หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 256)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Take care of yourself; the weather is always ____________ at the beginning of the season.

(จงดูแลตัวเองนะ  อากาศกำลัง ___________________________ อยู่เสมอ  ในตอนเริ่มต้นฤดู)

(a) change

(b) changing    (เปลี่ยนแปลง)

(c) to be changed

(d) changes

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Present continuous tense”  {Subject + Is (Am, Are) + Verb + ing}

 

2. Would you like some more coffee?  There’s still ____________________________ left.

(คุณจะเอากาแฟเพิ่มอีกสักหน่อยไหม  ยังคงมีเหลืออยู่ ___________________________ )

(a) little    (น้อยมาก)  (จนแทบไม่มีเลย)

(b) a little    (นิดหน่อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)     

(c) few     (น้อยมาก)  (จนแทบไม่มีเลย)

(d) a few    (นิดหน่อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)  

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “กาแฟ”  เป็นนามนับไม่ได้  ดูคำอธิบายการใช้คำจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • Most of the courses at the banquet were completely consumed, but there _________________ food still remaining.

(อาหารส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงอาหารถูกบริโภคโดยหมดสิ้น  แต่ยังคงมีอาหาร ________ เหลืออยู่)

(a) were few    (น้อยมาก)  (จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)   

(b) was little    (น้อยมาก)  (จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) were a few    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) was a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจาก  “Food”  เป็นนามนับไม่ได้  และประโยคนี้มีความหมายว่า  “พอมีอาหารเหลืออยู่บ้างนิดหน่อย)  ดูเพิ่มเติมการใช้คำเหล่านี้จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

  • This essay is good.  There are __________________________ mistakes in int.

(เรียงความนี้ดี  มีที่ผิดอยู่ ________________________________________________ )

(a) little    (น้อย, นิดหน่อย)  (จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(b) a little    (น้อย, นิดหน่อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)   (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อย, นิดหน่อย)  (จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, นิดหน่อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “เรียงความดี  มีที่ผิดน้อยมาก”  (จนแทบไม่มีเลย)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Few, A few, Little, A little”  จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • Few people can keep healthy on ___________________________ food and sleep.

(น้อยคนจะสามารถรักษาสุขภาพให้ดีได้  ด้วย (การกิน) อาหารและการนอนหลับ __________ )

(a) few    (นิดหน่อย, น้อยมาก)  (แทบจะไม่มีเลย)

(b) a few    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)

(c) little    (นิดหน่อย, น้อยมาก)  (แทบจะไม่มีเลย)

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากใช้กับคำนามนับไม่ได้  (Food and sleep)  และมีความหมายว่า  “น้อยมาก”  (น้อยคนจะมีสุขภาพดี  ด้วยการกินอาหารและนอนน้อยมาก)

                                ตัวอย่างที่ 

  • Though the question was difficult, _____________________ boys could answer it.

(แม้ว่าคำถามจะยาก __________________________________ เด็กชายสามารถตอบมัน)

(a) few    (มี –  เด็กชาย – น้อยมาก)  (ใช้ในความหมายเป็นลบ)

(b) little    (มี –  เด็กชาย – น้อยมาก)  (ใช้ในความหมายเป็นลบ)

(c) a few    (พอมี – เด็กชาย – อยู่บ้าง)  (คือ พอมีเด็กอยู่บ้างที่สามารถตอบคำถามได้)  (ใช้ในความหมายเป็นบวก)

(d) a little    (พอมี – เด็กชาย – อยู่บ้าง)  (คือ พอมีเด็กอยู่บ้างที่สามารถตอบคำถามได้)  (ใช้ในความหมายเป็นบวก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “A few”   ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์  (Boys)  และใจความมีความหมายทาง  “บวก”  คือ  “แม้คำถามจะยาก  แต่พอมีเด็กอยู่บ้างที่ตอบได้”

                                 ตัวอย่างที่ 

  • Let’s go and have a bottle of beer.  I still have __________________ money left.

(เราออกไปดื่มเบียร์กันสักขวดเอาไหม  ผมยังคงมีเงินเหลืออยู่ ____________________)

(a) few    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ)    

(b) a few    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก)     

(c) little    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ)    

(d) a little    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Little,  A little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (ในที่นี้ คือ “Money”)  ส่วน   “Few,  A few”  ใช้กับคำนามนับได้  และเป็นพหูพจน์  (ข้อนี้ความหมายเป็นบวก  คือ พอมีเงินอยู่บ้างนิดหน่อย  จึงชวนเพื่อนไปดื่มเบียร์) 

                               ตัวอย่างที่ 

  •  I’m always so busy that I have _______________________ time for amusements.

(ผมมีงานยุ่งมากเสมอ  จนกระทั่งผมมีเวลา _______ สำหรับอารมณ์ขัน-กิจกรรมสันทนาการ)

(a) very few    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(b) very little    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) a few    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a little    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -  ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Time”  เป็นนามนับไม่ได้  และต้องใช้ว่า  “น้อยมาก”  เพราะว่า  “มีงานยุ่งมากเสมอ”  (ความหมายเป็นลบ)   สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Little”  ก็ได้   (ความหมายเป็นลบเช่นกัน)   เนื่องจากมีความหมายเหมือน  “Very little”  (น้อยมาก)  

                             ตัวอย่างที่  

  • Since the weather was bad, ________________________________ people came.

(เพราะว่าอากาศเลว  ผู้คน ____ มา)  (ดูการแข่งขัน, ซื้อของที่ตลาด, เที่ยวในงานแสดงสินค้า ฯลฯ)

(a) little    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a little   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความในประโยค  มีความหมายเป็น   “ลบ”  (อากาศเลว  คนจึงมากันน้อยมาก) 

                             ตัวอย่างที่ 

  • There are _______________________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ ________________________ พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little    (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little   (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย  –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง  –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few    (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า   “มีแอปเปิลเหลืออยู่บ้างนิดหน่อย  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”  (ความหมายเป็นบวก)   ดังนั้น   การจะเลือกข้อใด   จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้  (พหูพจน์)  (ใช้  “Few”หรือ “A few”)   หรือนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little” หรือ  “A little”)   และดูด้วยว่า   “มีน้อยมาก”  (ความหมายเป็นลบ)   (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”  (ความหมายเป็นบวก)    (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              -  She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

              -  She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

               -  I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

              -  I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

 

3. ________________________ can be trained to help __________________________.

(____________________ สามารถได้รับการฝึกฝนให้ช่วยเหลือ ___________________ )

(a) The blind ____________ himself

(b) A blind ____________ himself

(c) The blind ____________ themselves    (คนตาบอด ................. ตนเอง)

(d) Blind _____________ themselves

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “The blind”  =  “คนจน”  ถือเป็นคำนามพหูพจน์  จึงต้องใช้กับ   “Themselves”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมคำพหูพจน์ประเภทนี้  จากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่ 

  • The blind ____________________________________ unable to see anything.

(คนตาบอด _____________________________________ ไม่สามารถมองเห็นอะไรเลย)

(a) is

(b) are

(c) was

(d) were

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  เป็นการเอา   “The”  มานำหน้าคำคุณศัพท์  “blind”  ทำให้กลายเป็นคำนาม  หมายถึง   “คนตาบอด”   ซึ่งถือเป็นคำนามพหูพจน์  จึงต้องใช้กับกริยา  “Are” หรือ “Have”  ดังตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

        -  The rich are not always happy.

(คนรวยไม่ได้มีความสุขเสมอไป)

         -  The poor have no home to live in.

(คนจนไม่มีบ้านอาศัยอยู่)

         -  The deaf hear nothing.

(คนหูหนวกไม่ได้ยินอะไรเลย)

         -  In the old days the elderly were taken good care of.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับการเอาใจใส่เป็นอย่างดี)

                                           ดูเพิ่มเติมการใช้   “The” นำหน้าคำคุณศัพท์แล้วกลายเป็นคำนามพหูพจน์  จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่        จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)

  • The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ  ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ   –   ข้อ   ๓   แก้เป็น   “whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน)  และนำหน้าอนุประโยค  (whose purpose…………………..the needy)  สำหรับข้อ  ๔  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้   “The”นำหน้าคำคุณศัพท์ (sick และ needy) หมายถึงบุคคลประเภทนั้นๆ   (“คนป่วย” และ “คนยากคนจน”)  และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย  ต้องใช้กับกริยา   “are, were, have”   เช่น “the poor”  (คนจน)  “the rich” (คนรวย)  “the wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์)  “the brave”  (คนกล้าหาญ)  “the elderly” (คนสูงอายุ)  “the young” (คนหนุ่มสาว)  “the old”  (คนแก่)   นอกจากนั้น   “Verb + ing” (Present participle)  และ กริยาช่องที่ ๓  (Past participle)   ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง   แต่เมื่อนำหน้าด้วย  “The”  เช่น “the dying” (คนที่กำลังจะตาย)  หรือ  “the wounded”  (คนเจ็บ)  “the injured”  (คนเจ็บ)   ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน    และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   และใช้กับกริยา    “are, were, have”  เช่นกัน  ดังตัวอย่างประโยค

       -  The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

       -  The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

       -  In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

         -  The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

         -  The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

         -  The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

 

4. The boy told his teacher that he had been late because he had a hard time ____________ up this morning.

(เด็กคนนั้นบอกครูของเขาว่า  เขามาสายเพราะว่าเขาประสบกับความยากลำบากในการ ____________________ เมื่อตอนเช้านี้)

(a) to get

(b) get

(c) got

(d) getting    (ตื่นนอน, ลุกขึ้นจากเตียงนอน)

 

5. Archaeology is an immense and wide-ranging subject that covers a time span of some three million years.

(โบราณคดีเป็นสาขาวิชาที่    ใหญ่โต-มหึมา    และมีขอบเขตกว้างขวาง  ซึ่งครอบคลุมช่วงเวลาประมาณ  ๓  ล้านปี)  (คือ  ศึกษาย้อนหลังไป  ๓  ล้านปี)

(a) time-consuming    (ใช้เวลามาก)

(b) in-depth    (เจาะลึก)

(c) historical    (เกี่ยวกับประวัติศาสตร์)

(d) tremendous    (ใหญ่โตมาก, มหึมา, มากมาย, อย่างยิ่ง, ดีเยี่ยม, ยอดเยี่ยม)

 

6. Differences in climate mean differences in temperature, precipitation, and the length of the growing season.

(ความแตกต่างในภูมิอากาศ  หมายถึงความแตกต่างในอุณหภูมิ    ฝน-หิมะ-ลูกเห็บ-น้ำค้าง    และความยาวของฤดูกาลเพาะปลูก)

(a) topography    (การทำแผนที่และพรรณนาภูมิประเทศ)

(b) altitude    (ความสูง)

(c) rainfall    (ฝนตก, ปริมาณน้ำฝนที่ตกลง)

(d) whirlpool    (เวิร์ล-พูล) (น้ำวน)

 

7. The modern world is inundated with competing propaganda and counterpropaganda.

(โลกสมัยใหม่ถูก    ท่วมท้น-น้ำท่วม    ไปด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ  และการโฆษณาชวนเชื่อตอบโต้ที่แข่งขันกัน)

(a) balanced    (สมดุล, ทำให้สมดุล)

(b) protected    (ปกป้อง, คุ้มครอง)

(c) overwhelmed    (ครอบงำ, ปกคลุม, มีชัยท่วมท้น, ทำให้ตกตะลึงมาก, ล้มล้าง, ทำลาย)

(d) contaminated    (ทำให้ปนเปื้อน, ทำให้เกิดมลภาวะ)

 

8. I felt terrible after the party.  Something I ate there _____________________ me sick.

(ผมรู้สึกแย่หลังจากงานเลี้ยง  บางอย่างที่ผมกินที่นั่น _____________________ ผมป่วย)

(a) would make    (จะทำให้)

(b) should have made    (ควรจะได้ทำให้)

(c) must have made    (จะต้องได้ทำให้)

(d) had to make

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากผู้พูดมีความมั่นใจว่าจะต้องเป็นเช่นนั้น  เพราะเกิดป่วยหลังจากงานเลี้ยง   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่ 

  • The streets are all wet.  It ______________________________ during the night.

(ถนนเปียกไปทั่ว _____________ ในระหว่างเวลากลางคืน)  (คือ  พูดประโยคนี้ในตอนเช้า)

(a) must be raining

(b) must have been rain

(c) had to rain

(d) must have rained    (ฝนคงจะได้ตกไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากผู้พูดประโยคนี้มีความมั่นใจว่า  ฝนคงจะได้ตกแน่นอนในตอนกลางคืน  เพราะในตอนเช้า  ถนนเปียกไปทั่ว  ดูเปรียบเทียบกับการใช้  “Should + Have + Verb 3”  (ควรทำสิ่งนั้นในอดีต  -  แต่มิได้ทำ)  หรือ  “Should + Not + Have + Verb 3”  (ไม่ควรทำสิ่งนั้นในอดีต  -  แต่ก็ได้ทำไปแล้ว)  จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ 

              A:  “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

              B:  “I know.  I shouldn’t __________________________ so long at the library.

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ__________________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

(a) have been staying

(b) have stayed    (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง คือ  ได้อยู่ หรือ ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน  ทำให้มาสายในการนัดหมาย  สำหรับ  “Should (= Ought to) + Have + Verb 3”  “ควรได้ทำ.......... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่  

-  I’m very sorry.  I should _____________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร _______________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

(c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Should (Ought to) + Verb 1” = “ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (Ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต” (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  •  You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

  • He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

  • The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                              ตัวอย่างที่  ๔

  • You ought _________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ ____________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า   “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น ประโยคข้างบน   มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

              -  I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว  -  แต่ก็ไม่ได้บอก)

               -  She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น)  (เมื่อเดือนที่แล้ว  –  แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

               -  They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                           จงเปรียบเทียบกับ   “Must + Have + Verb 3”   (จะต้องได้ทำไปแล้ว)    จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง   

                              ตัวอย่างที่  ๕

  • What terrible coffee!  She _____________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย – ห่วยแตก) อะไรเช่นนี้  เธอ __________ มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)  (เสร็จไปแล้ว  ในอดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบัน  หรืออนาคต”  ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  (ผู้พูดมีความมั่นใจว่าต้องเป็นเช่นนั้น)  สำหรับประโยคข้างบน เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น  “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดาอย่างมั่นใจของผู้พูดประโยคนี้   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               -  He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

               -  He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว)  (คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)  (ผู้พูดมั่นใจ  โดยสังเกตจากอาการที่เขาแสดงออกมา)

               -  She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่  ๑ ไปแล้ว)  (เป็นการคาด การณ์เหตุการณ์ในอดีต  โดยผู้พูดเชื่อว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  สังเกตจากเหตุผลแวดล้อมที่ว่า  เธอซื้อบ้านหลังใหม่)

 

9. African elephants _______________ from their Indian cousins by the size of their ears.

(ช้างแอฟริกัน _____ จากญาติ (ช้าง) อินเดียห่างๆ (หมายถึงญาติห่างๆ) โดยขนาดของหูของมัน)

(a) will distinguish

(b) have distinguished

(c) can distinguish

(d) can be distinguished    (สามารถ (ถูก) เห็นความแตกต่าง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  (Subject + Can + Be + Verb 3)  เนื่องจากประธานประโยค (ช้างแอฟริกัน) เป็นผู้ถูกกระทำ (ถูกเห็นความแตกต่าง)

 

10. Maine has ______________________ weather than most of the other states in the continental United States.

(รัฐเมนมีอากาศ ______________________ รัฐอื่นๆ ส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ภาคพื้นทวีป)  (คือรัฐต่างๆ ที่อยู่บริเวณตอนกลางของประเทศ)

(a) coolest

(b) the coolest

(c) cooler    (เย็นกว่า, เย็นสบายกว่า)

(d) the cooler

ตอบ   -   ข้อ   (C)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

 

11. __________________, snakes frequently subdue their prey without injecting poison.

(___________________ , งูพิชิตเหยื่อของมันบ่อยครั้ง โดยมิได้ฉีดพิษ  -  เข้าในตัวเหยื่อ)

(a) Belief contrary to general

(b) General belief contrary to

(c) Contrary belief general to

(d) Contrary to general belief    (ตรงกันข้าม (ขัดกัน) กับความเชื่อทั่วไป)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเรียงคำได้ถูกต้อง

 

12. After a virus invades a living cell, it becomes an active organism capable of proliferating.

(หลังจากไวรัสรุกรานเซลที่มีชีวิต  มันจะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่กระฉับกระเฉง-มีประสิทธิภาพ  ที่สามารถที่จะ    แพร่พันธุ์-เพิ่มทวี-ขยายตัว)

(a) killing    (ฆ่า)

(b) multiplying    (เพิ่มขึ้นหลายเท่า, เพิ่มจำนวน, คูณ)

(c) attacking    (จู่โจม, โจมตี, ทำร้าย)

(d) annihilating    (อะ-ไน้-ฮิ-เลท) (ทำลายล้าง, บดขยี้)

 

13. After the Berlin Wall was torn down, relations between Russia and the United States became more cordial.

(หลังจากกำแพงเบอลินถูกรื้อทิ้ง  ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ  เริ่ม    มีมิตรไมตรีจิต-รักใคร่กัน-เป็นมิตร-อบอุ่น-สนิทสนม-มีน้ำใสใจจริง    มากขึ้น)

(a) intimate    (คุ้นเคย, สนิทสนม)

(b) dubious    (ดู๊-เบียส)  (น่าสงสัย, น่าแคลงใจ, ไม่แน่นอน, คลุมเครือ)

(c) estranged    (ห่างเหิน, แปลกหน้า)

(d) amicable    (มีไมตรีจิต, เป็นมิตร, รักใคร่กัน, ฉันมิตร)

 

14. Jobs that guarantee more immediate return on investment have priority over local cultural needs and amenities.

(งานซึ่งให้หลักประกันผลตอบแทน (ผลกำไร) เพิ่มมากขึ้นในทันทีทันใด  จะมี    ลำดับความสำคัญ    เหนือความต้องการและความสุภาพอ่อนโยน (หรือความเจริญหูเจริญตา) ทางด้านวัฒนธรรมของท้องถิ่น)  (หมายถึง  งานที่ทำเงินให้อย่างรวดเร็ว  ต้องมาก่อนความต้องการหรือความดีงามทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น  คือ  ให้ความสำคัญกับงานที่สร้างเงิน  มากกว่าการหวงแหนวัฒนธรรมท้องถิ่น)

(a) precedence    (เพรส-ซี-เดิ้นซ)  (การมาก่อน, ความสำคัญกว่า, การมีสิทธิ์ก่อน, การนำหน้า)

(b) control    (การควบคุม)

(c) influence    (อิทธิพล)

(d) jurisdiction    (อำนาจศาล, ขอบเขตอำนาจ, อำนาจในการตัดสินคดีหรือควบคุม)

 

15. The postman was _______________________ this morning because he had an accident on the way to the post office.

(บุรุษไปรษณีย์ _______________________ เมื่อเช้านี้  เพราะว่าเขาประสบอุบัติเหตุ   ในระหว่างเดินทางไปที่สำนักงานไปรษณีย์)

(a) late half an hour

(b) late a half hour

(c) half an hour late    (สายไปครึ่งชั่วโมง)   (คือไปถึงที่ทำงานสายครึ่งชั่วโมง)

(d) a half hour late

 

16. Geological tests will ___________ to find the point at which the earthquake occurs the most.

(การทดสอบทางธรณีวิทยาจะ ____ เพื่อจะหาจุด (บริเวณ) ที่แผ่นดินไหว  เกิดขึ้นบ่อยหรือมากที่สุด)

(a) carry out

(b) be carry out

(c) be carrying out

(d) be carried out    (ถูกดำเนินการ,  ถูกทำให้แล้วเสร็จ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Future tense”  ในแบบ  “Passive voice”  {Subject + will (shall) + be + Verb 3}  เพราะว่าประธานประโยค(Geological tests)   ถูกกระทำ  คือ  “ถูกดำเนินการ  หรือ ถูกทำให้แล้วเสร็จ

 

17. A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

      B: He signed up, but he’s considering _______________________________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา _________________________________ )

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ  (a)  “Consider + Verb + ing” =   “พิจารณาทำ...........”  ส่วน  “Consider + not + Verb + ing” =    “พิจารณาไม่ทำ..........” เช่น   “She considered not applying for the job.” (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)   สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)   ดูจากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่  

  •  I don’t mind ___________________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ ________________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing

                               ตัวอย่างที่  

  •  He keeps _______________________________ the most outrageous things.

(เขา _________________________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ เกะกะระราน, รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say 

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ  (c)  กริยา  “Keep” =  (.........ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)  

                              ตัวอย่างที่  ๓

  • Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing _________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร _______ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing   (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)} 

                           ตัวอย่างที่  ๔

  • I can’t help __________________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ________________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring   (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing” สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.    (เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)
  • I cannot stand listening to his complaints any more.   (ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)
  • We could not avoid meeting him.    (เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)
  • They enjoyed listening to music.   (พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)
  • She dislikes talking a lot.   (เธอไม่ชอบการพูดมาก)
  • Jim finished writing a report last night.   (จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)
  • The man admitted taking the bicycle.   (นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)
  • She is sorry that she missed meeting you.   (เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)
  • They practice speaking French every day.   (พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)
  • We consider buying a new home.   (เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)
  • They allow smoking in this room.   (เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)
  • Do you mind opening the window?   (คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)
  • The teacher suggested working harder. (ครูแนะนำ   (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                                         สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่  ๕

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth _______________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ________________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing   (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ “Busy” (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                      นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

                -  It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

               -  It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

18. I just saw a girl ________________________________________ in Canada.

(ผมเพิ่งจะเห็นเด็กผู้หญิง ___________________________________ ในแคนาดา)

(a) that I met her sister

(b) who is sister I met

(c) whose sister I met    (ผู้ซึ่งพี่สาวของเขาผมได้พบ)  

(d) who I met her sister

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้  “Whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ  “ผู้ซึ่งพี่สาวของเธอ” (ของเด็กผู้หญิง)

 

19. She wrote ____________________________ the address and hurried to the post office.

(เธอเขียนที่อยู่  __________ และรีบไปที่ทำการไปรษณีย์)  (คือ เอาจด หมายไปส่งที่ไปรษณีย์)

(a) fast

(b) quickly

(c) out   (Write out = write fully in details = เขียนอย่างละเอียดลออ)

(d) slowly

 

20. A: What do you think about this book?

(A: คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้)

      B: _____________________________________________.

(a) Its easy for me

(b) It is easy to understand for me

(c) It’s easy for me to understand   (มันง่ายสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

(d) It understands easy for me

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับข้อ   (b) ก็ใช้ได้  ถ้าแก้เป็น  “It is easy to understand, for me.” แต่ไม่นิยมพูดเหมือนในข้อ   (c)

 

21. It is true that in modern times humanitarians have protested against cruelty to animals; _____________________ fox hunting continues.

(มันเป็นความจริงที่ว่า  ในยุคสมัยใหม่  คนใจบุญ (คนมีเมตตาต่อคน-สัตว์)  ได้คัดค้านต่อต้านการทารุณสัตว์ _____________________ การล่าหมาจิ้งจอกยังคงดำเนินต่อไป)

(a) while   (ในขณะที่)

(b) though   (ถึงแม้ว่า)

(c) therefore   (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(d) nevertheless   (อย่างไรก็ดี,  อย่างไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากข้อความในประโยคหน้าและหลัง  ขัดแย้งกัน  (คนใจบุญคัดค้านการทารุณสัตว์  แต่  การล่าหมาจิ้งจอกยังคงเกิดขึ้นต่อไป)  จึงต้องเชื่อมด้วย  “Nevertheless, Nonetheless, However, But

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้