หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 257)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. ______________, Brian Collins Bradford decided to devote his life to wildlife conservation.

(_____________________ , ไบรอัน คอลลินส์ แบรดฟอร์ด  ตัดสินใจอุทิศชีวิตของตนเองให้กับการอนุรักษ์พันธุ์พืชและสัตว์ป่า)

(a) He was twelve

(b) His age was twelve

(c) Twelve years old

(d) At the age of twelve    (เมื่อตอนอายุ  ๑๒  ปี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  หรืออาจตอบ  “When he was twelve”  หรือ  “When he was twelve years old”  ก็ได้

 

2. ______________________________, Elizabeth Lewis was still a young woman.

(_______________________________  เอลิซาเบธ ลูอิส  ยังคงเป็นหญิงเยาว์วัยอยู่) 

(a) She became a teacher in a nursing college

(b) Because she became a teacher in a nursing college

(c) When she became a teacher in a nursing college    (เมื่อเธอเป็นครูในวิทยาลัยพยาบาล)

(d) Why she became a teacher in a nursing college

ตอบ   -   ข้อ   (c)   นื่องจากเป็นอนุประโยคแบบ  (Adverb clause of time)  ส่วนข้อความส่วนที่เหลือเป็นประโยคใหญ่  (Main clause)

 

3. The ancient Hopewell people of North America probably cultivated corn and ______________ crops, but hunting and gathering were still of critical importance in their economy.

(ชาวโฮปเวลล์โบราณในทวีปอเมริกาเหนือ (อินเดียนแดงเผ่าหนึ่ง) อาจจะเพาะปลูกข้าว โพดและพืช _____________________ แต่การล่าสัตว์และเก็บของป่าก็ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งในเศรษฐกิจของพวกเขา)

(a) another

(b) the others

(c) other    (อื่นๆ)

(d) other than

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Another, Other, Others, The other (s)”  จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ 

  •  I have ________________________________ wheel in the back of my car.

(ผมมีล้อ ____________________________________________ ในท้ายรถของผม)

(a) other

(b) others

(c) the other

(d) another    (อีกล้อหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Another”  ขยายนามเอกพจน์ นับได้  หมายถึง  “อีกคนหนึ่ง,  ตัวหนึ่ง  หรือสิ่งหนึ่ง”  ดูเพิ่มเติม  “Another”   จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่  

  •  If you don’t want this pen, take ______________.   There are some left in the box.

(ถ้าคุณไม่ต้องการปากกาด้ามนี้   เอา _______ ไปก็ได้  มีปากกาจำนวนหนึ่งเหลืออยู่ในกล่อง)

(a) the other    (อีกด้ามหนึ่งที่เหลือ  จากทั้งหมด  ๒  ด้าม)

(b) others    (ด้ามอื่นๆ)  (เป็นพหูพจน์)

(c) another    (อีกด้ามหนึ่ง)  (เป็นเอกพจน์)

(d) one another    (ซึ่งกันและกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                             ตัวอย่างที่  

  •  One of my English teachers is American, _______________________ is British.

(ครูภาษาอังกฤษคนหนึ่งของผมเป็นชาวอเมริกัน ___________________ เป็นชาวอังกฤษ)

(a) any

(b) other

(c) another    (อีกคนหนึ่ง)

(d) others    (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   “Another”  (อีกหนึ่ง)   ที่ไม่ชี้เฉพาะ + Noun   นับได้เอกพจน์  (ประโยคนี้แสดงว่า  “ผม”  มีครูภาษาอังกฤษหลายคน  คือ ไม่ต่ำกว่า  ๓  คน  ถ้ามีเพียง  ๓  คน  และต้องการจะกล่าวถึงคนที่  ๓  จะต้องใช้  “The other”  เนื่องจากหมายถึง   “คนสุดท้ายที่เหลือ”  ในบรรดา  ๓  คน)   ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

             -  We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก  ๑  สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

           -  She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก  ๑  ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

           -  He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก  ๑  คัน)

                                            อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก...................”

                -  They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

                -  We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

                 -  The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก  ๒  ปี)

                                           นอกจากนั้น  “Another”  มักใช้คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “(ไม่)..............ใดก็...............หนึ่ง”  เช่น

             -  We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

             -  Almost everyone has a headache at one time or another.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง)

                                        สำหรับการใช้  “One”  (คนหนึ่ง, ตัวหนึ่ง, สิ่งหนึ่ง)  และ “The other”  (อีกหนึ่ง  ในจำนวนสอง  หรือที่ชี้เฉพาะ)   ดูจากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่  

  • The two really important things in life are a good bed and a fine pair of shoes.  When you’re not in one, you’re in _______________________.  (Norwegian proverb)

(สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง  ๒  อย่างในชีวิต  คือ  เตียงนอนที่ดีๆ ตัวหนึ่ง  และรองเท้าดีๆ คู่หนึ่ง  ทั้งนี้  เมื่อคุณไม่อยู่ในสิ่งหนึ่ง  คุณก็จะอยู่ใน __________________  (ในบรร ดาของ  ๒  สิ่ง คือ เตียง และ รองเท้า)  (สุภาษิตนอร์เว)

 (ความหมาย คือ  เตียงนอนดีๆ คือ ที่สำหรับพักผ่อนหลังจากการทำงานหาเลี้ยงชีพ  ส่วนรองเท้า คือ สิ่งที่คนเราจะต้องสวมใส่เวลาออกไปทำงานนอกบ้าน  เพราะฉะนั้น  ของ  ๒  สิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในทัศนะของคนนอร์เว  กล่าวคือ  คนเราถ้าไม่ทำงาน  (โดยใส่รองเท้าออกไปนอกบ้าน)  ก็พักผ่อน  (อยู่บนเตียง)  ชีวิตคน (นอร์เว) จึงวนเวียนอยู่กับของ  ๒  สิ่งนี้  เพราะคนนอร์เวไม่สนใจกับเรื่องสนุกสนาน  เนื่องจากชีวิตต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บตลอดทั้งปี  เพราะประเทศตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลก)

(a) the other   (อีกสิ่งหนึ่ง)

(b) the others

(c) others

(d) other

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเราใช้   “The other”  เพื่อชี้เฉพาะ  หรือบอกว่า  “อีกหนึ่งที่เหลือ  จากจำนวน  ๒  สิ่ง  ๒  คน  หรือ  ๒  ตัว”  {เมื่อใช้  “The other”  แบบลอยๆ  ถือเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)   แต่ถ้าใช้ขยายคำนาม  ถือเป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)} ดังประโยคข้างล่าง

         -  Hold it in your right hand, not the other.  (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ถือมันไว้ในมือขวาของคุณสิ  ไม่ใช่มือซ้าย)  (คนเรามี  ๒  มือ)

         -  Tim and Tom had told me that they would come to my party, but only Tim came, the other did not.   (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ทิมและทอมบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงของผม  แต่ทิมมาเพียงคนเดียว  อีกคนหนึ่งไม่มา)  (คือทอมไม่มา  -  ทอมคืออีกคนหนึ่งที่เหลือจาก  ๒  คน)

          -  One half of the world does not know how the other half lives.   (ใช้แบบ“Adjective”ขยายคำนาม “Half”)

{(ผู้คน) ครึ่งหนึ่งของโลกไม่รู้ว่า (ผู้คน) อีกครึ่งหนึ่ง (ของโลก) มีชีวิตอย่างไร}(หมายถึง  คนร่ำรวยในซีกโลกหนึ่ง  ไม่รู้ว่าคนยากจนในอีกซีกโลกหนึ่งมีชีวิตอย่างไร)  (โลกแบ่งออกเป็น  ๒  ซีก คือ ตะวันตกและตะวันออก  ประโยคข้างบนกล่าวถึงซีกโลกที่เหลือ  จากซีกที่ได้กล่าวไปแล้ว)

                                          กล่าวโดยสรุป  -  เมื่อทราบว่ามีของ  ๒  สิ่ง  คน  ๒  คน  สัตว์  ๒  ตัว  ใช้  “One” คู่กับ  “The other”   ดังประโยคข้างล่าง

             -  There are two boys in this room, one is big and the other is small.

(มีเด็ก  ๒  คนในห้องนี้  คนหนึ่งตัวใหญ่  อีกคนหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  คน) ตัวเล็ก)

             -  One cooks and the other cleans the house.

(คนหนึ่งปรุงอาหาร  และอีกคนทำความสะอาดบ้าน)  (ในบ้าน มีคนเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

            -  There are 2 sentences on the page.  One is the answer to the first question and the other is the answer to the second question.

(มี  ๒  ประโยคอยู่ในหน้าหนังสือนั้น  ประโยคหนึ่งเป็นคำตอบของคำถามแรก  และอีกประโยคหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  ประโยค) เป็นคำตอบของคำถามที่  ๒)

           -  First he stood on one foot, then he stood on the other.

(ในตอนแรก  เขายืนบนขาหนึ่งก่อน  และต่อมา  เขายืนบนขาอีกข้างหนึ่ง)  (คนมี  ๒  ขา)

           -  The twins look exactly alike, one can’t be distinguished from the other.

(ฝาแฝดคู่นั้นมีท่าทางเหมือนกันเป๊ะ  ไม่สามารถแยกความแตกต่างของคนหนึ่งจากอีกคนหนึ่งได้)  (แฝด  ๒  มีเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

           -  There are 2 seats left, I don’t want to sit near the door, so I guess I’ll have to take the other one.

(มีที่นั่งเหลืออยู่  ๒  ที่  ผมไม่ต้องการนั่ง (ที่นั่ง) ติดประตู  ดังนั้น  ผมคาดว่าผมจำเป็นต้องนั่งที่นั่งอีกตัวหนึ่ง  -  ที่เหลืออยู่)

                                      อย่างไรก็ตาม  เราใช้  “The other” กับ  สิ่ง (คน, สัตว์)  ที่เหลือเพียงสิ่งเดียว (เอกพจน์) สุดท้าย   จากของจำนวนมากเท่าใดก็ได้   (ไม่จำเป็นต้องจากของเพียง  ๒  สิ่ง)   เช่น

           -  Of these books, two are about space travel, how about the other?

(ในบรรดาหนังสือเหล่านี้    ๒ เล่มเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ  แล้วอีกเล่ม  (ที่เหลือเล่มสุดท้าย) เกี่ยวกับอะไร)  (หนังสือมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด  ๓  เล่ม)

            -  There are 10 cars in the showroom.  Two are black; three are red; four are white and the other is bronze.

(มีรถ  ๑๐  คันในโชว์รูม ๒ คันมีสีดำ  ๓ คันสีแดง  ๔ คันสีขาว  ส่วนคันที่เหลือสุดท้าย  สีบรอนซ์)  (มีรถทั้งหมด  ๑๐  คัน  บอกสีไปแล้ว  ๙  คัน  คันสุดท้ายสีบรอนซ์)

                                         สำหรับ  “The others”  ใช้บอกจำนวนที่เหลือสุดท้าย   (เป็นพหูพจน์  คือ  ตั้งแต่  ๒  คน  ๒ สิ่ง  หรือ  ๒ ตัว  ขึ้นไป)  จากจำนวนทั้งหมด  ซึ่งอย่างน้อยต้องมีจำนวน  ๓  หรือมากกว่า  (ต้องรู้จำนวนรวมที่แน่นอน  ว่ามีทั้งหมดเท่าใด)   เช่น  

            -  Here are 4 boxes, but I can carry only 2  -  please bring the others.

(นี่คือกล่อง  ๔  ใบ  แต่ผมแบกได้เพียง  ๒  ใบนะ  คุณกรุณาแบบอีก  ๒  ใบที่เหลือด้วย)

           -  There are 7 mangoes on the table; you can take 3 and I’ll take the others.

(มีมะม่วง  ๗  ลูกบนโต๊ะ  คุณเอาไป  ๓  ลูกก็ได้  ส่วนผมจะเอาที่เหลือไป)  (คืออีก  ๔  ลูกที่เหลือ)

 

4. Under the guidance of choreographers Martha Graham and Jerome Robbins, American dance _____________________ new levels of artistic achievement.

(ภายใต้การชี้แนะของนักออกแบบท่าเต้นรำ (คือ)  มาร์ธา เกรแฮม และ เจอโรม  รอบบินส์  การเต้นรำแบบอเมริกัน ________________________ ระดับใหม่ของความสำเร็จทางด้านศิลปะ)

(a) have reached

(b) has reached    (ได้ก้าวไปสู่, ได้ก้าวไปถึง)

(c) reach

(d) reaching

ตอบ   -  ข้อ    (b)  เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “American dance”  ซึ่งเป็นนามนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ) จึงต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับประธาน  คือ  “Has reached”  หรืออาจใช้  “Reaches”  ก็ได้

 

5. Leather quickly deteriorates in a hot, damp climate.

(หนัง    เสื่อมลง-เลวลง-แย่ลง    อย่างรวดเร็ว  ในภูมิอากาศร้อนและชื้น)

(a) gets better    (ดีขึ้น)

(b) becomes worse    (เลวลง, แย่ลง, เสื่อมลง)

(c) decays    {เน่าเปื่อย, ผุพัง, (ฟัน) ผุ}

(d) contracts    (หดตัว)

 

6. Apartment living is vexing to some people because of the nearness of neighbors.

(การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์    น่าโมโห-น่าขุ่นเคือง    ต่อบางคน  เนื่องมาจากความใกล้ ชิด (อยู่ติด) กับเพื่อนบ้าน)  (คือ ถูกเพื่อนบ้านรบกวน  เช่น  ส่งเสียงดัง)

(a) comforting    (ช่วยปลอบประโลม, ซึ่งปลอบโยน-ปลอบใจ, ให้ความสุขสบาย)

(b) delighting    (น่ายินดี, น่าปลาบปลื้ม, น่าพอใจ)

(c) thrilling    (น่าตื่นเต้น-เร้าใจ, น่าเสียวซ่าน)

(d) irritating    (น่าฉุนเฉียว, น่าโมโห, ซึ่งกวนประสาท, น่าระคายเคือง)

 

7. Many cities have made significant cutbacks in their spending on free public services.

(หลายเมืองได้ทำ    การตัดทอน-ลดลง    อย่างสำคัญ  ในด้านค่าใช้จ่ายของตนในด้านการบริการสาธารณะแบบให้เปล่า)  (คือ ไม่เก็บสตางค์ เช่น รถเมล์ รถไฟฟรี)

(a) improvements    (การปรับปรุง, การทำให้ดีขึ้น)

(b) augmentations    (การเพิ่มขึ้น)

(c) reductions    (การลดลง)

(d) disclosures    (การเปิดเผย)

 

8. Coral reefs have always been _____________ hazards to ships sailing in tropical seas.

(โขดหินปะการังได้เป็น ___________________ อันตรายต่อการเดินเรือในเขตร้อนอยู่เสมอ)

(a) one of the greatest    (หนึ่งในบรรดา  .......(อันตรายต่อ......)......  ที่มากที่สุด)

(b) the greatest ones

(c) ones greatest

(d) the greatest were

 

9. The large compound eyes of the dragonfly ____________________ to see moving objects almost eighteen feet away.

(ตาซึ่งผสมรวมกันขนาดใหญ่ของแมงปอ ___________________________ เห็นวัตถุที่เคลื่อนไหวเกือบจะ  ๑๘  ฟุตห่างออกไป)

(a) to enable it

(b) enabling it

(c) enable it    (ทำให้มันสามารถ)

(d) it enables

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “The large compound eyes”   โดยมี  “Of the dragonfly”   เป็นส่วนขยายประธาน  และมี  “Enable”  (ทำให้สามารถ)  เป็นกริยาของประโยค

 

10. Duke Ellington was a composer, conductor, and pianist ___________________ ranked as one of the greatest of all jazz figures.

(ดิ๊วค์  เอลลิงตัน เป็นนักประพันธ์เพลง  ผู้ควบคุมวง  และนักเปียโน ________________ มีอันดับ (ตำแหน่ง) เป็นหนึ่งในบรรดานักดนตรีแจซที่ยิ่งใหญ่ที่สุด)

(a) which

(b) whom

(c) he

(d) who    (ผู้ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นคำนำหน้าอนุประโยค  (Relative pronoun)  แบบ  “Adjective clause”  (Who ranked as one of the greatest of all jazz figures)  ซึ่งแทนหรือขยายบุคคล  (นักประพันธ์เพลง  ผู้ควบคุมวง  และนักเปียโน)

 

11. Asteroids are small and therefore very difficult to identify, even when __________ to Earth.

(กลุ่มดาวเคราะห์น้อย  (โคจรระหว่างดาวอังคารและดาวพฤหัส) มีขนาดเล็ก  และ  ดังนั้น  จึงยากมากที่จะระบุ (จำแนกแยกแยะ) ได้  แม้กระทั่งเมื่อ _________________________ กับโลก)

(a) quite closely

(b) are being quite close

(c) are they quite close

(d) they are quite close    (มันอยู่ใกล้มาก)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นอนุประโยคแบบ  “Adverb clause of time” เหมือนใน  ข้อ  ๒  ของข้อสอบชุดนี้

 

12. A referee in any matches must maintain an impartial judgment on competing teams.

(กรรมการ (ผู้ตัดสิน) ในการแข่งขันใดๆ  จะต้องรักษาการใช้วิจารญาณ – หรือการตัดสิน – (ซึ่ง)    ไม่ลำเอียง-ไม่เข้าข้างฝ่ายใด    ต่อทีมที่เข้าแข่งขัน)

(a) sympathetic    (เห็นอกเห็นใจ)

(b) invariable    (ไม่เปลี่ยนแปลง, คงที่)

(c) attentive    (สนใจ, ตั้งใจ, เอาใจใส่)

(d) unbiased    (อัน-ไบ๊-เอิสท)  (ไม่ลำเอียง, ไม่มีอคติ, ไม่เข้าข้าง, ตรงไปตรงมา)

 

13. Of all the wild dogs, none is more closely related to the domesticated dog than the wolf.

(ในบรรดาสุนัขป่า – ที่มิได้เลี้ยงตามบ้าน – ทั้งหมด  ไม่มีชนิดไหนที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับหมาที่ถูก    ฝึกให้เชื่อง    มากไปกว่าหมาป่า – เนื่องจากหมาป่ามีหลายพันธุ์  และ “wolf”  เป็นเพียง    ชนิดในนั้น)

(a) hunting    (ซึ่งล่า, ที่ล่า)

(b) tame    (เชื่อง, อ่อนน้อม, เชื่อฟัง, ยินยอมโดยดี)

(c) ferocious    (ดุร้าย, โหดร้าย, ทารุณ)

(d) hybrid    (ซึ่งเป็นพันธุ์ทางหรือพันธุ์ผสม)

 

14. Though many American men help with household chores (ชอร์ส), women still take responsibility for 70 percent.

(แม้ว่าผู้ชายอเมริกันจำนวนมากช่วย    งานบ้าน-งานจิปาถะภายในบ้าน    ผู้หญิงยังคงรับผิดชอบงานเหล่านี้อยู่ถึง  ๗๐  เปอร์เซ็นต์)

(a) tasks    (ทาสค) (งาน, งานหนัก, เรื่องที่ยาก, ภาระหน้าที่)

(b) industries    (อุตสาหกรรม)

(c) shopping    (การซื้อของ, การจ่ายตลาด)

(d) debts    (เด็ทส) (หนี้สิน)

 

15. The cattle moved off quickly, stopping _______________________ to eat some grass.

(เหล่าวัวควายเคลื่อนที่ต่อไปอย่างรวดเร็ว  หยุด _______________________ เพื่อกินหญ้า)

(a) nowadays   (เดี๋ยวนี้, สมัยนี้, ปัจจุบันนี้)

(b) here and there   (ที่นี่บ้าง  ที่นั่นบ้าง  หรือ  ตรงนี้บ้าง  ตรงโน้นบ้าง)

(c) here and now   (ที่นี่และเดี๋ยวนี้)

(d) probably   (บางที, อาจจะ)

 

16. Any person who calls himself ________________ would never speak to a lady like that.

(บุคคลใดก็ตามผู้ซึ่งเรียกตัวเองว่า _____________________ จะไม่พูดกับสุภาพสตรีเช่นนั้น)

(a) gentlemen

(b) gentleman

(c) the gentleman

(d) a gentleman   (สุภาพบุรุษ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “A”  และ  “An”  ได้แก่   “Take a seat”  (นั่ง),  “Take a break”  (พัก, หยุดพัก),  “Take a back seat”  (ยอมเป็นผู้ตาม, เป็นช้างเท้าหลัง),  “Take a good look”  (มองให้เต็มตา),  “Take a good picture”  (ถ่ายรูปสวย, ถ่ายรูปขึ้น),  “Take a bad picture”  (ถ่ายรูปไม่สวย, ถ่ายรูปไม่ขึ้น),  “Take a hand in”  (มีส่วนร่วม, ช่วยเหลือใน),  “Take a stand”  (ประกาศความสำคัญของตนเอง, ประกาศจุดยืน),  “Have a habit of”  (มีนิสัยชอบ), “It is a pity” (น่าสงสาร, น่าเสียดาย), “…..In a position to…..”  (อยู่ในฐานะที่จะ), “On an average”  (โดยเฉลี่ย), “Keep up a correspondence with…….”  (มีจดหมายโต้ตอบกับ), “Take a person at his word  (เชื่อคำพูดคนๆนั้น),  “Once in a while  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Once in a blue moon”  (นานทีปีหน, นานๆครั้ง),  “Once upon a time”  (กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว),  “Have a walk”  (เดิน),  “Have a haircut”  (ตัดผม), “Have an idea”  (มีความคิด),  “Take (Have) a bath”  (อาบน้ำ),  “Take a shower”  (อาบน้ำ),  “Make (Give) a speech”  (กล่าวสุนทรพจน์),  “Give a bath”  (อาบน้ำให้),  “Make a change”  (เปลี่ยนแปลง),  “Make an exchange”  (แลกเปลี่ยน),  “Give (Express) an opinion”  (แสดงความคิดเห็น),  “Give an idea”  (ให้ความคิด),  “Give a kiss”  (จูบ),  “Take a pride”  (ภาคภูมิใจ),  “Take a rest”  (พักผ่อน),  “Do a favor”  (ช่วยเหลือ),  “Give an answer”  (ตอบ),  “Make a decision”  (ตัดสินใจ),  “Come to a decision”  (ตกลงใจ, ตัดสินใจ),  “Make a suggestion”  (แนะนำ),  “Make a statement”  (กล่าว, พูด),  “Make an announcement”  (ประกาศ),  “Make a discovery”  (ค้นพบ),  “Make a choice”  (เลือก),  “Make a good doctor”  (เป็นหมอที่ดี),  “Make you a good secretary”  (เป็นเลขานุการที่ดีของคุณ),  “Go for a walk”  (ไปเดินเล่น),  “Go for a drive”  (ไปขับรถ), “Have a headache”  (ปวดหัว),  “Have a cough”  (มีอาการไอ),  “Have a cold”  (เป็นหวัด),  “Have a toothache”  (ปวดฟัน), “Have an earache”  (เจ็บหู, ปวดหู),  “Have a sore throat”  (เจ็บคอ),  “Have a pain”  (มีความเจ็บปวด),  เป็นต้น  

                                  นอกจากนั้น  ยังใช้ “A, An” ในวลีต่อไปนี้   “All of a sudden”  (ทันใดนั้น), “Tell a lie”  (พูดปด, โกหก), “Take a look at”  (จ้องมองไปที่), “For a long time”  (เป็นเวลานาน), “Take a trip”  (เดินทาง), “Be at a loss”  (งุนงง, ทำอะไรไม่ถูก), “On a large scale”  (อย่างมากมาย, อย่างใหญ่โต), “At a premium”  (มีราคาสูง), “Make it a rule”  (ตั้งเป็นกฎ), “As a matter of fact”  (อันที่จริงแล้ว), “Have a good time”  (สนุก), “In a hurry”  (รีบเร่ง), “It is a shame.”  (น่าละอาย), “Make a mistake”  (ทำผิด), “Have an opportunity”  (มีโอกาส), “At a discount” (ลดราคา), “May I borrow your pen for a minute?”  (ผมขอยืมปากกาคุณสักประเดี๋ยวได้ไหมครับ),   เป็นต้น

 

17. When I say “I haven’t the least idea”, I mean _______________________________.

(เมื่อผมพูดว่า  “ผมไม่ทราบแม้สักนิดเดียว”  ผมหมายความว่า _____________________ )

(a) I can’t think now   (ผมไม่สามารถคิดได้ในขณะนี้)

(b) I can’t form any ideas   (ผมไม่สามารถสร้างไอเดียได้เลย)

(c) I really don’t know   (ผมไม่ทราบจริงๆ)

(d) I know very little about that   (ผมรู้น้อยมากเกี่ยวกับเรื่องนั้น)

 

18. The blast is __________________________ serious explosion in Germany in five days.

(การระเบิดเป็นการระเบิดที่รุนแรง ___________________ ในเยอรมันนี  ในช่วงเวลา  ๕  วัน)

(a) four

(b) the four

(c) the fourth   (ครั้งที่  ๔)

(d) fourth

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เมื่อเป็น   “ลำดับที่”  ต้องใช้  “The fourth

 

19. Is it lawful to lend money _______________________________________ interest?

(มันถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่  ที่ให้กู้ยืมเงิน __________________________ ดอกเบี้ย)

(a) at   (โดยคิด)

(b) in

(c) by

(d) on

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “At interest”  =  “โดยคิดดอกเบี้ย”   สำหรับวลีที่ใช้   “At” ได้แก่   “at pains”  (ใช้ความพยายามเป็นพิเศษ)  -  At pains to make a good impression, she was prompt for her appointment.  (โดยใช้ความพยายามเป็นพิเศษที่จะสร้างความประทับใจ  เธอรวดเร็วสำหรับการนัดหมาย  -  คือมาถึงที่นัดหมายตรงเวลา) ,  “at stake”  (ไม่แน่นอน, อยู่ในภาวะที่เสี่ยง)  -  The team played hard because the championship of the state was at stake.  (ทีมเล่นอย่างสุดฝีมือ  เพราะตำแหน่งแชมเปี้ยนของรัฐไม่แน่นอน  หรืออยู่ในภาวะเสี่ยง  -  คือ  ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการแข่งขัน  ไม่รู้ว่าจะแพ้หรือชนะ  และจะได้เป็นแชมป์หรือไม่),  “at the same time”  (ในเวลาเดียวกัน),  “at the mercy of  (= at one’s mercy)  (อยู่ในอำนาจของ, ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณาของ)  -  The picnic was at the mercy of the weather.  (การปิกนิกขึ้นอยู่กับความเมตตาของดินฟ้าอากาศ  -  คือจะต้องเลื่อนไปถ้าเกิดฝนตก),  “good at”  (เก่ง)  “at a high speed” = {(บินหรือวิ่ง)  ด้วยความเร็วสูง} “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด)  “at a funeral” (ที่งานศพ)“at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน)“at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast” (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car” (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)  “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at risk”  (เสี่ยง), “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ)  “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)  “to speak at great length”  (พูดเสียอย่างยืดยาว)  “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)   “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)   “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)   “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent”   (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์)   “to work harder at his thesis”   (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)   “to go at the invitation of his neighbors”   (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน)  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “at liberty” (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง)   “to be at war” (ทำสงคราม)  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)   “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense” (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)   “to be at her best” (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)   “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)   “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)   “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)   “be delighted at the success”  (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ)  “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา)  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)  “at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)   “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)   “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)  “at present”  (ในปัจจุบัน)  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)   “at 33 Albert Street”  (บ้านเลขที่ ๓๓ ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home”  (ที่บ้าน)  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)   “at school”  (ที่โรงเรียน)   “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)   “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน)  “at night” (ตอนกลางคืน)  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)   “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)   “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก)   “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)   “Can it be done at all?”   (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)    “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด   “Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”   (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)   “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”   (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)   “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า  -  คือมีเรื่องพูดมากมายเพื่อโฆษณาสินค้าของตน)  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -   คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)  “at anchor” (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)   “keep him at arms length” (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)   “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)   “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์)  ทีละคน}   “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)   “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)   “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)   “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)   “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)    “at large” {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}  เป็นต้น 

 

20. A: Are we on the right road?

(A: เรามาถูกถนนหรือเปล่านี่)

      B: ___________________________________________.

(a) I hope not   (ผมหวังว่าไม่)

(b) I think so   (ผมคิดว่ามาถูกครับ)

(c) I’m afraid you’re right   (ผมเกรงว่าคุณถูกแล้วละ)

(d) Do only what is right   (จงทำเฉพาะในสิ่งที่ถูกต้อง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เพราะได้ความหมายดีที่สุด  และคำพูดของ  ๒  คน รับกัน

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้