หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 233)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. They compelled me to betray my country.

(พวกเขา   บังคับ   ผมให้ทรยศประเทศของผม)

(a) asked    (ขอร้อง, ถาม)

(b) persuaded    (ชักชวน, เชิญชวน, จูงใจให้เชื่อ)

(c) forced    (บังคับ)

(d) forbade    (ห้าม)

 

2. They plan to erect an office building there.

(พวกเขาวางแผนที่จะ   สร้าง-ก่อสร้าง-จัดตั้ง-ยก-ทำให้ตั้งตรงหรือชัน   อาคารสำนักงานที่ตรงนั้น)

(a) rent    (เช่า)

(b) purchase    (ซื้อ)

(c) construct    (ก่อสร้าง)

(d) demolish    (ทำลาย, รื้อทิ้ง)

 

3. Derived from opium, morphine is used by doctors to relieve pain.

(ได้รับจาก   ฝิ่น  มอร์ฟีนถูกใช้โดยแพทย์เพื่อบรรเทาความเจ็บปวด)

(a) Related to    (เกี่ยวข้องหรือสัมพันธ์กับ)

(b) Obtained from    (ได้รับจาก)

(c) Similar to    (คล้ายหรือเหมือนกับ)

(d) Different from    (แตกต่างจาก)

 

4. Some kinds of animals are capable of using tools.

(สัตว์บางชนิด   สามารถใช้   เครื่องมือ)

(a) able to use    (สามารถใช้)

(b) learning to use    (กำลังเรียนรู้ที่จะใช้)

(c) accustomed to using    (คุ้นเคยกับการใช้)

(d) unable to use    (ไม่สามารถใช้)

 

5. I’m not really ill, but I have a __________________________ headache.

(ผมมิได้เจ็บป่วยอย่างแท้จริง  แต่ผมปวดศีรษะ ________________________ )

(a) tiny    (เล็กจิ๋ว, เล็กมาก, กะจ้อยร่อย)

(b) delicate    (อ่อนแอ, บอบบาง, ละเอียดอ่อน)

(c) slight    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(d) temporary    (ชั่วคราว)

 

6. She was brought up to be _____________; therefore, she was very careful with her money.

(เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูให้ __________  ดังนั้น  เธอจึงระมัดระวัง-รอบคอบมากกับเงินของเธอ)

(a) economical    (ประหยัด, อดออม, กระเหม็ดกระแหม่

(b) economic    (ทางเศรษฐกิจ, เกี่ยวกับเศรษฐกิจ)

(c) economy    (เศรษฐกิจ, การประหยัด)

(d) economics    (วิชาเศรษฐศาสตร์)

 

7. Air pressure ____________________________ in weather forecasting.

(ความกดอากาศ _______________________________ ในการพยากรณ์อากาศ)

(a) be important

(b) which is important

(c) important

(d) is important    (มีความสำคัญ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากเป็นกริยาของประโยค   (Is)  และส่วนขยายกริยา  (Important)

 

8. Jellyfish are carried from place to place _____________________ tides and currents.

(แมงกะพรุนถูกพาจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง __________ กระแสน้ำขึ้น-ลง  และกระแสน้ำไหลไปมา)

(a) and

(b) which

(c) by    (โดย)

(d) to

 

9. The wind blew the roof ______________________________ my house.

(ลมพัดหลังคา _________________________________________ บ้านของผม)

(a) out of

(b) out off

(c) off    (ร่วงไปจาก,  หล่นไปจาก,  ปลิวไปจาก)

(d) out from

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “To blow something off” =  “พัดร่วง หรือหล่นไปจาก

 

10. If I had known that you would come, _______________________.

(ถ้าผมได้ทราบว่าคุณจะมา (เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว) ________________________ )

(a) I would stay home

(b) I would have stayed home    (ผมก็คงจะได้พักอยู่ที่บ้านแล้ว)  (เพื่อต้อนรับคุณ)

(c) I stayed home

(d) I could stay home

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่  ๓  (Unreal past หรือ Past unreal) (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  ความหมาย คือ  “เพราะผมไม่ทราบว่าคุณจะมา  ผมก็เลยไม่ได้พักอยู่กับบ้านเพื่อต้อนรับคุณ”  ดูเพิ่มเติม  If clause แบบนี้  จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

                         -   Jack would have gone to Chicago ______________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ____________________________จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able   (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                              ตัวอย่างที่  

                       -   If you had returned the library book on time, you _________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ __________________________ )

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined   (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ   คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการสมมติเหตุการณ์ในอดีต  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

                        -  If you had gone with us to the mountains, you _____________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  _______________________เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear    (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริง  หรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา 

                                  ตัวอย่างที่  

                           -   Tom ___________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม_______________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken   (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ  “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                              ตัวอย่างที่  

                       -   Nancy _______________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ _____________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓ “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                 ตัวอย่างที่  

                         -   If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.  

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ  –   ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้   มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + subject + had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่ (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + would (should, could, might, must) + (not) + have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย   (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                                  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ If clause” แบบที่ ๓ ได้แก่

                    -  If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

                    -  If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

                    -  If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

                    -  She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                              จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause” มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense” ส่วน “Had” ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า มี”  พอมาอยู่หลัง “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

                    -  I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย  –  แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

                    -  If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

                    -  If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.  

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

                                 นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse”  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had” มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”  ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”    แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                    -  If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would………….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

                    -   If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

                    -  If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

                    -  She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                      สรุป  -  ใน “If clause”  (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + had + (not) + V. 3} เสมอ  ส่วนใน  “Main clause” (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V. 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป “Reverse”  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

11. Harry Porter, _________________________, has now left Bangkok.

(แฮร์รี่  พอร์ตเตอร์, _______________, ตอนนี้ได้ออกจาก (โรงภาพยนตร์ใน) กรุงเทพฯ ไปแล้ว)

(a) we saw six months ago

(b) who we saw six months ago

(c) which we saw six months ago    (ซึ่งเราดูเมื่อ  ๖  เดือนที่แล้ว)

(d) which we saw it six months ago

(e) whom we saw him six months ago

ตอบ   -   ข้อ   (c)  แฮร์รี่  พอร์ตเตอร์  เป็นชื่อภาพยนตร์  (พิจารณาจาก  “ซึ่งเราดู”)  จึงต้องใช้  “Which” ขยาย  และไม่ต้องมี  “It”  อีก  เพราะแทนด้วย   “Which”  แล้ว  (จึงไม่เลือกข้อ  D)

 

12. It is not a good thing ___________________ in front of a television set all evening.

(มันมิใช่สิ่งที่ดี _____________________________ หน้าเครื่องรับโทรทัศน์ตลอดทั้งคืน)

(a) for children sit

(b) for children to sit    (สำหรับเด็กๆที่จะนั่ง)

(c) for children will sit

(d) for children sitting

ตอบ   -   ข้อ  (b)  มีค่าเท่ากับ  “It is not good for children to sit….. ……………”  ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้าง   “It + is (was) + (not) + Adjective + (for someone) + to + Verb 1”  (สำหรับข้อความในวงเล็บ  จะมีหรือไม่ก็ได้)   ดังประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่  

                       -   Don’t do anything.  I believe ________________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) ___________________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it   (มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + is (was, will be, would be) + Adjective  (เช่น “Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1

                                ตัวอย่างที่  

                         -   It is usually necessary for the international business person _____________________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ ___________  มากไปกว่าภาษา  ที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ   แต่เพียงภาษาเดียว  –  หมายถึงควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a) to understand   (เข้าใจ)

(b) to observe    (สังเกต)

(c) knowing    (รู้)

(d) speaking    (พูด)

ตอบ   –    ข้อ  (a)  เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์   ตามโครงสร้าง {It is (was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, etc.) + (for someone) + to do (กริยาอะไรก็ได้)  + something}  เช่น

                   -  It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

                     -  It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

                      -  It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

                       -  It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

                       -  It is good (for her) to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่แต่งงานกับเขา)

                       -  It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

 

13. Searching in the library, I came _________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม ____________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across = พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่  

                       -   While traveling through the Rocky Mountains, _________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  _________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers   (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply   (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes   (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes   (นักเดิน ทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี   “While traveling” หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ (a) และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)  ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”  ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes) 

                              ตัวอย่างที่  

                           -   _______________________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(____________________________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering   (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)  

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง เช่น

                   -  Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

                   -  Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

                   -  Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำ

กริยา “มอง”)

                   -  Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                     สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

                    -  Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

                    -  Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

                    -  The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

                    -  The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

                    -  The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

                    -  The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

                    -  The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

                    -  The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                      สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่ ๓   (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

                           -   ________________________ by the tiger, he ran away.

(_____________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen   (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He) เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง  ๓  (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                 ตัวอย่างที่  

                            - ______________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_______________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking   (ปรุง)

(c) Cooked   (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์(Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓  (แสดง “Passive voice)

 

14. She forgot to ____________________ us ________________________.

(เธอลืมที่จะ ____________________________________________ ถึงเรา)

(a) drop ______________ a letter

(b) drop ______________ a line   (เขียนจดหมาย)

(c) drop ______________ by

(d) drop ______________ out

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Drop someone a line   หรือ  a few lines”  =   “เขียนจดหมาย  หรือ โน๊ต ถึงผู้นั้น”   Line (s)  ในที่นี้  หมายถึง  “บรรทัดของหนังสือ

 

15. Jenny takes part in many school activities.

(เจนนี่   มีส่วนร่วม   ในกิจกรรมของโรงเรียนมากมาย)

(a) takes apart   (แยกออกเป็นชิ้นส่วน)

(b) takes time   (ใช้เวลามาก)

(c) participates   (มีส่วนร่วม)

(d) takes a part of something   (เอามาส่วนหนึ่งจากของบางสิ่ง)

 

16. It is true that __________________________________.

(มันเป็นความจริงที่ว่า __________________________________ )

(a) he needs a teacher who cannot read   (เขาต้องการครูผู้ซึ่งไม่สามารถอ่าน)

(b) he cannot read and he needs a teacher   (เขาไม่สามารถอ่าน และเขาต้องการครู)  (ไวยากรณ์สู้ข้อ  (d) ไม่ได้)

(c) he needs a teacher and he cannot read   (เขาต้องการครู และเขาไม่สามารถอ่าน)

(d) he, who cannot read, needs a teacher   (เขา  ผู้ซึ่งไม่สามารถอ่านหนังสือ  ต้องการครู  -  มาสอน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด  และถูกหลักไวยากรณ์

 

17. Braille, the writing for the blind, is called ____________ the blind Frenchman who invented it.

(เบรลล์  -  ตัวหนังสือสำหรับคนตาบอด  -  ถูกตั้งชื่อ __________ชาวฝรั่ง เศสตาบอด  ผู้ซึ่งประดิษฐ์คิดค้นมัน)

(a) for

(b) by

(c) from

(d) after    (ตาม)  

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Call after” =    “ตั้งชื่อตาม

 

18. How many years _____________________________ English?

(___________________________________________ ภาษาอังกฤษมากี่ปีแล้ว)

(a) have you learned    (คุณได้เรียนรู้)  

(b) have you studied    (คุณได้ศึกษา)

(c) you have learned

(d) that you have studied

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ใช้ข้อความ  “คุณได้เรียนรู้”  เหมาะสมกว่า  “คุณได้ศึกษา”  เพราะถ้าใช้  “ศึกษา”  จะหมายถึง “เรียน” ไปเรื่อยๆ ไม่จบไม่สิ้น  ซึ่งไม่ใช่ความหมายที่ผู้ถามต้องการทราบ  แต่ที่ถาม  เพราะต้องการทราบว่า  “คุณรู้ภาษาอังกฤษมานานเท่าใดแล้ว”  (ผู้ถูกถามมิใช่เจ้าของภาษา)

 

19. He’d rather read books than ________________________ to the radio.

(เขาอยากอ่านหนังสือมากกว่า _________________________________ วิทยุ) 

(a) to listen

(b) listen    (ฟัง)

(c) listening

(d) listened

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Would rather”   หรือ  “Had rather” =  “อยากจะ...........มากกว่า”   ทั้ง  ๒  คำ ใช้ได้เหมือนกัน  แต่นิยมใช้   “Would rather”  มากกว่า  ทั้งนี้   “Would rather + Infinitive without to” (Would rather + Verb 1

                      -  I would rather stay home today.

(ผมอยากจะพักอยู่ที่บ้านวันนี้)

                                ในกรณีเป็นประโยคปฏิเสธ  วาง  “Not”   ไว้หน้า  “Verb”  เช่น

                     -  I would rather not go out today.   

(ผมไม่อยากออกไปข้างนอกวันนี้)

                                  ถ้ามีการเปรียบเทียบว่า  “อยากทำสิ่งนี้มากกว่าสิ่งนั้น”  หลัง  “Than”   ให้ใช้   “Verb 1”  เช่นเดียวกัน  เช่น

                      -  I would rather stay home than go out.

(ผมอยากพักอยู่กับบ้านมากกว่าออกไปข้างนอก)

                                ทั้งนี้   สามารถเอา  “Rather than”   มาไว้หน้าประโยคได้  เช่น

                      -  Rather than go out, I would stay home.

(มากกว่าออกไปข้างนอก  ผมอยากพักอยู่กับบ้าน)

 

20. He ______________ living in Bangkok and so doesn’t mind the noise and the crowded conditions. 

(เขา _________________  อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ  และ ดังนั้น  จึงไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพที่แออัด)

(a) was used to

(b) is used to    (คุ้นเคย หรือ เคยชินกับ)

(c) used to    (เคย)

(d) was using to

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้ว่า  “คุ้นเคย หรือ เคยชิน”  โดยพิจารณาจาก   “ไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพแออัด”  และใช้ในรูปปัจจุบัน  (Present simple tense)  คือ   “คุ้นเคยในปัจจุบัน”   เพื่อให้สอดรับกับ  “doesn’t mind”  (ไม่รังเกียจในปัจจุบัน)  สำหรับข้อ  (a) หมายถึง  คุ้นเคย-เคยชิน  ในอดีต   ดูเพิ่มเติมการใช้   “คุ้นเคย-เคยชิน”  กับ  “เคย”  จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่  

                         -    I used ________________________ in the north of Thailand.

(ผมเคย ___________________________________ ทางภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) lived

(b) to living

(c) living

(d) to live   (อาศัยอยู่)

ตอบ  -  ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Used to + Verb 1” =  “เคย” (เป็นอดีตเสมอ)    ส่วน   “Be (Get) + Used + To + Verb + ing”  “คุ้นเคย, เคยชิน”  (อาจเป็นเรื่องอดีต   หรือปัจจุบันก็ได้) 

                               ตัวอย่างที่  

                         -   They will get _____________________ English newspapers.

(พวกเขาจะ ___________________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading    (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “Get used to” หรือ   “Be (is, am, are, was, were) used to” =   “คุ้นเคย, เคยชิน”   (เป็นอดีตหรือปัจจุบันก็ได้)    ส่วน  “Used to” (เคย)  เป็นอดีตเสมอ

                                ตัวอย่างที่  

                         -   My grandfather __________________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม ________________________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to   (เคย)   (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “Used to + Verb 1” =  เคย 

                              ตัวอย่างที่  

                        -   He got used to ____________________________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ _____________________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment     (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ  –  ข้อ  (c)   เนื่องจาก  “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วย คำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)   เพราะในที่นี้   “To”  เป็นPreposition”   สำหรับ  “Get used to”  หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)    จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต   หรือ ปัจจุบัน  หรืออนาคตก็ได้    ดังตัวอย่าง  เช่น

                    -  We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

                    -  They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

                   -  He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย)  (ปัจจุบัน)

                   -  She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน)  (อดีต)

                   -  They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น)  (ปัจจุบัน)

                   -  We will get used to living with our new neighbors soon.

(เราจะคุ้นเคยกับการดำรงชีวิตกับเพื่อนบ้านใหม่ของเราในไม่ช้า)  (อนาคต)

******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑  (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง เช่น

                    -  He used to go abroad often for his work, but he has changed

jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)   (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

                    -  She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว) (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้