หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 261)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The price of all cruises _____________________________ airfare and all transfers

(ราคาค่าเดินทางโดยทางเรือทั้งหมด _______________ ค่าโดยสารเครื่องบินและการต่อรถ-เรือทั้งหมด)  (หมายความว่าการเดินทางครั้งนี้โดยสารเรือเป็นหลัก  แต่ก็มีการต่อเครื่องบิน  และอาจมีรถยนต์-รถไฟด้วย)

(a) include

(b) includes    (รวมไปถึง)

(c) have included

(d) are including

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค (The price)  เป็นเอกพจน์  กริยา “Include”  จึงต้องเติม “s”  ข้างท้าย  ส่วนข้อ (c) อยู่ในรูป  “Present perfect tense”  ซึ่งไม่ใช้ในกรณีของข้อนี้   เพราะมิได้แสดงการเกิดอย่างต่อเนื่องของเหตุการณ์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน  ข้อนี้เป็นการใช้  “Present simple tense”  เพื่อบอกเกี่ยวกับเรื่องราคาในปัจจุบันเท่านั้น

 

2. Mr. Simpson __________________________________________ if he had been delayed.

(มิสเตอร์ซิมสัน _________ ถ้าเขาถูกทำให้ล่าช้า)  (เช่นที่สนามบินหรือก่อนออกเดินทางจากบ้าน)

(a) would call

(b) will be calling

(c) would have called    (คงจะได้โทรศัพท์มาแล้ว)

(d) will calling

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้ประโยค  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal  -  เหตุการณ์ไม่เกิดจริงในอดีต)  คือเป็นการสมมติเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านไปแล้ว  ซึ่งเกิดตรงกันข้ามกับข้อความที่พูดออกมา  ที่กล่าวว่า  “นายซิมสันคงจะโทรฯมาบอกแล้ว  ถ้าเขาถูกทำให้ล่าช้า”   แต่ในความเป็นจริงคือ  “นายซิมสันมิได้โทรฯ มา  เพราะเขามิได้ถูกทำให้ล่าช้า”

 

3. If your meal is unsatisfactory, we ________________________ it without question.

(ถ้าอาหารของคุณไม่น่าพอใจ  เรา ______________________ มัน  โดยไม่มีปัญหาเลย)

(a) will replace    (จะทดแทน, จะชดใช้คืน)

(b) replaces    (ทดแทน)

(c) replaced

(d) are replacing

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “If clause”  แบบที่    คือ ข้อความใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)  ใช้   “Present simple tense” (Subject + Verb 1)  ส่วนใน  “Main clause” (ประโยคใหญ่)  ใช้  “Future present tense” (Subject + Will (shall) + Verb 1)  ซึ่งหมายความว่า ถ้าเหตุการณ์ใน  “If clause”  เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ใน  “Main clause”  ก็จะเกิดตามไปด้วย  ดังในประโยคข้างบน   “ถ้าคุณไม่พอใจอาหาร  เราก็จะทดแทน (เปลี่ยน) ให้

 

4. Omron Electronics, Inc. is ______________ than Consolidated Computer Company.

(บริษัทออมร่อน อีเล็คทรอนิคส์ _________________________  บริษัทคอนโซลิเด๊ททิด)

(a) as reliable

(b) most reliable    (น่าเชื่อถือที่สุด)

(c) reliabler

(d) more reliable    (น่าเชื่อถือมากกว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative) เพราะมีเพียง  ๒  บริษัท  และเนื่องจาก  “Reliable”  เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้  “More”  นำหน้า  ไม่ใช้แบบในข้อ  (c)  อนึ่ง หากต้องการจะบอกว่าบริษัทออมร่อนฯ น่าเชื่อถือพอๆ กับบริษัทคอนโซลิเดททิดฯ  ต้องใช้ว่า  “………..is as reliable as Consolidated…………..

 

5. The clerk had to break off the conversation in order to wait on a customer. 

(เสมียนคนนั้นจำเป็นต้อง    หยุด-พัก-ตัดความสัมพันธ์    การสนทนา  เพื่อมารับใช้ลูกค้า)  (เช่น หยุดคุยกับเพื่อน เพื่อมาบริการลูกค้า)

(a) resume   (ดำเนินต่อไป)

(b) hurry   (รีบเร่ง)

(c) begin   (เริ่มต้น)

(d) interrupt   (พูดสอด, ตัดบท, ขัดจังหวะ, ขัดขวาง, ทำให้หยุด, ยับยั้ง)

 

6. The new tax law is explicit; that type of business is tax-exempt.

(กฎหมายภาษีฉบับใหม่    ชัดเจน-ชัดแจ้ง-แน่นอน-เปิดเผย  (กล่าวคือ)  ธุรกิจประเภทนั้นได้รับการยกเว้นภาษี)

(a) deficient    (ดิ-ฟิช-เชิ่นท)  (ขาดแคลน, ไม่เพียงพอ, บกพร่อง)

(b) exorbitant    {(ราคา) แพงลิ่ว, สูงลิ่ว}

(c) definite    (แน่นอน, แน่ชัด, ชัดเจน, เด็ดขาด)

(d) harsh    (หยาบ, สาก, ฝาด, บาด (ตา), แสบ (แก้วหู), ห้าว, ไม่น่าดู)

 

7. The union’s grievance committee met with the school board to protest the teacher’s firing. 

(คณะกรรมการ    การอุทธรณ์-ร้องทุกข์ (หรือความไม่พอใจ-ข้อข้องใจ)    ของสหภาพแรงงาน  พบกับบอร์ดของโรงเรียน  เพื่อประท้วง-คัดค้าน การไล่ครูออกจากงาน)

(a) personnel   (บุคลากร)

(b) investment   (การลงทุน)

(c) scholarship   (ทุนการศึกษา)

(d) complaint   (การอุทธรณ์-ร้องทุกข์, การบ่น)

 

8. Lucy missed the plane ________________________________ she was working late.

(ลูซี่ตกเครื่องบิน _____________________________________ เธอทำงานจนเย็นหรือค่ำ)

(a) and    (และ)

(b) until    (จนกระทั่ง)

(c) because    (เพราะว่า)

(d) before    (ก่อน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความในประโยคใหญ่  (Lucy missed the plane)   และประโยคย่อย  (She was working late) เป็นเหตุเป็นผลกัน คำที่ใช้เชื่อม  ๒ ประโยคจึงต้องใช้  “Because” (ลูซี่ตกเครื่องบิน – เป็นผล) (เพราะว่าเธอทำงานจนค่ำ – เป็นเหตุ)

 

9. We cannot ship the order now because our _____________________________ is low.

(เราไม่สามารถขนส่งสินค้าที่ (ได้รับการ) สั่งซื้อได้เพราะว่า ____________ ของเรามีอยู่น้อย)

(a) invention    (การประดิษฐ์, สิ่งประดิษฐ์)

(b) invitation    (การเชื้อเชิญ, การเชิญ, คำเชิญ, บัตรเชิญ)

(c) inventory    (สินค้าในรายการสินค้าหรือแค้ตตาล็อก, รายการสิ่งของหรือทรัพย์ สิน, สิ่งของหรือทรัพย์สินในรายการสินค้า)

(d) invoice    (ใบเรียกเก็บเงินค่าสินค้า)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด

 

10. _________ the manager’s suggestions were reasonable, the supervisor agreed with them.

( _______________ คำแนะนำของผู้จัดการมีเหตุผล  ผู้ควบคุมงานจึงเห็นด้วยกับคำแนะนำนั้น)

(a) Although    (ถึงแม้ว่า)

(b) Until    (จนกระทั่ง)

(c) Even though   (ถึงแม้ว่า)

(d) Because    (เพราะว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากข้อความในประโยคย่อย (The manager’s………… ………..were reasonable)   และประโยคใหญ่  (The supervisor ………….. them)  เป็นเหตุเป็นผลกัน จึงต้องใช้คำเชื่อม  “Because กล่าวคือ  “คำแนะนำของผู้จัดการมีเหตุผล”  เป็นเหตุ  ส่วน  “ผู้ควบคุมงานเห็นด้วยฯ”  เป็นผล  สำหรับ “Although” และ  “Even though”   ใช้เชื่อม  ๒  ประโยคที่มีใจความขัดแย้งกัน เช่น

  • Although (Even though) he studied hard, he failed.

(แม้ว่าเขาขยันเรียน  เขาสอบตก)

  • Although (even though) she got up early, she missed the train.

(แม้ว่าเธอตื่นแต่เช้า  เธอตกรถไฟ)

 

11. Ms. Cynthia is ______________________________ member of our advertising team.

(มิสซินเธียเป็นสมาชิกที่ ________________________________ ของทีมโฆษณาของเรา)

(a) creative    (สร้างสรรค์)

(b) more creative    (สร้างสรรค์กว่า)

(c) most creative    (สร้างสรรค์ที่สุด)

(d) the most creative    (สร้างสรรค์ที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด” (Superlative degree) โดยต้องเข้าใจว่า  “ทีมโฆษณา”  มีสมาชิกมากกว่า  ๒  คน ทำให้ไม่สามารถเลือกข้อ (b) ได้  (เพราะเป็นการเปรียบเทียบระหว่างคน  ๒  คน)  และการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด” จะต้องใช้  Article “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์ที่แสดง  “ขั้นสุด” นั้น  เช่น “The most beautiful”  “The most expensive”  “The biggest”  “The oldest”  เป็นต้น  สำหรับการเปรียบเทียบโดยใช้  “ขั้นสุด”  มีหลักดังนี้  คือ

                                          ๑. เติม  “est”  ที่ท้ายคำคุณศัพท์พยางค์สั้น และใส่  “The”  ข้างหน้าคุณศัพท์ขั้นสูงสุดนั้นด้วย    เช่น

      -  Peter is the tallest boy in his classroom.

        (ปีเตอร์เป็นเด็กผู้ชายที่สูงที่สุดในชั้น)

      -  He is the oldest man in the village.

       (เขาเป็นชายแก่ที่สุดในหมู่บ้าน)

      -  Manchester United is the best team in the football league.

        (แมนยูเป็นทีมที่ดีที่สุดในสโมสรฟุตบอล)

      -  The Chao Phraya is the longest of all rivers in Thailand.

       (แม่น้ำเจ้าพระยายาวที่สุดในบรรดาแม่น้ำทั้งหมดในประเทศไทย)

       -  Jim is the youngest child in his family.

       (จิมเป็นเด็กที่อายุน้อยที่สุดในครอบครัวของเขา)

        -  Maria is the wisest student in her class.

       (มาเรียเป็นนักเรียนที่ฉลาดที่สุดในชั้นของเธอ)

                                          ๒. เติม  “The most”  หน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาว (beautiful, expensive, careful,  careless, important, necessary, durable, difficult, skillful, grateful,  hopeful)  หรือกริยาวิเศษณ์   (adverb เช่น  quickly, slowly, intentionally, carefully, efficiently)  เพื่อให้เป็นการเปรียบเทียบขั้นสูงสุด เช่น

  • Taking care of his parents is the most important thing in his life.

(การดูแลพ่อแม่ของเขาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเขา)

  • Peking is the most populous city among the capitals you have mentioned.

(ปักกิ่งเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในบรรดาเมืองหลวงที่คุณพูดถึง)

  • They want to buy the most luxurious car from a foreign company.

(พวกเขาต้องการซื้อรถยนต์ที่หรูหราที่สุดจากบริษัทต่างประเทศแห่งหนึ่ง)

  • Geneva is said to be the most beautiful city in the world.

(เจนีวาถูกกล่าวว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุดในโลก)

  • Tom works the most efficiently in his company.

(ทอมทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดในบริษัท)

  • He drove his car the most carefully of all drivers in the town.

(เขาขับรถของเขาอย่างระมัดระวังมากที่สุดในบรรดานักขับรถทั้งหมดในเมือง)

  • Cheetahs run the most quickly of all land animals.

(เสือชีต้าส์วิ่งเร็วที่สุดในบรรดาสัตว์บกทั้งหมด)

                                        ๓. ใช้คำคุณศัพท์ขั้นสูงสุดกับคำนามก็ได้  เช่น

      -  The most + นามพหูพจน์ หรือ นามนับไม่ได้

      -  The fewest +  นามพหูพจน์

      -  The least + นามนับไม่ได้

  • There were the fewest people coming to his party.

(มีคนมางานเลี้ยงของเขาน้อยที่สุด)

  • The school had the fewest students long time ago.

(โรงเรียนมีนักเรียนน้อยที่สุดเมื่อนานมาแล้ว)

  • She has the most friends in school.

(เธอมีเพื่อนมากที่สุดในโรงเรียน)

  • He has the most money in his family.

(เขามีเงินมากที่สุดในครอบครัว)

  • I have the least time for the job.

(ผมมีเวลาน้อยที่สุดสำหรับงานนี้)

  • She has the least money on her today.

(เธอมีเงินติดตัวมาน้อยที่สุดวันนี้)

                                          ๔. ใช้คำคุณศัพท์ขั้นสูงสุดในรูป  “One of the + คุณศัพท์ขั้นสูงสุด เช่น

  • He is one of the best employees in the company.

(เขาเป็นหนึ่งในบรรดาพนักงานที่ดีทีสุดในบริษัท)

  • She is one of the most beautiful girls in the city.

(เธอเป็นหนึ่งในบรรดาเด็กหญิงที่สวยที่สุดในเมือง)

  • This car is one of the most expensive we have bought.

(รถคันนี้มีราคาแพงมากที่สุดคันหนึ่งที่เราได้ซื้อมา)

  • This road is one of the longest in town.

(ถนนสายนี้ยาวมากที่สุดสายหนึ่งในเมือง)

  • The university is one of the largest in the country.

(มหาวิทยาลัยนี้เป็นหนึ่งในบรรดามหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ)

 

12. The noise was so faint that it was impossible to be sure what it was or even where it came from.

(เสียงนั้น    แผ่วเบาหรือค่อย    มากจนกระทั่ง  มันเป็นไปไม่ได้ที่จะแน่ใจว่ามันเป็นเสียงอะไร  หรือแม้กระทั่งว่ามันมาจากที่ไหน)

(a) frightening    (น่าตกใจ, น่ากลัว)

(b) loud    (เสียงดัง)

(c) melodious    (ไพเราะ, หวานหู, นุ่มนวล)

(d) indistinct    (ไม่ชัดเจน, สลัว, คลุมเครือ)

 

13. Most high school students look up to the star player on the football team. 

(นักเรียนชั้นมัธยมส่วนใหญ่    เคารพนับถือ-นิยมเลื่อมใส    ผู้เล่นที่เป็นดารา  -  คือมีฝีเท้าดี  –  ในทีมฟุตบอล)

(a) trust    (ไว้วางใจ, เชื่อมั่น)

(b) envy    (อิจฉา, ริษยา)

(c) respect    (เคารพ, นับถือ)

(d) pursue    (ติดตาม)

 

14. The project has been completed, ________________ the final report is not ready yet.

(โครงการเสร็จสมบูรณ์แล้ว __________ รายงานฉบับสุดท้ายยังไม่พร้อม (จะส่งมอบ) เลย)

(a) or    (หรือ, มิฉะนั้น)

(b) but    (แต่)

(c) because    (เพราะว่า)

(d) since    (เพราะว่า, ตั้งแต่)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากใช้เชื่อม  ๒  ประโยคที่มีใจความขัดแย้งกัน (โครงการเสร็จแล้วแต่รายงานฉบับสุดท้าย  (ฉบับสมบูรณ์)  ยังไม่เสร็จ)  สำหรับ  “Because”  ใช้เชื่อม ๒  ประโยคที่มีใจความเป็นเหตุเป็นผลกัน ส่วน  “Or”  ใช้เชื่อม  ๒  ประโยคที่มีการให้เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น

       -  He was expelled from the apartment because he could not pay the rent.

(เขาถูกไล่ออกจากอพาร์ตเม้นต์  เพราะว่า  เขาไม่สามารถจ่ายค่าเช่าได้)

       -  She had to find a job, or she would not be able to pay her college fee.

(เธอจำเป็นต้องหางานทำ  มิฉะนั้น เธอจะไม่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัย)

 

15. Reductions in the budget require us ___________ our costs for international travel.

(การลดงบประมาณลง  กำหนดให้เรา ____ ค่าใช้จ่ายของเราสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ)

(a) limit

(b) limited

(c) to limit    (จำกัด)

(d) limiting

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากกริยา  Subject + Require + กรรม + To + Verb 1”  สำหรับคำกริยาประเภทเดียวกัน  ดูจากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ 

  • The workers are all gone.  Because of the bad weather, the boss permitted them ________________ early.

(คนงานไปกันหมดแล้ว  เนื่องจากอากาศเลว  เจ้านาย (หัวหน้า) อนุญาตให้พวกเขา _______________________ แต่เนิ่นๆ)

(a) leave

(b) to leaving

(c) to be going

(d) to leave    (ออกจากที่ทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ตามโครงสร้าง   “Subject + Permit + กรรม + To + Verb 1

                               ตัวอย่างที่ 

  • I want you _____________________________ on an errand for me tomorrow.

(ผมต้องการให้คุณ ____________________________________ ทำธุระให้ผมวันพรุ่งนี้)

(a) go

(b) to do

(c) to go    (ไป)

(d) going

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Want + กรรม + To + Verb 1”  และ  “Go on an errand” =  ไปทำธุระ 

                                ตัวอย่างที่ 

  • We don’t allow anyone __________________________________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม ______________________________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim   (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Allow + กรรม + To + Verb 1

                              ตัวอย่างที่  

  • He told one of the men ______________________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ __________________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -    ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Subject + Tell + กรรม  + To + Verb 1”  กล่าวคือ   กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้   จะต้องเป็นรูป   “Infinitive with to” (To + Verb 1)  เสมอ  ได้แก่  “Expect, Want, Cause,  Force,  Compel,  Invite,  Advise,  Instruct, Persuade,  Allow,  Permit,  Encourage,  Press,  Warn,  Order,  Request,  Require,  Tempt,  Teach,  Tell,  Oblige”   ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

  • She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

  • They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

  • The parents instructed him to find a new job.

(พ่อแม่แนะนำเขาให้หางานใหม่)

  • I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

  • She taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

  • We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

  • The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

  • She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

  • The manager advised his staff to work harder.

 (ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

  • The teacher required his students to study hard.

(ครูเรียกร้องให้นักเรียนของเขาขยันเรียน)

  • His boss ordered him to resign.

(เจ้านายของเขาสั่งให้เขาลาออก)

  • She encourages them to try harder.

(เธอกระตุ้นให้พวกเขาพยายามให้มากขึ้น)

 

16. I shall not be away ________________________________________________.

(ผมจะไม่ไป ____________________________ )  (อาจหมายถึง  จะไม่ออกจากบ้านไปนาน  หรือ เดินทางไปต่างประเทศหรือต่างจังหวัดนาน  ก็ได้  คือ  ไปแล้วรีบกลับ)

(a) long    (นาน)

(b) long time

(c) a long time

(d) the long time

ตอบ   -   ข้อ   (a)   หรืออาจตอบ   “For a long time”  ก็ได้

 

17. “Tim is better off than Lee” means “___________________________________”.

(“ทิมมั่งคั่ง-ร่ำรวยกว่าลี”  หมายความว่า  “ _________________________________”)

(a) Tim works better than Lee

(b) Tim is a better boy than Lee

(c) Tim is wealthier than Lee    (ทิมรวยกว่าลี)

(d) Lee is not so good as Tim

 

18. He was not ____________________________________ battle openly with his rival.

(เขาไม่  _______________________________ สู้รบอย่างเปิดเผยกับศัตรู-คู่แข่งของเขา)

(a) a fool enough to

(b) fool enough at

(c) foolish enough to    (โง่พอที่จะ)

(d) foolish enough at

 

19. My ___________________________________________________ play golf.

(______________________________________________________ เล่นกอล์ฟ)

(a) mother who is over sixty still

(b) mother, who is over sixty still

(c) mother who is over sixty, still

(d) mother, who is over sixty, still    (แม่ของผม, ผู้ซึ่งอายุกว่า  ๖๐, )

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น    “Non-defining clause”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

  • The ________________________________________ a grateful animal.

(_______________________________________________ สัตว์ที่กตัญญูรู้คุณ)

(a) dog which is found all over the world is

(b) dog, which is found all over the world is

(c) dog which is found all over the world, is

(d) dog, which is found all over the world, is    (สุนัข,  ซึ่งถูกพบอยู่ทั่วโลก,  เป็น)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “สุนัข”  ในประโยคนี้  หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่ง  ที่แตกต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่น  และเป็นตัวแทนของสุนัขทั้งโลก  มิได้แยกแยะว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร หรือที่ไปทำอะไร  (คือมิได้แยกสุนัขตัวนี้   ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ)  จึงถือว่า “สุนัข” ในประโยคนี้เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในโลก  ที่ต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่นๆ  และมีความชี้เฉพาะอยู่ในต้วของมันเองแล้ว  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายมัน  จึงต้องเป็นประเภท  “Non-defining Adjective Clause”(อนุประโยคที่ไม่ได้เน้นย้ำคำนามที่มันขยาย) คือ เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “สุนัข” เท่านั้น  มิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  และข้อความในอนุประโยคดังกล่าว  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  (Comma)  กั้นหัวและท้ายเสมอ  เปรียบเสมือนกับอยู่ในวงเล็บ  โดยจะไม่ต้องมีข้อความนี้ก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟัง  ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  มันคือ “สุนัข” สัตว์ประเภทหนึ่งในโลกนั่นเอง   โดยขอให้เปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง  ที่ข้อความในอนุประโยคที่มาขยาย  “สุนัข”  ต้องเป็น   “Defining Adjective Clause”เนื่องจากช่วยแยกสุนัขตัวที่มัน (อนุประโยค) ขยาย  ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ ซึ่งมีอยู่มากมาย  ซึ่งในกรณีนี้  อนุประโยคดังกล่าว  ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า”  กั้นหน้าหลัง  เพราะข้อความของมันมีความสำคัญที่จะบอกให้ ผู้อ่าน-ผู้ฟัง รู้ได้ว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร  หรือไปทำอะไร

  • The dog which (that) was hit by a car yesterday belongs to my neighbor.

(สุนัขซึ่งถูกรถชนเมื่อวานนี้  เป็นของเพื่อนบ้านของผม) (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง จะไม่รู้เลยว่าสุนัขตัวใดเป็นของเพื่อนบ้าน)

  • The dog which (that) she bought from the market last month has been stolen.

(สุนัขซึ่งเธอซื้อมาจากตลาดเมื่อเดือนที่แล้ว  ได้ถูกขโมยไปแล้ว)  (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  จะไม่รู้เลยว่า  สุนัขตัวใดถูกขโมย)

                                            ดูเพิ่มเติมคำอธิบาย  “Non-defining adjective clause” และ “Defining adjective clause”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่  

  • This ___________________________________________ very good.

(__________________________ (นี้)_______________________ ดีมากเลย)

(a) school which we have just seen is

(b) school, which we have just seen is

(c) school which we have just seen, is

(d) school, which we have just seen, is    (โรงเรียน (นี้) ซึ่งเราเพิ่งจะได้เห็น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “Non-defining Adjective Clause”  คือ “อนุประโยคที่ขยายนามหรือสรรพนามแบบไม่เน้นหรือชี้เฉพาะลงไป  เนื่องจากคำนามหรือสรรพนามที่ถูกมันขยาย   มีความชัดเจนอยู่แล้ว  หรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นใครหรืออะไร  ซึ่งมีอยู่คนเดียวหรือสิ่งเดียวเท่านั้น   และอาจเป็นชื่อเฉพาะที่มีอยู่แห่งเดียวในโลกก็ได้  เช่น เมือง  ประเทศ  หรือบุคคลผู้นั้นผู้นี้  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายนามหรือสรรพนามนั้นๆ   จึงไม่ได้แยกมันออกจากนามหรือสรรพนามอื่นๆ   เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนามหรือสรรพนามนั้นเท่านั้น   ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่บอก (หรือมาขยายนาม-สรรพนามนั้น)  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  นามหรือสรรพนามนั้นหมายถึงใคร  สิ่งใด หรือเมืองใดประเทศใด  เราจึงเรียกอนุประโยค  เหล่านี้ว่า “Non-defining Adjective Clause”  เพราะเพียงแต่มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้นซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟังก็ยังสามารถเข้าใจได้ว่า  หมายถึงใคร สิ่งใด หรือเมือง-ประเทศใด   ซึ่งอนุประโยคเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า” กั้นข้างหน้าและข้างหลังมัน  เหมือนกับเป็นวงเล็บ  ที่มีข้อความระหว่างคอมม่าหรือวงเล็บ  มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  จะมีหรือไม่มีก็ได้  ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ดังเช่นประโยคข้างบน  “โรงเรียน (นี้) – ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น –  ดีมากเลย”  ซึ่งเราจะเห็นว่า  “โรงเรียนนี้”  มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนแห่งใด  ดังนั้น  ข้อความ  “ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น”  จึงเพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เท่านั้น  มิได้แยกโรงเรียนนี้ออกจากโรงเรียนอื่นๆ  เหมือนกับใน “Defining Adjective Clause”  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า” กั้นระหว่าง “Clause”) อนุประโยคดังกล่าวข้างต้น  จึงมิได้มีความสำคัญอย่างใด  จึงต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า”  กั้นระหว่างอนุประโยคเสมอ  ดังตัวอย่างข้างล่าง

             -  Donald Trump, who is currently the American president, is a business tycoon.

(โดนัลทรัมพ์  - ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีอเมริกา – เป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยและมีอิทธิพลมาก)  (โดนัลทรัมพ์ มีอยู่คนเดียวในโลกนี้  อนุประโยคที่มาขยายจึงเพียงบอกข้อมูลเพิ่มเติม  มิได้แยกตัวเขาออกจากบุคคลอื่น  จึงต้องเป็น “Non-defining clause” ต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นระหว่าง clause    ข้อความที่มาขยายมิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด)

           -  Bangkok, which is the capital of Thailand, is a crowded city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น)

            -  Mr. Collin Woods, who lives next door, is coming to see me.

(คอลลิน วูดส์ – ผู้ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป – กำลังจะมาพบผม)

            -  Rome, where the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(กรุงโรม – ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย – เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุดเมืองหนึ่ง)

            -  Ramkhamhaeng University, which is an open university, enrolls thousands of students each year.

(ม. รามคำแหง – ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด – ลงทะเบียนนักเรียนหลายพันคนในแต่ละปี)

            -  Charles Dickens, who was a very famous writer, was poor all through his life.   

(ชาร์ลส ดิคเค่นส์  -  ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง –  ยากจนตลอดชีวิตของเขา)

              -  Ayuthaya, which we learnt about, was our former capital.

(อยุธยา – ซึ่งเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมัน – เป็นเมืองหลวงเก่าของเรา)

             -  My house, of which the roof is made of brick, is going to be sold. 

(บ้านของผม – ซึ่งหลังคาทำด้วยอิฐ – กำลังจะถูกขายไป)

               -  Dr. John Smith, whom I met in London, is an oculist.

(ด็อกเตอร์ จอห์น สมิธ  - ผู้ซึ่งผมพบในลอนดอน – เป็นจักษุแพทย์)

              -  Our teacher of English, who has just returned from abroad, is getting married soon.

(ครูสอนภาษาอังกฤษของเรา – ผู้ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ – กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า)

                                       จากประโยคตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด  จะเห็นว่าทุกประโยคมี  “Non-defining Clause” ขยายประธานของประโยค  และต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นอยู่ระหว่าง “Clause”ซึ่งไม่สู้จะมีความจำเป็นแก่ใจความในประโยคเท่าใดนัก  เนื่องจากประธานฯ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  เป็นใคร  เป็นอะไร  สิ่งไหน หรือ ของใคร  ดังนั้น “Clause” ที่เพิ่มเข้ามาในประโยค (ขยายประธานฯ)  จึงเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่รู้กันดีอยู่แล้วเท่านั้น  แม้จะตัดข้อความที่เพิ่มเข้ามานี้ทิ้งไป  ก็จะไม่ทำให้ประโยคนั้นเสียใจความแต่อย่างใด  ทั้งนี้จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหน้า-หลัง “Clause” เสมอ (ในกรณีขยายประธานฯ ประโยค)  หรือคั่นเฉพาะข้างหน้า “Clause”  (ในกรณีขยายคำนามที่อยู่กลางประโยค)

สรุป  -  เราสามารถสรุปลักษณะของ “Non-defining Clause” ได้ดังนี้

                            1. ไม่มีความจำเป็นแก่ใจความในประโยค  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้ละเอียดมากขึ้นจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น

                            2. ต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  คั่นหน้าและหลัง “Clause” เสมอ

                            3. ต้องใช้ “Relative Pronoun” ซึ่งไม่มีลักษณะชี้เฉพาะเจาะจง เช่น Who”  “Whom”  “Where”  หรือ “Which” เป็นต้น  จะใช้  “That ไม่ได้  และต้องให้สอดคล้องกับหน้าที่  (Function)  ของมันด้วย

                                          สำหรับ  “Defining Adjective Clause”  ใช้ขยายนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความสมบูรณ์และชัดเจนขึ้นว่า  เป็นคนไหน  สิ่งไหน  อะไร  ของใคร  เป็นต้น  ทั้งนี้  หากไม่มี “Defining Adjective Clause” มาขยายแล้ว  คำนามหรือสรรพนามที่กล่าวถึงนั้นก็จะไม่เจาะจง  จะเป็นเพียงการกล่าวลอยๆ  ยากที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้ชัดเจนว่าเป็นใคร  อะไร หรือของใคร  ทั้งนี้  เพราะขาด  “Defining Adjective Clause” มาช่วยขยายความหรือชี้เฉพาะให้เห็นเด่นชัดนั่นเอง  กล่าวคือ  มาช่วยแยกนามหรือสรรพนามตัวที่ถูกมันขยาย  ออกจากนามหรือสรรพนามทั่วๆไป  เพื่อให้รู้ว่า เป็นใคร อะไร  สิ่งไหน ที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              -  The robber was arrested.

(โจรถูกจับ)

              -  The car belongs to my father.

(รถยนต์เป็นของพ่อของผม)

               -  The house is near the railway station

(บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

                -  The police questioned the woman.

(ตำรวจซักถามผู้หญิง)

                -  The plan was finally turned down.

(แผนในที่สุดถูกปฏิเสธ)

                 -  The subject is English.

(วิชาคือภาษาอังกฤษ)

                -  He will take us to the town.

(เขาจะพาเราเข้าเมือง)

                -  Some of the boys didn’t come to my party.

(เด็กบางคนไม่มางานเลี้ยงของผม)

                                          จากทุกประโยคที่ยกมาข้างบน  ผู้ฟังจะไม่รู้เลยว่า ขโมยคนไหนถูกจับ  รถคันไหนเป็นของพ่อผม  บ้านหลังไหนอยู่ใกล้สถานีรถไฟ  ตำรวจซักถามผู้หญิงคนไหน  แผนอะไรที่ถูกปฏิเสธ  วิชาอะไรคือภาษาอังกฤษ  เขาจะพาเราไปเมืองไหน  เด็กคนไหนที่ไม่มางานเลี้ยง  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเราเพิ่ม  “Defining Adjective Clause”  เข้าข้างหลังคำนาม (ประธานประโยค)  ใจความก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  เช่น

             -  The robber who plundered the bank yesterday was arrested.

(โจรซึ่งปล้นธนาคารเมื่อวานนี้ถูกจับ)

             -  The car which I drive to the university belongs to my father.

(รถซึ่งผมขับไปมหาวิทยาลัยเป็นของพ่อของผม)

              -  The house where I live is near the railway station.

(บ้านที่ผมอาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

               -  The police questioned the woman whose car was stolen.

(ตำรวจซักถามผู้หญิงซึ่งรถของเธอถูกขโมย)

               -  The plan which I proposed to the committee was finally turned down. 

(แผนซึ่งผมเสนอต่อคณะกรรมการได้รับการปฏิเสธในที่สุด)

               -  The subject in which I am interested is English.

(วิชาซึ่งผมสนใจคือภาษาอังกฤษ)

               -  He will take us to the town where we can see old temples.

(เขาจะพาเราไปที่เมือง  ซึ่งเราสามารถดูวัดเก่าแก่ได้)

               -  Some of the boys (whom) I invited did not come to my party.

(เด็กบางคนซึ่งผมเชิญไม่มางานเลี้ยงของผม)

สรุป  -  จากประโยคข้างบนที่มี “Defining Adjective Clause” ขยายประธาน  หรือคำนามข้างในประโยค  เราสามารถสรุปลักษณะของ “Defining Adjective Clause”ได้ดังนี้

                               ๑.  ทำหน้าที่ขยายนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  หมายถึงใคร  อะไร  (คือแยกนามนั้นออกจากนามตัวอื่นๆ)

                               ๒.  ไม่มีเครื่องหมาย “คอมม่า” คั่นอยู่ระหว่างคำนาม (ประธานประโยค หรือคำนามที่อยู่กลางประโยค)  กับ  “Defining Adjective Clause

                               ๓.  ใช้คำ “Relative Pronoun” ที่ขึ้นต้น (นำหน้า)  “Defining Adjective Clause” ให้เหมาะสมกับนามที่ถูกมันขยาย  และหน้าที่ของมันด้วย

 

20. Now the shares Mr. Brown bought in 2002 have gone up _________________ value. 

(ในปัจจุบัน   หุ้นที่มิสเตอร์บราวน์ซื้อในปี  ๒๐๐๒  ได้เพิ่มขึ้น  _______________ ด้านราคา)

(a) by

(b) on

(c) in    (ใน)

(d) at

(e) of

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับวลีที่ใช้กับ   “In”  ได้แก่    “play a role in”  (แสดง หรือ มีบทบาทใน)  -  “The ear plays a role in maintaining balance besides hearing.”  (หูมีบทบาทในการรักษาสมดุล  นอกจากการได้ยิน),  “be deficient in”  (ขาดแคลนหรือบกพร่องในด้าน หรือ เรื่อง)  -  “His diet was deficient in vitamins.”  (อาหารลดน้ำหนักของเขา  ขาดแคลนวิตามิน),   “Her father was killed in an accident.”  (= His father died in an accident.  –  พ่อของเขาตายในอุบัติเหตุ)  “In a plane = By plane”  (โดยทางเครื่องบิน),  “In a car = By car”  (โดยรถยนต์),  “In a bus = By bus”  (โดยรถประจำทาง),  “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),   “in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา), “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า)  -  “If you need any help from me, please tell me in advance.”  (ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือจากผม  โปรดบอกผมล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก)  -  “After his wife died, he was in bad shape.”  (หลังจากที่ภรรยาของเขาตาย  เขาอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่  -  คือ สำมะเลเทเมา  กินเหล้าหัวราน้ำ  มีแต่ความทุกข์),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ)  -  “He is in charge of the newly established business.”  (เขาดูแล-รับผิดชอบธุรกิจที่จัดตั้งขึ้นใหม่),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย)  -  “The room was in order when I came in.”  (ห้องเป็นระเบียบเรียบร้อยดี  เมื่อผมเข้าไป),  “in time  (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจังหวะ), “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สมบูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล),  “in writing” (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน),  “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน,  ธนาคาร, วัด,  บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in” (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in”  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath” (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area” (ในพื้นที่),  “in the garden”  (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ),  “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ),  “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล),  “in the kitchen”  (ในครัว)“in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว),  “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้)  -  “There has been considerable development of the country’s infrastructures in recent years.”  (มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศอย่างมากมายในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime” (= meanwhile)  (ในระหว่างนั้น, ในขณะเดียวกัน)  Big cuts in the tax on luxury goods benefited only a few.  In the meantime thousands of families find it hard to make end meet.”  (การลดภาษีอย่างมากมายแก่สินค้าฟุ่มเฟือย  ให้ประโยชน์กับคนเพียงไม่กี่คน  ในขณะเดียวกัน  หลายพันครอบครัวพบว่ายากลำบากที่จะหาให้พอกิน), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society”  (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)“in the dark”   (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ),  “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ),  “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก)  “People in love are usually optimistic.”  (คนที่กำลังมีความรัก  มักมองโลกในแง่ดีเสมอ),  “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี)  -  “Democratic government is always in favor of free speech.”  (รัฐบาลประชาธิปไตยจะเห็นด้วยกับการพูดอย่างเสรี – ของประชาชน – เสมอ), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ)  -  “They studied hard in an effort to past the exam.”  (พวกเขาขยันเรียน  ด้วยความพยายามที่จะสอบให้ผ่าน), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ)  -  Clearly, they did it in response to external pressures.”  (ชัดเจนทีเดียว  พวกเขาทำมันเพื่อตอบสนองต่อแรงกดดันจากภายนอก), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ),  “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน),  “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....)  -  He is an expert in computer.”  (เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านคอมพิวเตอร์),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา)  -  “He faced financial difficulty in his old age.”  (เขาพบกับความยากลำบาก (ปัญหา) ทางการเงิน  เมื่อตอนวัยชรา) ,  “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙),  “in my opinion”  (ในความเห็นของผม)  -  “In my opinion, she is the best student the school ever has.”  (ในความเห็นของผม  เธอเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดที่โรงเรียนเคยมี)“in her view” (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน),  “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ),  “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน),  “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black” (ใส่ชุดสีดำ)  -  People are generally dressed in black when they go to a funeral.”  (ผู้คนมักแต่งชุดดำโดยทั่วไป  เมื่อพวกเขาไปงานศพ),  “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย)  -  “A car accident resulted in his death.”  (อุบัติเหตุรถยนต์ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน)  -  “Christians believe in God.”  (ชาวคริสต์ศรัทธาในพระเจ้า)“in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลประการแรกที่ต้องการจะกล่าว)  เป็นต้น

            

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้