หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 249)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Cigarette smoke raises your blood pressure ___________________ 10 to 20 points.

(ควันบุหรี่เพิ่มความดันโลหิตของคุณ ___________________________ ๑๐  ถึง  ๒๐  จุด)

(a) for

(b) at

(c) by    (เป็นจำนวน,  ราวๆ)

(d) approximate

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ  “Approximately”  (ประมาณ)  ก็ได้

 

2. New York’s Statue of Liberty was designed to be a beacon for ships and a monument ____________________.

(รูปปั้นเทพีเสรีภาพของรัฐนิวยอร์คถูกออกแบบให้เป็นประภาคาร (กระโจมไฟ-สัญญาณไฟ) สำหรับเรือ  และอนุสาวรีย์ ____________________)

(a) the two

(b) in addition to    (นอกเหนือจาก)

(c) together    (ด้วยกัน)

(d) as well     (ด้วยเช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  สำหรับตัวอย่างการใช้คำอื่นๆ เช่น

  • In addition to New York, we went to Washington D.C. too (หรือ as well).

(นอกจากนิวยอร์คแล้ว  เราไปวอชิงตัน ดีซี ด้วย – เช่นกัน)

  • We gave them some information in addition to money.

(เราให้ข้อมูลพวกเขา  นอกเหนือจากเงิน)

  • They went shopping together.

(พวกเขาไปซื้อของด้วยกัน)

  • We flew back to London together.

(เราบินกลับไปลอนดอนด้วยกัน)

  • We’ll be dealing with those problems together.

(เราจะจัดการกับปัญหาพวกโน้นด้วยกัน)

  • They all work together as a team in the office.

(พวกเขาทำงานด้วยกันเป็นทีมในสำนักงาน)

  • He needs to develop his reading further, and his writing as well.

(เขาต้องการพัฒนาการอ่านของเขาต่อไป  และการเขียนด้วยเช่นกัน)

  • Now she raised the other hand as well.

(ขณะนี้  เธอยกมืออีกข้างหนึ่งขึ้นเช่นกัน)  (หลังจากยกมือขึ้นข้างหนึ่งก่อนหน้านั้น)

  • You’ve already been late for breakfast, and if you don’t eat fast, you’ll be late for school as well.

(คุณสายแล้วนะสำหรับอาหารเช้า  และถ้าคุณไม่กินให้เร็ว  คุณจะไปโรงเรียนสายด้วยเช่นเดียวกัน)

 

3. On the side of the hill, there is a _____________ which was once the entrance to a gold mine.

(ข้างเนินเขา  มี ____________________________ ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นทางเข้าไปสู่เหมืองทอง)

(a) deep hole in ground

(b) hole deep in ground

(c) deep hole in the ground    (หลุมลึกในพื้นดิน  -  หรือสนาม)

(d) deep in the ground hole

 

4. Aluminum ______________________________________________ in existence.

(อลูมินั่ม – หรืออลูมิเนียม – ________________________________________ ที่มีอยู่)

(a) it is one of the lightest materials

(b) as one of the lightest materials that is

(c) one of the lightest materials, it is

(d) is one of the lightest materials    (เป็นหนึ่งในบรรดาวัสดุที่เบาที่สุด)

 

5. Her husband is very competent; he will repair the roof himself.

(สามีของเธอ    มีความสามารถ-มีความชำนาญ-มีประสบการณ์    อย่างมาก  เขาจะซ่อมหลังคาด้วยตัวเอง)

(a) capable    (สามารถ, มีฝีมือ, มีวิชา, มีสติปัญญา)

(b) industrious    (ขยันหมั่นเพียร, อุตสาหะ)

(c) thrifty    (ประหยัด, มัธยัสถ์, ตระหนี่, ขี้เหนียว, รู้จักเก็บเงิน)

(d) cautious    (ระมัดระวัง, รอบคอบ)

 

6. Mr. Henderson was determined to remain neutral.

(มิสเตอร์แฮนเดอร์ซันมุ่งมั่น-ตกลงใจ  ที่จะยังคง    เป็นกลาง-ไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด)

(a) untroubled    (ไม่พบปัญหา, ไม่ถูกก่อกวน)

(b) unhurried    (ไม่รีบร้อน)

(c) unmarried    (ยังไม่แต่งงาน, โสด)

(d) uncommitted    (อิสระ, ไม่ได้ผูกมัด (คือไม่ได้อยู่กับฝ่ายใด), ไม่ได้มีพันธะกรณี)

 

7. The horse finally came to a halt on the very rim of the cliff.

(ม้า  ในที่สุดก็ได้มาหยุดอยู่ที่    ริมหรือขอบ   สุดๆ (คือ ชิดมากๆ) ของหน้าผาแห่งนั้น)

(a) top    (บน, ยอด)

(b) slope    (ที่ลาดเอียง, ความลาดเอียง)

(c) edge    (ขอบ, ริม)

(d) base    (ฐาน, รากฐาน, พื้นฐาน, ฐานปฏิบัติการ, ที่มั่น, จุดเริ่ม)

 

8. Fine arts are those arts ______________ primary object is beauty rather than practical use.

(วิจิตรศิลป์ (ศิลปะที่เน้นเรื่องความสวยงาม) คือ  ศิลปะพวกโน้น _____________ วัตถุประสงค์สำคัญ _____________ คือความสวยงาม  มากกว่าการใช้งานจริงๆ)

(a) whose    (ซึ่ง  ..............(วัตถุประสงค์สำคัญ)...............  ของมัน)

(b) which are

(c) their

(d) that have as their

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นคำนำหน้าอนุประโยคแบบ  “Adjective clause”  (Whose primary object is beauty rather than practical use)

 

9. Los Angeles _______________________________________ city in California.

(ลอส แองเจลีส _________________________________ เมืองในรัฐแคลิฟอร์เนีย)

(a) is larger

(b) of the larger

(c) is the largest    (เป็น  ...............(เมือง)..............  ใหญ่ที่สุด)

(d) is largest than any other

 

10. Wood furniture does not depreciate in value ____________ properly handled and protected.

(เครื่องเรือนทำด้วยไม้จะไม่เสื่อมลงในคุณค่า ________________________ ได้รับการ (หรือถูก) จัดการและปกป้องคุ้มครองอย่างเหมาะสม)

(a) and

(b) that

(c) has

(d) if    (ถ้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยคแบบ  “If clause”  (If it (wood furniture) is properly handled and protected)

 

11. During the war, the shipping lanes proved vulnerable to attack.

(ในระหว่างสงคราม  เส้นทางการขนส่งทางเรือ  ได้พิสูจน์แล้วว่า    เปราะบาง-อ่อนแอ-ล่อแหลม    ต่อการถูกโจมตี)

(a) perilous    (มีอันตราย, เป็นภัย)

(b) futile    (ฟิ้ว-ไทล)  (ไร้ผล, ไม่มีประโยชน์, ไม่สำคัญ, ไม่เอาจริงเอาจัง)

(c) susceptible    (อ่อนไหวต่อ, เปราะบางต่อ, มีแนวโน้มที่จะโดน, สะเทือนใจง่าย, หวั่นไหวง่าย, รู้สึกไว, มีจิตใจอ่อนแอ)

(d) feasible    (ที่สามารถทำได้, ที่เป็นไปได้, ที่ดำเนินการได้, เหมาะสม)

 

12. According to investigators, the recent report of a sea monster was a hoax (โฮคซ)

(สอดคล้องกับคำกล่าวของผู้สอบสวน-สืบสวน  รายงานเมื่อเร็วๆ มานี้เกี่ยวกับสัตว์ยักษ์ – หรือสัตว์ประหลาดในทะเล  เป็น    การหลอกลวง-สิ่งหลอกลวง-การต้มตุ๋น-การเล่นตลก  -  คือไม่ใช่เรื่องจริง)

(a) breakthrough    (การฝ่าฟันอุปสรรค, การทำได้สำเร็จ)

(b) mistake    (ความผิด)

(c) crime    (อาชญากรรม)

(d) trick   (การหลอกลวง, การโกง, กลลวง, อุบาย, กลอุบาย, เล่ห์เหลี่ยม, เคล็ดลับ, การเล่นกล)

 

13. In his statements to the press, the administrator was consistently equivocal

(ในคำกล่าวของเขาต่อหนังสือพิมพ์  ผู้บริหารคนนั้น (พูด)    กำกวม-คลุมเครือ-มีสองนัย-ตีความได้  ๒  อย่าง-น่าสงสัย-ไม่แน่ชัด    อยู่ตลอดเวลา)

(a) reasonable     (สมเหตุสมผล, มีเหตุผล)

(b) ambiguous    (พูดจากำกวม-คลุมเครือ-มีหลายความหมาย-ยากที่จะเข้าใจ)

(c) frank    (จริงใจ, เปิดเผย, ตรงไปตรงมา)

(d) dynamic    (กระตือรือร้น, มีประสิทธิภาพ)

 

14. Commercial banks make most of their income from interest ___________________ on loans and investments in stocks and bonds.

(ธนาคารพาณิชย์สร้างรายได้ส่วนใหญ่ของตนจากดอกเบี้ย (ที่ถูก) __________________ จากเงินกู้และเงินลงทุนในหุ้นและพันธบัตร)

(a) earn

(b) earned    (ได้รับ, หามาได้)

(c) was earned

(d) to earn

ตอบ   -   ข้อ    (b)  เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยคแบบ  “Adjective clause”  (……….interest which (that) is earned on loans and investments in stocks and bonds)

 

15. Although many European scholars consider Marc Antonio an important writer, ______________ anymore.

(แม้ว่านักวิชาการยุโรปจำนวนมากถือว่ามาร์ค  แอนโตนิโอ  เป็นนักเขียนสำคัญ-มีอิทธิพลมาก, ____________________ ต่อไปอีกแล้ว)

(a) and his works are not widely read

(b) his works are not widely read    {ผลงานของเขามิได้รับการอ่านอย่างแพร่หลาย (กว้างขวาง)}

(c) but few people read his works

(d) though few people read his works

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นประธาน  (His works)  และกริยา  (Are not ………..read)  ของประโยคใหญ่  “Main clause”  (His works are not widely read anymore)

 

16. _________________________ rapid spread of railways and the increase in ocean transport, long-distance traveling became more common.

(_______________________________ การแพร่ขยายที่รวดเร็วของ (ระบบ) ทางรถไฟ  และการเพิ่มขึ้นของการขนส่งทางมหาสมุทร, การเดินทางไกลกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมากยิ่งขึ้น)

(a) The

(b) It was the

(c) With the    (ด้วย)

(d) There was a

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นวลีนำหน้าข้อความ  “With the rapid spread of railways and the increase in ocean transport”  ซึ่งทำหน้าที่ขยายประโยค  (Long-distance traveling became more common)  ที่มี  “Long-distance traveling”  เป็นประธาน  และมี  “Became” เป็นกริยา

 

17. I suggested to her that her husband ____________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ _________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have     (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ____________________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร) ________________________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ “Should” ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                     ตัวอย่างที่  

  • I will recommend that the student _____________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น ___________________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตาม หลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องตามด้วย  “Infinitive without to” (Verb 1)  ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                                     ตัวอย่างที่  

  • Many customers have requested that we __________________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา ________________________ โนติส  (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)  แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –    ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้  “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่  ๑  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม “s” หรือ  “ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause ที่เป็นอนุประโยค  (ซึ่งมักมี  “that” นำหน้า  “Clause”)   ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม   และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประ โยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “s”  หรือ“ed”  ที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”  นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ  เป็นการแนะนำว่า  “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”  ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป    (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)   อนึ่ง  เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

                                           1. อยู่หลัง  “กริยา + that”  ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

                    -  demand that    (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

                    -  require that    (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

                    -  propose that    (เสนอว่า)

                    -  request that    (ขอร้องว่า)

                    -  recommend that    (แนะนำว่า)

                    -  ask that    (ขอร้องว่า)

                    -  order that    (สั่งว่า)

                    -  urge that    (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

                    -  suggest that   (แนะนำว่า)

                    -  advise that    (แนะนำว่า)

                    -  insist that    (ยืนกรานว่า)

                    -  prefer that    (เห็นสมควรว่า)

                                       ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice = เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –    เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยคที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ  กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี  “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้   เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

                                           2. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + That + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To”นำหน้า)   กริยาใน“Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”   เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important”  (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น),“Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential”  (จำเป็น),“Advisable”  (ควร),“  Crucial”  (สำคัญยิ่ง)   ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

18. Oil usually lies _________________________________ feet below the earth’s surface.

(น้ำมันโดยปกตินอนอยู่ ______________________________ ฟุต  ใต้พื้นผิวหน้าของโลก)

(a) thousand

(b) thousands

(c) thousands of    (หลายพัน)

(d) many thousands    (ใช้ได้  ถ้าตามด้วย “Of” )

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หลัง   “Thousand”  มี  “S”   และตามด้วย   “Of

 

19. Keep _________________________________________________ the fire!

(จงอยู่ _____________________________________ ไฟ)  (หรือ  จงอย่าเข้าใกล้ไฟ)

(a) away

(b) off from    (รูปนี้  ไม่มีใช้)

(c) away from    (ห่างจาก)

(d) away off    (รูปนี้  ไม่มีใช้)

 

20. I am _________________________________________ a better chance.

(ผมกำลัง ________________________________________ โอกาสที่ดีกว่ากัน)

(a) waiting    (“Wait” + “For”  เสมอ)

(b) awaiting    (รอคอย)   (“Await” ไม่ต้องตามด้วย “For”)

(c)awaiting for

(d) in wait

 

21. You had your car overhauled last week, __________________________________?

(คุณเอารถของคุณไป (ให้ช่าง) ซ่อมทั้งคัน  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว, ____________________ )

(a) hadn’t you

(b) didn’t you    (ใช่หรือไม่)

(c) wasn’t it

(d) had you

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Had”  ในประโยคข้างบน  อยู่ในรูป  “Causative use” มีความหมายว่า   “เอารถไปซ่อม” (had your car overhauled)   จึงถือเป็นกริยาทั่วไปตัวหนึ่ง  เหมือนกับ   “Walk, Play, Swim, Eat, Sing, Write, Walk, etc.”  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ หรือคำถาม   จึงต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วย  และเนื่องจากในประโยคข้างบน   “Had”  อยู่ในรูปบอกเล่า   ในส่วน   “Tag”  จึงต้องเป็นปฏิเสธ

                                                สำหรับ “Verb to have”  (Have, Has, Had)  จะถือเป็นกริยาพิเศษ  และในส่วน   “Tag”สามารถใช้   “Have, Has, Had”  ได้เลย  ซึ่งแล้วแต่ ประธานประโยค  และ  “Tense”   (ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วย)  มี  ๓  กรณี  คือ

                         1.  ใน  “Present perfect tense”เช่น

          -  He has eaten his breakfast, hasn’t he?

(เขาได้กินข้าวเช้าแล้ว  ใช่หรือไม่)

                       2.  ใน  “Past perfect tense”  เช่น

          -  She had moved to a new place, hadn’t she?

(เธอได้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่แล้ว  ใช่หรือไม่)

                       3.  ในกรณีที่   “Have” หมายถึง  “มี”  เช่น

          -  They had a beautiful house, hadn’t they?

(ในกรณี   “Have”แปลว่า  “มี”  สามารถใช้   “Verb to do” ช่วยได้เช่นกัน  ดังนั้น ประโยคข้างบนอาจเป็น   “They had a beautiful house, didn’t they?)

          -  She has not a car, has she?

(ในทำนองเดียวกัน  เมื่อ   “Has”หมายถึง  “มี”  ประโยคนี้  สามารถใช้ได้อีกแบบ  คือ  “She has not a car, does she? )

                                        อย่างไรก็ตาม   เมื่อ   “Has”  มิได้แปลว่า  “มี”  แต่มีความหมายอย่างอื่น   ดังเช่นใน  ๔  กรณี  ต่อไปนี้   จะถือว่าเป็นเหมือนกริยาธรรมดาทั่วๆ ไป  (= Walk, Sleep, Cry, Hope, Love, Like, etc.)  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือ  คำถาม   รวมทั้งในส่วน  “Tag”  จะต้องใช้  “Verb to do”  (Do, Does, Did)   ช่วยเสมอ  ดังประโยคข้างล่าง

                         1.  เมื่อหมายถึง   “ได้รับ”  (Receive)  เช่น

          -  She had a letter this morning, didn’t she?

(เธอได้รับจดหมายเมื่อเช้านี้  ใช่หรือไม่)

                          2.  เมื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  เช่น

          -  He had coffee for breakfast, didn’t he?

(เขาดื่มกาแฟสำหรับอาหารเช้า  ใช่หรือไม่)

           -  We had a lot of food at the party last night, didn’t we?

(เรากินอาหารมากมายที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้  ใช่หรือไม่)

                          3.  มื่อหมายถึง  “จำเป็นต้อง”  (Have to)  เช่น

          -  They have to study hard to pass the exam, don’t they?

(พวกเขาจำเป็นต้องเรียนหนัก  เพื่อสอบผ่าน  ใช่หรือไม่)

                           4.  เมื่อใช้ไนโครงสร้าง   “Causative use” คือ  “ประธานฯ ใช้ไห้ใครทำอะไร”  (Active voice)  หรือ  “ประธานฯ ใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  (Passive voice)  เช่น

            -  She had the servant wash her room yesterday, didn’t she?

(เธอให้คนรับใช้ทำความสะอาดห้องของเธอเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)

             -  They have their cars washed every day, don’t they?

(พวกเขาล้างรถทุกวัน (โดยคนอื่นทำให้)  ใช่หรือไม่)

               -  He doesn’t have his hair cut every month, does he?

(เขามิได้ตัดผมทุกเดือน  ใช่ไหม)

 

22. Fifty years ago_________________ of the Thai people worked in the  agricultural sector.

(เมื่อ  ๕๐  ปีมาแล้ว ______________________ ของประชาชนไทย  ทำงานในภาคเกษตร)

(a) 85 per cent    (๘๕  เปอร์เซ็นต์)

(b) 85 per cents

(c) 85 per-cent

(d) 85 per-cents

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “เปอร์เซ็นต์”  เขียนได้  ๒  แบบ  คือ “Per cent”  และ  “Percent”   โดยไม่มีการเติม “S”  ท้ายคำ  และไม่มีขีด  (Hyphen)  (-)   คั่นกลางคำ

 

23. Although he is seventy, he still has __________________________________.

(แม้ว่าเขาอายุ  ๗๐  ปี  เขายังคงมี ______________________________________ )

(a) a good sight

(b) good sight    (สายตาดี)

(c) good sights

(d) the good sight

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “Sight” = “สายตา”   เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้กับ    “A”  หรือ เติม   “S”  ข้างท้าย

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้