หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 246)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. _____________ how boring this course was going to be, I wouldn’t have enrolled.

( _________________ (ว่า) วิชานี้จะน่าเบื่ออย่างนี้  ผมคงไม่ลงทะเบียนเรียนหรอก)

(a) Had I known    (ถ้าผมได้รู้)  (ในอดีต)

(b) If had I known

(c) If I knew

(d) Did I know

ตอบ   -   ข้อ    (a)  เนื่องจากผันมาจาก  “If I had known”  ซึ่งเป็น  “If clause”แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์จริงๆ เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดจริงในประโยคข้างบน  คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าวิชานี้จะน่าเบื่อ  ผมเลยลงทะเบียนเรียนไป”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบนี้  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

  • If the art dealer ________________ the money, he would have bought the painting.

(ถ้าพ่อค้าศิลปะ ___________________________ เงิน  เขาก็คงจะได้ซื้อภาพวาดไปแล้ว)

(แต่ความจริงก็คือว่า  พ่อค้าไม่มีเงิน  เขาก็เลยไม่ได้ซื้อภาพวาด)

(a) has

(b) had had    (มี)

(c) had

(d) would have

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือการสมมติเรื่องในอดีตที่มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ดูเพิ่มเติม “If clause” แบบที่  ๓  นี้ในประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • When I had arrived at the market last night, I found that it was not open.  If I ____________________, I wouldn’t have bothered to drive over there.

(เมื่อผมไปถึงตลาดเมื่อคืนวาน  ผมพบว่ามันปิด  (ทั้งนี้)  ถ้าผม ________________________ ผมคงจะไม่ยุ่ง (เดือดร้อน) กับการขับรถไปที่นั่น)

(a) know

(b) known

(c) would know

(d) had known    (ได้รู้)  (ว่าตลาดปิดเมื่อคืน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต)  (เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค)  ทั้งนี้  ข้อความในประโยค  คือ  “ถ้าผมรู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืนวาน  ผมคงไม่ขับรถไปที่นั่น”  แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืน  ผมจึงขับรถไปที่นั่น” 

                                ตัวอย่างที่ 

  • Nancy ______________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ________________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  If clause” แบบที่  ๓  ได้แก่

                           -  If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลังการสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้ คืออนุประโยค  “If + Subject + Had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง  3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ   แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น   ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต  เช่น

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                 จะเห็นว่าใน  “If clause”  มี  “Had” 2  ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb  ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

สรุป   -   ใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)   จะเป็นรูป  “Past perfect” {Subject + Had + (not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Subject + Would (should, could, might) + (not) + Have + Verb 3}   จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้  ให้ได้

                                 นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had” มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(=Had he studied hard, he would………….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had**something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                            สรุป  -  ใน “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + had + (not) + V. 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect”  {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V. 3}   นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”   ได้ด้วย

 

2. He has always preferred bustling city life _________________ his wife is just the opposite.

(เขาชอบชีวิตเมืองที่วุ่นวายโดยเสมอมา ___________ ภรรยาของเขากลับตรงกันข้าม)  (คือ  ไม่ชอบ)

(a) unlike    (ไม่เหมือน)  (เป็น  “Preposition”)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(b) otherwise    (มิฉะนั้น)  (ตามด้วยประโยค)

(c) whereas    (แต่ทว่า, อย่างไรก็ตาม, ในทางตรงกันข้าม)  (ตามด้วยประโยค)

(d) in addition    (นอกจากนั้น)  (ตามด้วยประโยค)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ตัวอย่างการใช้  “Whereas”   ได้แก่

  • Humans are capable of error whereas the computer is not.

(มนุษย์สามารถทำผิดได้  แต่ทว่าคอมพิวเตอร์ไม่)

  • Radar employs radio waves whereas sonar uses sound waves.

(เรดาร์ใช้คลื่นวิทยุ  แต่ทว่าโซนาร์ (ระบบการหาตำแหน่งวัตถุใต้น้ำ) ใช้คลื่นเสียง)

  • I used to think that money was incredibly important.  Whereas I look at it now in quite a different way.

(ผมเคยคิดว่า  เงินมีความสำคัญอย่างเหลือเชื่อ  อย่างไรก็ตาม  ผมมองมัน (เงิน) ในขณะนี้  ในแบบที่แตกต่างออกไป (จากเดิม) อย่างมาก)

 

3. __________________________ photosynthesis were to stop, most living things would disappear from the Earth in a few years.

(________________________________ การสังเคราะห์แสงจะต้องหยุดไป  (ในขณะนี้)  สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่จะสูญหายไปจากโลกในเวลาไม่กี่ปี)

(a) Besides    (นอกจาก, นอกจากนั้น)

(b) If    (ถ้า)

(c) So

(d) For

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๒  “Present unreal”   (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  ซึ่งมี  ๒  นัย  คือ  (๑) เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  หรือ  (๒) เหตุการณ์เกิดขึ้นได้ยาก  หรือมีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดขึ้น  (ในปัจจุบัน)  สำหรับประโยคข้างบน  เป็นการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน  เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “(ในปัจจุบัน)  การสังเคราะห์แสงไม่หยุด  ทำให้สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ไม่สูญหายไปจากโลก”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  •  ______________________________ next month, I would give a party.

(_______________________________________ เดือนหน้า  ผมจะจัดงานเลี้ยงให้)

(a) If she comes

(b) Should she comes

(c) Were she to come    (ถ้าเธอมีความตั้งใจ (มุ่งมั่น) ที่จะมา)

(d) If she would come

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากมาจากข้อความ  “If she were to come”  (ถ้าเธอมีความตั้งใจ (มุ่งมั่น) ที่จะมา)  เป็น  “If clause”  แบบที่  ๒  หรือ  “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน – หรืออนาคต)  คือ มีความหมายเป็น  ๒  นัย  คือ  (๑) ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  เช่นในประโยค  “If I were a bird (= Were I a bird), I would fly to the moon.”  (ถ้าฉันเป็นนก  ฉันจะบินไปดวงจันทร์) (หมายถึง  ถ้าเป็นนกในปัจจุบัน  ซึ่งเป็นไปไม่ได้  หรือไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง)  (๒) เกิดขึ้นได้ยาก  หรือผู้พูดคิดว่าคงมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก  เช่นในประโยคข้างบน (ตัวอย่างที่  )  ผู้พูดเชื่อว่า  “เป็นไปได้ยากที่เธอจะมาเดือนหน้า  ดังนั้น  ผมคงไม่ต้องจัดงานเลี้ยงให้”  ดูเพิ่มเติม  “If clause” แบบที่  ๒  จากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  • If I ___________________________________ you, I should leave quickly.

(ถ้าผม ________________________________ คุณ  ผมจะจากไป (ออกไป) อย่างรวดเร็ว)

(a) was

(b) am

(c) were    (เป็น)

(d) like

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่ ๒  “Present unreal”

(ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  (เพราะผมไม่ใช่คุณ  ผมจึงไม่ต้องรีบจากไป)  (เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน)

                                ตัวอย่างที่  

  • This test is in English.  If it were in Thai, I______________________ it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม ___________________ มันเลย)

(a) shall not mind

(b) am not minding

(c) would not mind    (จะไม่รังเกียจ)

(d) would not be minded

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๒  “Present unreal”   คือการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน  (การทดสอบไม่ได้ใช้ภาษาไทย  แต่ใช้ภาษาอังกฤษ  ผมจึงรังเกียจมัน)  (เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน)

                                ตัวอย่างที่ 

  • If you lived closer to the office, you ________________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ _________________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

(a) don’t have

(b)  didn’t have

(c)  won’t have

(d) wouldn’t have    (จะไม่มี)

ตอบ   -    ข้อ  (d)  เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค  “If clause”  แบบที่  ๒  “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)   คือ   “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ  “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”  แต่ในความเป็นจริงคือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”  (คือ  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศ  ไม่เป็นความจริง  -  ความจริง คือ อยู่ไกลจากออฟฟิศ)  ประโยคเงื่อนไข  “If clauseแบบที่  ๒”  (Present unreal)  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะใช้รูป  “Subject + V.ช่องที่ 2”  และในกรณีมี   “Verb to be”   ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)  ส่วนในประโยคย่อยหรืออนุประโยค  (Subordinate clause)  จะใช้รูป  “Subject + Would + (Not) + V. ช่องที่ 1

                                        สำหรับการใช้   “If clause”  แบบที่  ๒  นี้  มักใช้เมื่อ  (๑) เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  ดังประโยคข้างบน (ตัวอย่างที่  ๒,  ๓  และ  ๔)   หรือไม่ก็   (๒)  ผู้พูดมีความเชื่อว่า  ข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่น  ประโยคในตัวอย่างที่  ๑  และประโยคข้างล่าง

  • If you came to the party today  (หรือ tomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะมั่นใจว่า  “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”   แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ”  คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาผมแน่  ผู้พูดก็จะพูดในรูป  “If clauseแบบที่ 1”  คือ  “If + Subject + Verb 1, Subject + Will + Verb 1”  คือ

  •  If you come to the party today (tomorrow), you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ (วันพรุ่งนี้)  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” จะมางานเลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

                                ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “If clause”  แบบที่  ๒  เช่น

                    -  If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)   (ผู้พูดมั่นใจว่า  ตนไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน (การที่ตนเป็นนัก เรียนยากจนไม่เป็นความจริง)  ตนเลยได้ไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)

                    -  If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  (ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้) ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

                    -  If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดมั่นใจว่า  มีโอกาสน้อยมาก หรือ เกิดขึ้นได้ยากมาก  ที่คุณจะได้พบกับราชินี)

                    -  If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)   เธอเลยไม่มีความสุข)

                    -  If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้)  ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ที่ผมจะเป็นนก  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)

                    -  If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มทีที่จะได้พบ)

                    -  I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless = if …………not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในขณะนี้ หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  ตนคงไปที่นั่นได้แน่  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)

                    -  Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)   แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  คงเป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก  ที่ตัวเขาจะมา)

                                      สำหรับใน  “If clause” แบบที่    ที่มีกริยา  Were”  เราสามารถใช้รูป  “ผกผัน”  (Inversion)  ได้  โดยนำ  “Were”  มาขึ้นต้นอนุประโยค  แทน  “If”  ได้  ไม่ว่าอนุประโยค  (If clause)  จะอยู่ข้างหน้า  หรือข้างหลังประโยคใหญ่  (Main clause) ดังประโยคข้างล่าง

                    -  Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาตั้งใจ-มุ่งมั่นที่จะออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (ผู้พูดมั่นใจว่า  เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

                    -  Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในขณะนี้ หรือ ในอนาคต)   เราจะซื้อมัน)   (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  สินค้าราคาถูกไม่เกิดขึ้นจริง  หรือ เกิดขึ้นได้ยากมาก)

                    -  Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(คำแปลอยู่ข้างบน)

                    -  I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน  -  ในปัจจุบัน)   (ผู้พูดมั่นใจว่า  ตนได้ไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะตนไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)  (การที่ตนเป็นนักเรียนยากจนไม่เป็นความจริง)

                    -  She would give me a million baht (now) were she a millionaire.

(= She would give me a million baht (now) if she were a millionaire.

(เธอจะให้ผม  ๑  ล้านบาท (ในขณะนี้)  ถ้าเธอเป็นเศรษฐี)  (แต่เพราะว่าเธอมิได้เป็นเศรษฐี  เธอจึงมิได้ให้เงินล้านแก่ผม)  (การเป็นเศรษฐีของเธอมิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเป็นไปไม่ได้)  (เป็นการสมมติที่มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเป็นไปไม่ได้  ในปัจจุบัน  จงเปรียบเทียบความแตกต่างกับ  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  -  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค)  (อยู่ใน  ข้อ    ของข้อสอบชุดนี้)

 

4. Nevada has a limited water supply ____________________________ light rainfall.

(รัฐเนวาดามีการจัดหา (มีปริมาณ) น้ำที่จำกัด ____________ ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาเบาบาง)

(a) because its

(b) it is because

(c) is because its

(d) because of its    (เนื่องมาจาก  ..........(ปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาเบาบาง)........  ของมัน)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Because of, Due to, Owing to, On account of  =  เนื่องมาจาก, เพราะว่า”   ตามด้วยคำนามหรือวลี  ส่วน  “Because”  =  “เพราะว่า”  ตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)   ดังประโยคข้างล่าง

                    -  We could not go out because of the heavy rain.

                    -  We could not go out because it rained heavily.

(เราไม่สามารถออกไปข้างนอก  เนื่องมาจากฝนตกหนัก)

                    -  He could not go to the concert due to his sickness.

                    -  He could not go to the concert because he was sick.

(เขาไม่สามารถไปฟังคอนเสิร์ต  เนื่องมาจากความเจ็บป่วย)

                    -  She was crowned Miss Universe because she was very beautiful.

                    -  She was crowned Miss Universe because of her great beauty.

(เธอได้รับการสวมมงกุฎนางงามจักรวาล  เนื่องมาจากความสวยอย่างมาก)

 

5. By 1900, the United States had shifted from being a country of farmers to a country of factory workers.

(ราวๆปี  ๑๙๐๐  สหรัฐฯ ได้    เปลี่ยน    จากการเป็นประเทศของชาวไร่ชาวนา  ไปสู่ประเทศของคนงานที่ทำงานในโรงงาน)

(a) improved    (ปรับปรุง, ทำให้ดีขึ้น)

(b) drifted    (ล่องลอย, เลื่อนลอย, พเนจร, ระเหเร่ร่อน, เบี่ยงเบนจากทิศทางเดิม)

(c) changed    (เปลี่ยน)

(d) anticipated    (คาดหวัง, คาดหมาย, ทำนาย)

 

6. By the 1870’s Arizona’s copper-mining industry was thriving.

(ราวๆ ทศวรรษ  ๑๘๗๐  อุตสาหกรรมทำเหมืองทองแดงของรัฐอริโซน่า  กำลังเจริญเติบโต-รุ่งเรือง-เฟื่องฟู)

(a) beginning    (เริ่มต้น)

(b) recovering    (ฟื้นจากไข้, กลับคืนสู่สภาพเดิม, นำกลับคืนมา)

(c) consolidating    (ทำให้เป็นปึกแผ่น, ทำให้แข็งแรง-มั่นคง, รวบรวมกำลัง, รวบรวมเข้าด้วยกัน)

(d) flourishing    (ฟล้อร์-ริช)  (เจริญ, รุ่งเรือง, เฟื่องฟู, มั่งคั่ง, งอกงาม)

 

7. Calcium, the body’s most abundant mineral, works with phosphorus in maintaining the skeletal system.

(แคลเซี่ยม – แร่ธาตุที่    อุดมสมบูรณ์ที่สุด    ของร่างกาย – ทำงานร่วมกับฟอสฟอรัส  ในการบำรุงรักษาระบบเกี่ยวกับโครงกระดูก)

(a) most mysterious    (ลึกลับ-ลี้ลับ-ประหลาดที่สุด)

(b) toughest    (เหนียว-ยากที่สุด)

(c) most plentiful    (มากมาย-อุดมสมบูรณ์ที่สุด)

(d) purest    (บริสุทธิ์ที่สุด)

 

8. Through microscopes people can see objects that _____________________ to the naked eye.

(ผ่านกล้องจุลทรรศน์  คนเราสามารถมองเห็นวัตถุซึ่ง ____________ ด้วยตาเปล่า)  (คือ  ตาที่มิได้สวมแว่น)

(a) invisible

(b) the invisible

(c) are invisible    (ไม่สามารถมองเห็นได้)

(d) are the invisible

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Are”  เป็นกริยาของอนุประโยคแบบ  “Adjective clause”  (That are invisible to the naked eye)  ซึ่งขยายคำนาม  “Objects”

 

9. Rarely _________________ for more than a few seconds once they enter the Earth’s atmosphere.

(_________________________ ไม่ใคร่จะเกิน  ๒ – ๓  วินาที  ในทันทีที่พวกมันเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลก)

(a) while meteors blaze

(b) meteors that blaze

(c) do meteors blaze    (ดาวตกลุกไหม้เป็นเปลวไฟ)

(d) blaze meteors

ตอบ   -   ข้อ    (c)  ดูคำอธิบายโครงสร้าง  “Rarely do meteors blaze”  จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ 

  • She said, “________________________________________”

(เธอพูดว่า “ _______________________________________________

(a) Seldom we hear him sing.

(b) We hear him sing seldom.

(c) Seldom do we hear him sing.    (เราไม่ใคร่ได้ยินเขาร้องเพลง)

(d) We seldom hear him to sing.

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง {Seldom (hardly, scarcely) + Verb (ช่วย)  + Subject + Verb (แท้)}  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • _______________________________________ with the opposition.

(_____________________________________________________ กับฝ่ายค้าน)

(a) The government agrees seldom

(b) Seldom agrees the government

(c) Seldom the government agrees

(d) Seldom does the government agree    (รัฐบาลไม่ใคร่จะเห็นด้วย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  โดยแปลงมาจากประโยค  “The government seldom agrees with the opposition.”  แต่การนำ  “Seldom”  มาขึ้นต้นประโยค  และเปลี่ยนโครงสร้างประโยคตาม ข้อ  (d)  “Seldom + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb 1 (แท้)” (ยกเว้น  “Never have I seen…...”  หรือ  Seldom had she played”)   ก็เพื่อ   ต้องการเน้นย้ำคำว่า  “ไม่ใคร่จะ”

                                   ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  ______________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ _____________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่..............(ดื่มชา)...............เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                   ตัวอย่างที่  

  •  Traveling by air is not cheap.  Neither ___________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  ________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable    (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                  ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life _______________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ________________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                   ตัวอย่างที่ 

  • Not only _______________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ______________________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง..............................................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

  • Seldom did they arrive at school in time.

(พวกเขาไม่ใคร่จะมาถึงโรงเรียนทันเวลา)  (เน้นตรงคำว่า  “ไม่ใคร่จะ”)

(= They seldom arrived at school on time.)

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น)  (เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง)  (เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย)  (เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                              ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.
  • Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(= He has never seen his father since he divorced his mother.)

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

10. For hundreds of years ________________________ the principal raw material for paper.

(เป็นเวลาหลายร้อยปี ____________ วัตถุดิบสำคัญที่สุดสำหรับกระดาษ)  (คือ  ใช้เศษผ้าทำกระดาษ)

(a) rags

(b) the time rags were

(c) rags were    (เศษผ้าเป็น)

(d) then were rags

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Rags)  และกริยา  “Were”  ของประโยค  โดยมี  “For hundred of years”  เป็น  “Adverb of frequency”  และ  “The principal raw material for paper”  เป็น  “Complement”  (มาช่วยเติมให้สมบูรณ์)  ของกริยา  “Were”

 

11. The Eskimos are superb (ซู-เพิ้ร์บ) hunters.

(ชาวเอสกิโมเป็นนักล่าสัตว์ที่    ดีเลิศ-ดีเยี่ยม-ยอดเยี่ยม)

(a) fast    (รวดเร็ว, ว่องไว)

(b) veteran    (มีประสบการณ์, เคยงาน, ผ่านศึกมาแล้ว)

(c) excellent    (ดีเลิศ, ดีเยี่ยม, ยอดเยี่ยม)

(d) nocturnal    (ออกหากินในเวลากลางคืน, เปิดในเวลากลางคืน, เกี่ยวกับกลางคืน)

 

12. Some type of glassware are more fragile than others.

(เครื่องแก้วบางชนิด    เปราะบาง-แตกหักได้ง่าย    กว่าชนิดอื่นๆ)

(a) available    (สามารถหามาได้, มี, หาได้, หาง่าย, เท่าที่จะหาได้)

(b) breakable    (ซึ่งแตกได้)

(c) practical    (ใช้ได้, ได้ผล, เหมาะสม, มีประโยชน์, ตามความเป็นจริง, เกี่ยวกับการปฏิบัติ, เน้นในทางปฏิบัติ)

(d) popular    (เป็นที่นิยมชมชอบ)

 

13. One major hazard of space travel is the radiation that exists beyond Earth’s atmosphere.

(อันตราย-สิ่งที่เป็นอันตราย-การเสี่ยง-อุบัติเหตุ    ที่สำคัญอย่างหนึ่งของการเดินทางในอวกาศ  คือกัมมันตภาพรังสี (หรือการแผ่รังสี)  ซึ่งมีอยู่เหนือชั้นบรรยากาศของโลก)

(a) goal    (เป้าหมาย, วัตถุประสงค์)

(b) mystery    (ความลึกลับ, ความลี้ลับ, ความลับ, สิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้)

(c) reward    (รางวัล)

(d) danger    (อันตราย)

 

14. Liberals tend to favor __________________________________ do conservatives.

(นักเสรีนิยมมีแนวโน้มที่จะสนับสนุน _________ นักอนุรักษ์นิยม)  (ผู้ซึ่งชอบการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างช้าๆ)

(a) more than immediate social change

(b) change more immediate than social

(c) more immediate social change than    (การเปลี่ยนแปลงทางสังคมแบบฉับพลันทันใดมากกว่า)  (หรือ  ทันทีทันใดมากกว่า)

(d) social change more than immediate

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการเรียงคำที่ถูกต้อง

 

15. Recent estimates show that ___________ more than three million birdwatchers in the United States.

(การประมาณการ (ประเมิน) เมื่อเร็วๆ นี้ (ไม่นานมานี้) แสดงว่า ________ นักเฝ้าดูนกกว่า  ๓  ล้านคนในสหรัฐฯ)

(a) there are among

(b) are there the

(c) there are    (มี)

(d) among the

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นประธานและกริยาของอนุประโยคแบบ  “Noun clause”  (that there are more than three million birdwatchers in the United States)

 

16. _________________ brings about happiness has utility, according to the doctrine of utilitarianism.

(__________________________ ก่อให้เกิดความสุข  มีประโยชน์-ผลประโยชน์ (หรือความเป็นประโยชน์),  (ซึ่ง) สอดคล้องกับทฤษฎี (คำสั่งสอน) ของลัทธิยึดถือผลประโยชน์เป็นสำคัญ)

(a) It

(b) Whatever    (อะไรก็ตามที่)

(c) Each

(d) Why

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นประธานของอนุประโยคแบบ  “Noun clause”  (Whatever brings about happiness)  โดยมีกริยา  คือ  “Has”  และกรรม  คือ  “Utility

 

17. Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually __________________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน  งอกราก  และ ___________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากต้องใช้คำให้สมดุลกัน  (Balance)  คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

  •  Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and ________________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และ _____________ )

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                    ตัวอย่างที่ 

  • James likes reading, hiking, and ____________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ  การเดินทางไกลด้วยเท้า  และ ______________________ )

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน   คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”    คือ  “Like reading, hiking and listening…….”   ทั้งนี้   กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1    ก็ได้   ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

 

18. Have you found a new _____________________________________?

(คุณหา _______________________________________________ ใหม่ได้หรือยัง)

(a) work    (งาน)  (นามนับไม่ได้)

(b) job    (งาน)  (นามนับได้)

(c) employment    (การจ้างงาน)  (นามนับไม่ได้)

(d) works    (สถานที่ผลิตสินค้า, งานติดตั้งระบบประปา-ไฟฟ้า หรืองานสร้างตึก-ถนน-สะพาน, ผลงาน)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้   “A new job

 

19. The School Health Service in Britain looks __________ the health of all school-children. 

(หน่วยงาน “บริการสุขภาพโรงเรียน” ในประเทศอังกฤษ _________  สุขภาพของเด็กนักเรียนทุกคน)

(a) for    (“Look for” = ค้นหาของที่หาย)    

(b) at    (“Look at” = จ้องมอง)

(c) up    (“Look up” = ค้นหาคำในพจนานุกรม)

(d) after    (“Look after” =  ดูแล, รับผิดชอบ, เอาใจใส่)

 

20. They have two daughters, Mary and Jane.  Mary is three years _______________ than Jane.

(พวกเขามีลูกสาว  ๒  คน  คือ  แมรี่ และเจน   แมรี่ ___________________________ เจน  ๓  ปี)

(a) elder

(b) older    (แก่กว่า)

(c) eldest

(d) oldest

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ถ้าต้องการบอกว่า  “แก่กว่า”  ใช้   “Older”  ส่วน   “Elder”  ใช้ขยายหน้าคำนาม  หรือใช้เป็นคำนาม  เพื่อบอกว่า  “แก่กว่า-อาวุโสกว่า หรือ  เกิดก่อน”  เช่น

                       -  Jim, my elder brother, likes to play football.

(จิม  พี่ชายของผม  ชอบเล่นฟุตบอล)

                       -  Judy was the elder of the two.

(จูดี้เกิดก่อน  ในระหว่างพี่น้องสองคน)

                       -  Their father had taught them to show respect towards their elders.

(พ่อของพวกเขาได้สอนพวกเขา  ให้แสดงความเคารพต่อผู้ที่แก่กว่า  -  หรืออาวุโสกว่า)

                       -  She was my elder by two years.

(เธอแก่กว่าผม  ๒  ปี)

 

21. The firm has never succeeded in giving satisfaction; ______________ it is useless to expect it.

(บริษัทไม่เคยประสบความสำเร็จในการให้ความพึงพอใจ (แก่ลูกค้า) __________________ มันไม่มีประโยชน์ที่จะคาดหวังมัน)  (ว่าบริษัทจะสร้างความพึงพอใจได้)

(a) and

(b) but

(c) however    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(d) therefore    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ข้อความที่ตามหลัง   “Therefore, Consequently, Thus, Hence, As a result, As a consequence  -  ดังนั้น, เพราะฉะนั้น  เป็นผลลัพธ์ของข้อความข้างหน้ามัน  ซึ่งเป็นเหตุ  เช่น

  • There was heavy rain this morning; consequently, there was a big flood an hour after that.

(ฝนตกหนักเมื่อเช้านี้  ดังนั้น  มีน้ำท่วมใหญ่หลังจากนั้นหนึ่งชั่วโมง)  (ฝนตกหนักเป็นเหตุ  ส่วน  น้ำท่วมใหญ่เป็นผล)

 

22. Have you got ________________________________ your final examination?

(คุณได้  _____________________________________ การสอบไล่ของคุณหรือยัง)

(a) over

(b) after

(c) through    (“Get through”  =  เสร็จสิ้น, สิ้นสุด, ผ่านพ้น)

(d) beyond

 

23. I want you ______________________________ on an errand for me tomorrow.

(ผมต้องการให้คุณ _________________________________ ทำธุระให้ผมวันพรุ่งนี้)

(a) go

(b) to do

(c) to go    (ไป)

(d) going

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Want + กรรม + To + Verb 1”  และ  “Go on an errand” =  ไปทำธุระ  สำหรับคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Want” ดูจากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

  • We don’t allow anyone ____________________________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม _________________________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim    (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Allow + กรรม + To + Verb 1

                                 ตัวอย่างที่  

  • He told one of the men _________________________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ ____________________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Subject + Tell + กรรม  + To + Verb 1”  กล่าวคือ  กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้   จะต้องเป็นรูป  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  เสมอ  ได้แก่  “Expect, Want, Cause,  Force,  Compel,  Invite,  Advise,  Instruct, Persuade,  Allow,  Permit,  Encourage,  Press,  Warn,  Order,  Request,  Tempt,  Teach,  Tell,  Oblige”   ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

  • She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

  • They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

  • The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

  • I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

  • She taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

  • We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

  • The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

  • She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

  • The manager advised his staff to work harder.

 (ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้