หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 239)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The quick reproduction rate of the fruit fly makes it ideal for genetic experiments.

(อัตรา    การขยายพันธุ์    ที่รวดเร็วของแมลงวันผลไม้  ทำให้มันดีเลิศสำหรับการทดลองด้านพันธุกรรม)

(a) incubation    (การฟักตัว, การเพาะให้เป็นตัว, การเกิดเป็นตัว, การกกไข่, การเก็บตัวอ่อนในตู้อบ)

(b) life cycle    (วงจรชีวิต)

(c) breeding    (การแพร่พันธุ์, การเพาะพันธุ์, การเพาะเลี้ยง, การออกลูก, การฟักไข่, การตั้งท้อง)

(d) death    (ความตาย, การตาย)

 

2. Weather forecasters must know as much as possible about the state of the atmosphere.

(นักพยากรณ์อากาศจะต้องรู้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้  เกี่ยวกับ   สภาพ   ของบรรยากาศ)

(a) nation    (ชาติ, ประเทศ)

(b) condition    (สภาพ, สภาวะ, เงื่อนไข)

(c) location    (ตำแหน่งที่ตั้ง, สถานที่ตั้ง, ตำแหน่ง, การหาแหล่งที่ตั้ง)

(d) composition    (การประกอบเป็นส่วนต่างๆทั้งหมด, ส่วนประกอบ, องค์ประกอบ, ของผสม, การประพันธ์, การแต่งเพลง)

 

3. First awarded in 1901, the Nobel prizes remain the _______________________.

(ถูกมอบเป็นครั้งแรกในปี  ๑๙๐๑  รางวัลโนเบลยังคงเป็น ________________________ )

(a) height of world prestigious honors

(b) world’s most prestigious honors    (เกียรติยศที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของโลก)

(c) honors of the world’s highest prestige

(d) prestige with the most honors in the world

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเรียงลำดับคำได้ถูกต้อง

 

4. Not until 1861__________________ awarded for the first time in the United States.

(ไม่จนกระทั่งปี  ๑๘๖๑  ที่ _____________________ ได้ถูกมอบให้เป็นครั้งแรกในสหรัฐฯ)  (ความหมาย  คือ  ปริญญาเอกถูกมอบให้เป็นครั้งแรกในสหรัฐฯ ในปี  ๑๘๖๑)

(a) the degree of Doctor of Philosophy was

(b) was the degree of Doctor of Philosophy    {ปริญญาเอก (พี.เอช.ดี  หรือ  ด็อกเตอร์ทางด้านปรัชญา)}

(c) when the degree of Doctor of Philosophy was

(d) the degree of Doctor of Philosophy

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Until”  จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

                        -   It was not ______________ last week that Bill _______________ guilty.

(มันไม่ ___________________ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  ที่บิล __________________ ว่ามีความผิด)  (หมายถึง  บิลถูกพบ (ถูกตัดสิน) ว่ามีความผิดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนี่เอง)

(a) when ______________ had found

(b) until ______________ was found    (จนกระทั่ง  ________  ถูกพบ)

(c) after ______________ was found

(d) before ______________ found

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเราใช้   “Not”  คู่กับ  “Until”  ซึ่งมีความหมายว่า  “ไม่................จนกระทั่ง”  เช่น

                         -  It was not until 1904 that the first train came into service.

(รถไฟขบวนแรกออกให้บริการในปี  ๑๙๐๔)  (มันไม่จนกระทั่งในปี  ๑๙๐๔  ที่รถไฟขบวนแรกออกให้บริการ)

                                      ในกรณีที่นำ  “Not until”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  จะต้องวางโครงสร้างประโยคดังนี้  คือ  “Not until + ปี หรือ วลี หรือ อนุประโยค + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)   ดังประโยคข้างล่าง

                         -  Not until 1997 did the United States resume its diplomatic relationship with North Vietnam.

(สหรัฐฯดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตต่อไปกับเวียดนามในปี  ๑๙๙๗  -  หลังจากที่ตัดความสัมพันธ์ไปหลายปี)  (หรือ  สหรัฐฯ มิได้ดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตต่อไปกับเวียดนาม  จนกระทั่งปี  ๑๙๙๗  หรือ  ไม่จนกระทั่งปี  ๑๙๙๗  ที่สหรัฐฯดำเนินความ...............)

                         -  Not until I met her again did I remember meeting her in New York some 20 years ago.

(ผมจำไม่ได้ว่า (เคย) พบเธอในนิวยอร์ค ราว  ๒๐  ปีมาแล้ว  จนกระทั่งพบเธออีกครั้ง)  (หรือ  ไม่จนกระทั่งผมพบเธออีกครั้ง  ที่ผมจำได้ว่า (เคย) พบเธอในนิวยอร์ค ราว  ๒๐  ปีมาแล้ว)

                         -  Ali did not become champion again until 1974.

(อาลีไม่ได้ตำแหน่งแชมเปี้ยนคืนมาอีก  จนกระทั่งปี  ๑๙๗๔)  (คือ  ได้เป็นแชมเปี้ยนอีกวาระหนึ่งในปี  ๑๙๗๔)

                         -  She missed the 7 o’clock train and did not get to the office until ten o’clock.

(เธอพลาดรถไฟเที่ยว  ๗  โมง  และกว่าจะไปถึงที่ทำงานก็  ๑๐  โมงเข้าไปแล้ว)  (คือ  ไปไม่ถึงที่ทำงาน  จนกระทั่ง  ๑๐  โมง)

 

5. ______________________ easy to distinguish between lizards and snakes.

(______________ ง่ายที่จะเห็นความแตกต่าง (หรือ แสดงความแตกต่าง) ระหว่างจิ้งจกและงู)

(a) Comparatively

(b) That it is comparatively

(c) It is comparatively    (มัน  ................(ง่าย)................  โดยเปรียบเทียบ)

(d) Although it is comparatively

ตอบ   -   ข้อ   (c)  มาจากโครงสร้าง  {It is (was) + Adjective + (for someone) + To + Verb 1}  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

                        -   ___________________ to sign my name at the bottom of the page?

(_______________  ที่จะเซ็นชื่อของผมที่ด้านล่างของหน้า  -  กระดาษหรือเอกสาร  -  หรือไม่)

(a) Is it necessary for me    (มันจำเป็นสำหรับผม)

(b) Is it necessity for me    (“Necessity”  =ความจำเป็น)

(c) Is it necessarily for me

(d) Am I necessary    (ไม่ใช้โครงสร้างนี้)

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากมาจากโครงสร้างประโยคบอกเล่า  “It + is (was) + Adjective + (for someone) + to + Verb 1” 

                                ตัวอย่างที่  

                         -   It is not a good thing _______________ in front of a television set all evening.

(มันมิใช่สิ่งที่ดี _____________________________ หน้าเครื่องรับโทรทัศน์ตลอดทั้งคืน)

(a) for children sit

(b) for children to sit    (สำหรับเด็กๆที่จะนั่ง)

(c) for children will sit

(d) for children sitting

ตอบ   -   ข้อ   (b)   มีค่าเท่ากับ   “It is not good for children to sit….. ……………”   ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + is (was) + (not) + Adjective + (for someone) + to + Verb 1” (สำหรับข้อความในวงเล็บ  จะมีหรือไม่ก็ได้)

                                 ตัวอย่างที่  

                        -   Don’t do anything.  I believe _________________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) __________________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it    (มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + is (was, will be, would be) + Adjective  (เช่น “Important, Necessary, Possible, Normal, Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1

                                    ตัวอย่างที่  

                           -    It is usually necessary for the international business person ______________________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ ___________________  มากไปกว่าภาษา  ที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ   แต่เพียงภาษาเดียว  –  หมายถึงควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a) to understand    (เข้าใจ)

(b) to observe     (สังเกต)

(c) knowing     (รู้)

(d) speaking     (พูด)

ตอบ   –   ข้อ   (a)  เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์  ตามโครงสร้าง {It is (was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, etc.) + (for someone) + to + Verb 1(กริยาอะไรก็ได้) + something}  เช่น

                           -  It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

                          -  It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

                          -  It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

                         -  It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

                        -  It is good (for her) to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่แต่งงานกับเขา)

                        -  It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

 

6. ____________________________ in history taught by Professor Philips.

(_____________________ ในวิชาประวัติศาสตร์ (ซึ่งถูก) สอนโดยศาสตราจารย์ฟิลิปส์)

(a) Having interested

(b) Since she was interested    (เพราะว่าเธอสนใจ)

(c) To be interested

(d) She was interested    {เธอ (มีความรู้สึก) สนใจ}

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  ข้อ  (a)  และ  (c)  มิใช่ (ไม่สามารถเป็น) กริยาแท้ของประโยค  ส่วน  ข้อ  (b)  เมื่อรวมกับข้อความที่เหลือ  เป็นเพียงประโยคย่อย (อนุประโยค) เท่านั้น  จึงไม่สมบูรณ์  ถ้าจะเป็นประโยคสมบูรณ์  ต้องมีประโยคใหญ่ร่วมด้วย

 

7. Humans depend on photosynthesis not only for food ___________ for nonedible plant products.

(มนุษย์พึ่งพาอาศัยการสังเคราะห์แสง  ไม่เพียงแต่เพื่ออาหารเท่านั้น ___________ เพื่อผลิตภัณฑ์พืชที่กินไม่ได้)

(a) and also

(b) or

(c) but also    (แต่  ..............(เพื่อผลิตภัณฑ์พืชที่กินไม่ได้) ................. อีกด้วย)

(d) except

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เป็นการใช้  “คำคู่”   (Not only……….but also)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

                        -   Neither the chairs nor the table ____________________ in good condition.

(ไม่ทั้งเก้าอี้ หรือ โต๊ะ ___________ ในสภาพที่ดี)  (คือ  ทั้งเก้าอี้และโต๊ะอยู่ในสภาพที่ไม่ดี หรือ ชำรุด)

(a) are

(b) were

(c) is    (อยู่)

(d) being

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากประธาน  ๒  ตัว เชื่อมด้วย   “Either…….or” (ประธาน  ตัวใดตัวหนึ่ง)   “Neither……..nor”  (ประธาน  ไม่ทั้ง  ๒  ตัว)   “Not only………but also”  (ไม่เพียงแต่ประธานตัวแรก.......แต่ยังตัวที่  ๒  ด้วย)   “……..or……..”  (ประธานตัวแรก  หรือ  ตัวที่  ๒)   ให้ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  สำหรับในประโยคข้างบน  ใช้กริยา   “Is” ตามประธานตัวหลัง  คือ   “The table”

                                   ตัวอย่างที่  

                          -   Neither I nor my sister _____________________ going to the dance.

(ไม่ทั้งผมและน้องสาว _________________ ไปเต้นรำ – คือ ทั้งผมและน้องสาวไม่ไปเต้นรำ)

(a) is

(b) am

(c) are

(d) aren’t

ตอบ   –   ข้อ   (a)  เนื่องจาก ประธานประโยค  ๒  ตัว เชื่อมด้วย   “Or, Either… …..or, Neither…….nor, Not only……..but also   ให้ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  สำหรับประโยคข้างบน  ใช้กริยา  “Is” ตามประธานตัวหลัง  คือ  “My sister” ตัวอย่างการใช้คำเชื่อมอื่นๆ   เช่น

                           -  You or I am to blame for the error.

(ไม่คุณก็ผมที่ควรถูกตำหนิสำหรับความผิดพลาด)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง คือ  “I”)

                          -  When I came in, neither the radio nor the television was on.

(เมื่อผมเข้ามา  ทั้งวิทยุและทีวีมิได้เปิดอยู่)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง คือ  “the television”)

                          -  Neither you nor I was glad.

(ทั้งคุณและผมไม่ดีใจ)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง คือ  “I”)

                           -  Although we have been living in Thailand for 5 years, neither my husband nor I speak Thai fluently.

(แม้ว่าเราได้อยู่เมืองไทยมา  ๕  ปีแล้ว  ทั้งสามีและฉันพูดไทยไม่คล่อง) (ใช้กริยาตาม “I”)

                           -  Either excessive social obligation or just plain laziness has kept him from his work.

(ภาระทางสังคมที่มากเกินไป  หรือ เพียงแค่ความเกียจคร้านธรรมดา (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ที่ทำให้เขาไม่ทำงาน)  (ใช้กริยาตามประธานฯ ตัวหลัง คือ  “plain laziness”)

                          -  Either John or his sister is coming to my party.

(จอห์นหรือน้องสาวของเขาคนใดคนหนึ่ง (ระหว่างเขากับน้องสาว) กำลังมางานเลี้ยงของผม)  (ใช้กริยาตาม  “his sister”)

                          -  Neither you nor I am able to achieve the goals.

(ไม่ทั้งคุณและผมสามารถบรรลุจุดหมาย –คือทั้งคุณและผมไม่สามารถบรรลุจุดหมาย)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง คือ  “I”)

                          -  Not only Peter but also Frank passes the test.

(ไม่เพียงแต่ปีเตอร์  แต่ยังแฟร้งค์  อีกด้วยที่ผ่านการสอบ – คือสอบผ่านทั้ง ๒ คน)  (ใช้กริยาตาม  “Frank”)

                          -  Both Mary and her sister have divorced their husbands.

(ทั้งแมรี่และพี่สาวของเธอได้หย่าร้างกับสามี)  (ประธานฯ  ๒  ตัว เชื่อมด้ว

                                       สำหรับ  “Both………….and”  ให้ใช้กริยาเป็นพหูพจน์  (have divorced)  เนื่องจาก  ถือว่ามีประธานฯ มากกว่า  ๑  คน หรือ  ๑  สิ่ง)

 

8. He made a real blunder when he insulted the President.

(เขาทำ   ความผิดพลาด    อย่างแท้จริง  เมื่อเขาดูหมิ่นท่านประธานาธิบดี)

(a) speech    (สุนทรพจน์, คำพูด)

(b) praise    (คำสรรเสริญ, การสรรเสริญ-ยกย่อง, สรรเสริญ)

(c) mistake    (ความผิดพลาด, ความผิด, ความเข้าใจผิด, ความนึกคิดที่ผิด)

(d) valor    (ความกล้าหาญ)

 

9. Our basketball team has had a succession of victories.

 (ทีมบาสเกตบอลของเรามีชัยชนะด้วย    ความต่อเนื่องกัน  –  คือชนะติดต่อกันหลายครั้ง)

(a) achievement    (ความสำเร็จ, การบรรลุผล)

(b) desire    (ความปรารถนา, ความต้องการ, ปรารถนา, ต้องการ)

(c) prediction    (การทำนาย, คำทำนาย)

(d) series    (สิ่งที่ต่อเนื่องกัน, สิ่งที่เป็นตอนๆ, ชุด, อนุกรม)

 

10. _______________________ advantageous geographical location, Hong Kong became commercially important early in its history.

(______________________________  ตำแหน่ง (สถาน) ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่มีความได้เปรียบ  ฮ่องกงมีความสำคัญ (เด่น, มีอิทธิพลมาก, มีอำนาจมาก) เชิงพาณิชย์  ในยุคแรกๆ (ต้นๆ) ในประวัติศาสตร์ของมัน)

(a) Because its

(b) Its

(c) Due to its    (เนื่องมากจาก  ............(ตำแหน่งที่ตั้ง......ได้เปรียบ).............  ของมัน)

(d) That its

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจใช้  “Because of its”  ก็ได้  หรืออาจใช้   “Because it has advantageous geographical location, Hong Kong became commercially important early in its history.”  ก็ได้เช่นกัน  (Due to , Because of + นาม หรือวลี)  ส่วน  (Because + ประโยค  คือ  “Subject + Verb”)

 

11. Sheep are typically timid and defenseless, _______________ the leader and to flock together.

(แกะโดยทั่วไปมีความขลาดกลัวและป้องกันตนเองไม่ได้ ___________ จ่าฝูง  และอยู่รวมกันเป็นฝูง)

(a) they are tending to follow

(b) tending to follow    (มีแนวโน้มที่จะตาม)

(c) with a tendency of following

(d) following the tendency of

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “……….defenseless, which tend to follow the leader………..”  หรือ  “……….defenseless, and tend to follow the leader……….”

 

12. Wool processing __________________________ arts to be developed by man.

(การทำ (ผลิต) ขนสัตว์โดยผ่านกระบวนการ _____________ ศิลปะที่ได้รับการพัฒนาโดยมนุษย์)

(a) was the first one

(b) it was the first

(c) as one of the first

(d) was one of the first    (เป็นหนึ่งในบรรดา ...........(ศิลปะ)............ ชนิดแรกๆ)  (ที่ได้รับการพัฒนา.............)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูโครงสร้างคล้ายๆ กันจากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

                          -   Mr. Collins is ____________________________ in our town. 

(มิสเตอร์คอลลินส์เป็น ___________________________________ ในเมืองของเรา)

(a) one of the most notable figure

(b) one of most notable figures

(c) one of the most notable figures    (หนึ่งในบรรดาบุคคลที่มีชื่อเสียงมากที่สุด)

(d) one of a most notable figure

 

13. The police officer surmised that the thief might have been the tall bully who spent a lot of time on the street corner.

(เจ้าหน้าที่ตำรวจ    คาดการณ์-เดา-ทาย    ว่า  หัวขโมยอาจจะเป็นเจ้าคนขี้รังแกคน  ที่มีรูปร่างสูง  ผู้ซึ่งใช้เวลามากมาย (เดินเตร่ไปมา) อยู่ตามหัวมุมถนน)

(a) guessed    (เดา, ทาย, คาดคะเน, คิดว่า, เข้าใจว่า)

(b) stated    (กล่าวว่า, พูดว่า)

(c) proved    (พิสูจน์)

(d) recalled    (ระลึกได้, จำได้)

 

14. Some medications cause drowsiness and should not be used by people who operate machinery.

(ยาบางอย่างก่อให้เกิด    ความง่วงเหงาหาวนอน-ความง่วงนอน-ความเซื่องซึม    และไม่ควรถูกใช้โดยคนที่ควบคุมเครื่องจักรกล)

(a) nervousness    (ความประหม่า, ความวิตกกังวล)

(b) drunkenness    (ความมึนเมา)

(c) sleepiness    (ความง่วงนอน)

(d) unhappiness    (การไม่มีความสุข)

 

15. Pluto, the outermost planet of the solar system, ___________ photographically in March 1930.

(ดาวพลูโต, ซึ่งเป็นดาวเคราะห์ที่อยู่ชั้นนอกสุดของระบบสุริยะ __________ โดยทางภาพถ่าย  ในเดือนมีนาคม  ๑๙๓๐)

(a) discovered

(b) was discovered    (ถูกค้นพบ)

(c) by discovery

(d) when discovered

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นกริยาของประโยคในแบบ  “Passive voice”  เพราะประธานของประโยค  (Pluto)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกค้นพบ)

 

16. Colonies of honeybees survive the winter _____________ on honey stored during the summer.

(อาณาจักรของผึ้งน้ำหวาน  รอดชีวิตในฤดูหนาว ________ น้ำผึ้ง (น้ำหวาน) ที่ (ถูก) เก็บสะสมไว้ในระหว่างฤดูร้อน)

(a) live

(b) by living    (โดยการกิน(“Live on”  =  “ดำรงชิวิตด้วยการกิน”)

(c) having lived

(d) lived

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากกริยาของประโยค  คือ  “Survive”  โดยมี “Colonies”  เป็นประธาน  และมี  “Of honeybees”  เป็นส่วนขยายประธาน

 

17. The camel is a very lethargic animal and has a reputation for stupidity.

(อูฐเป็นสัตว์ที่    เฉื่อยชา-เซื่องซึม-ง่วงเหงาหาวนอน    และมีชื่อเสียงในเรื่องความโง่อย่างบัดซบ)

(a) lethal    (ร้ายแรงถึงตาย, ทำให้ตาย, ถึงตาย, ร้ายแรง)

(b) shy    (ขี้อาย, (สัตว์) ขี้ตื่น)

(c) gregarious    (ชอบคบหาสมาคม, ชอบเข้าสังคม, (สัตว์) ชอบอยู่รวมฝูง)

(d) sluggish    (เงื่องหงอย, ซบเซา, เฉื่อยชา, เกียจคร้าน, ฝืดเคือง)

 

18. Electricity’s potential as a source of illumination was known long before the use of electricity became practical.

(ศักยภาพของไฟฟ้าในฐานะเป็นแหล่งของ    แสงสว่าง-การส่องสว่าง    เป็นที่รู้จักกันมานาน  ก่อนการใช้ไฟฟ้าจะสามารถดำเนินการได้จริง)

(a) light    (แสง, แสงสว่าง, ความสว่าง, ไฟ, ดวงไฟ, ตะเกียง, โคมไฟ, แหล่งกำเนิดแสง)

(b) heat    (ความร้อน)

(c) energy    (พลังงาน)

(d) stimulation    (การกระตุ้น, การเร้า, การปลุกอารมณ์)

 

19. A: What does your father do?

(พ่อของคุณทำงานอะไร)

      B: __________________.

(a) He’s a very hard-working man    (เขาเป็นคนขยันมาก)

(b) He’s doing his work carefully    (เขากำลังทำงานอย่างระมัดระวัง)

(c) He’s the manager of a bank    (เขาเป็นผู้จัดการธนาคาร)

(d) He has a very large family    (เขามีครอบครัวใหญ่มาก) 

ตอบ   -   ข้อ   (c)  คำตอบสอดรับกับคำถาม

 

20. A: They are going to show us around the city tomorrow.

(A: พวกเขาจะพาเราไปชมเมืองวันพรุ่งนี้)

      B: _____________________________.

      A: Thanks

(A: ขอบคุณ)

(a) It’s their pleasure    (มันเป็นความเพลิดเพลิน-พึงพอใจ ของพวกเขา)      

(b) Have a good time    (ขอให้เที่ยวให้สนุกนะ)

(c) It takes half a day    (มันใช้เวลาครึ่งวัน)

(d) Don’t be too worried    (อย่าวิตกมากเกินไป)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  คำพูดสอดรับกับคำตอบ   “ขอบคุณ

 

21. We had better ask that policeman ________________________ the way.

(เราควรจะถามตำรวจคนนั้น _______________________________ เรื่องระยะทาง)

(a) for

(b) about

(c) on

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)  (เมื่อ  “Ask”  หมายถึง “ถาม”)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เหมือนกับประโยคข้างล่าง

                        -  We asked him many questions.

(เราถามคำถามเขามากมาย)

                        -  I asked the boy the way to the airport.

 (ผมถามเด็กทางไปสนามบิน)

 

22. I asked him _____________________________________.

(ผมถามเขา (ว่า) ________________________________________ )

(a) what should I do

(b) how should I do

(c) how I should do

(d) what I should do    (ผมควรทำอย่างไร)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “What I should do”  เป็น   “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา   “Asked”  (กรรมรอง คือ “him”)

 

23. James is taller than ________________________________ in the class.

(จิมสูงกว่า ___________________________________________ ในห้องเรียน)

(a) all the boys    (เด็กผู้ชายทุกคน)

(b) any boy    (เด็กผู้ชายคนใดๆ)

(c) any other boy    (เด็กผู้ชายคนอื่นใด)

(d) every boy    (เด็กผู้ชายทุกคน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

 

24. My letter is very long.  I hope you won’t find it _______________________.

(จดหมายของผมยาวมาก  ผมหวังว่า  คุณคงจะไม่พบว่ามัน ____________________)

(a) bore

(b) bored    (รู้สึกเบื่อหน่าย)

(c) boring    (น่าเบื่อหน่าย)

(d) to bore    (ทำให้เบื่อหน่าย)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Bore”  จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  

                            -   The food was delicious.  That was a _________________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่  ____________________________________)

(a) satisfied    (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying    (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy    (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ (b)

                                   ตัวอย่างที่  

                            -   Bill heard that he had won a scholarship.  The news ________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ ________________________________ )

(a) were excited

(b) was exciting   (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited   (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้    และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ   “Was

                                   ตัวอย่างที่  

                           -   She was very ________________________ to meet her friend.

(เธอ _______________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                                  ตัวอย่างที่  

                           -   I ________________________  with the result of my exam.

(ผม__________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied    (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                                  ตัวอย่างที่  

                           -   I am __________________________ in science, not in English.

(ผม _____________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ (c)

                                   ตัวอย่างที่  

                          -   He is ______________________________ a house.

(เขา __________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting     (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                  ตัวอย่างที่  

                          -    It will take me quite some time to get him _____________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา ______________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest   (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested    (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบข้อ (c)

                                   ตัวอย่างที่  

                          -    The little girl was very ______________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น ________________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ   –    ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

                            -  The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ    –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “surprising” เนื่องจาก“surprise” เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”   แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising” จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised” จะมีความหมายว่า   “มีความรู้สึกประหลาดใจ”   ดังตัวอย่างประโยค เช่น

                         -  The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

                         -  She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

                         -  The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                              คำกริยาประเภทเดียวกับ   “Surprise”   ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                       กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

                                        1. ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”  จะมีความหมายว่า   “ทำให้”  คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆ ขึ้นแก่ผู้อื่น   เช่น

                         -  The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

                         -  The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

                         -  The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

                         -  The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

                         -  The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                     2. ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ing}  หรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า   “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม  “ing”  พวกนี้   ถือเป็นคำคุณศัพท์   จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้   เช่น

                         -  His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

                         -  It is a very exciting football match.  (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

                         -  The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

                         -  The employee’s work was disappointing(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

                         -  The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

                         -  The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

                         -  Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

                         -  It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.  (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า   “มันกำลังประหลาดใจ”  เหมือนกับประโยค  “He is walking. (เขากำลังเดิน)present continuous tense}

                                       3. ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้   แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ   “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ..........”   แต่ในภาษาไทย  นิยมพูดว่า   “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

                         -  We are interested in German.  (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

                         -  They are very pleased to see their old friends.  (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

                         -  I was amazed to know of his death.  (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

                         -  He was very tired of hard work.  (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

                         -  She was interested in the ballet performance.  (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

                         -  We were disappointed to lose the match.(past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

                         -  Most people are frightened of the snakes.(present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

                         -  Jim is fascinated by astronomy.(present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

25. One of the glasses ______________________________ water in it.

(แก้วใบหนึ่ง __________________________________________ น้ำอยู่ในมัน)

(a) has    (มี)

(b) have

(c) there is

(d) there are

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ใช้กริยาตามประธาน   “One  ส่วน   “Of the glasses”  เป็นเพียงส่วนขยายประธาน

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้