หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 255)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Forget the past and look to the future; there is no merit in thinking about what ______________.

(จงลืมอดีตและมองไปที่อนาคต  ไม่มีข้อดี (คุณความดี) ในการคิดเกี่ยวกับสิ่งที่ _______________)

(a) will happen    (จะเกิดขึ้น)  (เป็นอนาคต)

(b) is happening    (กำลังเกิดขึ้น)

(c) has happened    (ได้เกิดขึ้นแล้ว)  (คือ  ได้ผ่านไปแล้ว  -  เป็นอดีต)

(d) had happened    (เกิดขึ้น)  (ในอดีต) (มักใช้คู่กับ “Past simple tense”)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3} กับเหตุการณ์ที่ได้เกิดขึ้นแล้ว  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ 

  • Never drive your car before you ________________________ the tires.

(จงอย่าขับรถของคุณ  ก่อนคุณ ______________________________ ยางรถ)

(a) had checked

(b) checked

(c) are checking

(d) have checked    (ได้ตรวจสอบ  ............(ยางรถ)..............  แล้ว)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  เพื่อบอกว่าได้ทำกริยานั้นๆ แล้ว  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Present perfect tense”   จากประโยคข้างล่าง

                        ตัวอย่างที่ 

  • _____________________________________ from her since March.

( ______________________________________ จากเธอตั้งแต่เดือนมีนาคม)

(a) I didn’t receive a letter

(b) I wasn’t receiving a letter

(c) I don’t receive a letter

(d) I haven’t received a letter    (ผมไม่ได้รับจดหมาย)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + Verb 3}  คือ  แสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต (ไม่ได้รับจดหมายตั้งแต่เดือนมีนาฯ)  ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (ก็ยังมิได้รับ)  สำหรับ “Present perfect tense”  มักใช้ในกรณีต่อไปนี้

                                    ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก  Just =  เพิ่งจะ, Recently =  เมื่อเร็วๆนี้,  Lately =  หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

               -  I have just finished my assignment.

  (ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

              -  My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

               -  I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

                                     ๒. ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet” (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี  “Already” และ “Yet”  ก็ได้  เช่น

                  -  I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

                -  She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

               -  Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

                -  I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

                -  Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

                                      ๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก For = เป็นเวลา,  Since =  ตั้งแต่,  Up to now, up to the present time, up until now =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา

                     -  She has lived here for 10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว  –  ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                -  He has been in Chicago since last week.

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                -  We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                 -  So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

                -  I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

                                      ๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  “Ever”  “Never”  เช่น

                 -  Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

                -  Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

                -  I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

                                       ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก สังเกตจาก  “Adverb of frequency”  เหล่านี้   “Again and again” =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “Many times” =  หลายครั้ง,  “Sometimes” =  บางที,  “Over and over”     (= Over and over again) = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “This is the first (second) time” =  นี่เป็นครั้งแรก (ครั้งที่ ๒)  เช่น

                     -  He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

                    -  I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์คมาหลายครั้งแล้ว)

                     -  She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

                     -  This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

 

2. There are not four boys in the room; _____________________ there are only three.

(มิได้มีเด็กชาย  ๔  คนในห้องนั้น _________________________ มีเพียง  ๓  คนเท่านั้น)

(a) truly    (อย่างแท้จริง, แน่แท้, จริงๆ, อย่างถูกต้อง-แม่นยำ, อย่างซื่อสัตย์, โดยใจจริง)

(b) certainly    (อย่างแน่นอน, ใช่, ไม่ต้องสงสัยเลย)

(c) mainly    (ส่วนใหญ่, ส่วนมาก, โดยทั่วไป)

(d) in fact    (จริงๆ แล้ว, แท้ที่จริงแล้ว)

 

3. This beach is usually closed __________________________________ a rainy day.

(ชายหาด-หาดทรายแห่งนี้  โดยปกติแล้วปิด _________________________ วันที่ฝนตก)

(a) in

(b) at

(c) on    (ใน,  เมื่อ)

(d) while

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “On”  ได้แก่   “on the rise”  (เพิ่มขึ้น)  -  “The oil prices are on the rise.”  (ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น),   “congratulate”  (แสดงความยินดี)  -  “I congratulate you on your success.”  (ผมขอแสดงความยินดีในความสำเร็จของคุณ), “put the blame on”  (ตำหนิ)  -  “When things go wrong, he puts the blame on somebody else.”  (เมื่อสิ่งต่างๆ เกิดผิดพลาดขึ้น  เขามักตำหนิผู้อื่น),  “put an emphasis on” (เน้นย้ำ หรือ มุ่งความสนใจในเรื่อง)  -  “The government puts an emphasis on the infrastructural development.”  (รัฐบาลมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน), “on request (เมื่อมีการร้องขอ)  -  “I will lend you my car on request.”  (ผมจะให้คุณยืมรถเมื่อมีการร้องขอ), on page 5” (ในหน้าที่ ๕)  -  “You can look for the answer on page 5.”  (คุณสามารถค้นหาคำตอบได้ในหน้าที่  ๕),Waste his time on(ใช้เวลาของเขาอย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ)  -  “He wasted his time on meddling with other people’s business.”  (เขาใช้เวลาอย่างสิ้นเปลืองไปกับการยุ่งกับเรื่องของคนอื่น), on business (ด้วยเรื่องธุรกิจ)  -  “He went to New York on business.”  (เขาไปนิวยอร์คด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on (ดำเนินต่อไป)  -  “They kept on working.”  (พวกเขาทำงานต่อไป), rely on (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย)  -  “I can rely on my close friend.”  (ผมสามารถไว้ใจเพื่อนสนิทของผม), depend on (upon) (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่)  -  “We can depend on our president for his strong leadership.”  (เราสามารถพึ่งพาท่านประธานาธิบดี  ในด้านความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของเขา), insist on (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง)  -  “She insisted on going to the party.”  (เธอยืนกรานจะไปงานเลี้ยงให้ได้), on the floor (บนพื้น), on a hill (บนเนินเขา), on the top shelf (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit (ในธนาคาร)  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐  ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่    คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world) (ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet? (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage. (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆ ที่ล้อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.   (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน), the posters on the walls (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen (รูปภาพบนจอ), on the ceiling (บนเพดาน), on the roof (บนหลังคา), on all fours (คลาน ๔ เท้า), get on a bus (ขึ้นรถเมล์), on a highway (บนทางหลวง), on the plane (บนเครื่องบิน), on foot (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback (บนหลังม้า), on a bicycle (โดยรถจักรยาน), on Monday (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage (บนเวที), on the phone (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์)  -  “Jim, you are wanted on the phone.”  (จิม  -  มีคุณต้องการพูดโทรศัพท์กับคุณ), on and on   (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด)  -  “The search was on and on for the missing boy.”  (การค้นหาดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุด  สำหรับเด็กที่หายไป), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ)  -  “She broke the glass on purpose.”  (เธอทำแก้วแตกโดยเจตนา), on the carpet (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)   I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย)  -  This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)  My cold was terrible, but I’m on the mend now (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว)  – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ   แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) –  John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first.  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป)  –  If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts.  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),   เป็นต้น

 

4. There is a tendency for prices _____________________ when demand decreases.

(มีแนวโน้มสำหรับราคา __________________ เมื่ออุปสงค์ (ความต้องการสินค้า) ลดลง)

(a) dropping

(b) to drop    (ที่จะลดลง)

(c) drop

(d) dropped

 

5. Walrus ivory, which the Eskimos used for weapons and carvings, is now very scarce due to the slaughter of the animals.

(งาของตัววอลรัส  ซึ่งชาวเอสกิโมใช้เป็นอาวุธและการแกะสลัก  ในปัจจุบันหายากมาก  เนื่องมาจาก    การฆ่า    สัตว์เหล่านี้)

(a) migration    (การอพยพ)

(b) dispersal    (การไล่ไป, การทำให้หายไป, การทำให้กระจายไป)

(c) inbreeding    (ผสมพันธุ์ด้วยเชื้อสายที่ใกล้ชิด, ผสมพันธุ์จากพ่อแม่ที่มีเชื้อสายโลหิตเดียวกัน)

(d) destruction    (การทำลาย, การฆ่า, ภาวะที่ถูกทำลาย)

 

6. Virtually all people will feel humiliated by their friends’ remarks at one time or another.

(จริงๆ แล้ว  คนทุกคนจะรู้สึก (ถูก)    ทำให้ขายหน้า-ทำให้เสียเกียรติ    โดยคำพูดของเพื่อนๆ ของพวกเขา  ไม่ช่วงเวลาใดก็เวลาหนึ่ง)

(a) embarrassed    (ขวยเขิน, กระดากอาย, อึดอัดใจ, ลำบากใจ)

(b) surprised    (ประหลาดใจ)

(c) discouraged    (ท้อใจ, หมดกำลังใจ)

(d) pleased    (ยินดี, พอใจ)

 

7. The national debt and chronic trade deficit have plagued (เพลก-ดึ)international confidence in America.

(หนี้แห่งชาติและการขาดดุลการค้าแบบเรื้อรังได้    รบกวน-ทำให้รำคาญ    (ต่อ) ความเชื่อมั่นระหว่างประเทศในอเมริกา)

(a) betrayed    (ทรยศ, หักหลัง)

(b) bothered    (รบกวน, ทำให้รำคาญ)

(c) destroyed    (ทำลาย, ฆ่า)

(d) undermined    (บ่อนทำลาย, ทำลายทีละน้อย, ทำลายอย่างลับๆ, ขุด, เซาะ, ขุดอุโมงค์)

 

8. A person probably picks up any language most easily ____________________ it as a child outside a classroom.

(เป็นไปได้ที่บุคคลคนหนึ่งจะเรียนภาษาใดๆ ได้อย่างรวดเร็วอย่างง่ายดายที่สุด ____________ มัน (ภาษา) ในขณะเป็นเด็ก  (และ) ภายนอกห้องเรียน)  (ผู้พูดเชื่อว่าคนเราจะเรียนรู้ภาษาได้เร็วและง่าย  เมื่อยังเป็นเด็ก  และเรียนโดยวิธีธรรมชาติ  คือนอกห้องเรียน  โดยการสนทนากับคนทั่วไปที่เป็นเจ้าของภาษา)

(a) learn

(b) to learn

(c) by learning    (โดยการเรียนรู้)

(d) for learning

 

9. Most of the courses at the banquet were completely consumed, but there ______________ food still remaining.

(อาหารส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงอาหารถูกบริโภคโดยหมดสิ้น  แต่ยังคงมีอาหาร ____________ เหลืออยู่)

(a) were few    (น้อยมาก)  (จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)   

(b) was little    (น้อยมาก)  (จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) were a few    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) was a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจาก  “Food”  เป็นนามนับไม่ได้  และประโยคนี้มีความหมายว่า  “พอมีอาหารเหลืออยู่บ้างนิดหน่อย)  ดูเพิ่มเติมการใช้คำเหล่านี้จากประโยคข้างล่าง

                          ตัวอย่างที่ 

  • This essay is good.  There are ___________________ mistakes in int.

(เรียงความนี้ดี  มีที่ผิดอยู่ _________________________________________ )

(a) little    (น้อย, นิดหน่อย)  (จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(b) a little    (น้อย, นิดหน่อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)   (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อย, นิดหน่อย)  (จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, นิดหน่อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “เรียงความดี  มีที่ผิดน้อยมาก”  (จนแทบไม่มีเลย)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Few, A few, Little, A little”  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • Few people can keep healthy on ____________________________ food and sleep.

(น้อยคนจะสามารถรักษาสุขภาพให้ดีได้  ด้วย (การกิน) อาหารและการนอนหลับ _________ )

(a) few    (นิดหน่อย, น้อยมาก)  (แทบจะไม่มีเลย)

(b) a few    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)

(c) little    (นิดหน่อย, น้อยมาก)  (แทบจะไม่มีเลย)

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากใช้กับคำนามนับไม่ได้  (Food and sleep)  และมีความหมายว่า  “น้อยมาก”  (น้อยคนจะมีสุขภาพดี  ด้วยการกินอาหารและนอนน้อยมาก)

                            ตัวอย่างที่ 

  • Though the question was difficult, ___________________ boys could answer it.

(แม้ว่าคำถามจะยาก ________________________________ เด็กชายสามารถตอบมัน)

(a) few    (มี –  เด็กชาย – น้อยมาก)  (ใช้ในความหมายเป็นลบ)

(b) little    (มี –  เด็กชาย – น้อยมาก)  (ใช้ในความหมายเป็นลบ)

(c) a few    (พอมี – เด็กชาย – อยู่บ้าง)  (คือ พอมีเด็กอยู่บ้างที่สามารถตอบคำถามได้)  (ใช้ในความหมายเป็นบวก)

(d) a little    (พอมี – เด็กชาย – อยู่บ้าง)  (คือ พอมีเด็กอยู่บ้างที่สามารถตอบคำถามได้)  (ใช้ในความหมายเป็นบวก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “A few”   ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์  (Boys)  และใจความมีความหมายทาง  “บวก”  คือ  “แม้คำถามจะยาก  แต่พอมีเด็กอยู่บ้างที่ตอบได้”

                            ตัวอย่างที่ 

  • Let’s go and have a bottle of beer.  I still have ___________________ money left.

(เราออกไปดื่มเบียร์กันสักขวดเอาไหม  ผมยังคงมีเงินเหลืออยู่ ____________________)

(a) few    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ)    

(b) a few    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก)     

(c) little    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ)    

(d) a little    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Little,  A little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (ในที่นี้ คือ “Money”)  ส่วน   “Few,  A few”  ใช้กับคำนามนับได้  และเป็นพหูพจน์  (ข้อนี้ความหมายเป็นบวก  คือ พอมีเงินอยู่บ้างนิดหน่อย  จึงชวนเพื่อนไปดื่มเบียร์) 

                               ตัวอย่างที่ 

  •  I’m always so busy that I have ________________________ time for amusements.

(ผมมีงานยุ่งมากเสมอ  จนกระทั่งผมมีเวลา ________ สำหรับอารมณ์ขัน-กิจกรรมสันทนาการ)

(a) very few    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(b) very little    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) a few    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a little    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -  ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Time”  เป็นนามนับไม่ได้  และต้องใช้ว่า  “น้อยมาก”  เพราะว่า  “มีงานยุ่งมากเสมอ”  (ความหมายเป็นลบ)   สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Little”  ก็ได้   (ความหมายเป็นลบเช่นกัน)   เนื่องจากมีความหมายเหมือน  “Very little”  (น้อยมาก)  

                               ตัวอย่างที่  

  • Since the weather was bad, _________________________________ people came.

(เพราะว่าอากาศเลว  ผู้คน ____ มา)  (ดูการแข่งขัน, ซื้อของที่ตลาด, เที่ยวในงานแสดงสินค้า ฯลฯ)

(a) little    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a little   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความในประโยค  มีความหมายเป็น   “ลบ”  (อากาศเลว  คนจึงมากันน้อยมาก) 

                               ตัวอย่างที่ 

  • There are ________________________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ _____________________   พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little    (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little   (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย  –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง  –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few    (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า   “มีแอปเปิลเหลืออยู่บ้างนิดหน่อย  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”  (ความหมายเป็นบวก)   ดังนั้น   การจะเลือกข้อใด   จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้  (พหูพจน์)  (ใช้  “Few”หรือ “A few”)   หรือนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little” หรือ  “A little”)   และดูด้วยว่า   “มีน้อยมาก”  (ความหมายเป็นลบ)   (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”  (ความหมายเป็นบวก)    (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              -  She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

              -  She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

               -  I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

              -  I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

 

10. The sport that I enjoy most is ______________________________________.

(กีฬาที่ผมสนุกสนานที่สุด  คือ ________________________________________ )

(a) skiing    (การเล่นสกี)

(b) to ski

(c) play ski

(d) ski

 

11. Adverse reactions to prescription drugs are a source of great concern to the medical profession.

(ปฏิกิริยา (ที่)    เป็นผลร้าย-ในทิศทางตรงกันข้าม    ต่อยาตามใบสั่งแพทย์  เป็นแหล่งกำ เนิด (ต้นตอ) ของความวิตกกังวลอย่างยิ่งแก่วิชาชีพทางการแพทย์)

(a) Immediate    (ทันทีทันใด)

(b) Permanent    (ถาวร)

(c) Unforeseen    (ไม่ได้คาดคิดมาก่อน, คาดไม่ถึง, นึกไม่ถึง)

(d) Negative    (ในทางลบ, เป็นการปฏิเสธ)

 

12. The erection of the San Francisco Bay Bridge transformed once distant rural areas into bustling commuter suburbs.

(การก่อสร้าง-การตั้งตรง-การตั้งชัน-การลุก-การชู    สะพานข้ามอ่าวซานฟรานซิสโก  ได้เปลี่ยนอาณาบริเวณที่ครั้งหนึ่งเป็นชนบทที่ห่างไกล  ให้กลายเป็นชานเมืองของผู้ที่เดิน ทางไปมา (ระหว่างบ้านกับที่ทำงาน) ที่วุ่นวาย-จ้อกแจ้กจอแจ)

(a) extension    (การขยายออก, การต่อเติม, ส่วนที่ต่อเติม)

(b) crossing    (การข้าม)

(c) construction    (การก่อสร้าง, วิธีการก่อสร้าง, สิ่งปลูกสร้าง)

(d) restoration    (การปฏิสังขรณ์, การบูรณะ, การซ่อมแซม, การทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม)

 

13. Results from experiments on invertebrates have confirmed that learning takes place among lower forms of life.

 (ผลจากการทดลองในสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง  ได้    ยืนยัน-รับรอง    ว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นในบรรดาสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ)  (คือสัตว์ชั้นต่ำก็มีการเรียนรู้เช่นเดียวกัน)

(a) verified     (พิสูจน์ความจริง, ตรวจสอบความจริง, ยืนยันความจริง, ค้นหาความจริง

(b) suggested    (แนะนำ, ชี้แนะ, บ่งชี้)

(c) proclaimed    (ประกาศ, แถลง, ป่าวร้อง, ป่าวประกาศ)

(d) resolved    (ตกลงใจ, ตัดสินใจ, มีมติ, แยกวิเคราะห์, แยกสลาย)

 

14. Is there a clock ____________________________________________ the wall?

(มีนาฬิกา (แขวนอยู่) ____________________________________ ฝาผนังหรือเปล่า)

(a) at

(b) in

(c) on    (บน)

(d) upon

ตอบ   -   ข้อ   (c)

 

15. Though the question was not difficult, ____________________ boys could answer it.

(แม้ว่าคำถามจะไม่ยาก  เด็กผู้ชาย____________________________ สามารถตอบมันได้)

(a) few    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(b) a few    (น้อยมาก  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(c) little    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ)  (ใช้กับนามนับไม่ได้  และเป็นเอกพจน์เสมอ)

(d) a little    (น้อยมาก  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก)  (ใช้กับ นามนับไม่ได้  และเป็นเอกพจน์เสมอ)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ใช้   “Few”  เนื่องจากขยายคำนามพหูพจน์   (Boys)  และความหมายเป็นไปในทาง  “ลบ”  กล่าวคือ   “แม้คำถามไม่ยาก  แต่เด็กน้อยคนมาก  ที่สามารถตอบได้”   ดูเพิ่มเติมการใช้คำข้างต้น  จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่  

A: “What did you have for lunch?”

(คุณทานอะไรสำหรับอาหารกลางวัน)

B: “_______________________________________.”

(a) A few rice and a few oranges

(b) A little rice and a little oranges

(c) A little rice and a few oranges    (ข้าวนิดหน่อย  และส้มสองสามลูก)

(d) A few rice and a little oranges

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Few, A few”   ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์  ส่วน   “Little, A little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)  และ  “Rice”  เป็นนามนับไม่ได้   ส่วน  “Orange”  เป็นนามนับได้  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Few, A few, Little, A little”  ใน  ข้อ  ๙  ของข้อสอบชุดนี้

 

16. At present _________________________________ bad drivers are often punished.

(ในปัจจุบัน ____________________________ คนขับรถ (นิสัย) เลวๆ ถูกลงโทษอยู่บ่อย ๆ)

(a) the

(b) every

(c) each

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับ  ข้อ   (b)  และ  (c)  ใช้นำหน้าคำนามเอกพจน์  นับได้เท่านั้น  และข้อนี้   ไม่ต้องใช้  “The”  เพราะกล่าวถึงคนขับรถนิสัยเลวๆ ทั่วไป  มิได้มีการเน้น หรือชี้เฉพาะว่าเป็นผู้ใด หรือกลุ่มใด  ดังนั้น   ข้อนี้จึงไม่ต้องเติมคำใดเลย

 

17. Is all this money ________________________________________________?

(เงินทั้งหมดนี้เป็น ___________________________________________ ใช่หรือไม่)

(a) your

(b) yours    (ของคุณ)  (=  your money)

(c) of you

(d) belong to you

ตอบ   -   ข้อ    (b)  ส่วนถ้าต้องการใช้   “Belong”  (เป็นของ)  จะต้องใช้รูปประโยคเป็น   “Does all this money belong to you?

 

18. My son knocked this ____________________________ off the table and broke it.

(ลูกชายของผมทำ __________________________ ใบนี้หล่นจากโต๊ะ  และทำมันแตก)

(a) tea’s cup

(b) cup of tea    (ชา  ๑  ถ้วย)

(c) teacup    (ถ้วยชา)

(d) cup-tea

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Teacup”  เป็น “นามประกอบ”  (Compound noun)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่  

A: Where do you go to buy your books?

(คุณไปที่ไหนเพื่อซื้อหนังสือของคุณ)

B: ____________________________________________.

(a) To the bookstore    (ไปที่ร้านขายหนังสือ)

(b) To the books-store

(c) To the storebooks

(d) To the store book

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เป็น “นามประกอบ”  (Compound noun)  ต้องแปลจากคำหลังย้อนมาคำหน้า  (ร้านขายหนังสือ หรือ ร้านหนังสือ) 

                               ตัวอย่างที่ 

A: “Jim was late for two classes this morning.” 

(จิมเข้าห้องเรียนสาย  ๒  วิชา  เมื่อเช้านี้)

B: “He said that he forgot both of the _____________________________.”

(เขาพูดว่า  เขาลืม ______________________________ ทั้ง  ๒  หมายเลข)

(a) rooms number

(b) room number

(c) room’s numbers

(d) room numbers    (หมายเลขห้องเรียน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นนามประกอบ (นามขยายนาม)  (Compound noun)มักแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง

                             ตัวอย่างที่  

          - My father is working on a _________________ plan for Northeastern Thailand.  

(พ่อของผมกำลังทำงานในเรื่องแผน _________ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย)

(a) develop

(b) developed    (ที่พัฒนาแล้ว)

(c) developing    (กำลังพัฒนา)

(d) development    (การพัฒนา)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   สำหรับข้อ  (b) และ  (c)  มักใช้ขยาย  “ประเทศ, เมือง, พื้นที่”  เช่น   “Developed countries”  (ประเทศที่พัฒนาแล้ว)   หรือ  “Developing countries”  (ประเทศที่กำลังพัฒนา)   ส่วน  “Development plan”  เป็นการใช้คำนามขยายคำนาม หรือ“นามประกอบ”  (Compound noun)

                      ตัวอย่างที่  

          - Thailand’s population ______________ is an average of 0.8 percent each year.

(_________________ ของประชากรของประเทศไทย  คือ  โดยเฉลี่ย ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ ทุกปี)

(a) increases

(b) increase    (การเพิ่มขึ้น)

(c) to increase

(d) increased

ตอบ   –   ข้อ   (b)   นื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม (Compound noun)  หรือ  “นามประกอบ”  (Population increase)  ในกรณีนี้  คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์  คือไม่เติม “s”  แต่จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง

 

19. If you are in need ________________________________ money, come to me.

(ถ้าคุณต้องการ __________________ เงิน  มาหาผมนะ)  (หมายถึง  ผมจะให้เงินคุณ)

(a) for

(b) in

(c) of    (ใช้)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “In need of + กรรม”  =  “ต้องการสิ่งนั้น (กรรม)”  สำหรับวลีที่ต้องใช้   “Of”   ได้แก่  “In charge of” (ดูแล, รับผิดชอบ), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),  “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ – คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  The committee did not approve of the construction project.  (คณะกรรมการไม่อนุมัติโครงการก่อสร้าง),  “boast”  (คุยโม้)  -  He often boasts of his wealth.  (เขาคุยโม้บ่อยๆถึงความร่ำรวยของตัวเอง), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  We’re thinking of going out for dinner tonight.  (เรากำลังคิดถึงเรื่องจะออกไปทานอาหารค่ำนอกบ้านคืนนี้),  “warn”  (เตือน)  -  The doctor warned of the danger of the new drugs.  (หมอเตือนถึงอันตรายของยาชนิดใหม่),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย)  -  The class consists of both boys and girls.  (ห้องเรียนประกอบด้วยทั้งเด็กชายและหญิง),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน),  “beware”  (ระวัง),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย),  “assure”  (รับรอง),  “cure”  (รักษาให้หายจากโลก),  “smell”  (ได้กลิ่น),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ),  “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี),  “careful”  (ระวัง, รอบคอบ), “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด),  “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง),  “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย), “sure”  (มั่นใจ)  -  They are sure of their ability.  (พวกเขามั่นใจในความสามารถของตัวเอง), “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี)  -  The government was aware of the devastation of the war.  (รัฐบาลตระหนักดีถึงการทำลายล้าง-ความหายนะของสงคราม),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน), “free”(ยกเว้น, ไม่คิดมูลค่า)  -  The service was free of charge.  (การบริการไม่คิดมูลค่า  คือให้เปล่า), “proud”(ภูมิใจ)  -  We are proud of our success.  (เราภูมิใจในความสำเร็จของเรา), “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ)  -  The new weapon is capable of massive destruction.  (อาวุธชนิดใหม่มีความสามารถทำลายล้างอย่างขนานใหญ่),  “ashamed”  (ละอายใจ)  -  He was never ashamed of his wicked conduct.  (เขาไม่เคยละอายใจในความประพฤติชั่วร้ายของตัวเอง),  “suspicious”  (สงสัย, ระแวง)  -  We were suspicious of the robbery.  (เราสงสัยว่าจะมีการปล้น),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ), “ignorant”  (ไม่รู้), “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า),  “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง),  “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),“the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),   “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  ( ๑๐  เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐  คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา  ๒๐  เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ  ๑๖  ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ  ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”  ( ๒ ใน ๓),“many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”   (เรื่องราวของเหตุการณ์),  เป็นต้น

 

20. I have nothing left ____________________________________________ this ring.

(ผมไม่มีอะไรเหลือ _____________________________________________ แหวนวงนี้)

(a) besides    (นอกเหนือจาก)

(b) but    (เว้นแต่, นอกจาก)  (เมื่อเป็น  “Preposition”)

(c) beside    (อยู่ข้าง, เคียงข้าง)

(d) in addition to    (นอกเหนือจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  สำหรับข้อ  (a)  “Besides”  และ (d)  “In addition to”   ใช้ในความหมายว่า  “นอกเหนือจากสิ่งนี้  ยังมีสิ่งนั้นด้วย”  ดังประโยคข้างล่าง

            -  Besides a lot of money, we also provided them with a car.

(นอกเหนือจากเงินจำนวนมากแล้ว  เรายังจัดหารถยนต์ให้พวกเขาด้วย)

          -  In addition to luxurious clothes, she bought an expensive necklace.

(นอกเหนือจาก (ซื้อ) เสื้อผ้าหรูหราราคาแพงแล้ว   เธอยังซื้อสร้อยคอราคาแพงเส้นหนึ่งด้วย)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้