หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 238)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Perhaps the primary ______________________ of adult education was industrialization, which accelerated the pace of socioeconomic change.

(บางที ______________ สำคัญที่สุด ______________ ของการศึกษาผู้ใหญ่ (ในสหรัฐฯ)  คือ  การเปลี่ยน (สังคม-ประเทศ) ให้เป็นอุตสาหกรรม  ซึ่งเร่งย่างก้าว (ฝีเท้า) ของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจ)

(a) causes growth

(b) cause of the growth    (สาเหตุ .............(สำคัญที่สุด)............ ของการเติบโต)

(c) cause was growing

(d) caused the growing

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นประธานของประโยค  โดยมี  “The primary” ขยายอยู่ข้างหน้า  และ  “Of adult education”  ขยายอยู่ข้างหลัง

 

2. Coral reefs are __________________ that teem with an abundance of exotic sea life.

(โขดหินปะการัง  คือ __________________ ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยความมากมายของสิ่งมีชีวิตในทะเลที่แปลกประหลาด – หรือไม่ธรรมดา)

(a) when underwater landscapes

(b) landscapes being underwater

(c) underwater the landscapes

(d) underwater landscapes    (สภาพ หรือลักษณะภูมิประเทศใต้น้ำ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็น  “Complement” (ส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์)  ของกริยาของประโยค  “Verb to be”  (Are)

 

3. In 1950, __________________ one of the world’s highest awards, the Nobel Peace Prize.

(ในปี  ๑๙๕๐ ___________________ หนึ่งในบรรดารางวัลสูงสุดของโลก, (คือ) รางวัลโนเบล)

(a) received by Ralph Bunche

(b) Ralph Bunche’s receiving

(c) the receipt by Ralph Bunche

(d) Ralph Bunche received    (ราล์ฟ บันเช  ได้รับ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Ralph Bunche) และกริยา  (Received)  ของประโยค  โดยมีข้อความที่เหลือ  (One of the ………….Prize) เป็นกรรมของประโยค  และมี  “In 1950”  เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb of time)  ขยายกริยา  “Received”

 

4. The Pulitzer Prizes _______________________ for great achievements in American journalism, letters, and music.

(รางวัลพูลิตเซอร์ ________________________ สำหรับความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในด้านหนังสือพิมพ์  วรรณกรรม  และดนตรีของอเมริกา)

(a) which are annual awards

(b) awarded every year

(c) are awarded annually    (ถูกมอบให้เป็นประจำปี)

(d) being awarded each year

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากเป็นกริยาของประโยคในรูป  “Passive voice”  (Are awarded)   เพราะประธานประโยค  (The Pulitzer Prizes)  เป็นผู้  “ถูกกระทำ”  (ถูกมอบ)  โดยมี  “Annually”  เป็นกริยาวิเศษณ์บอกเวลา  (Adverb of time)  ขยายกริยา  (Are awarded)

 

5. _____________________ angles of any triangle always add up to 180 degrees.

(มุม __________________________ ของสามเหลี่ยมใดๆ  รวมกันได้  ๑๘๐  องศา  เสมอ)

(a) If three

(b) The three    (ทั้งสาม)

(c) Three of

(d) Three are

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “The three angles” (มุมทั้งสาม)  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Of any triangle”  เป็นส่วนขยาย  และมี  “Add up to”  (รวมกันได้,  รวมเป็น)  เป็นกริยา

 

6. Chinese immigrants began ______________________ to the United States in large numbers in the middle of the nineteen century.

(ผู้อพยพชาวจีนเริ่มต้น __________ ยังสหรัฐฯ ในจำนวนมาก  ในตอนกลางของศตวรรษที่  ๑๙)

(a) come

(b) to have come

(c) to come    (มา, เข้ามา)

(d) have come

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจาก  “Begin”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1”  หรือ   “Verb + ing”  ดังนั้น  ในข้อนี้  อาจตอบ  “Coming”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “To + Verb1”  จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

                         -   The criminals conspired ____________________ a bank.

(พวกอาชญากรสมคบคิดกัน (ร่วมหัวกันวางแผน) ____________________ ธนาคาร)

(a) rob

(b) robbing

(c) at robbing

(d) to rob    (ปล้น)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Conspire + To + Verb 1” 

                                ตัวอย่างที่ 

                         -  I hope __________________________ home early.

(ผมหวังจะ _________________________________ กลับบ้านแต่วัน  -  แต่เนิ่นๆ)

(a) to drive to

(b) to drive    (ขับรถ)

(c) drive to

(d) drive

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Hope + To + Verb 1” ดูกลุ่มคำกริยาที่ใช้เหมือนกับ  “Hope”  จากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

                           -  If you promise ______________ angry with me, I’ll tell you what I broke.

(ถ้าคุณสัญญา _____________ โกรธผม  ผมจะบอกคุณว่า  ผมทำอะไรแตก (เสียหาย) บ้าง)

(a) not getting

(b) to not get

(c) not to get    (จะไม่)

(d) you not get

ตอบ   -   ข้อ   (c)   กริยา  “Promise + To + Verb 1  หรือเมื่อเป็นปฏิเสธ  ใช้  “Promise + Not + To + Verb 1”  เช่นในประโยค

                       -   He promised to do better in the future.

(เขาสัญญาว่าจะทำให้ดีขึ้นในอนาคต)

                      -   They promise not to come to work late again.

(พวกเขาสัญญาว่าจะไม่มาทำงานสายอีก)

                                      สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  ได้แก่  “promise  (สัญญา), offer  (เสนอ), want  (ต้องการ), hope  (หวัง), plan  (วางแผน), hesitate  (รีรอ, ลังเลใจ), fail   (ล้มเหลว), learn (เรียนรู้), expect  (คาดหวัง), refuse  (ปฏิเสธ), need  (ต้องการ), dare  (กล้า), claim  (อ้าง), agree  (ตกลง), demand  (เรียกร้อง), wish  (ปรารถนา), intend (ตั้งใจ), seem  (ดูเหมือนว่า), resolve  (ตกลงใจ), determine (ตัดสินใจ), decide  (ตัดสินใจ), pretend  (แสร้งทำ), afford  (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้), happen  (บังเอิญ), appear  (ดูเหมือนว่า), prove  (พิสูจน์ว่า), ask  (ขอร้อง), beg  (ขอร้อง), choose  (เลือก), manage  (ประสบความสำเร็จ), hurry  (เร่งรีบ), tend  (มักจะชอบ), arrange  (จัดแจง, เตรียมการ), care  (สนใจ), come  (มา)  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                    -  They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

                    -  She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

                    -  He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

                    -  We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

                    -  They decided not to travel abroad this year.

(พวกเขาตัดสินใจไม่เดินทางไปต่างประเทศปีนี้)

                    -  He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

                    -  We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

                    -  She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา

                    -  She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

                    -  They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

                    -  We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

                    -  He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

                    -  She asked not to attend the meeting next week.

(เธอขอร้องที่จะไม่เข้าประชุมสัปดาห์หน้า)

                    -  They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

                    -  The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

                    -  They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

                    -  Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

 

7. Chemists find _________ to detect and measure the amount of chlorine in any given water supply.

(นักเคมีพบว่า _______________ ที่จะตรวจหา (สืบหา) และวัดปริมาณคลอรีนในน้ำประปาใดๆ ที่มีอยู่)

(a) are easy

(b) easily

(c) how easily

(d) it easy    (มันง่าย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นตามโครงสร้าง  “Subject + Find + It + Adjective + To + Verb 1”  เช่น

                    -  They find it impossible to travel abroad every year.

(พวกเขาพบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศทุกปี)

                    -  She found it difficult to get a secretary job in an outstanding company.

(เธอพบว่ายากที่จะได้งานเลขานุการ  ในบริษัทที่มีชื่อเสียง)

                    -  We find it reasonable to start our trip early.

(เราพบว่าสมเหตุสมผลที่จะเริ่มต้นออกเดินทางแต่เนิ่นๆ)

                    -  He found it essential to provide the best education to his children.

(เขาพบว่าจำเป็นยิ่ง  ที่จะให้การศึกษาดีที่สุดแก่ลูกๆ ของเขา)

 

8. Young herons are helpless for a few weeks ____________________ they learn to fly.

(นกกระสาที่ยังอ่อน  จะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เป็นเวลา  ๒ – ๓  สัปดาห์ __________ พวกมันเรียนรู้ที่จะบิน)

(a) how    (อย่างไร)

(b) before    (ก่อน)

(c) despite    (ทั้งๆ ที่)

(d) since    (เพราะว่า, ตั้งแต่)

 

9. The center of gravity of the human body _________________ behind the hip joint.

(ศูนย์กลางของแรงโน้มถ่วงของร่างกายมนุษย์ __________ ข้างหลังข้อต่อ (รอยต่อ) ตะโพก)

(a) locates

(b) to locate

(c) is located    (ตั้งอยู่)

(d) locating

ตอบ   -   ข้อ    (c)  ต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  เพราะมาจาก  “ถูกตั้งอยู่  หรือวางอยู่)  เช่น

                    -  Her house is located near the university.

(บ้านของเธอตั้งอยู่ใกล้กับมหาวิทยาลัย)

                    -  My office is located far from my home.

(ที่ทำงานของผมตั้งอยู่ไกลจากบ้าน)

                    -  His hometown is located in the North.

(บ้านเกิดของเขาตั้งอยู่ทางภาคเหนือ)

 

10. Using many symbols makes _________ to put a large amount of information on a single map.

(การใช้สัญลักษณ์จำนวนมากทำให้ __________ ที่จะใส่ข้อมูลจำนวนมากมายลงในแผนที่แผ่นเดียว)

(a) it possible    (มันเป็นไปได้)

(b) possible

(c) it is possible

(d) that possible

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากมีโครงสร้างแบบเดียวกับใน  ข้อ  ๗  ของข้อสอบชุดนี้  สำหรับข้อนี้  “Using”  เป็นประธาน (เอกพจน์) ของประโยค  มี  “Many symbols”   เป็นส่วนขยาย  และมี  “Makes”  เป็นกริยาของประโยค

 

11. Linda looked ______________________________ at her husband.

(ลินดาจ้องมองสามีของเธอ ____________________________________ )

(a) anger    (ความโกรธ)  (เป็นคำนาม)

(b) angry    (โกรธ)  (เป็นคำคุณศัพท์)   

(c) angrily   (อย่างโกรธเคือง)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) anxious    (วิตกกังวล)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากขยายคำกริยา  (Looked)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  Look at  หมายถึง  “จ้องมอง”   อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Look” (ไม่มี  “At” )  ในความหมาย  “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  (คือ  Look  เป็น  Linking verb)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  เช่น

                     -  She looked angry this morning.

(เธอมีท่าทางโกรธเมื่อเช้านี้)

                   -  He looked sad after his wife’s death.

(เขามีอาการเศร้า  หลังจากภรรยาตาย)

                   -  The girls look very nice in those dresses.

(เด็กผู้หญิงพวกนั้นดู (มีท่าทาง) ดีมาก (สวยมาก) ในชุดที่สวมอยู่)

                                          สำหรับคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Look” (Linking verb)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่  

                          -   Let us _________________________ for a moment.

(พวกเราจง _______________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ  (d) เนื่องจาก   “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

                           -   I _______________________ about his ability to do the work.

(ผม ____________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful     (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ  (d) เนื่องจาก  “Feel + Adjective” สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่  “I have (a) doubt about………”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ......) และ “I wonder about…………” (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ..........)   สำหรับกริยาตัวอื่นๆ  ที่ใช้แบบเดียวกับ  “Feel”   ดูจากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

                          -   Everything looks ________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ ___________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า   “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)   ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์   (Adverb)

                                ตัวอย่างที่  

                        -   One who does good feels ___________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก _____________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ  -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)  มิใช่  “Adverb”  เช่น   Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                                ตัวอย่างที่  

                         -   The air in that spot smells ____________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น __________________________________ )

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet     (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ  -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก   “Smell + Adjective”

                               ตัวอย่างที่      {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

                    -  (1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ   การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก   ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ   ๔   แก้เป็น  “awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                 ตัวอย่างที่  

                          -   I saw the coach on the field after the game, and he seemed ____________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _____________________ )

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry   (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น   คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น   หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า  “Subjective Complement”  หมายถึง   “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”   และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง  ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา   เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                      -  She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

                      -  He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

                      -  The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

                       -  They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่be  (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  become,  seem  (ดูเหมือนว่า), appear  (มีลักษณะท่าทาง), feel  (รู้สึก), get, grow, keep, look   (มีท่าทาง),smell  (มีกลิ่น), sound, taste  (มีรสชาติ),  turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ   เช่น

                    -  Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)

                    -  Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)

                    -  Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)

                    -  He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)

                    -  The idea sounds interesting(ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)

                    -  She looked calm(เธอมีอาการสงบ)

                    -  He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)

                    -  The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)

                    -  She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

12. Last week we had ______________________________ warm day.

(สัปดาห์ที่แล้ว  เรามีวันที่อากาศอบอุ่น ____________________________ )

(a) real    (จริง, แท้จริง)

(b) a real

(c) a really    (จริงๆ, อย่างแท้จริง)

(d) really

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ขยายคำคุณศัพท์  (Warm)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)   และต้องมี  “A”  ด้วย  เนื่องจาก   “Day”  เป็นนามเอกพจน์  นับได้  จะอยู่ลอยๆ ไม่ได้

 

13. I have used both models, and I prefer ________________________.

(ผมใช้มาทั้ง  ๒  แบบแล้ว  และผมชอบ __________________________)

(a) the newer   (แบบที่ใหม่กว่า)

(b) the newest    (แบบที่ใหม่ที่สุด)

(c) new one

(d) newest

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)     ระหว่างของ  ๒  สิ่ง  และต้องมี  “The”  เนื่องจากเป็นการชี้เฉพาะ  ระหว่าง  “แบบที่ใหม่กว่า  และแบบที่เก่ากว่ากัน

 

14. Does your child still _______________________ down for a nap after lunch?

(ลูกของคุณยังคง __________  ลงเพื่องีบหลับ  (นอนช่วงเวลาสั้นๆ) หลังอาหารกลางวัน  หรือเปล่า)

(a) lay    (วางลง, ออกไข่)  (Lay,  Laid,  Laid)  (ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(b) lie    (นอน)  (กริยา  ๓  ช่อง คือ  Lie,  Lay,  Lain)  (ไม่ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(c) lain

(d) lying

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เมื่อเป็นประโยคคำถาม  ใช้   “Does”  ช่วย  กริยาแท้  (Lie) ต้องกลับไปเป็นช่องที่    (Infinitive without to)

 

15. They sat around worrying about _____________________ had gone wrong.

(พวกเขานั่งอยู่รอบๆ (หรือใกล้ๆ)  และวิตกกังวลเกี่ยวกับว่า ___________ ได้ดำเนินไปแบบผิดพลาด)

(a) whether    (หรือไม่)

(b) why

(c) what    (อะไร, สิ่งใด)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “What had gone wrong”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของ  Preposition  “About”  ดูเพิ่มเติม   “Noun clause” จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

                       -   My friend would not tell me __________________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) ____________________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid   (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b) “how much he paid” เป็น  “Noun clause” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me”

                               ตัวอย่างที่  

                        -   I can’t do exactly ____________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง _________________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause” ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา “Do”  สำหรับประโยคข้างบน   อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้ 

                               ตัวอย่างที่  

                         -   Did you hear _______________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ___________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what   (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “what he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear”

                               ตัวอย่างที่  

                          -   She was unable to tell us ______________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด _____________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what   (อะไร)
(b) where   (ที่ไหน)

(c) that

(d) which   (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เพราะได้ใจความดีที่สุด   และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยา “Tell”  โดยมี “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word” (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                 ตัวอย่างที่  

                          -   I don’t think I’ll buy this dress; it is not ________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ ___________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “what I really want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)   ของ  “Verb to be” (Is) 

                               ตัวอย่างที่  

                       -   Tell me ______________________________.

(บอกผมซิว่า ___________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้   “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า)   ด้วย“Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่(โดยไม่ต้องมี “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)   ทั้งนี้   โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ“Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”   ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                                       1. เป็นประธานของ “Verb” หรือประโยค  เช่น

                         -  What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

                       -  How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

                       -  Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

                       -  Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

                      -  That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

                     -  Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                        ๒. เป็นกรรมของ   “Verb”  หรือประโยค  เช่น

                         -  I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

                         -  She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

                          -  They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

                          -  We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

                          -  She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

                          -  The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

                          -  I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                          ๓. เป็นกรรมของ “Preposition” เช่น

                         -  She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

                          -  They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

                          -  We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

                          -  They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                         ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be”  เช่น

                         -  This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

                         -  That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

                         -  Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                         ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

                        -  I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

                        -  He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

                         -  They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

                         -  We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                         ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun) ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

                        -  The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”ดังนั้น“that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me” จึงเป็น  “Adjective clause”  มาขยาย  “the fact

                        -  The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

                      -  The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that” (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that”จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้ “that”หรือ “which”  ก็ได้   (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

                    -  The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book” โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของClause

                    -  The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”  โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”   ส่วน “me” เป็นกรรมรอง)

 

16. Nancy was 19 _________________ she came to the university in West Berlin to study physics.

(แนนซี่อายุ  ๑๙ ________________ เธอมาเรียนที่มหาวิทยาลัยในเบอร์ลิน   เพื่อศึกษาด้านฟิสิกส์)

(a) when    (เมื่อ)

(b) since

(c) after

(d) while

 

17. A: My mother’s coming back from her vacation.

(แม่ของผมกำลังกลับมาจากการไปเที่ยวพักผ่อนของเธอ)

      B: __________________________.

(a) She was gone for two weeks    (เธอไป  ๒  สัปดาห์)

(b) I hope the vacation was tiring    (ผมหวังว่าการไปพักผ่อนเหน็ดเหนื่อย – หรือน่าเบื่อ)

(c) It’s usually very nice in June    (อากาศมักจะดีมากเลยในเดือนมิถุนายน)

(d) I didn’t know she was away    (ผมไม่ทราบเลยว่า  เธอไม่อยู่บ้าน - หรือ ไปพักผ่อน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  คำตอบสอดรับมากที่สุดกับคำถาม

 

18. Among the advantages which Mr. Barlow has given his children are a good college education and _________________________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และ __________________________ )

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

 

19. Those who violate the rules ______________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งละเมิด-ฝ่าฝืนกฎระเบียบ _______________________________ )

(a) should meet severe punishment   (ควรพบกับการลงโทษที่รุนแรง)

(b) must be severely punished   (จะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง)   

(c) must be punished severe

(d) should have punishment   (ควรมีการลงโทษ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ในประโยคข้างบน  ควรใช้   “Must”  มากกว่า   “Should”  เนื่องจากเป็นการกำชับมิให้ฝ่าฝืนกฎระเบียบ  (จึงตัดข้อ  A  และ  D ทิ้ง)  สำหรับข้อ  (c)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “must be punished severely

 

20. Jewish boys would begin to study ____________________________ the age of 3.

(เด็กชายชาวยิวจะเริ่มเรียนหนังสือ (เข้าโรงเรียน) _____________________ อายุ  ๓  ขวบ)

(a) early as

(b) so early as

(c) as early as   (โดยเร็วเท่ากับ, แต่เนิ่นๆเท่ากับ)

(d) when early as

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Early” เป็นทั้งคำคุณศัพท์ (Adjective) และกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ในที่นี้ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  เนื่องจากขยายกริยา  “Study

 

21. _______________________________ most beginners, he worried about details.

(______________________  ผู้เริ่มต้น (มือใหม่) ส่วนใหญ่  เขาวิตกกังวลเกี่ยวกับรายละเอียด)

(a) As   (ตามที่, ดังที่, ในฐานะ)

(b) Just as   (ตามที่, ดังที่)

(c) Like   (เหมือนกับ, คล้ายกับ, เป็นลักษณะเฉพาะของ)

(d) Even though   (ถึงแม้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Like”  เมื่อเป็น   “Preposition”  หมายถึง  “เหมือนกับ, คล้ายกับ”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี   (ในข้อนี้  คือ “most beginners)

ดูเพิ่มเติมการใช้   “Like, As, Just as”  จากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่  

                           -   This car has an engine ____________________ one in an airplane.

(รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์ ____________________________ เครื่องยนต์ในเครื่องบิน)

(a) as   (= ในฐานะ, เป็น  -  เป็น  “Preposition”  ตามด้วยคำนามหรือวลี)  (=เหมือน, เหมือนกับที่, ตามที่, ดังที่  -  เป็น “Conjunction”  = Just as  ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) the same   (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน)

(c) as like as   (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(d) like   (เหมือน, คล้าย)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก “Like  (เหมือน, คล้าย) +  คำนามหรือวลี  ส่วน  “As (ตามที่, ดังที่) + ประโยค”  (As + subject + verb)  สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่งที่สามารถใช้ได้สำหรับข้อที่  ๓  คือ  “This car has the same engine as one in an airplane.”  หรือ  “This car’s engine and one in an airplane are the same.  (หรือ  “are alike, are similar”)  ดูเพิ่มเติมการใช้  Like, As, Alike” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

                           -   What is the climate ___________________ in your home town?

(อากาศ _____________________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like   (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ในที่นี้  “Like”  เป็น “Preposition”  หมายถึง  “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”   ใช้กับ  “Verb to be”  หรือ  “Look”  (มีลักษณะ, มีท่าทาง)  ต้องตามด้วยคำนาม

                                   ตัวอย่างที่  

                            -   The sky is cloudy and it looks like ______________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน _____________________________________ )

(a) rain    (ฝน)  (เป็นคำนาม)

(b) to rain   (ฝนตก)

(c) rainy   (ซึ่งมีฝนตก)

(d) it will rain

ตอบ   –    ข้อ  (a)  เนื่องจาก  “Like”   ในที่นี้เป็น  “Preposition”  หมายถึง เหมือน, คล้าย”   ต้องตามด้วยคำนาม    ซึ่งในที่นี้ คือ  “ฝน

                                   ตัวอย่างที่  

                            -   He became a doctor ____________________ his father.

(เขาเป็นหมอ ______________________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like   (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ   –   ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง  “เหมือน, คล้าย”   จะเป็น Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ “the same as”ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

                         -  Like the other nations of Eastern Europe, Poland was

politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดย

สหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like” เนื่องจาก “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” “his father”  most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as” (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + subject + verb)  เช่น

                         -  He did as (just as) his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

                        -  She smiled as (just as) her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                                             สำหรับ  “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  เช่น

                           -  She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

                          -  He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

                          -  They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

                           -  As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                                              สำหรับ “Alike” เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

                           -  These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

                         -  Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

                         -  No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร ๒ คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

                         -  The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว ๒ คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

                         -  They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

                         -  The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

                         -  The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

                         -  The snowstorm affected the southern and northern states alike

 (พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้  เหมือนๆกัน)

 

22. She is fond of people who think _______________________ she does.

(เธอชอบผู้คนซึ่งคิด ________________________________________ เธอคิด)

(a) about   (เกี่ยวกับ)

(b) like   (เหมือน, คล้าย, เป็นเหมือน)  (เป็น  “Preposition” ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) just like   (ความหมายเหมือน  “Like”)

(d) as   (เหมือนกับที่, ดังที่, ตามที่)  (เป็น  “Conjunction” ตามด้วยประโยค คือ  Subject + Verb)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในข้อ  ๒๑  ของข้อสอบชุดนี้

 

23. He asked for a (an)________________________________.

(เขาขอ ________________________________________________ )

(a) information   (ข้อมูล-ข่าวสาร)

(b) equipment   (อุปกรณ์, เครื่องมือ)

(c) drink   (เครื่องดื่ม)  (เป็นนามนับได้)

(d) furniture   (เฟอร์นิเจอร์)

(e) news   (ข่าว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นนามนับได้  จึงสามารถใช้กับ   “A”  ได้  (A drink)  ส่วนคำในอีก  ๔  ข้อที่เหลือ  เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้กับ  “A, An”  สำหรับคำนามนับไม่ได้  ได้แก่    Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร), Paper (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน), Scenery  (ทิวทัศน์), Damage  (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic  (การจราจร, ยวดยาน), Machinery   (เครื่องยนต์กลไก), Food  (อาหาร), Evidence   (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work   (งาน), Luggage   (กระเป๋าเดินทาง), Baggage   (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge   (ความรู้), Progress  (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ),  News, Fruit, Behavior   (พฤติกรรม)   เป็นต้น  

                                            อนึ่ง   เนื่องจากคำนามเหล่านี้นับไม่ได้   จึงไม่สามารถใช้กับ  “A, An”   ได้  ถ้าจะนับเป็นหน่วย   จะต้องใช้   สมุหนาม  (Collective noun)  คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน   ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ   เช่น

                         -  a kind of food   (อาหารชนิดหนึ่ง)

                         -  a piece of paper   (กระดาษ ๑ แผ่น)

                         -  a loaf of bread   (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

                         -  a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)

                         -  an item of news   (ข่าว ๑ หัวข้อ)

                         -  a kilo of fruit   (ผลไม้ ๑ กิโล)

                         -  a bunch of fruit   (ผลไม้ ๑ พวง)

                         -  a piece of luggage (baggage)   (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)

                         -  a subject of knowledge   (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้