หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 234)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The earthquake made the building tremble.

(แผ่นดินไหวทำให้อาคารหลังนั้น   สั่นสะเทือน, สั่น, สั่นไหว, สั่นเทา, ตัวสั่น, สั่นระริก, กลัว)

(a) crack    (ทำให้แตกร้าว, ทำให้เกิดเสียงดังเปรี้ยง, มีเสียงแตกดังเปรี้ยงๆ, ระเบิดแตก)

(b) fall down    (ร่วงลงมา, หล่นลงมา)

(c) shake    (สั่น, สะเทือน, โยก, เขย่า, ทำให้สั่น, ทำให้ตัวสั่น)

(d) disorganized    (ไม่เป็นระเบียบ, ยุ่งเหยิง)

 

2. The mountain peak was covered with snow.

(ยอด-ยอดเขา-จุดสุดยอด-ยอดแหลม-ปลายยื่น-ปีกหมวก   ของภูเขาถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ)

(a) slope    (ความลาดเอียง, แนวลาดเอียง)

(b) side    (ด้านข้าง)

(c) bottom part    (ด้านล่าง, ส่วนล่าง)

(d) apex    (ยอด, สุดยอด, ปลาย)

 

3. The baby employed clever tricks to get attention.

(เด็กทารก   ใช้-จ้าง   เล่ห์เหลี่ยมที่ชาญฉลาด  เพื่อให้ได้รับความสนใจ)

(a) looked for    (ค้นหาของที่หาย)

(b) invented    (ประดิษฐ์, คิดค้น, สร้าง)

(c) used    (ใช้)

(d) hired    (จ้าง)

 

4. They don’t understand the perils (เพ้อ-เริ่ล) of mountain climbing.

(พวกเขาไม่เข้าใจ    ภัย-อันตราย-การเสี่ยงภัย-ความหายนะ-มรสุมร้าย    ของการปีนเขา)

(a) benefits    (ประโยชน์, ผลประโยชน์, ส่วนดี, เงินช่วยเหลือ, เงินสงเคราะห์, เงินเพิ่ม)

(b) hazards    (แฮ้ซ-เซิร์ด)  (อันตราย-การเสี่ยง-สิ่งที่เป็นอันตรายหรือทำให้เกิดความเสี่ยง)

(c) expenses    (ค่าใช้จ่าย)

(d) magnitude    (ขนาด, ความใหญ่, ความสำคัญ, ขนาดใหญ่, จำนวน)

 

5. They looked over the house before deciding to rent it.

(พวกเขา    ตรวจสอบ-พิจารณาอย่างรอบคอบ-ตรวจดูอย่างละเอียด-สอบสวน    บ้านหลังนั้น  ก่อนตัดสินใจเช่ามัน)

(a) examined    (ตรวจสอบ-พิจารณา-สอบสวน-ไต่ถาม)

(b) repaired    (ซ่อมแซม)

(c) renovated    (ตกแต่งใหม่, ปรับปรุงใหม่, ซ่อมแซม, ทำใหม่, ทำให้มีชีวิตชีวาใหม่, ทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม)

(d) assessed    (ประเมิน, ประเมินค่า)

 

6. The manager does not allow _______________________ here.

(ผู้จัดการไม่อนุญาต _____________________________________ ที่นี่)

(a) smoke

(b) to smoke

(c) in smoking

(d) smoking    (การสูบบุหรี่)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

                            -  We don’t allow _______________________ here.

(เราไม่อนุญาต ________________________________________ ที่นี่)

(a) swim

(b) to swim

(c) swimming    (การว่ายน้ำ)

(d) to swimming

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Subject + allow + Verb + ing”  =  “อนุญาตการทำ..............”   ส่วน  “Subject + allow + someone + to + Verb 1 + กรรม  “อนุญาตให้ใครทำ..............”  ดูเพิ่มเติมรูป  “Passive voice”  ของโครงสร้างทั้ง  ๒  จากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

                            -  He said to his friend, “ _______________________”

(เขากล่าวกับเพื่อนของเขาว่า “ ________________________________ ”  )

(a) Are we allowed to smoking here?

(b) Is smoking allowed here?     (การสูบบุหรี่ได้รับอนุญาตที่นี่หรือเปล่า)  (หมายถึง  สูบบุหรี่ที่นี่ได้หรือไม่)

(c) Do they allow anyone smoking here?

(d) Are we allowed smoking here?

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Allow”  มีการใช้  ๔  รูปแบบ  คือ

                                  1. Subject + Allow + Doing + Something  (Active voice)

                    -  They allow smoking here.

(พวกเขาอนุญาตการสูบบุหรี่ (ให้สูบบุหรี่ได้) ที่นี่)

                    -  They don’t allow swimming in this river.

(พวกเขาไม่อนุญาตให้ว่ายน้ำในแม่น้ำนี้)

                                  2. Verb + ing + Is + (Not) + Allowed  (Passive voice)

                    -  Smoking is allowed here.

(การสูบบุหรี่ได้รับอนุญาตที่นี่)

                     -  Swimming is not allowed in this river.

(การว่ายน้ำไม่ได้รับอนุญาตในแม่น้ำนี้)

                                   ๓.  Subject + Allow + Someone + To + Verb 1 + Something  (Active voice)

                       -  They allow me to smoke in this room.

(เขาอนุญาตให้ผมสูบบุหรี่ในห้องนี้)

                       -  Her parents allowed her to go to the party.

(พ่อแม่ของเธออนุญาตให้เธอไปงานเลี้ยง)

                                    ๔. Subject + Is (Was) + Allowed + To + Verb 1 + Something  (Passive voice)

                        -  I am allowed to smoke in this room.

(ผมได้รับอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้)

                          -  She was allowed to go to the party (by her parents).

(เธอได้รับอนุญาตให้ไปงานเลี้ยง  -  โดยพ่อแม่ของเธอ)

 

7. Few people can keep healthy on ____________________ food and sleep.

(น้อยคนจะสามารถรักษาสุขภาพให้ดีได้  ด้วย (การกิน) อาหารและการนอนหลับ _____________ )

(a) few    (นิดหน่อย, น้อยมาก)  (แทบจะไม่มีเลย)

(b) a few    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)

(c) little    (นิดหน่อย, น้อยมาก)  (แทบจะไม่มีเลย)

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากใช้กับคำนามนับไม่ได้  (Food and sleep)  และมีความหมายว่า  “น้อยมาก”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง)

                                  ตัวอย่างที่ 

                             -  Though the question was difficult, _____________ boys could answer it.

(แม้ว่าคำถามจะยาก _______________________________ เด็กชายสามารถตอบมัน)

(a) few    (มี –  เด็กชาย – น้อยมาก)  (ใช้ในความหมายเป็นลบ)

(b) little    (มี –  เด็กชาย – น้อยมาก)  (ใช้ในความหมายเป็นลบ)

(c) a few    (พอมี – เด็กชาย – อยู่บ้าง)  (คือ พอมีเด็กอยู่บ้างที่สามารถตอบคำถามได้)  (ใช้ในความหมายเป็นบวก)

(d) a little    (พอมี – เด็กชาย – อยู่บ้าง)  (คือ พอมีเด็กอยู่บ้างที่สามารถตอบคำถามได้)  (ใช้ในความหมายเป็นบวก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “A few”   ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์  (Boys)  และใจความมีความหมายทาง  “บวก”  คือ  “แม้คำถามจะยาก  แต่พอมีเด็กอยู่บ้างที่ตอบได้”

                                 ตัวอย่างที่ 

                           -  Let’s go and have a bottle of beer.  I still have ______________ money left.

(เราออกไปดื่มเบียร์กันสักขวดเอาไหม  ผมยังคงมีเงินเหลืออยู่ _____________________)

(a) few    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ)    

(b) a few    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก)     

(c) little    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ)    

(d) a little    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Little,  A little”  ช้กับคำนามนับไม่ได้  (ในที่นี้ คือ “Money”)  ส่วน   “Few,  A few”  ใช้กับคำนามนับได้  และเป็นพหูพจน์  (ข้อนี้ความหมายเป็นบวก  คือ พอมีเงินอยู่บ้าง  จึงชวนเพื่อนไปดื่มเบียร์) 

                                 ตัวอย่างที่  

                            -  I’m always so busy that I have _______________ time for amusements.

(ผมมีงานยุ่งมากเสมอ  จนกระทั่งผมมีเวลา ___________ สำหรับอารมณ์ขัน-กิจกรรมสันทนาการ)

(a) very few    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(b) very little    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) a few    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a little    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -  ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Time”  เป็นนามนับไม่ได้  และต้องใช้ว่า  “น้อยมาก”  เพราะว่า  “มีงานยุ่งมากเสมอ”  (ความหมายเป็นลบ)   สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Little”  ก็ได้   (ความหมายเป็นลบเช่นกัน)   เนื่องจากมีความหมายเหมือน  “Very little”  (น้อยมาก)  

                                 ตัวอย่างที่  

                           -  Since the weather was bad, ______________ people came.

(เพราะว่าอากาศเลว  ผู้คน ___________ มา  -  ดูการแข่งขัน, เที่ยวในงานแสดงสินค้า ฯลฯ)

(a) little    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a little   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความในประโยค  มีความหมายเป็น   “ลบ”  อากาศเลว  คนจึงมากันน้อยมาก 

                                    ตัวอย่างที่  

                              -  There are _______________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ ________________________ พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little    (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little   (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย  –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง  –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few    (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า   “มีแอปเปิลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”  (ความหมายเป็นบวก)   ดังนั้น   การจะเลือกข้อใด   จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้  (พหูพจน์)  (ใช้  “Few”หรือ “A few”)   หรือนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little” หรือ  “A little”)   และดูด้วยว่า   “มีน้อยมาก”  (ความหมายเป็นลบ)   (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”  (ความหมายเป็นบวก)    (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                      -   She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

                      -   She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

                       -   I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

                      -   I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

 

8. You should concentrate _________________________ your work.

(คุณควรมุ่งเน้น (ใช้สมาธิ) ______________________________ งานของคุณ)

(a) in

(b) on    (กับ)

(c) at

(d) about

ตอบ   -   ข้อ    (b)   สำหรับวลีที่ใช้   “On”  ได้แก่  on request”  (เมื่อมีการร้องขอ), “on page 5”  (ในหน้าที่  ๕),  “waste his time on  (ใช้เวลา– ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on (ดำเนินต่อไป), rely on (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon) (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor (บนพื้น), on a hill(บนเนินเขา), on the top shelf (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average(โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month. (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย) – The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account. (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่  ๑  คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world)  (ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet? (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)  -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage. (พวกเด็กๆสงสัยว่า  เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา), have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ   และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.   (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน), the posters on the walls  (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night  (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol  (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย),  on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน),  on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่),  be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย),  on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า),  on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  on holiday  (อยู่ในระหว่างวันหยุด),  เป็นต้น

 

9. They _______________________ over a hundred kilometers by noon tomorrow.

(พวกเขา ________________________ กว่าหนึ่งร้อยกิโลเมตร  ในตอนเที่ยงวันพรุ่งนี้)

(a) will travel

(b) will be traveling

(c) will have been traveled

(d) will have traveled    (จะได้เดินทางไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

                             -  By the year 2095 all of us ______________________.

(ในปี –  หรือราวๆปี  -  ๒๐๙๕  พวกเราทุกคน __________________________ )

(a) will die

(b) will have died   (จะได้ตายไปแล้ว)

(c) will be dying

(d) may have died

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Future perfect tense”  {Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}  ซึ่งใช้ใน  ๓  กรณี  คือ

                                         1. ใช้กับเหตุการณ์  ๒  เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคต  ซึ่งขณะที่พูดเป็นเพียงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า  ถ้าถึงเวลานั้นแล้ว  เหตุการณ์อันหนึ่งจะได้เกิดขึ้น (เสร็จ) สมบูรณ์อยู่ก่อนแล้ว  จึงมีเหตุการณ์ที่  ๒  เกิดขึ้นตามมา  โดยมีโครงสร้างประโยค  ดังนี้

                      -   เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน  ใช้  “Future perfect tense

{Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}

                      -  เหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  ใช้  “Present simple tense

(Subject + Verb 1)

                         -  The match will have started before we reach the stadium.

(การแข่งขัน (คง) จะได้เริ่มต้นไปแล้ว  ก่อนที่เราจะไปถึงสนามกีฬา)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต  เช่น เย็นวันนี้  หรือ เที่ยงวันพรุ่งนี้  ว่า  การแข่งขันคงจะได้เริ่มไปแล้ว  ก่อนที่เราไปถึงสนาม  เหตุการณ์แรก  (การแข่งขันเริ่มต้น)  เกิดก่อน  จึงใช้  “Future perfect tense”   ส่วน  “เราไปถึงสนาม”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present simple tense”)

                        -  We will have left home when the party begins tomorrow.

(เราคงจะได้ออกจากบ้านไปแล้ว  เมื่องานเลี้ยงเริ่มต้นวันพรุ่งนี้)  (ออกจากบ้าน  เกิดขึ้นก่อน  จึงใช้   “Future perfect tense”  ส่วน “งานเลี้ยงเริ่มต้น”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present simple tense)

                                      ๒. ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ณ เวลาใดเวลาหนึ่งตามที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในประโยค  โดยวลีที่บอกเวลาในอนาคตดังกล่าว  มักนำหน้าด้วย   “By”  เช่น   “By 2030” (ในปี  หรือ ราวๆปี  ๒๐๓๐), By the year 2095, By tomorrow (ในวันพรุ่งนี้ หรือ ราวๆ วันพรุ่งนี้), By next week (month, year), By the end of September, By next winter, By this time tomorrow (ราวๆเวลานี้ของวันพรุ่งนี้), By the time I graduate next year  (ราวๆ เวลาที่ผมเรียนจบปีหน้า),  เช่น

                       -  We shall have graduated by the end of this year.

(เราคงจะได้เรียบจบไปแล้ว  ในตอนปลาย (หรือราวๆปลาย) ปีนี้)

                     -  I will have finished my work by this time tomorrow.

(ผมคงจะได้ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ในเวลานี้  (หรือราวๆเวลานี้) ของวันพรุ่งนี้)

                     -  They will have moved into a new house by next April.

(พวกเขาคงจะได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านหลังใหม่แล้ว  ในเดือน (หรือราวๆเดือน) เมษายนปีหน้า)

                     -  By the end of this month, we will have lived here for 10 years.

 (ในปลาย (หรือราวๆปลาย) เดือนนี้  เราจะได้อาศัยอยู่ที่นี่ (ครบ)  ๑๐ ปีแล้ว)

                                         ๓. ใช้พูดเพื่อแสดงความสงสัยว่า  “คงจะได้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นแล้ว”  เช่น

                        -  I think you will have heard that she is going to divorce her husband next month.

(ผมคิดว่า  คุณคงจะได้ยินแล้วนะว่า  เธอจะหย่าร้างกับสามีในเดือนหน้า)

                      -  It is six o’clock.  They will have arrived home by now.

(ตอนนี้  ๖  โมงแล้ว  พวกเขาคงจะกลับถึงบ้านแล้วขณะนี้)

                      -  She will have slept now because she is very tired.

(เธอคงจะได้หลับไปแล้วขณะนี้  เพราะว่าเธอเหนื่อยมาก)

                      -  They will (must) have gone out as the door is locked.

(พวกเขาคงจะออกไปข้างนอกกันแล้ว  เพราะว่าประตูล๊อก)

 

10. I like _______________________________ flowers.

(ผมชอบดอกไม้ที่ _____________________________________ )

(a) sweet-smelt

(b) sweetly-smelt

(c) sweet-smelling    (มีกลิ่นหอม)

(d) sweetly-smelling

ตอบ   -   ข้อ    (c)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่ 

                           -   Most people think that Jennifer is a ________________ girl.

(คนส่วนมากคิดว่าเจนนิเฟ่อร์เป็นเด็กหญิงที่ ___________________________ )

(a) good-look

(b) look-good

(c) good-looking    (สวยงาม, หน้าตาดี, หล่อ)

(d) well-looking

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากมาจาก   “………………...Jennifer is a girl who looks good.” (....................เจนนิเฟ่อร์เป็นเด็กหญิงที่สวยงาม-หน้าตาดี)   โดย   “Good” เป็นคำคุณศัพท์   ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นวลีขยายคำนามจึงต้องเอารูปเดิม  (Good) มาใช้  และมีขีดคั่น (-) ตรงกลาง  เช่น  “Good-looking people  (คนหน้าตาดี  หล่อหรือสวย),  Sweet-smelling flowers  (ดอกไม้มีกลิ่นหอม), Happy-looking girls  (เด็กหญิงหน้าตา-ท่าทางมีความสุข), Sour-tasting food  (อาหารมีรสเปรี้ยว), etc.

                                      ในกรณีที่มาจากกริยาวิเศษณ์  (Adverb) ซึ่งขยายคำกริยา  เมื่อจะนำมาทำเป็นวลีคุณศัพท์  (Adjective phrase)  ขยายนาม  ก็จะต้องนำกริยาวิเศษณ์นั้นมาใช้  เช่น  “A well-written report” (รายงานซึ่งเขียนประณีต)  มาจาก  “The report was well written.”  (รายงานถูกเขียนอย่างประณีต),  “A carefully-done job”  (งานที่ทำอย่างรอบคอบ)    มาจาก  “The job was carefully done.”  (งานถูกทำอย่างรอบคอบ),  “A well-known politician”  (นักการเมืองมีชื่อเสียง-รู้จักกันดี)    มาจาก  “The politician is well known.  (นักการเมืองเป็นที่รู้จักกันดี),  “A slowly-walking man”  (ชายที่เดินช้ามาจาก   “The man walks slowly.”  (ชายคนนั้นเดินช้า), เป็นต้น

 

11. ___________________________ next month, I would give a party.

(______________________________________  เดือนหน้า  ผมจะจัดงานเลี้ยงให้)

(a) If she comes

(b) Should she comes

(c) Were she to come    (ถ้าเธอมีความตั้งใจ (มุ่งมั่น) ที่จะมา)

(d) If she would come

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากมาจากข้อความ  “If she were to come”  (ถ้าเธอมีความตั้งใจ (มุ่งมั่น) ที่จะมา)  เป็น  “If clause”  แบบที่  ๒  หรือ  “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน – หรืออนาคต)  คือ มีความหมายเป็น  ๒  นัย  คือ  (๑) ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  เช่นในประโยค  “If I were a bird (= Were I a bird), I would fly to the moon.”  (ถ้าฉันเป็นนก  ฉันจะบินไปดวงจันทร์) (หมายถึง  ถ้าเป็นนกในปัจจุบัน  ซึ่งเป็นไปไม่ได้  หรือไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง)  (๒) เกิดขึ้นได้ยาก  หรือผู้พูดคิดว่าคงมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก  เช่นในประโยคข้างบน (ข้อ  ๑๑)  ผู้พูดเชื่อว่า  “เป็นไปได้ยากที่เธอจะมาเดือนหน้า  ดังนั้น  ผมคงไม่ต้องจัดงานเลี้ยงให้”  ดูเพิ่มเติม  “If clause” แบบที่  ๒  จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

                            -   If I ____________________ you, I should leave quickly.

(ถ้าผม _____________________________ คุณ  ผมจะจากไป (ออกไป) อย่างรวดเร็ว)

(a) was

(b) am

(c) were    (เป็น)

(d) like

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่ ๒  “Present unreal”

(ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  (ผมไม่ใช่คุณ  ผมจึงไม่ต้องรีบจากไป)  (เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน)

                                   ตัวอย่างที่  

                           -   This test is in English.  If it were in Thai, I______________  it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม _______________ มันเลย)

(a) shall not mind

(b) am not minding

(c) would not mind    (จะไม่รังเกียจ)

(d) would not be minded

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๒  “Present unreal”   คือการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน  (การทดสอบไม่ได้ใช้ภาษาไทย  แต่ใช้ภาษาอังกฤษ  ผมจึงรังเกียจมัน)  (เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน)

                                 ตัวอย่างที่ 

                          -   If you lived closer to the office, you ____________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ _______________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

(a) don’t have

(b)  didn’t have

(c)  won’t have

(d) wouldn’t have    (จะไม่มี)

ตอบ   -    ข้อ  (d)  เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค  “If clause”  แบบที่  ๒  “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)   คือ   “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ  “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”  แต่ในความเป็นจริงคือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”  (คือ  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศ  ไม่เป็นความจริง  -  ความจริง คือ อยู่ไกลจากออฟฟิศ)  ประโยคเงื่อนไข  “If clauseแบบที่  ๒”  (Present unreal)  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะใช้รูป  “Subject + V.ช่องที่ 2”  และในกรณีมี   “Verb to be”   ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)  ส่วนในประโยคย่อยหรืออนุประโยค  (Subordinate clause)  จะใช้รูป  “Subject + Would + (Not) + V. ช่องที่ 1

                                    สำหรับการใช้   “If clause”  แบบที่  ๒  นี้  มักใช้เมื่อ  (๑) เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  ดังประโยคข้างบน (ตัวอย่างที่  ๓)   หรือไม่ก็   (๒)  ผู้พูดมีความเชื่อว่า  ข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่นในประโยค

                         -   If you came to the party today  (หรือ tomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะมั่นใจว่า  “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”   แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ”  คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาผมแน่  ผู้พูดก็จะพูดในรูป  “If clauseแบบที่ 1”  คือ  “If + Subject + Verb 1, Subject + Will + Verb 1”  คือ

                         -   If you come to the party today (tomorrow), you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ (วันพรุ่งนี้)  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” จะมางานเลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

                                     ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “If clause”  แบบที่  ๒  เช่น

                         -  If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)   (ผู้พูดมั่นใจว่า  ตนไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน  ตนเลยได้ไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)

                         -  If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  (ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้) ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

                         -  If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดมั่นใจว่า  มีโอกาสน้อยมาก หรือ เกิดขึ้นได้ยากมาก  ที่คุณจะได้พบกับราชินี)

                          -  If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)   เธอเลยไม่มีความสุข)

                          -  If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้)  ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ที่ผมจะเป็นนก  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)

                         -  If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มทีที่จะได้พบ)

                         -  I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless = if …………not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในขณะนี้ หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  ตนคงไปที่นั่นได้แน่  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)

                         -  Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)   แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  คงเป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก  ที่ตัวเขาจะมา)

                                        สำหรับใน  “If clause”  ที่มีกริยา  “Were”  เราสามารถใช้  “Were” แทน  “If”  ได้  ดังประโยคข้างล่าง

                         -  Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาตั้งใจ-มุ่งมั่นที่จะออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (ผู้พูดมั่นใจว่า  เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

                         -  Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในขณะนี้ หรือ ในอนาคต)   เราจะซื้อมัน)   (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  สินค้าราคาถูกไม่เกิดขึ้นจริง  หรือ เกิดขึ้นได้ยากมาก)

                         -  Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(คำแปลอยู่ข้างบน)

                         -  I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน  -  ในปัจจุบัน)   (ผู้พูดมั่นใจว่า  ตนได้ไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะตนไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)

 

12. They never dared to go out in the dark, ________________________?

(พวกเขาไม่กล้าออกไปข้างนอกท่ามกลางความมืด  ________________________)

(a) dared they

(b) daren’t they

(c) did they    (ใช่ไหม)

(d) didn’t they

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีต  (Dared)  และประโยคข้างบนเป็นประโยคปฏิเสธ  (Never)  ในส่วน  “Tag”  จึงต้องใช้รูปบอกเล่า  (did they)

 

13. He doesn’t like his aunt; ________________, he won’t invite her to his wedding.

(เขาไม่ชอบป้าของตนเอง ______________________ เขาจะไม่เชิญเธอไปงานแต่งงาน)

(a) therefore    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) otherwise    (มิฉะนั้น)

(c) fortunately    (โชคดี, เคราะห์ดี)

(d) nevertheless    (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ    (a)  เนื่องจากข้อความที่อยู่ข้างหน้า  “Therefore, Consequently, Thus, Hence, So”  เป็นเหตุ  ส่วนข้อความข้างหลังมันเป็นผล  (เหตุ คือ ไม่ชอบป้า  ผล คือ ไม่เชิญป้าไปงานแต่งงาน)

 

14. Bill doesn’t need a car for his work; ___________________, he is going to buy one.

(บิลไม่ต้องการรถยนต์เพื่อขับไปทำงาน _________________________ เขาจะซื้อคันหนึ่ง)

(a) therefore    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) otherwise    (มิฉะนั้น)

(c) in case    (ในกรณีที่)

(d) however    (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, แต่)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากข้อความที่อยู่ข้างหน้าและข้างหลัง   (However, Nevertheless, Nonetheless, But)  จะขัดแย้งกัน  (ไม่ต้องการรถ  แต่ (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม)  จะซื้อคันหนึ่ง)

 

15. He wishes his wife ________________ spend so much time gossiping with the neighbors.

(เขาปรารถนาว่า  ภรรยาของเขา _____________ ใช้เวลาอย่างมากมายซุบซิบนินทากับเพื่อนบ้าน)

(a) won’t

(b) wouldn’t    (จะไม่)

(c) shouldn’t

(d) weren’t

ตอบ   -   ข้อ    (b)  ดูคำอธิบายการใช้  “Wish”  จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

                           -  I wish I _________________________ as he does.

(ผมปรารถนา (ว่า) ผม _______________________________ เหมือนที่เขาเล่น)

(a) can play

(b) play

(c) could play    (สามารถเล่น)

(d) will play

ตอบ    -   ข้อ  (c)  เนื่องจากอนุประโยค  (Subordinate clause)  ที่ตามหลัง  “Wish”  จะอยู่ในรูป  “Past subjunctive”  คือต้องอยู่ในรูป    “Past simple, Past perfect tense” 

                                    ตัวอย่างที่  

                              -  Smith said, “I don’t speak English.”  His friend said, “I wish you _____________.”

(สมิธพูดว่า  “ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ”   (และ)  เพื่อนของเขาพูดว่า  “ผมปรารถนาว่า  คุณ  ___________)

(a) speak

(b) do

(c) did    (พูด)

(d) can

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Did”  แทน  “Speak”  ต้องอยู่ในรูป  “Past tense” เนื่องจากเป็น  “Past subjunctive”  คือเป็นกริยาใน “Clause” ที่ตามหลัง  “Wish

                                  ตัวอย่างที่   

                           -  When I said that I wished I _____________________ Italian, she told me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม__________________________ ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  (Past subjunctive)   จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”  (ในข้อนี้  เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต  แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เรียน)

                                  ตัวอย่างที่  

                            -  I wish I __________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน _____________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ ปรารถนาว่าได้พบกับเธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ  ซึ่งเป็นเรื่องในอดีต  แต่จริงๆ แล้วมิได้พบ)  จึงต้องใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”  ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น 

                            -  He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง คือ ไม่ได้รับโอกาส)

                                   ตัวอย่างที่  

                            -  I wish you ______________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _____________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been    (อยู่)

(d) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)  

                                   ตัวอย่างที่  

                             -  I wish I ____________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม ________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)แต่ในความเป็นจริงคือ    “ผมมิได้เรียนภาษาเยอรมัน ตอนเป็นนักเรียน”

                                  ตัวอย่างที่  

                           -   I wish today ________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ __________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

© being

(d) were    (เป็น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)จะต้องใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Verb”  แต่   “That”  มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”  โดยมีหลัก  คือ

                                        ๑. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ Verb เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be”  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

                         -  I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้)  (แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้มา)

                         -  She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ)  (แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

                         -  I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

                         -  He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

                         -  I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  -  ในขณะนี้)  (แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

                           I wish I had had a bigger house (last year).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  -  เมื่อปีที่แล้ว)  (แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

                         -  They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้  -  ในขณะนี้)  (แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

                                        ๒. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้Verb”  เป็น  “Past perfect” (Had + Verb 3)  เช่น

                         -  I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

                         -  She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

                         -  He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

                         -  I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

                                       ๓. ถ้า  “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น “Would”  “Should”  “Could”  “Might”  ความหมาย คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา    หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

                         -  I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้)  (แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

                         -  She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)  (แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                         -  They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า)  (แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                        ๔. อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Wish”   แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครงสร้าง  “Wish + To + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริง  หรือไม่เป็นจริงก็ได้   เช่น

                         -  They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

                         -  She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

                         -  He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

                         -  They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                                     ๕. สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ   “Wish + กรรม + Noun”  มีความหมาย  คือ   “ขออวยพรให้”   เช่น

                         -  She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

                         -  He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

                         -  I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

16. ________________________________ dirty the house is!

(บ้านช่างสกปรกอะไร _____________________________________! )

(a) How    (อย่างนั้น, เช่นนั้น)

(b) What

(c) So

(d) Such

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                   ตัวอย่างที่ 

                              -   ___________________________ strong he is!

(เขาช่างแข็งแรง ______________________________________ )

(a) What

(b) How    (เสียจริง, เสียนี่กระไร, เหลือเกิน)

(c) Very

(d) So

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน   {How + Adjective (Adverb) + Subject + Verb !}

                                    ตัวอย่างที่  

                             -   What _______________________ that man has !

(ชายคนนั้นช่างมี _______________ เสียจริง)  (เป็นประโยคอุทาน  แสดงความประหลาดใจ)

(a) long beard

(b) long beards

(c) a long beard   (เครายาว)

(d) the long beard

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Beard” (เบี๊ยด)  (เครา)  เป็นคำนามนับได้  จึงต้องใช้   “A”  นำหน้า 

                                    ตัวอย่างที่  

                              -   _______________________ grand ideas you have!

(คุณช่างมีความคิดที่วิเศษ __________________________________ เช่นนี้)

(a) How

(b) What a

(c) What   (อะไร)

(d) Very

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน  และ  “Ideas”  อยู่ในรูปพหูพจน์  จึงไม่ใช้   What a”   ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

                        -  What a fool he is! (= What a foolish man he is!)

(เขาช่างเป็นคนโง่เสียจริง –โง่เสียนี่กระไร)

                       -  What a poor girl she is!

(เธอเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร)

                       -  What an amusing movie (s) it is!

(มันช่างเป็นหนังที่สนุกอะไรอย่างนี้)

                       -  What beautiful houses they are!

(มันเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)

                          -  What beautiful houses they have!

(พวกเขามีบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)  

                          -  What stubborn students they are!

(= How stubborn the students are!)

(นักเรียนเหล่านั้นช่างดื้อเสียนี่กระไร)

                        -  How lovely that little girl is!

(เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆที่น่ารักอะไรเช่นนั้น)

                       -  How clever they are!

(พวกเขาช่างฉลาดเสียจริง)

                       -  How heavy the storm was!

(พายุช่างจัด (รุนแรง) เสียจัง)

                       -  How smart our teacher is!

(ครูของเราฉลาดอะไรอย่างนี้)

                        -  How slowly they walked!

(พวกเขาช่างเดิน ช้ากันเสียจริง)

                       -  How efficiently his new secretary did her job!

(เลขาฯ คนใหม่ของเขาช่างทำงานมีประสิทธิภาพอะไรเช่นนั้น)

                       -  How beautifully she sings!

(เธอช่างร้องเพลงเพราะเสียจริง)

                      -  How gracefully those young people danced!

(พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต้นรำได้สง่างามเสียจริง)

 

17. The criminals conspired __________________________ a bank.

(พวกอาชญากรสมคบคิดกัน (ร่วมหัวกันวางแผน) _____________________  ธนาคาร)

(a) rob

(b) robbing

(c) at robbing

(d) to rob    (ปล้น)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   “Conspire + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาแบบเดียวกับ  “Conspire”  จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

                            -  I hope ________________________ home early.

(ผมหวังจะ _________________________________ กลับบ้านแต่วัน  -  แต่เนิ่นๆ)

(a) to drive to

(b) to drive    (ขับรถ)

(c) drive to

(d) drive

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Hope + To + Verb 1” ดูกลุ่มคำกริยาที่ใช้เหมือนกับ  “Hope”  จากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่ 

                            -  If you promise ____________ angry with me, I’ll tell you what I broke.

(ถ้าคุณสัญญา _______________ โกรธผม  ผมจะบอกคุณว่า  ผมทำอะไรแตก (เสียหาย) บ้าง)

(a) not getting

(b) to not get

(c) not to get    (จะไม่)

(d) you not get

ตอบ   -   ข้อ   (c)   กริยา  “Promise + To + Verb 1  หรือเมื่อเป็นปฏิเสธ  ใช้  “Promise + Not + To + Verb 1”  เช่นในประโยค

                     -  He promised to do better in the future.

(เขาสัญญาว่าจะทำให้ดีขึ้นในอนาคต)

                       -  They promise not to come to work late again.

(พวกเขาสัญญาว่าจะไม่มาทำงานสายอีก)

                                      สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  ได้แก่  “promise  (สัญญา), offer  (เสนอ), want  (ต้องการ), hope  (หวัง), plan  (วางแผน), hesitate  (รีรอ, ลังเลใจ), fail   (ล้มเหลว), learn (เรียนรู้), expect  (คาดหวัง), refuse  (ปฏิเสธ), need  (ต้องการ), dare  (กล้า), claim  (อ้าง), agree  (ตกลง), demand  (เรียกร้อง), wish  (ปรารถนา), intend (ตั้งใจ), seem  (ดูเหมือนว่า), resolve  (ตกลงใจ), determine (ตัดสินใจ), decide  (ตัดสินใจ), pretend  (แสร้งทำ), afford  (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้), happen  (บังเอิญ), appear  (ดูเหมือนว่า), prove  (พิสูจน์ว่า), ask  (ขอร้อง), beg  (ขอร้อง), choose  (เลือก), manage  (ประสบความสำเร็จ), hurry  (เร่งรีบ), tend  (มักจะชอบ), arrange  (จัดแจง, เตรียมการ), care  (สนใจ), come  (มา)  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                    -  They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

                    -  She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

                    -  He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

                    -  We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

                    -  They decided not to travel abroad this year.

(พวกเขาตัดสินใจไม่เดินทางไปต่างประเทศปีนี้)

                    -  He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

                    -  We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

                    -  She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา

                    -  She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

                    -  They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

                    -  We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

                    -  He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

                    -  She asked not to attend the meeting next week.

(เธอขอร้องที่จะไม่เข้าประชุมสัปดาห์หน้า)

                    -  They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

                    -  The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

                    -  They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

                    -  Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

 

18. She _________________ the medicine quickly and then drank some orange juice.

(เธอ ______________________________ ยาอย่างรวดเร็ว  และต่อจากนั้นก็ดื่มน้ำส้ม)

(a) licked    (เลีย)

(b) swallowed    (กลืน)

(c) spat    (กริยาช่องที่  ๒  และ  ๓  ของ “Spit” - ถ่มน้ำลาย, พ่น, ถุย, บ้วนกระเด็น)

(d) sucked    (ดูด)

 

19. The hotel manager said he intended to __________ the less efficient members of his staff.

(ผู้จัดการโรงแรมกล่าวว่า  เขาตั้งใจที่จะ ______________ สมาชิกในคณะทำงานที่มีคุณภาพต่ำของเขา)

(a) get rid of    (กำจัด, ทำลาย, ทำให้หมดไป)

(b) give up    (ยกเลิก)  (เช่น  ดื่มเหล้า, สูบบุหรี่)

(c) resign    (ลาออก)

(d) put off    (เลื่อน หรือ ผัดเวลาออกไป)

 

20. The huge tree that had been blown down by the hurricane was a (n) ____________ to traffic.

(ต้นไม้ใหญ่ซึ่งถูกพัดโค่นล้มลงโดยพายุเฮอริเคน  เป็น _____________________ ต่อการจราจร)

(a) mystery    (ความลึกลับ, ความลี้ลับ, สิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้, นิยายเรื่องลึกลับด้านอาชญากรรม)

(b) contribution    (คุณูปการ, การมีส่วนช่วยเหลือหรือก่อให้เกิดอะไรบางอย่าง)

(c) obstacle    (อุปสรรค, สิ่งกีดขวาง)

(d) puzzle    (ปัญหา, ปัญหายุ่งยาก, ปริศนา, เรื่องฉงนสนเท่ห์)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้