him.

(มันเป็นเพราะว่าเขารวยมาก ______________________________________ เธอรักเขา)

(a) so    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) that    (ที่)

(c) why

(d) therefore    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “It + is (was) + วลี {มักนำหน้าด้วย  “Preposition” (in, on, at, with)  หรือ  “Because + ประโยค} + that + subject + verb”   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

  • ____________________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(_______________________________________ เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้   “It was”  เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ   “Had” และยังเป็นไปตามโครงสร้าง   “It + Is (Was) + วลี (มักนำหน้าด้วย “Preposition”) + That + Subject + Verb”เช่น

            -  It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละ  ที่ผมเกิด)

            -  It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืน  ที่พวกเราเข้านอน)

            -  It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์  ที่ผู้คนไปโบสถ์)

            -  It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบท  ที่พวกเราชอบพัก)

            -  It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคม  ที่เราไปอังกฤษ)

            -  It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิด  ที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

            -  It was in 1917 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๗  ที่สงครามโลกครั้งที่  ๑  เกิดขึ้น)

           -  It was because he was lazy that he failed.

(มันเป็นเพราะว่าเขาเกียจคร้าน  ที่เขาล้มเหลว)

           -  It was under that sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเล  ที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

 

19. I want a box ___________________________________________________.

(ผมต้องการกล่อง  ๑ ใบ ____________________________________________ )

(a) as large as this twice

(b) as large twice as this

(c) twice as large as this    (ใหญ่เป็น  ๒  เท่าของกล่องใบนี้)

(d) as twice large as this

 

20. The gate _________________________________________ since half past six. 

(ประตู _______________________________________________ ตั้งแต่  ๖.๓๐ น.)

(a) was opened    (ถูกเปิด)

(b) was open    (เปิดอยู่)

(c) has been open    (ได้เปิดอยู่)  (“Open” เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “เปิดอยู่”)

(d) has been opened    (ได้ถูกเปิดอยู่)  (“Open” ในที่นี้ เป็นคำกริยา หมายถึง “เปิด”)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ต้องใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3  หรือ  Subject + Has (Have) + Been + Adjective} เนื่องจากเหตุการณ์ (ประตูเปิดอยู่) เกิดขึ้นต่อเนื่อง  (ตั้งแต่  ๖.๓๐ น.)  และดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูด)  นอกจากนั้น  ยังนิยมใช้  “Open”   ในรูปคุณศัพท์  (หมายถึง “เปิดอยู่”)  มากกว่าในรูปกริยา (หมายถึง “เปิด”)  อย่างไรก็ตาม  สำหรับข้อนี้  ถ้าไม่มี  Choice (c)  ให้เลือก  ก็สามารถตอบ ข้อ  (d)  ได้   ส่วนในกรณีต้องการบอกว่า  “ประตูปิดอยู่ ตั้งแต่  ๖.๓๐ น.”  ต้องตอบว่า  “has been closed”  เพราะ “Close”  เป็นคำกริยา  หมายถึง  “ปิด”  แต่เมื่อเป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “ใกล้, ใกล้ชิด”  มิได้หมายถึง  “ปิดอยู่”  ดังนั้น  จึงไม่สามารถใช้ว่า  “has been close”  ได้  ต้องใช้   “has been closed”  เพียงอย่างเดียว

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้