หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 229)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The tea is too hot __________________________.

(น้ำชานี้ร้อนเกินไป _________________________________ )

(a) to drink it

(b) to drink    (ที่จะดื่ม)

(c) for drink

(d) as to drink

 

2. It is essential that every child __________________ the same educational opportunities.

(มันจำเป็นว่าเด็กทุกคน ______________________ โอกาสทางการศึกษาเหมือนๆ กัน-หรือเท่าๆกัน)

(a) has

(b) be

(c) had

(d) have    (มี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + is (was) + essential (necessary, important, imperative, etc.) + (that) + Subject + Verb 1”

ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่ 

                        -  The teacher suggested that ____________________.

(ครูแนะนำว่า ___________________________________________ )

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ กริยา  “Study” เหมือนมีคำว่า “Should” อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ 

                             ตัวอย่างที่ 

                          -   The company states that it is necessary that an employee __________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน ________________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                              ตัวอย่างที่ 

                           -   He recommended that I ____________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม __________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    (ควรไป)

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should ลงไปข้างหน้าก็ได้)  

                              ตัวอย่างที่ 

                           -  I suggested to her that her husband _____________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ ______________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                            ตัวอย่างที่  

                        -   It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ________________________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร) _________________________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ “Should”  ว้ในฐานที่เข้าใจ)

                             ตัวอย่างที่ 

                          -  I will recommend that the student _______________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น _______________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                              ตัวอย่างที่ 

                          -  Many customers have requested that we ___________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา ____________________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed” หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”      ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

                                    ๑. อยู่หลัง  “กริยา + that”   ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

            demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

            require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

            propose that   (เสนอว่า)

            request that   (ขอร้องว่า)

            recommend that   (แนะนำว่า)

            ask that   (ขอร้องว่า)

            order that   (สั่งว่า)

            urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

            suggest that   (แนะนำว่า)

            advise that   (แนะนำว่า)

            insist that   (ยืนกรานว่า)

            prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                 ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

               -   The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

               -   He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

               -   The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

               -   I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

               -   The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

               -   The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

               -   The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

              -   She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

               -   The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

               -   I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

               -   He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

               -   Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

               -   They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

               -   She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice = เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

               -   I suggested (that) he (should) be more careful.

               -   She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                        ๒.  “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + that + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

               -   It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

               -   It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

               -   It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

               -   It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

               -   It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

               -   It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

               -   It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

               -   It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

3. The bank is on ________________________________ of the street.

(ธนาคารอยู่บน ________________________________________ ของถนน)

(a) another side

(b) other sides

(c) other side

(d) the other side    (อีกด้านหนึ่ง, อีกฝั่งหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากถนนมี  ๒  ฝั่ง  อีกด้านหนึ่ง (ฝั่งตรงข้าม) จึงต้องใช้  “The other side”

 

4. I would prefer to spend the weekend at home __________________ to Pattaya.

(ผมอยากใช้เวลาในวันสุดสัปดาห์อยู่ที่บ้าน ______________________________ พัทยา)

(a) than to go

(b) rather than go    (มากกว่าไป)

(c) than going

(d) rather than went

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ตามโครงสร้าง  “Subject + (Would) + Prefer + To + Verb 1 + Rather than + Verb 1”  เช่น

               -   I prefer to call her by phone rather than visit her at home in person.

(ผมชอบที่จะโทรศัพท์ไปหาเธอ  มากกว่าไปเยี่ยมเธอที่บ้านด้วยตนเอง)

               -   He prefers to write his letters himself rather than dictate them.

(เขาชอบที่จะเขียนจดหมายด้วยตนเอง  มากกว่าบอกให้คนอื่นเขียนมัน)

                             หรืออาจใช้โครงสร้างข้างล่างก็ได้

               -   He prefers writing his letters himself to dictating them.

(เขาชอบการเขียนจดหมายด้วยตัวเอง  มากกว่าบอกให้คนอื่นเขียนมัน)

               -   She prefers swimming to jogging for her exercise.

(เธอชอบการว่ายน้ำมากกว่าวิ่ง  สำหรับการออกกำลังกาย)

 

5. The letter arrived __________________________ Friday morning.

(จดหมายมาถึง ______________________________________ เช้าวันศุกร์)

(a) since

(b) in

(c) on    (ตอน, เมื่อ)

(d) at

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เราใช้   “In the morning, In the afternoon”  แต่ใช้  “On Monday morning, On Tuesday afternoon”

 

6. I have __________________________ books on the English literature.

(ผมมี ____________________________________ เกี่ยวกับวรรณคดีอังกฤษ)

(a) a few quite books

(b) quite few books

(c) quite a few books    (หนังสือมากมาย, หนังสือจำนวนมาก)

(d) quite the few books

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Quite a few”  =  (จำนวนมาก, มากมาย) + คำนามนับได้  พหูพจน์  เช่น

               -   I’ve read quite a few books on this subject.

(ผมได้อ่านหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับเรื่องนี้)

                 -   We took quite a few photos on our trip to Chiangmai.

(เราถ่ายรูปมากมายระหว่างเดินทางไปเชียงใหม่)

                  -   She has quite a few friends, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนเยอะแยะ  ดังนั้นเธอจึงไม่เหงา)

 

7. We have tested a hundred watches, __________________ is completely waterproof.

(เราได้ทดสอบนาฬิกาเป็นร้อยเรือน _______________________ ที่กันน้ำได้สมบูรณ์แบบ)

(a) none of whom

(b) none of it

(c) none of them

(d) none of which    (ซึ่งไม่มีเรือนใด)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “none of which is completely waterproof”  เป็นอนุประโยค  (Adjective clause)  ขยายคำนาม  “Watches”

 

8. All foreign residents were ____________________________ from the war zone.

(ผู้อยู่อาศัยชาวต่างประเทศทุกคนได้รับการ ____________________ จากโซนสงคราม)

(a) evacuated    (อพยพ, ย้ายออกไป)

(b) diminished    (ลดน้อยลง, ทำให้ลดน้อยลง)

(c) transformed    (แปลง, เปลี่ยนรูป)

(d) replaced    (ทดแทน, แทนที่)

 

9. I’ve got a headache.  Can you give me something to _________________ the pain?

(ผมปวดหัว  คุณมีอะไรให้ผมเพื่อ _____________________________ ความปวดไหม)

(a) induce    (ชักจูง, ชักนำ, ชักชวน, เหนี่ยวนำ)

(b) improve    (ปรับปรุง, ทำให้ดีขึ้น)

(c) relieve    (บรรเทา, ทำให้ลดน้อยลง)

(d) cultivate    (เพาะปลูก, ทำให้เจริญงอกงาม)

 

10. Some people _______________ incredible things by using their spare time wisely.

(คนบางคน ________ สิ่งต่างๆที่เหลือเชื่อ (ที่ไม่น่าเชื่อ)  โดยการใช้เวลาว่างของพวกเขาอย่างฉลาด)

(a) maintain    (ดำรงไว้, รักษาไว้, ซ่อมแซม)

(b) accomplish    (ทำได้สำเร็จ, บรรลุผลสำเร็จ)

(c) forecast    (ทำนาย)

(d) perceive    (สังเกตเห็น, มองเห็น)

 

11. When I bought this watch, I was given a six months’ ____________________.

(เมื่อผมซื้อนาฬิกาเรือนนี้  ผมได้รับ _________________________ เป็นเวลา  ๖  เดือน)

(a) security    (ความมั่นคง, ความปลอดภัย)

(b) assurance    (การรับรอง, การทำให้มั่นใจ, ความมั่นใจ, ความเชื่อถือ)

(c) guarantee    (การประกัน, หลักประกัน, เครื่องประกัน, คำรับรอง, ผู้รับรอง)

(d) precaution    (การระวังล่วงหน้า)

 

12. He said that neither of the applicants _____________________ suitable.

(เขากล่าวว่าผู้สมัครทั้ง  ๒  คน ไม่ _____________________________ เหมาะสม)

(a) is

(b) are

(c) was   (มีความ)

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  ซึ่งแยกเป็น  ๒  แบบ  คือ

                                  ๑.  Neither (ไม่ทั้ง ๒) + Noun เอกพจน์  และใช้ Verb เอกพจน์  เช่น

                       -   Neither bus goes to Chiang Mai.

(รถทั้ง  ๒  คัน ไม่ได้วิ่งไปเชียงใหม่)

                                ๒.  Neither of + Noun พหูพจน์  แต่ใช้  Verb เอกพจน์  เช่น

                   -   Neither of the buses goes to Chiang Mai.

(รถทั้ง  ๒  คัน ไม่ได้วิ่งไปเชียงใหม่)

                                      สำหรับ  “Neither……….nor………..”  =   “ไม่ทั้ง..............และ..............”  ใช้ Verb  ตามประธานตัวหลัง  เช่น

                     -   Neither he nor I am responsible for the mistake.

(ทั้งเขาและผม  ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความผิด)

                    -   Neither his parents nor Jim was happy with the trip.

(ทั้งพ่อแม่ของเขาและจิม  ไม่มีความสุขกับการเดินทาง)

 

13. _________________________________ stamps, he collects coins.

(________________________________ แสต็มป์  เขาสะสมเหรียญกษาปณ์ด้วย)

(a) Except    (ยกเว้น)

(b) Beside    (ข้างๆ)

(c) There are no

(d) In addition to    (นอกเหนือจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  นอกจากนั้นยังอาจใช้   “Apart from = Besides” =  “นอกเหนือจาก”  ก็ได้

 

14. The French word _____________________________ “friend” is “ami”.

(คำฝรั่งเศส ____________________________________ (คำว่า) เพื่อน  คือ  “เอมิ”)

(a) Instead of    (แทนที่, แทนที่จะ)

(b) means    (หมายความว่า, หมายถึง)

(c) of

(d) for    (สำหรับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ต้องใช้   “For

                                  สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful for your assistance.  (ผมขอบคุณมากสำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                                ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For” เช่น  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า),  “Thank”  (ขอบคุณสำหรับ), “Search  (ค้นหา),  “Look”  (ค้นหา),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้ มี, จำเป็นต้องมี),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้เป็นต้น

                               สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑  เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),  “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ), เป็นต้น

 

15. By the year 2095 all of us ______________________________ .

(ในปี  –  หรือราวๆ ปี  -  ๒๐๙๕  พวกเราทุกคน ______________________ )

(a) will die

(b) will have died   (จะได้ตายไปแล้ว)

(c) will be dying

(d) may have died

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Future perfect tense”  {Subject + will (shall) + have + Verb 3}  ซึ่งใช้ใน  ๓  กรณี  คือ

                                     ๑.  ใช้กับเหตุการณ์  ๒  เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคต  ซึ่งขณะที่พูดเป็นเพียงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า  ถ้าถึงเวลานั้นแล้ว  เหตุการณ์อันหนึ่งจะได้เกิดขึ้น (เสร็จ) สมบูรณ์อยู่ก่อนแล้ว  จึงมีเหตุการณ์ที่  ๒  เกิดขึ้นตามมา  โดยมีโครงสร้างประโยค  ดังนี้

                    -    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน  ใช้  “Future perfect tense

{Subject + will (shall) + have + Verb 3}

                  -    เหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  ใช้  “Present simple tense

(Subject + Verb 1)

                 -   The match will have started before we reach the stadium.

(การแข่งขัน (คง) จะได้เริ่มต้นไปแล้ว  ก่อนที่เราจะไปถึงสนามกีฬา)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต  เช่น เย็นวันนี้  หรือ เที่ยงวันพรุ่งนี้  ว่า  การแข่งขันคงจะได้เริ่มไปแล้ว  ก่อนที่เราไปถึงสนาม  เหตุการณ์แรก  (การแข่งขันเริ่มต้น)  เกิดก่อน  จึงใช้  “Future perfect tense”   ส่วน  “เราไปถึงสนาม”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present simple tense”)

                    -   We will have left home when the party begins tomorrow.

(เราคงจะได้ออกจากบ้านไปแล้ว  เมื่องานเลี้ยงเริ่มต้นวันพรุ่งนี้)  (ออกจากบ้าน  เกิดขึ้นก่อน  จึงใช้   “Future perfect tense”  ส่วน “งานเลี้ยงเริ่มต้น”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present simple tense)

                                 ๒.  ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ณ เวลาใดเวลาหนึ่งตามที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในประโยค  โดยวลีที่บอกเวลาในอนาคตดังกล่าว  มักนำหน้าด้วย   “By”  เช่น   “By 2030” (ในปี  หรือ ราวๆปี  ๒๐๓๐), By the year 2095, By tomorrow, By next week (month, year), By the end of September, By next winter, By this time tomorrow (ราวๆเวลานี้ของวันพรุ่งนี้), By the time I graduate next year  (ราวๆเวลาที่ผมเรียนจบปีหน้า),  เช่น

                    -   We shall have graduated by the end of this year.

(เราคงจะได้เรียบจบไปแล้ว  ในตอนปลาย (หรือราวๆปลาย) ปีนี้)

                   -   I will have finished my work by this time tomorrow.

(ผมคงจะได้ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ในเวลานี้  (หรือราวๆเวลานี้) ของวันพรุ่งนี้)

                   -   They will have moved into a new house by next April.

(พวกเขาคงจะได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านหลังใหม่แล้ว  ในเดือน (หรือราวๆเดือน) เมษายนปีหน้า)

                    -   By the end of this month, we will have lived here for 10 years.

 (ในปลาย (หรือราวๆปลาย) เดือนนี้  เราจะได้อาศัยอยู่ที่นี่ (ครบ)  ๑๐ ปีแล้ว)

                                   ๓.  ใช้พูดเพื่อแสดงความสงสัยว่า  “คงจะได้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นแล้ว”  เช่น

                    -   I think you will have heard that she is going to divorce her husband next month.

(ผมคิดว่า  คุณคงจะได้ยินแล้วนะว่า  เธอจะหย่าร้างกับสามีในเดือนหน้า)

                   -   It is six o’clock.  They will have arrived home by now.

(ตอนนี้  ๖  โมงแล้ว  พวกเขาคงจะกลับถึงบ้านแล้วขณะนี้)

                  -   She will have slept now because she is very tired.

(เธอคงจะได้หลับไปแล้วขณะนี้  เพราะว่าเธอเหนื่อยมาก)

                  -   They will (must) have gone out as the door is locked.

(พวกเขาคงจะออกไปข้างนอกกันแล้ว  เพราะว่าประตูล๊อก)

 

16. A: Would you like to go swimming with me on Sunday?

(A: คุณอยากจะไปว่ายน้ำกับผมในวันอาทิตย์ไหม)

     B: ______________________.  I have to finish my term paper.

(B: ______________________.  ผมจำเป็นต้องทำรายงานประจำเทอมให้เสร็จ)

(a) Sure, I would   (แน่นอน  ผมอยากไป)

(b) Oh, that’s terrific   (โอ้  นั่นเจ๋งมากเลย  หรือยอดมากเลย)

(c) I’m afraid I can’t   (ผมเกรงว่า  ผมจะไม่สามารถไปได้)

(d) Let me think about it   (ขอให้ผมคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนนะ)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด   ใจความประโยคหลังรับกับประโยคหน้า

 

17. Mary: How do you find Thai food, Tom?

(แมรี่: คุณคิดว่าอาหารไทยเป็นอย่างไรบ้าง  ทอม)

Tom: _____________________________________.

(ทอม :_________________________________________)

(a) I don’t like it.  It tastes wonderful    (ผมไม่ชอบมัน  มันมีรสชาติวิเศษมาก)

(b) Oh, no.  I can’t wait to eat it    (โอ้  ไม่  ผมรอที่จะกินมันไม่ไหวแล้ว)

(c)  I’m sure you can find it anywhere in the world    (ผมมั่นใจว่า  คุณสามารถหามัน (อาหารไทย) ได้ที่ใดๆ ในโลก)

(d) I think it is rather spicy    (ผมคิดว่ามันค่อนข้างมีรสจัด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด  ตอบตรงคำถาม

 

18. In some parts of the world, the people __________________________.

(ในบางส่วนของโลก  ผู้คน _______________________________________ )

(a) are a lack of food

(b) lack of food

(c) lack food   (ขาดแคลนอาหาร)

(d) lacks food

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Lack” มื่อใช้เป็นกริยา  ตามด้วยกรรม (คำนาม) ได้เลย  ไม่ต้องมี   “Of”  และเนื่องจากประธานของประโยค  (People)  เป็นพหูพจน์  “Lack”  จึงไม่ต้องเติม  “S”   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                 ตัวอย่างที่  

                             -   Do you know which part of the country __________________ rain?

(คุณรู้ไหมว่าส่วนไหนของประเทศ ________________________________________ ฝน)

(a) is lacking of

(b) lacks of

(c) is in lack of   (ขาดแคลน)

(d) is lacked of

ตอบ  -  ข้อ   (c)  หรืออาจตอบว่า  “Is lacking”  หรือ  “Lacks”  ก็ได้   สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ของ “Lack” ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่  

                            -   He made that mistake because he ____________________ experience.

(เขาทำความผิดนั้น  เพราะว่าเขา ________________________________ ประสบการณ์)

(a) was lack of

(b) was in lacked of

(c) lacked of

(d) lacked   (ขาด, ขาดแคลน, ปราศจาก, ไม่มี, การขาดแคลน, ความไม่มี, ความไม่เพียงพอ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  หรืออาจใช้   “was in lack of”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Lack” เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม  เมื่อเป็นคำกริยา  ตามด้วยกรรมเลย  ไม่ต้องมี  “Of” แต่เมื่อใช้เป็นคำนาม  ต้องตามด้วย  “Of”  และต่อด้วยกรรม   ดังประโยคตัวอย่าง

                       -  They lacked confidence to go on with the project.

(พวกเขาขาดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินโครงการต่อไป)

                      -  The contract lacks a signature of both parties.

(สัญญาขาดลายเซ็นของทั้ง ๒ ฝ่าย)

                      -  Many poor nations lack raw materials for the production of their goods. 

(ประเทศยากจนจำนวนมากขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าของตน)

                       -  I hated the lack of privacy in the dormitory.

(ผมเกลียดการขาดความเป็นส่วนตัวในหอพัก)

                       -  He was not a stern man at all, in spite of his lack of humor.

(เขามิใช่คนที่เข้มงวด-เคร่งครัดเลย  หรือมิใช่ไม่ยอมผ่อนผันเลย   ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน  -  คือเป็นคนอะลุ้มอล่วย  ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน)

                       -  Lack of proper funding is making our job more difficult.

(การขาดแคลนการอุดหนุนเงินที่เหมาะสม  กำลังทำให้งานของเรายากลำบากยิ่งขึ้น)

                       -  His department was shut down for lack of funds.

(แผนกของเขาถูกปิดลง  เนื่องจากขาดแคลนเงินทุน)

 

19. A: ___________________________________________?

      B: Through that window.

(B: ทางหน้าต่างบานนั้น)

(a) Did you go through that window    (คุณเข้ามาทางหน้าต่างบานนั้นใช่ไหม)

(b) Which window was that    (นั่นคือหน้าต่างบานไหน)

(c) Did you get in here    (คุณเข้ามาที่นี่หรือเปล่า)

(d) How did you get in here    (คุณเข้ามาในนี้ได้อย่างไร)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากคำถามและคำตอบมีใจความรับกัน

 

20. When things go wrong, they always blame me and expect me ____________ them right.

(เมื่อสิ่งต่างๆดำเนินไปอย่างผิดพลาด  พวกเขาตำหนิผมเสมอ  และคาดหวังให้ผม ___________________________ สิ่งต่างๆเหล่านั้นให้ถูกต้อง)

(a) putting

(b) to put   (แก้ไข, ทำ)

(c) put

(d) to putting

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Expect +  กรรม + To + Verb 1” (Expect + me + to + put)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                  ตัวอย่างที่  

                              -   We don’t allow anyone ___________________________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม _____________________________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim   (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Allow + กรรม + to + Verb 1

                               ตัวอย่างที่  

                          -   He told one of the men ___________________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ ________________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Subject + Tell + กรรม  + To + Verb 1” กล่าวคือกริยาที่อยู่หลังกรรมรอง  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้  จะต้องเป็นรูป  “Infinitive with to” (To + Verb 1 ) เสมอ  ได้แก่  “Expect  (คาดหวัง), Want, Cause  (เป็นเหตุให้),  Force  (บังคับ), Compel  (บังคับ),  Invite, Advise,  Instruct, Persuade  (ชักชวน),  Allow,  Permit,  Encourage  (กระตุ้น),  Press, Warn  (เตือน),  Order  (สั่ง),  Request,  Tempt  (ยั่วยวน, ล่อใจ),  Teach,  Tell,  Oblige  (ผูกมัด, บังคับให้ต้อง)”  ตัวอย่างประโยค เช่น

                    -   We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

                    -   She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

                    -   They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

                    -   The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

                    -   I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

                    -   She taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

                    -   We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

                    -   The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

                    -   She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

                    -   The manager advised his staff to work harder.

 (ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้