หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 241)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I couldn’t finish my paper because the typewriter ________________________.

(ผมไม่สามารถทำรายงานได้เสร็จ  เพราะว่าเครื่องพิมพ์ดีด ______________________ )

(a) took down    (จดลง, บันทึก, เอาลงมา, ดึงลงมา)

(b) fell down    (ล้มลง, พังทลายลง)

(c) tore down    (รื้อถอน, ทำลาย)

(d) broke down    (ชำรุด, ขัดข้อง, เสีย, สุขภาพทรุดโทรม, จำแนกแยกแยะ, ชี้แจงรายละเอียด)

 

2. I was sorry that I had to stop our conversation ______________________ the phone.

(ผมเสียใจว่าผมจำเป็นต้องหยุดการสนทนาของเรา _______________________ โทรศัพท์)

(a) to answering

(b) to answer    (เพื่อตอบ, เพื่อรับ)

(c) for answer

(d) for answering

ตอบ  -   ข้อ    (b)   เป็นการทำกริยาอย่างหนึ่ง เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง (หยุดสนทนา เพื่อรับโทรศัพท์)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                         -  I go to school to learn.

(ผมไปโรงเรียนเพื่อศึกษา-เรียนรู้)

                         -  He studied hard to pass the exam.

(เขาขยันเรียนเพื่อสอบผ่าน)

                         -  We left early to catch the train.

(เราออก (จากบ้าน) แต่เนิ่นๆ เพื่อให้ทันรถไฟ)

                         -  They worked overtime to make extra money.

(พวกเขาทำงานล่วงเวลา  เพื่อหาเงินพิเศษ)

                         -  She called the doctor to make an appointment with him.

(เธอโทรไปหาหมอ  เพื่อนัดหมายกับเขา)

 

3. It’s a good idea to take __________________ picnic lunch to eat while you’re relaxing _______________________ the beach.

(เป็นความคิดที่ดีที่นำอาหารกลางวันสำหรับปิกนิก _____________________ ไปรับประทาน  ในขณะที่คุณกำลังพักผ่อน __________________________ ชายหาด)

(a) a _______________ in

(b) a _______________ on    (มื้อหนึ่ง  _________________  บน)

(c) the _______________ in

(d) the _______________ on

ตอบ   -   ข้อ   (b)  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “A”  และ  “An”  ได้แก่   “Take a seat”  (นั่ง),  “Take a break”  (พัก, หยุดพัก),  “Take a back seat”  (ยอมเป็นผู้ตาม, เป็นช้างเท้าหลัง),  “Take a good look”  (มองให้เต็มตา),  “Take a good picture”  (ถ่ายรูปสวย, ถ่ายรูปขึ้น),  “Take a bad picture”  (ถ่ายรูปไม่สวย, ถ่ายรูปไม่ขึ้น),  “Take a hand in”  (มีส่วนร่วม, ช่วยเหลือใน),  “Take a stand”  (ประกาศความสำคัญของตนเอง, ประกาศจุดยืน),  “Have a habit of”  (มีนิสัยชอบ), “It is a pity” (น่าสงสาร, น่าเสียดาย), “…..In a position to…..”  (อยู่ในฐานะที่จะ), “On an average”  (โดยเฉลี่ย), “Keep up a correspondence with…….”  (มีจดหมายโต้ตอบกับ), “Take a person at his word  (เชื่อคำพูดคนๆนั้น),  “Once in a while  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Once in a blue moon”  (นานทีปีหน, นานๆครั้ง),  “Once upon a time”  (กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว),  “Have a walk”  (เดิน),  “Have a haircut”  (ตัดผม), “Have an idea”  (มีความคิด),  “Take (Have) a bath”  (อาบน้ำ),  “Take a shower”  (อาบน้ำ),  “Make (Give) a speech”  (กล่าวสุนทรพจน์),  “Give a bath”  (อาบน้ำให้),  “Make a change”  (เปลี่ยนแปลง),  “Make an exchange”  (แลกเปลี่ยน),  “Give (Express) an opinion”  (แสดงความคิดเห็น),  “Give an idea”  (ให้ความคิด),  “Give a kiss”  (จูบ),  “Take a pride”  (ภาคภูมิใจ),  “Take a rest”  (พักผ่อน),  “Do a favor”  (ช่วยเหลือ),  “Give an answer”  (ตอบ),  “Make a decision”  (ตัดสินใจ),  “Come to a decision”  (ตกลงใจ, ตัดสินใจ),  “Make a suggestion”  (แนะนำ),  “Make a statement”  (กล่าว, พูด),  “Make an announcement”  (ประกาศ),  “Make a discovery”  (ค้นพบ),  “Make a choice”  (เลือก),  “Make a good doctor”  (เป็นหมอที่ดี),  “Make you a good secretary”  (เป็นเลขานุการที่ดีของคุณ),  “Go for a walk”  (ไปเดินเล่น),  “Go for a drive”  (ไปขับรถ), “Have a headache”  (ปวดหัว),  “Have a cough”  (มีอาการไอ),  “Have a cold”  (เป็นหวัด),  “Have a toothache”  (ปวดฟัน), “Have an earache”  (เจ็บหู, ปวดหู),  “Have a sore throat”  (เจ็บคอ),  “Have a pain”  (มีความเจ็บปวด),  เป็นต้น  

                                      นอกจากนั้น  ยังใช้ “A, An”  ในวลีต่อไปนี้   “All of a sudden”  (ทันใดนั้น), “Tell a lie”  (พูดปด, โกหก), “Take a look at”  (จ้องมองไปที่), “For a long time”  (เป็นเวลานาน), “Take a trip”  (เดินทาง), “Be at a loss”  (งุนงง, ทำอะไรไม่ถูก), “On a large scale”  (อย่างมากมาย, อย่างใหญ่โต), “At a premium”  (มีราคาสูง), “Make it a rule”  (ตั้งเป็นกฎ), “As a matter of fact”  (อันที่จริงแล้ว), “Have a good time”  (สนุก), “In a hurry”  (รีบเร่ง), “It is a shame.”  (น่าละอาย), “Make a mistake”  (ทำผิด), “Have an opportunity”  (มีโอกาส),  “At a discount” (ลดราคา), “May I borrow your pen for a minute?”  (ผมขอยืมปากกาคุณสักประเดี๋ยวได้ไหมครับ),   เป็นต้น

 

4. Prior to our conference, the executive director had requested that everyone ___________ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน ______________ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” สังเกตจากกริยา  “Requested”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

                             -   The teacher suggested that ________________________.

(ครูแนะนำว่า __________________________________________________ )

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ กริยา  “Study” เหมือนมีคำว่า “Should” อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ 

                                   ตัวอย่างที่ 

                          -  The company states that it is necessary that an employee __________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน _________________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

                           -  He recommended that I __________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม ______________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    (ควรไป)

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should ลงไปข้างหน้าก็ได้)  

                                    ตัวอย่างที่ 

                           -  I suggested to her that her husband __________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ ____________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                                   ตัวอย่างที่  

                           -  It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority _______________________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร) ________________________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ “Should”ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                     ตัวอย่างที่ 

                              -  I will recommend that the student __________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น _________________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                                   ตัวอย่างที่ 

                           -   Many customers have requested that we ____________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา _______________________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed” หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”      ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

                                           1. อยู่หลัง  “กริยา + that”   ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

                         -   demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

                         -   require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

                         -   propose that   (เสนอว่า)

                         -   request that   (ขอร้องว่า)

                         -   recommend that   (แนะนำว่า)

                         -   ask that   (ขอร้องว่า)

                         -   order that   (สั่งว่า)

                         -   urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

                         -   suggest that   (แนะนำว่า)

                         -   advise that   (แนะนำว่า)

                         -   insist that   (ยืนกรานว่า)

                         -    prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                          ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

                         -  The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

                         -  He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

                         -  The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

                         -  I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

                         -  The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

                         -  The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

                         -  The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

                         -  She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

                         -  The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

                         -  I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

                         -  He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

                         -  Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

                         -  They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

                         -  She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice = เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

                         -  I suggested (that) he (should) be more careful.

                         -  She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                            2. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + that + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

                         -  It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

                         -  It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

                         -  It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

                         -  It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

                         -  It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

                         -  It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

                         -  It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

                         -  It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

5. The parents were alarmed, but in the children’s presence they evinced no sign of fright.

(พ่อแม่ตกใจกลัว  แต่ว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าลูกๆ  พวกเขาไม่    แสดง    อาการ (สัญลักษณ์) ของความสะดุ้งกลัวเลย)

(a) caused    (ก่อให้เกิด, เป็นเหตุให้)

(b) displayed    (แสดง, เปิดเผย)

(c) feigned    (แสร้งทำ)

(d) extoled   (สรรเสริญ, ยกย่อง)

 

6. The region has had copious snow and fierce storm over several months each year.

(บริเวณนี้มีหิมะ    มากมาย    และพายุจัดในช่วงเวลาหลายเดือนในแต่ละปี)

(a) abundant    (มากมาย, อุดมสมบูรณ์)

(b) scarce    (มีน้อย, หายาก)

(c) perilous   (มีอันตราย)

(d) melting    (หลอมละลาย)

 

7. She was the kind of girl any young man would fall _________________________.

(เธอเป็นเด็กสาวประเภทที่ว่า  ชายหนุ่มคนใดๆ จะต้อง __________________________ )

(a) on    (“Fall on”  =  “หยดลงบน, โจมตี, รับภาระ)

(b) upon    (เหมือนกับ  “Fall on”)

(c) for    (“Fall for”  =  ติดใจ, ชอบ, ทำให้หลง”)

(d) with

 

8. In some parts of the world, the people ________________________.

(ในบางส่วนของโลก  ผู้คน _______________________________________ )

(a) are a lack of food

(b) lack of food

(c) lack food    (ขาดแคลนอาหาร)

(d) lacks food

ตอบ   -   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Lack”  จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

                           -   Do you know which part of the country _________________ rain?

(คุณรู้ไหมว่าส่วนไหนของประเทศ ___________________________________ ฝน)

(a) is lacking of

(b) lacks of

(c) is in lack of   (ขาดแคลน)

(d) is lacked of

ตอบ  -  ข้อ   (c)   สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ของ  “Lack” ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

                          -   He made that mistake because he ___________________ experience.

(เขาทำความผิดนั้น  เพราะว่าเขา _______________________________ ประสบการณ์)

(a) was lack of

(b) was in lacked of

(c) lacked of

(d) lacked   (ขาด, ขาดแคลน, ปราศจาก, ไม่มี, การขาดแคลน, ความไม่มี, ความไม่เพียงพอ)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   หรืออาจใช้  “was in lack of”  ก็ได้  เนื่องจาก “Lack” เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม  เมื่อเป็นคำกริยา ตามด้วยกรรมเลย  ไม่ต้องมี  “Of”  แต่เมื่อใช้เป็นคำนาม  ต้องตามด้วย “Of”  และต่อด้วยกรรม  ดังประโยคตัวอย่าง

                             -  They lacked confidence to go on with the project.

(พวกเขาขาดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินโครงการต่อไป)

                           -  The contract lacks a signature of both parties.

(สัญญาขาดลายเซ็นของทั้ง ๒ ฝ่าย)

                           -  Many poor nations lack raw materials for the production of their goods. 

(ประเทศยากจนจำนวนมากขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าของตน)

                          -  I hated the lack of privacy in the dormitory.

(ผมเกลียดการขาดความเป็นส่วนตัวในหอพัก)

                          -  He was not a stern man at all, in spite of his lack of humor.

(เขามิใช่คนที่เข้มงวด-เคร่งครัด หรือไม่ยอมผ่อนผัน  ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน)

                          -  Lack of proper funding is making our job more difficult.

(การขาดแคลนการอุดหนุนเงินที่เหมาะสม  กำลังทำให้งานของเรายากลำบากยิ่งขึ้น)

                           -  His department was shut down for lack of funds.

(แผนกของเขาถูกปิดลงเนื่องจากขาดแคลนเงินทุน)

 

9. They understood the problem after half an ____________________ explanation.

(พวกเขาเข้าใจปัญหา  หลังจากการอธิบายครึ่ง ______________________________ )

(a) hours

(b) day’s

(c) hour’s    (ชั่วโมง)

(d) our

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

                             -   The mountain was a ________________________ from the village.

(ภูเขานั้นเป็น___________________________________________ จากหมู่บ้าน)

(a) day’s journey   (การเดินทาง (ระยะ)  ๑  วัน)

(b) journey of a day

(c) journey for a day

(d) journey in a day

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เป็นการใช้ในแบบ  “Apostrophe S”  คือ  แสดงความเป็นเจ้าของ  “การเดินทางของ  ๑  วัน”  หรือ อาจเขียนได้อีกแบบ  คือ  “a one-day journey from……..”  ดูตัวอย่างเพิ่มเติมจากข้างล่าง

                         -   A week’s holiday  (วันหยุด  ๑  สัปดาห์)

                         -   Two months’ notice  (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า  ๒  เดือน)

                         -   Three weeks’ journey  (การเดินทางนาน  ๓  สัปดาห์)

                         -   Four years’ time  (ระยะเวลา  ๔  ปี)

 

10. Signing the agreement was a major blunder on the Prime Minister’s part.

(การลงนามในสัญญา (ข้อตกลง)  เป็น    ความผิดพลาด    สำคัญในส่วนของท่านนายกฯ – ที่ได้ไปลงนามไว้)

(a) accomplishment    (ความสำเร็จ, การบรรลุผล)

(b) big mistake    (ความผิดใหญ่โต)

(c) anxiety    (ความวิตก, ความกังวล)

(d) failure    (เฟ้ล-เย่อร์) (ความล้มเหลว, ความไม่สำเร็จ, ความไร้ผล, การสอบตก, สิ่งที่ล้มเหลว)

 

11.  Currently, best-seller commodities in our store include soap, detergent and washing machines.

(ในปัจจุบัน   สินค้า    ที่ขายดีที่สุดในร้านของเรา รวม ไปถึง สบู่  ผงซักฟอก  และเครื่องซักผ้า)

(a) demands    (ความต้องการ)

(b) expenses    (ค่าใช้จ่าย, รายจ่าย)

(c) goods    (สินค้า)

(d) necessities    (สิ่งจำเป็น, ของใช้จำเป็น, ความจำเป็น, ความหลีกเลี่ยงไม่พ้น, ความแน่แท้)

 

12. Rainy days give some people a feeling of melancholy (เม้ล-เลิน-คอล-ลี่) and sluggishness.

(วันที่ฝนตกทำให้บางคนเกิดความรู้สึก    ภาวะจิตใจหดหู่-ใจคอเหี่ยวแห้ง    และความเกียจคร้าน-เงื่องหงอย-ซบเซา-เฉื่อยชา)

(a) failure    (ความล้มเหลว, ความไร้ผล, ความไม่สำเร็จ, การสอบตก, สิ่งที่ล้มเหลว)

(b) apprehension    (การจับกุม, ความเข้าใจ, ความกลัว)

(c) desperation    (ความสิ้นหวัง, ภาวะที่ล่อแหลม, ภาวะที่ร้ายแรง)

(d) sadness    (ความเศร้าโศก-เสียใจ-สลดใจ-ตรอมใจ)

 

13. Anna is a ______________________________________ woman.

(แอนนาเป็นผู้หญิงที่ ________________________________________ )

(a) kind-heart

(b) kind heart

(c) kind-hearted    (ใจกรุณา, ใจบุญ)

(d) kind hearted

ตอบ   -   ข้อ    (c)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                    ตัวอย่างที่ 

                           -   Guava fruit is round or ______________ and about the size of a hen’s egg.

(ผลฝรั่งมีลักษณะกลม  หรือ ___________________________ และมีขนาดประมาณไข่ไก่)

(a) shape of a pear

(b) pear in shape

(c) shaped pear

(d) pear-shaped    (มีรูปร่างเหมือนลูกแพร์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                    ตัวอย่างที่ 

                         -   They are ________________________________ people.

(พวกเขาเป็นคน ____________________________________________ )

(a) skin-dark

(b) dark-skin

(c) skinned-dark

(d) dark-skinned    (ผิวดำคล้ำ)

ตอบ   -   ข้อ   (d) 

                                     ตัวอย่างที่ 

                              -   A woman with white hair is a ___________________ woman.

(ผู้หญิงที่มีผมสีขาว  คือผู้หญิง _____________________________________ )

(a) white hair

(b) white-hair

(c) white haired

(d) white-haired    (ผมขาว)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                         -   True hibernation takes place only among warm-blooded animals.

(การจำศีลหน้าหนาวของสัตว์อย่างแท้จริง  เกิดขึ้นเฉพาะในบรรดาสัตว์เลือดอุ่น)

                                           ประโยคข้างบนต้องใช้  “Warm-blooded”  เนื่องจากมีโครงสร้างเป็น (Compound adjective) คือ คำ  ๒  คำ ที่รวมกันเป็นคุณศัพท์ (Adjective) คำเดียว จะต้องมีขีด  ( - )  คั่นกลางเสมอ  และเป็นกรณีเดียวที่สามารถเติม  “Ed” หลังคำนามได้  ตัวอย่าง  เช่น

                        -   a shame-faced look – ท่าทางเสียใจเพราะความละอาย

                        -   an absent-minded man – คนใจลอย

                        -   service-minded people – คนจิตอาสา

                        -   a short-sighted girl – เด็กหญิงสายตาสั้น หรือไม่มีวิสัยทัศน์

                        -   a black-haired boy – เด็กชายผมดำ

                        -   a big-eyed girl – เด็กหญิงตาโต

                         -   red-faced people คนหน้าแดง (เป็นเผ่าพันธุ์)

                         -   a baby-faced man คนหน้าเด็ก (หน้าอ่อนกว่าวัย)

                         -   a thick-skinned boy – เด็กหน้าด้าน (เด็กหนังหนา)

                         -   a right-handed man – ผู้ชายถนัดมือขวา

                        -   a left-handed woman – ผู้หญิงถนัดมือซ้าย

                       -   a light-fingered boy – เด็กมือไว (มือเบา)

                        -   a cold-blooded animal – สัตว์เลือดเย็น

                        -   a long-sighted woman – ผู้หญิงสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

                        -   a long-legged man – ผู้ชายขายาว

                        -   a big-headed boy – เด็กหัวโต

                         -   a far-sighted person – คนสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

                          -   a round-eared girl – เด็กผู้หญิงหูกลม

 

14. Before Ted went to bed, he __________________________ the cat.

(ก่อนเท็ดเข้านอน  เขา ______________________________________ แมว)

(a) put out

(b) was putting out

(c) had putted out

(d) had put out    (นำ ...............(แมว)................. ออกไปไว้ข้างนอกบ้าน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมีเหตุการณ์ในอดีต  ๒  เหตุการณ์  เหตุการณ์ที่เกิดก่อน (นำแมวออกไปไว้ข้างนอกบ้าน)  ใช้  “Past perfect tense” (Had + Verb 3)  ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง (เท็ดเข้านอน)  ใช้  “Past simple tense” (Verb 2)

 

15. The Public Relations’ Department’s function is to compile and analyze data, and subsequently disseminate correct and genuine information.

(หน้าที่ของกรมประชาสัมพันธ์  คือการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล  และในเวลาต่อมา  เผยแพร่    ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นเรื่องจริง)

(a) obtain    (ได้รับ)

(b) conceal    (ปิดบัง, ซ่อนเร้น)

(c) fabricate    (แฟ้บ-ริ-เคท) (กุเรื่องขึ้นมา, ปลอม, ปลอมแปลง, ทอ, สร้าง, ประ ดิษฐ์, คิดค้น)

(d) spread    (เผยแพร่, กระจาย, แผ่ออก, กางออก)

 

16. It was so long before he came that I was _____________________ whether he had got lost.

(มันเป็นเวลานานมากก่อนที่เขาจะมา  จนกระทั่งผม ______________________ ว่าเขาหลงทางหรือไม่)

(a) wonderful    (มหัศจรรย์, ยอดเยี่ยม, ดีเยี่ยม, น่าพิศวง)

(b) wondered    (ดูข้อ  C)

(c) wonder    (วั้น-เดอะ)  (รู้สึกประหลาดใจ, รู้สึกงงงวย, รู้สึกกังขา, รู้สึกสงสัย)

(d) wondering    (วั้น-เดอะ-ริ่ง)  (ประหลาดใจ, พิศวง, งงงวย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นคำคุณศัพท์  ใช้กับ  “Verb to be” (Was)  และได้ความหมาย  ส่วนที่ไม่เลือกข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Wonder”  ไม่ใช้ในรูป  “Passive voice

 

17. A: What is the difference between this and that?”

(อะไรคือความแตกต่างระหว่างสิ่งนี้และสิ่งนั้น)

      B: None, they are _____________________________.”

(ไม่มี  ทั้ง  ๒  สิ่ง ____________________________________ )

(a) in the same

(b) the same    (เหมือนกัน)

(c) like

(d) as the same

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบว่า  “They are alike.”   ดูการใช้   “Like, Alike, As”  จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  

                           -   This car has an engine _____________________ one in an airplane.

(รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์ _____________________________ เครื่องยนต์ในเครื่องบิน)

(a) as   (= ในฐานะ, เป็น  -  เป็น  “Preposition”  ตามด้วยคำนามหรือวลี)  (= เหมือน, เหมือนกับที่, ตามที่, ดังที่  -  เป็น “Conjunction”  ตามด้วยประโยค คือ  “Subject + Verb”)

(b) the same    (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน)

(c) as like as    (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(d) like    (เหมือน, คล้าย)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Like  (เหมือน, คล้าย) +  คำนามหรือวลี  ส่วน  “As  (ตามที่, ดังที่) + ประโยค”  (As + subject + verb)  สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่งที่สามารถใช้ได้สำหรับข้อที่  ๓  คือ  “This car has the same engine as one in an airplane.”  หรือ  “This car’s engine and one in an airplane are the same. (หรือ  “are alike, are similar”)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Like, As, Alike” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

                          -    What is the climate _______________________ in your home town?

(อากาศ ______________________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ในที่นี้  “Like”  เป็น “Preposition”  หมายถึง  “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”  ใช้กับ “Verb to be”  หรือ “Look”  (มีลักษณะ, มีท่าทาง)  ต้องตามด้วยคำนาม

                                   ตัวอย่างที่  

                           -   The sky is cloudy and it looks like ________________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน _____________________________________ )

(a) rain    (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ   –   ข้อ   (a)  เนื่องจาก   “Like”  ในที่นี้เป็น  “Preposition”  หมายถึงเหมือน, คล้าย”   ต้องตามด้วยคำนาม   ซึ่งในที่นี้ คือ “ฝน

                                    ตัวอย่างที่  

                           -   He became a doctor _________________________ his father.

(เขาเป็นหมอ ___________________________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like    (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Like”   เมื่อหมายถึง “เหมือน, คล้าย” จะเป็น Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ“the same as”ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

                         -  Like the other nations of Eastern Europe, Poland was politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดยสหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like”  เนื่องจาก “Like”  (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” “his father”  most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as” (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + subject + verb)  เช่น

                          -  He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

                         -  She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                                            สำหรับ  “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี เช่น

                         -  She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

                         -  He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

                         -  They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

                          -  As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                                            สำหรับ  “Alike”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  “เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

                          -   These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

                          -   Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

                           -   No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร ๒ คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

                           -   The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว ๒ คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

                           -  They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

                           -  The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

                           -  The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

                           -  The snowstorm affected the southern and northern states alike.   (พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้เหมือนๆกัน)

 

18. I sold my car _______________________________ a good price.

(ผมขายรถยนต์ของผม _________________________________ ราคาที่ดี)

(a) at    (ใน)

(b) in

(c) with

(d) on

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “At a good price” =  “ในราคาที่ดี หรือสูง”  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่  “At interest”  = “โดยคิดดอกเบี้ย”  “at pains”  (ใช้ความพยายามเป็นพิเศษ)  -  At pains to make a good impression, she was prompt for her appointment.  (โดยใช้ความพยายามเป็นพิเศษที่จะสร้างความประทับใจ  เธอรวดเร็วสำหรับการนัดหมาย  -  คือมาถึงที่นัดหมายตรงเวลา),  “at stake”  (ไม่แน่นอน, อยู่ในภาวะที่เสี่ยง)  -  The team played hard because the championship of the state was at stake.  (ทีมเล่นอย่างสุดฝีมือ  เพราะตำแหน่งแชมเปี้ยนของรัฐไม่แน่นอน  หรืออยู่ในภาวะเสี่ยง  -  คือ  ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการแข่งขัน  ไม่รู้ว่าจะแพ้หรือชนะ  และจะได้เป็นแชมป์หรือไม่),  “at the same time”  (ในเวลาเดียวกัน),  “at the mercy of  (= at one’s mercy)  (อยู่ในอำนาจของ, ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณาของ)  -  The picnic was at the mercy of the weather.  (การปิกนิกขึ้นอยู่กับความเมตตาของดินฟ้าอากาศ  -  คือจะต้องเลื่อนไปถ้าเกิดฝนตก)“good at”  (เก่ง)“at a high speed” = {(บินหรือวิ่ง)  ด้วยความเร็วสูง} “sit at a table” (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends” (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door” (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด)“at a funeral” (ที่งานศพ)  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance” (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน)  “at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof” (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)  “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at risk”  (เสี่ยง)“at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ)“at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage” (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)  “to speak at great length”  (พูดเสียอย่างยืดยาว)  “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen” (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)  “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour” (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume” (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent” (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์) “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ) “to go at the invitation of his neighbors” (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน) “to leave at the director’s command” (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “at liberty” (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง)“to be at war” (ทำสงคราม)  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random”(อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense”(บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา) “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)“good at swimming” (ว่ายน้ำเก่ง)“clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์) “bad at cooking” (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ)  “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา)  “feel glad at a new job”(รู้สึกดีใจกับงานใหม่)  “at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)   “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)   “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)  “at present”  (ในปัจจุบัน)  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)   “at 33 Albert Street”  (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home”  (ที่บ้าน)  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)   “at school” (ที่โรงเรียน)   “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)   “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน)  “at night”  (ตอนกลางคืน)  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)   “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)   “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก)   “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)   “Can it be done at all?”   (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)   “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด   “Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”   (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)   “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”   (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)   “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า  -  คือมีเรื่องพูดมากมายเพื่อโฆษณาสินค้าของตน)  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -   คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)  “at anchor” (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)  “keep him at arms length” (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์)  ทีละคน}   “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)   “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)   “at fault” (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)   “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)   “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)    “at large” {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}  เป็นต้น 

 

19. A: What do people generally think of money?

(ผู้คนโดยทั่วไปคิดถึงเงินว่าเป็นอะไร  -  หรือเป็นอย่างไร)

       B: Money _________________________________ as a god.

(เงิน _______________________________ ว่าเป็น -  หรือในฐานะเป็น  -  พระเจ้า)

(a) is generally thinking of

(b) generally thinks of

(c) is generally thought of    (โดยทั่วไปถูกคิดถึง)

(d) is thought generally

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”{Subject + is (am, are, was, were) + Verb 3}  เพราะเงินเป็นผู้ถูกกระทำ  คือ  “ถูกคิดถึง”  สำหรับการวางตำแหน่ง “Adverb of frequency”{Generally, Usually, frequently, often, hardly(ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่), hard  (หนัก)}   ในประโยค  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

                            -   He always tries to avoid ___________________________.

(เขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยง __________________________________ อยู่เสมอ)

(a) work hard

(b) hard works

(c) hard work    (งานหนัก)

(d) every hard work

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก “Work”  (งาน)  เป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  จึงไม่สามารถเติม “S”  ได้ (ตัดข้อ (b)  ทิ้ง)  และไม่สามารถนำหน้าด้วย “Every  เพราะว่าใช้กับคำนามนับได้เอกพจน์  (ตัดข้อ (d)  ทิ้ง)  สำหรับ ข้อ (a)  สามารถใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Working hard”  เนื่องจากหลัง “Avoid” ต้องใช้รูป “Gerund” (Verb + ing)    ดูเพิ่มเติมการใช้  “Work hard” (ทำงานหนัก)  และ  “Hardly work”  (ไม่ใคร่จะทำงาน)  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  

                            -   Those people are working very ________________________.

(ผู้คนเหล่านั้นกำลังทำงาน _________________________________________ มาก)

(a) hardly

(b) hard    (หนัก)

(c) harder

(d) successful

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Hard”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์ (Adjective)  และกริยาวิเศษณ์ (Adverb of manner) ในคำเดียวกัน โดยหมายถึง “หนัก”  ดังนั้น  เมื่อขยายกริยา  “are working”  จึงไม่ต้องเปลี่ยนเป็น  “hardly” (หรือ อาจตอบข้อ (d) แต่ต้องแก้เป็น  “successfully”  -  อย่างประสบความสำเร็จ)  สำหรับ  “Hardly”  เป็น Adverb of frequency”  (แสดงความ “บ่อย” หรือ “ถี่”)  หมายถึง   “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  โดยมีความหมายเหมือนกับ  “Seldom, Rarely, Scarcely”  ดังตัวอย่าง

                            -  He hardly works.

(เขาไม่ใคร่จะทำงาน หรือ เขาแทบจะไม่ทำงาน)

                           -  She is hardly patient.

(เธอไม่ใคร่จะอดทน)

                            -  They had hardly finished their work when it began to rain.

(พวกเขาทำงานยังไม่ใคร่จะเสร็จ  เมื่อฝนเริ่มตก)

                                              สำหรับการวางตำแหน่งของ “Adverb of frequency” (seldom, hardly, always, often, generally, usually, occasionally, rarely, never)  ในประโยค มีดังนี้ คือ

                                          1. วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป เช่น

                         -  They always come late.   (พวกเขามาสายเสมอ)

                         -  She usually goes shopping.   (เธอไปซื้อของเป็นประจำ)

                         -  He seldom drives to work.   (เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

                                        2. วางไว้หลัง “verb to be” เช่น

                         -  He is often late for class.   (เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)

                         -  They are always busy with their work.   (พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)

                          -  She is never contented with her life.   (เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

                                       3. ถ้ามีคำกริยา    ตัวในประโยค   ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น  เช่น

                           -  They have always had lunch there.   (พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)

                           -  She will never love him.   (เธอจะไม่มีวันรักเขา)

                           -  You should never come to class late.   (คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)

                           -  He is always asking me.(เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)

                           -  We have never traveled to New York.   (เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ค)

                                            4. สำหรับ “Never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ เช่น  “never, hardly, seldom, never before (ไม่เคยมาก่อนเลย), never in my life  (ไม่เคยเลยในชีวิต), no sooner, in vain  (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ), not often, not only  (ไม่เพียงแต่), not even once   (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),not until   (ไม่จนกระทั่ง)”  อย่างไรก็ตามต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้ คือ {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.) + Subject + Verb (แท้)เช่น

                               -  Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น–เน้นตรงคำว่า “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

                             -  No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –เน้นตรงคำว่า“ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

                            -  Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                              ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

                         -  Never before (Never) + have + I + seen + such a beautifulplace(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

                         -  Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

                         -  Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

                         -  Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

20. _______________________________ that I can’t think of anything to say.

(_____________________________ จนกระทั่ง  ผมไม่สามารถคิดที่จะพูดอะไรได้เลย)

(a) I am very astonished

(b) I am too astonished

(c) I am so astonishing

(d) I am so astonished    (ผมประหลาดใจมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + is (am, are was, were) + so + adjective + that+ subject + verb”  (ประธาน...................มาก  จนกระทั่ง....................) 

 

21. As you treat me, _____________________________ will I treat you.

(ตามที่  -  หรือ เหมือนกับที่  -  คุณปฏิบัติต่อผม   ผมก็จะปฏิบัติต่อคุณ ______________)

(a) as

(b) like
(c) so    (ในแบบเดียวกัน  หรือ เช่นเดียวกัน)

(d) the same

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง “So + Verb พิเศษ  (is, am, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must) + Subject + Verb แท้  (go, walk, play, eat, swim, run, finish, develop, etc.)”

 

22. In ____________________ that we call democracies, these things are privately owned.

(ใน _________________________ ซึ่งเราเรียกว่าประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย  สิ่งต่างๆเหล่านี้ถูกเป็นเจ้าของโดยบุคคล)  (คือปัจเจกบุคคลเป็นเจ้าของได้  ไม่เหมือนประเทศสังคมนิยม  ที่สิ่งต่างๆ มีรัฐเป็นเจ้าของ)

(a) a many good countries

(b) a good many country

(c) a good many countries    (หลายๆประเทศ, ประเทศจำนวนมาก)

(d) a many good country

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “A good many +  คำนามพหูพจน์” =  “...................... จำนวนมาก”  และใช้กับกริยาพหูพจน์  (are, have, eat, play, etc.)เช่น

                            -  A good many guests are coming to my party.

(แขกจำนวนมากจะมางานเลี้ยงของผม)

                           -  A good many students have passed the test.

(เด็กนักเรียนจำนวนมากได้สอบผ่านแล้ว)   

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้