หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 253)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. ___________________ evening they were walking through a dark gloomy wood.

( ______________________ ตอนเย็น  พวกเขากำลังเดินผ่านป่าที่เร้นลับและมืดครึ้ม)

(a) On

(b) At

(c) By    (ใน, ราวๆ)

(d) In

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ  “In the”  ก็ได้   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “By”   ได้แก่   “by chance”  (โดยบังเอิญ)  -  “I met my old friend by chance last week.”  (ผมพบเพื่อนเก่าโดยบังเอิญเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  -  “She took my book by mistake.”  (เธอเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  -  คือคิดว่าเป็นของเธอ), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  “They learn new vocabularies by heart.”  (พวกเขาเรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ โดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ)  “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram”  (โดยทางโทรเลข)  “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio”  (โดยทางวิทยุ)  “by force”  -  “If you are not willing to come, I’ll make you come by force.”  (ถ้าคุณไม่เต็มใจมา  ผมจะทำให้คุณมาโดยการบังคับ),  (โดยใช้กำลัง, โดยการบังคับ)  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ   -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  “She lives by herself.”  (เธออาศัยอยู่ตามลำพัง  -  คืออยู่คนเดียว)  -  “He did it (by) himself.”  (= He himself did it.”  (เขาทำมันตามลำพัง  -  คือไม่มีใครช่วย),  “by machinery”  (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight){น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม=(ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร)   “remarks by Mr. Schmidt” (คำพูดโดยมิสเตอร์ ชมิดท์)  “She was brought up by her aunt.”  (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government”  (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole)  (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)   “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ) “by degrees”  (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง  –  ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means” (โดยแน่นอน)  “by no means”  (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)  “passer-by”  (ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product”  (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.”  (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance”  (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.”  (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆ เวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.” (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง  –  โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔)  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)   “Cars are now made by the million.”  (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี)   “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)   “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.”  (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐  เปอร์เซ็นต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ  –  ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน   พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison”   (โดยการเปรียบเทียบ)    เป็นต้น

 

2. It makes you ___________________________ with delight to think of that.

(มันทำให้คุณ ____________________ ด้วยความปลาบปลื้มเมื่อคิดถึงเรื่องนั้น)

(a) to laugh

(b) laughed

(c) laughing

(d) laugh    (หัวเราะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Subject + Make + กรรม + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกันจากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ 

  • She made her guests ___________________________________.

(เธอทำให้แขกของเธอ ________________________________________ )

(a) laugh    (หัวเราะ)

(b) laughed

(c) laughing

(d) to laugh

ตอบ   –   ข้อ   (a)  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Subject + Make + กรรม  + Infinitive without to (Verb 1)

                              ตัวอย่างที่ 

  • Professor Collins ______________________________ about him.

(อาจารย์คอลลินส์ __________________________________ เกี่ยวกับตัวเขา)

(a) heard the students to talk

(b) heard the talk by the students

(c) heard the students’ talking

(d) heard the students talk    (ได้ยินนักเรียนพูดคุย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูเพิ่มเติมการใช้คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Hear”  จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • We begged him to let us ______________________ through the telescope.

(เราขอร้องเขาให้อนุญาตให้เรา ________ ผ่านกล้องโทรทัศน์ (กล้องส่องทางไกล) ตัวนั้น)

(a) look    (มอง, ดู)

(b) to look

(c) looking

(d) looked

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Let + กรรม + Verb 1  ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ตามด้วยกรรม  และ  “Infinitive without to” (Verb 1)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • What she saw made her _______________________________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ _________________________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn    (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจาก “Make +กรรม + Verb 1

                                ตัวอย่างที่ 

  • The manager let everyone __________ the office early to attend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน_________ สำนักงานแต่เนิ่นๆเพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

(a) to leave

(b) leaves

 (c) left

(d) leave    (ออกจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากหลังกรรมของ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Hear, Feel”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  คือ กริยาช่องที่ ที่ไม่มี  “To” นำหน้า (Verb 1)  ดังตัวอย่างประโยค เช่น

  • She lets them play in the field.

(เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

  • We made them laugh.

(เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

  • I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

  • He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

  • She had them clean her room.

(เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

 

3. The police discovered marijuana garden _____________________ in his garden.

(ตำรวจค้นพบ (เจอ) สวนกัญชา (ซึ่ง) _________________________ ในสวนของเขา)

(a) grow

(b) growth

(c) growing    (เจริญงอกงาม, เติบโต)

(d) to grow

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (Subordinate clause)  แบบ   “Adjective clause”  (…………marijuana garden which (that) grew in his garden)  โดยมี   “The police discovered marijuana garden”   เป็นประโยคใหญ่  (Main clause)

 

4. The period from 450 to 1150 is known ________________________ Old English.

(ระยะเวลาจากปี  ๔๕๐  ถึง  ๑๑๕๐  เป็นที่รู้จักกัน _______________ อังกฤษยุคเก่า)

(a) by

(b) as    (ว่าเป็น, ในฐานะ)

(c) for

(d) to be

ตอบ   -   ข้อ    (b)  ดูความแตกต่างของ  “Known as”  และ  “Known for”  จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ 

  • That boy _______________________________ for his musical ability.

(เด็กคนนั้น ______________________ ในด้านความสามารถทางดนตรีของเขา)

(a) is knowing

(b) has known

(c) knows

(d) is known    (เป็นที่รู้จัก, ถูกรู้จัก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” {Subject + Is (am, are, was, were) + Verb 3}  เนื่องจากประธานของประโยค  (That boy)  เป็นผู้ถูกกระทำ คือ  “ถูกรู้จัก  หรือ เป็นที่รู้จัก”   ดูเพิ่มเติมการใช้  “To be known for”   หรือ “To be known as”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่           จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์จากข้อ  (๑) – (๔)

  •  The rhinoceros is (1) known as its (2) distinctive horns, which continue (3) to grow throughout the (4) animal’s lifetime.

(แรดเป็นที่รู้จักกันสำหรับ (หรือในเรื่อง) นอที่เด่นของมัน  ซึ่งยังคงเจริญเติบโตต่อไปตลอดช่วงชีวิตของสัตว์ – คือแรด)

ตอบ  –  ข้อ      แก้เป็น “Known for”  หมายถึง   “เป็นที่รู้จักกันในเรื่อง หรือสำหรับ”  เช่น

            -  He is known for his kindness and generosity.

(เขาเป็นที่รู้จักในเรื่องความกรุณาและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่)

           -  Chiang Mai is known for the hospitality of its people.

(เชียงใหม่เป็นที่รู้จักในเรื่องความเอื้อเฟื้อ-ต้อนรับแขกของผู้คนที่นั่น)

           -  That judge is known for his fair verdict.

(ผู้พิพากษาคนนั้นเป็นที่รู้จักในเรื่องคำตัดสินที่เป็นธรรม)

           -  The President was known for his sensible and timely decision making.

(ท่านประธานาธิบดีเป็นที่รู้จักในเรื่องการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและเหมาะสมกับเวลา)

                                สำหรับ  “Known as” (เป็นที่รู้จักกันในฐานะ)   ใช้ดังนี้   คือ

           -  He is known as a famous doctor.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะแพทย์ที่มีชื่อเสียง)

           -  She was known as a dedicated teacher.

(เธอเป็นที่รู้จักในฐานะครูที่อุทิศตัว)

           -  They are known as brave people who have sacrificed their lives for the country.

(พวกเขาเป็นที่รู้จักในฐานะคนผู้กล้าหาญ  ผู้ซึ่งสละชีวิตตนเองเพื่อประเทศชาติ)

            -  Jim is known as a man who keeps his words.

(จิมเป็นที่รู้จักในฐานะบุคคลซึ่งรักษาคำพูด)

 

5. Since he had never been in such a situation before, his apprehension was understandable. 

(เนื่องจากเขาไม่เคยอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้นมาก่อน    ความกลัว    ของเขาสามารถเข้าใจได้)  (คือ  เข้าใจได้ว่าทำไมเขาจึงกลัว)

(a) hesitation     (การรีรอ, การลังเลใจ, การชักช้า)

(b) excitement     (ความตื่นเต้น)

(c) enthusiasm     (ความกระตือรือร้น, ความกระฉับกระเฉง)

(d) fear     (ความกลัว)

 

6. The boy felt disgraced because he knew that he had been wrong to steal.

(เด็กคนนั้นรู้สึก    อัปยศอดสู-อับอาย-ขายหน้า    เพราะว่าเขารู้ว่า  เขาผิดที่ไปลักขโมยของ)

(a) worried    (วิตกกังวล, ห่วงใย)

(b) ashamed    (ละอาย, อับอาย, กระดากใจ)

(c) tempted    (ถูกยั่วยวน, ถูกล่อใจ)

(d) phony    (เก๊, ปลอม, ไม่แท้)

 

7. The term “automation” was coined (คอยน) in the 1940’s.

(คำว่า “ภาวะหรือลักษณะอัตโนมัติ” ถูก    ประดิษฐ์-สร้าง    ในทศวรรษ  ๑๙๔๐)

(a) invented    (ประดิษฐ์, สร้างสรรค์, คิดค้นเอง, เสกสรร, กุเรื่อง)

(b) outdated    (ล้าสมัย, หมดสมัย, พ้นสมัย)

(c) criticized    (วิพากษ์วิจารณ์, ตำหนิ)

(d) modified    (เปลี่ยนแปลงแก้ไข)

 

8. The word “sandwich” is taken from the name of the fourth Earl of Sandwich, who was unwilling to leave the gambler table even ________________________.

(คำว่า  “แซนด์วิช”  ถูกนำมาจากชื่อของท่านเอิร์ลแห่งแซนด์วิช ที่  ๔  ผู้ซึ่งไม่เต็มใจที่จะลุกออกจากโต๊ะนักพนัน  แม้กระทั่ง ______________________________

(a) for eating

(b) for eat

(c) to eat    (เพื่อรับประทานอาหาร)

(d) to eating

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เพื่อให้สมดุล  (Balance)  กับ  “To leave”  เนื่องจากถือว่าตามหลัง  “Unwilling”  เช่นเดียวกัน

 

9. Suburban burglaries are ______________________________________ the rise.

(การขโมยย่องเบา (หรือการปีนเข้าไปขโมยของ) ตามชานเมือง (รอบนอกเมือง) ____ เพิ่มขึ้น)

(a) on    (“On the rise”  =  เพิ่มขึ้น)

(b) in

(c) for

(d) of

ตอบ   -   ข้อ   (a)  สำหรับวลีที่ใช้กับ   “On”  ได้แก่   “Congratulate”  (แสดงความยินดี)  -  “I congratulate you on your success.”  (ผมขอแสดงความยินดีในความสำเร็จของคุณ), “put the blame on”  (ตำหนิ)  -  “When things go wrong, he puts the blame on somebody else.”  (เมื่อสิ่งต่างๆ เกิดผิดพลาดขึ้น  เขามักตำหนิผู้อื่น),  “put an emphasis on” (เน้นย้ำ หรือ มุ่งความสนใจในเรื่อง)  -  “The government puts an emphasis on the infrastructural development.”  (รัฐบาลมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน), “on request (เมื่อมีการร้องขอ)  -  “I will lend you my car on request.”  (ผมจะให้คุณยืมรถเมื่อมีการร้องขอ), on page 5” (ในหน้าที่ ๕)  -  “You can look for the answer on page 5.”  (คุณสามารถค้นหาคำตอบได้ในหน้าที่  ๕),Waste his time on(ใช้เวลาของเขาอย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ)  -  “He wasted his time on meddling with other people’s business.”  (เขาใช้เวลาอย่างสิ้นเปลืองไปกับการยุ่งกับเรื่องของคนอื่น), on business (ด้วยเรื่องธุรกิจ)  -  “He went to New York on business.”  (เขาไปนิวยอร์คด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on (ดำเนินต่อไป)  -  “They kept on working.”  (พวกเขาทำงานต่อไป), rely on (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย)  -  “I can rely on my close friend.”  (ผมสามารถไว้ใจเพื่อนสนิทของผม), depend on (upon) (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่)  -  “We can depend on our president for his strong leadership.”  (เราสามารถพึ่งพาท่านประธานาธิบดี  ในด้านความเป็นผู้นำที่เข้มแข็งของเขา), insist on (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง)  -  “She insisted on going to the party.”  (เธอยืนกรานจะไปงานเลี้ยงให้ได้), on the floor (บนพื้น), on a hill (บนเนินเขา), on the top shelf (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit (ในธนาคาร)  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐  ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่    คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world) (ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet? (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage. (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆ ที่ล้อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.   (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน), the posters on the walls (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen (รูปภาพบนจอ), on the ceiling (บนเพดาน), on the roof (บนหลังคา), on all fours (คลาน ๔ เท้า), get on a bus (ขึ้นรถเมล์), on a highway (บนทางหลวง), on the plane (บนเครื่องบิน), on foot (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback (บนหลังม้า), on a bicycle (โดยรถจักรยาน), on Monday (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage (บนเวที), on the phone (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์)  -  “Jim, you are wanted on the phone.”  (จิม  -  มีคุณต้องการพูดโทรศัพท์กับคุณ), on and on   (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด)  -  “The search was on and on for the missing boy.”  (การค้นหาดำเนินต่อไปอย่างไม่หยุด  สำหรับเด็กที่หายไป), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ)  -  “She broke the glass on purpose.”  (เธอทำแก้วแตกโดยเจตนา), on the carpet (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)   I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย)  -  This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)  My cold was terrible, but I’m on the mend now (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว)  – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ   แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) –  John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first.  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป)  –  If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts.  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),   เป็นต้น

 

10. It is ____________________________________ only place I’ve ever seen.

(มันเป็น ___________________________ สถานที่เพียงแห่งเดียวที่ผมเคยเห็น)

(a) an

(b) the

(c) one

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้  “The only”

 

11. Ball-point pens require _________________________ than fountain pens do.

(ปากกาลูกลื่นต้องการ ____________________________ ปากกาหมึกซึมต้องการ)

(a) the ink is thicker

(b) an ink and thicker

(c) a thicker ink    (หมึกที่ข้นกว่า หรือ เหนียวเหนอะกว่า)

(d) the thicker than ink

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Ink”  เป็นคำนามนับได้  จึงใช้  “A”  นำหน้าได้

 

12. Scientists speculate that unrestrained population growth and dwindling resources may force humans to look to the sea for food.

(นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า  การเติบโตของประชากร    ที่ไม่มีการควบคุม    และทรัพยากรที่ลดลง  อาจจะบังคับให้มนุษย์ต้องมองไปที่ทะเลเพื่อ (นำพืช-สัตว์น้ำมาทำเป็น) อาหาร)

(a) unavoidable    (ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้)

(b) unexpected    (ซึ่งไม่คาดฝัน, ไม่ได้คาดหวัง)

(c) unchecked    (ไม่ตรวจสอบ, ไม่ยับยั้ง, ไม่สกัดกั้น)

(d) unnecessary    (ไม่จำเป็น)

 

13. Smallpox was considered eradicated two years after the last known case was reported in Somalia in 1977.

(ไข้ทรพิษถูกถือว่าถูก    กำจัดทำลายหมดไป-ถอนรากถอนโคน    ๒  ปีหลังจากกรณีที่รู้ จักกันรายสุดท้าย (หมายถึงไข้ทรพิษ)  ได้รับการรายงานในโซมาเลียในปี  ๑๙๗๗)

(a) cured    (เยียวยา, รักษา)

(b) controlled    (ควบคุม)

(c) eliminated    (กำจัด, ทำลาย, คัดออก, ขับไล่, ลบทิ้ง)

(d) quarantined    (กักบริเวณคนหรือสัตว์เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรค)

 

14. Hawaii is economically vigorous, with extensive agriculture and manufacturing, and is a Pacific Basin transportation and cultural center.

(รัฐฮาวาย    แข็งแรง-มีพลัง    ทางเศรษฐกิจ  ด้วยการเกษตรและการผลิตสินค้าอย่างกว้างขวาง  และเป็นศูนย์กลางด้านการขนส่งและวัฒนธรรมของลุ่มน้ำแปซิฟิก)

(a) dependable    (สามารถพึ่งพาได้)

(b) fragile    (แฟร้จ-ไจล)  (เปราะ, หักง่าย, แตกง่าย, เสียหายง่าย, อ่อนแอ, บอบบาง)

(c) prestigious    (มีชื่อเสียง, มีอิทธิพล)

(d) robust    (แข็งแรง, เข้มแข็ง, มีกำลังมาก, กำยำ, เอางานเอาการ, ที่ใช้กำลังมาก)

 

15. I am neither for nor _________________________________ your opinion. 

(ผมทั้งไม่เห็นด้วย  และไม่ ____________________ ความเห็นของคุณ)  (คือ  เห็นด้วยก็ไม่ใช่  คัดค้านก็ไม่เชิง  -  คือ ไม่เอาทั้ง  ๒  อย่าง)

(a) to

(b) without

(c) disagree

(d) against    (คัดค้าน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “To be for”  =  “เห็นด้วย”  ส่วน  “To be against”  =   “คัดค้าน

 

16. He desires nothing except _____________________________ her hand.

(เขาไม่ปรารถนาอะไร  ยกเว้น ________________________________ ใจเธอ) 

(a) winning

(b) to win    (เอาชนะ)

(c) win

(d) to winning

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หลัง   Preposition  “Except”  (ยกเว้น, เว้นแต่)   และ   “But”  (ยกเว้น, เว้นแต่, นอกจาก)   ต้องตามด้วย   “To + Verb 1”  ส่วน  “To win someone’s hand”  =  “เอาชนะใจผู้นั้น

 

17. I want a good novel ___________________________________ on the journey.

(ผมต้องการนิยายดีๆ สักเล่มหนึ่ง ________________________ ระหว่างการเดินทาง)

(a) to read    (ไว้อ่าน,  เพื่ออ่าน

(b) to be read

(c) read

(d) reading

 

18. Let’s drink ____________________________________________ his success.

(เรามาดื่ม ___________________________________ ความสำเร็จของเขากันเถอะ)

(a) for

(b) in

(c) with

(d) to    (ให้กับ)

(e) on

ตอบ   -   ข้อ    (d)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “To”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                     สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “To”   ได้แก่  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ)  -  “His office is very close to my home.”  (ที่ทำงานของเขาอยู่ใกล้บ้านผมมาก),  cruel  (โหดร้ายกับ)  -  “Nobody likes those who are cruel to animals.”  (ไม่มีใครชอบคนที่โหดร้ายต่อสัตว์),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ)  -  “She was hostile to her ex-husband’s family.”  (เธอมุ่งร้าย-ปองร้ายต่อครอบครัวของอดีตสามี),  obvious  (ชัดเจนแก่)  -  “It is obvious to me that she didn’t like her job.”  (มันเห็นได้ชัดกับผมที่ว่า  เธอไม่ชอบงานของเธอ),  obedient  (เชื่อฟังต่อ)  -  “Those students are obedient to their teacher.”  (นักเรียนพวกโน้นเชื่อฟังครูของตน),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ)  -  “Her behavior last night was peculiar to everyone.”  (พฤติกรรมของเธอเมื่อคืนนี้  เป็นที่ประหลาดใจกับทุกคน),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ)  -  “They are very kind to me.”  (พวกเขากรุณาต่อผมมาก),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธา-จงรักภักดีต่อ)  -  “They are very faithful to their King.”  (พวกเขาจงรักภักดีต่อกษัตริย์มาก) ,  junior  (อาวุโสน้อยกว่า)  -  “That soldier is junior to me in rank.”  (ทหารคนนั้นอาวุโสน้อยกว่าผม  ในเรื่องยศ),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  “I’m senior to them in the army.”  (ผมอาวุโสมากกว่าพวกเขาในกองทัพ),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ),  familiar  (คุ้นเคยกับ),  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  “They are accustomed to hot weather.”  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ)  -  “It is necessary to do one’s best.”  (มันจำเป็นที่คนเราต้องทำให้ดีที่สุด),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  “She is identical to her younger sister.”  (เธอเหมือนกับน้องสาวเป๊ะ),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ)  -  “His secretary’s performance is satisfactory to him.”  (การทำงานของเลขาฯ เป็นที่พอใจต่อเขา),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)  -  “Everyone must be loyal to his country.”  (ทุกคนต้องจงรักภักดีต่อประเทศของตน)  เป็นต้น

                                   สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   happen  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว), occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)  -  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)  -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  -  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)  -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)  -- The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

 

19. I don’t think you are telling me the truth.  The window wasn’t broken by ______________________.  You broke it !

(ผมไม่คิดว่าคุณกำลังบอกความจริงแก่ผม  หน้าต่าง (กระจก) มิได้ถูกทำแตกโดย ___________________ คุณนั่นแหละทำมันแตก)

(a) nobody else

(b) somebody

(c) anybody

(d) anybody else    (ใครๆ อื่นอีก, คนใดๆ อื่นอีก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ส่วนข้อ  (a)  ใช้ไม่ได้  เนื่องจากจะกลายเป็นปฏิเสธซ้อนระหว่าง“Wasn’t broken”   กับ  “Nobody else”และใช้  “Anybody”  กับประโยคปฏิเสธ   (Wasn’t broken)  และต้องมี  “Else”  ด้วย  เพราะว่า  “ไม่มีใครใดอื่นอีกแล้ว  ที่ทำหน้าต่างกระจกแตก  นอกจากคุณ

 

20. _______________________________ did your father go out of the house?

(พ่อของคุณออกไปนอกบ้าน _______________________________________ )

(a) Where

(b) How long

(c) When    (เมื่อไร)

(d) Since when

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ส่วนถ้าเลือก  ข้อ   (a)  ต้องถามว่า  “Where did your father go?”  (พ่อของคุณไปที่ไหนถ้าเลือก ข้อ  (b)  ต้องถามว่า  “How long ago did your father go out of the house?”  (นานเท่าใดมาแล้ว  ที่พ่อของคุณออกไปนอกบ้านซึ่งความหมายเหมือนข้อ  (c)  นั่นเอง  (How long ago = When)  และในกรณีเลือก ข้อ (d)  ต้องแก้เป็น  “Since when has your father gone out of the house?”  (พ่อของคุณได้ออกไปนอกบ้านตั้งแต่เมื่อใดคือต้องใช้รูป  “Present perfect tense”  (…………has your father gone………)  เนื่องจากแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์   คือ  “พ่อของคุณออกไปนอกบ้าน  อาจเป็น  ๒ – ๓ ชั่วโมง ที่แล้ว  และขณะที่ถามคำถามประโยคนี้  พ่อฯ ก็ยังไม่กลับเข้าบ้าน”  ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (ขณะที่พูด)  จึงต้องใช้   “Present perfect tense”  ดังกล่าว

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้