หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 228)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. ________________________ debate and discussion, opposing ideas are presented in an attempt to persuade people.

( ___________________________ การอภิปรายและการประชุมปรึกษาหารือ  ความคิดที่ตรงข้ามกัน (ขัดแย้งกัน) ได้รับการนำเสนอ  ด้วยความพยายามที่จะชักชวน-จูงใจผู้คน)  (คือ ให้สนับสนุนความคิดที่ฝ่ายตนนำเสนอ)

(a) Both

(b) Although both

(c) That both

(d) In both    (ในทั้ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “In both debate and discussion”  เป็นวลี  (Adverbial phrase of place)   คือกริยาวิเศษณ์ที่บอกสถานที่  ว่าความคิดที่แย้งกันถูกนำเสนอที่ไหน  ส่วน  “Opposing ideas”  เป็นประธานของประโยค   โดยมี  “Are presented”  เป็นกริยา

 

2. Over the centuries, various theories have been advanced _______________.

(เป็นเวลาหลายศตวรรษ  ทฤษฎีหลากหลายได้รับการนำเสนอ ________________ )

(a) the origin of alphabetical writing is explained

(b) of explaining the origin of alphabetical writing

(c) the explanation of the origin of alphabetical writing

(d) to explain the origin of alphabetical writing    (เพื่ออธิบายต้นกำเนิดของการเขียนตัวอักษร)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  ข้อความ   “To explain the origin of alphabetical writing”    ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ขยายกริยา   (Have been advanced)  บอกวัตถุประสงค์ว่า  “ได้รับการนำเสนอ”  เพื่ออะไร  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                เราใช้  “To + Verb 1” ขยายหลังคำกริยา ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  เพื่อบอกว่าทำกริยานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร  เช่น

               -    All students come to school to learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

               -    People should eat to live, not live to eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่  มิใช่อยู่เพื่อกิน)

               -    I went there to meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

               -    She studied hard to get a scholarship.

(เขาเรียนหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

               -    We stopped at the restaurant to eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

 

3. ____________ do not have webbed feet, some animals are excellent swimmers.

( ______________ ไม่มีเท้าที่มีพังผืดระหว่างนิ้ว  สัตว์บางชนิดเป็นนักว่ายน้ำที่ดีเยี่ยม)

(a) They

(b) That they

(c) Even though they    (ถึงแม้ว่าพวกมัน)

(d) It is when they

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Though, Although, Even though”  (แม้ว่า, ถึงแม้ว่า)  ใช้กับ  ๒  ข้อความที่ขัดแย้งกัน  ในที่นี้  คือ  “แม้นิ้วเท้าไม่มีพังผืด  สัตว์บางชนิดก็ว่ายน้ำเก่งมาก”  (เหมือนสัตว์ที่นิ้วเท้ามีพังผืด)

 

4. _______________________ mirror the ideas and opinions of women in the United States in the latter half of the 1800’s.

(_____________________________  สะท้อนให้เห็นความคิดและความคิดเห็นของสตรีในสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่  ๑๘๐๐)  (คือ  ช่วงปี  ๑๘๕๑-๑๘๙๙)

(a) Whether the novels of Mary Jane Holmes

(b) The novels of Mary Jane Holmes    (นิยายของแมรี่ เจน ฮอลเมส)

(c) Mary Jane Holmes wrote novels

(d) Why Mary Jane Holmes wrote novels

ตอบ   -   ข้อ    (b)  เนื่องจากเป็นประธานของประโยค  โดยประธานจริงๆ คือ  “The novels”  และมี  “of Mary Jane Holmes”  เป็นส่วนขยายประธาน   มี   “mirror” (สะท้อนให้เห็น)  เป็นกริยา  มี  “the ideas and opinions of women” เป็นกรรม   และมี  “in the United States”  เป็นกริยาวิเศษณ์บอกสถานที่  (Adverb of place)  และ  “in the latter half of the 1800’s”  เป็นกริยาวิเศษณ์บอกเวลา  (Adverb of time)

 

5. Pasteurization is a heating process _______________ bacteria in milk.

(พาสเจอไรเซชั่นเป็นขบวนการให้ความร้อน _________________ แบคทีเรียในนม)

(a) kills

(b) that kills    (ซึ่งฆ่า)

(c) that it kills

(d) that kills it

ตอบ   -   ข้อ    (b)  เพราะเป็นประธานและกริยาของอนุประโยค  (that kills bacteria in milk)

 

6. When only a few sellers ____________, a situation of oligopoly is said to exist.

(เมื่อผู้ขายเพียง  ๒-๓  รายเท่านั้น _________________________, สถานการณ์ (สภาวะ) ของ “การผูกขาดของคนกลุ่มน้อย”  ถูกกล่าวขานว่าดำรงอยู่)

(a) in close competition

(b) the competition is close

(c) are in close competition    (มีการแข่งขันแบบสูสีกัน)

(d) competing closely

 

7. The _____________ from the fact that an area on the Earth faces the sun or not.

(________________  จากข้อเท็จจริงที่ว่า  พื้นที่บนโลกหันหน้าเข้าหาดวงอาทิตย์หรือไม่)

(a) day and night result    (กลางวันและกลางคืนเป็นผลลัพธ์)

(b) day and night resulting

(c) day and night that result

(d) result of day and night

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “The day and night”  เป็นประธานของประโยค  โดยมี   “Result”  (เป็นผลลัพธ์)  เป็นกริยา

 

8. ____________ under a microscope, a fresh snowflake has a delicate six-pointed shape.

(__________________________  ภายใต้ (ผ่าน) กล้องจุลทรรศน์  เกล็ด (ผลึก) หิมะที่เพิ่งตกลงมา  มีรูปร่างที่บอบบางและมี  ๖  เหลี่ยมหรือมุม)

(a) See

(b) Seeing

(c) Seen    (ถูกมองเห็น)

(d) To see

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากประธานของประโยค   (A fresh snowflake)  เป็นผู้  “ถูกมองเห็น”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่ 

                         -   _____________ in all parts of the state, pines are the most common trees in Georgia. 

(______________________ ในทุกส่วนของรัฐ  ต้นสนเป็นต้นไม้ที่ธรรมดาสามัญ (พบได้ทั่วไป) ที่สุดในรัฐจอร์เจีย)

(a) Found    (ถูกพบ)

(b) Finding them

(c) To find them

(d) They are found

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากขยายประธานของประโยค  (Pines)   ซึ่งถูกกระทำ  คือ  “ถูกพบ”   จึงต้องเป็นกริยาช่องที่  ๓  (Passive voice)   

                             ตัวอย่างที่ 

                         -  _____________ the test result, Judy doesn’t feel like doing anything right now.

(_____________________ ผลการสอบ  จูดี้ไม่รู้สึกอยากจะทำอะไรเลยในขณะนี้)

(a) She is disappointed with    (เธอผิดหวังกับ)

(b) She is disappointing with    (เธอน่าผิดหวังกับ)

(c) Be disappointed with

(d) Disappointed with    (รู้สึกผิดหวังกับ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้กริยาช่องที่  ๓  ขึ้นต้นวลี  ซึ่งนำหน้าประโยค  เพื่อแสดงว่า  ประธานของประโยค  ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  (Judy)  เป็นผู้  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  ในกรณีประโยคข้างบน  คือ  “จูดี้ถูกทำให้ผิดหวัง  คือ  มีความรู้สึกผิดหวัง”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่  

                         -   ______________________ by the tiger, he ran away.

(______________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง  ๓  (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ  (Passive voice)

                           ตัวอย่างที่  

                        - _____________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(______________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking   (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์(Cooked)  หรือเป็นผู้  “ถูกกระทำ”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓   (แสดง “Passive voice

 

9. _______________________ the truth may have been, many Thai people concluded that the previous government was clearly to blame for the corruption and the police’s abuse of power.

{(ไม่ว่า) ความจริงจะเป็น _________________________ คนไทยจำนวนมากสรุปว่า  รัฐบาลชุดก่อนควรถูกตำหนิอย่างชัดเจนสำหรับการทุจริต  และการใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้องของตำรวจ}

(a) Whoever    (ใครก็ตาม)

(b) However   (อย่างไรก็ตาม)

(c) Whatever    (อะไรก็ตาม, อย่างไรก็ตาม)

(d) Whenever    (เมื่อไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  ดูการใช้   “Whatever” จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

                            -   ___________________ you may say, I still think I am right.

(คุณอาจจะพูด _______________________ ผมยังคงคิดว่าผมเป็นฝ่ายถูก)

(a) However   (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(b) Whatever   {ไม่ว่า (คุณอาจจะพูด) อะไรก็ตาม}

(c) Though   (ถึงแม้ว่า)

(d) As   (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูเพิ่มเติมการใช้   Whatever”  และ  “However” จากประโยคข้างล่าง

                 - Whatever he may say, she doesn’t believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ตาม  เธอไม่เชื่อเขาเลย)

                 - Whatever happens, keep calm.

(ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม  ให้นิ่งเข้าไว้  - หรือใจเย็นเข้าไว้)

                 -  He volunteered to do whatever he could.

(เขารับอาสาทำ  อะไรก็ตามที่เขาสามารถทำได้)

                 -  Bill had given up whatever hopes he may have had.

(บิลได้ยกเลิกความหวังอะไรก็ตาม  ที่เขาอาจจะเคยมี)

                 -  I have to bring my family back whatever happens.

(ผมจำเป็นต้องนำครอบครัวกลับมา  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

                 -  Whatever you do, don’t take a trip to the Arctic.

(ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม  จงอย่าเดินทางไปอาร์คติก  - หรือขั้วโลกเหนือ)

                    -  He will never succeed however hard he may try.

(เขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ  ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างหนักอย่างไรก็ตาม)

                  -  However quickly they walked, they could not catch the bus.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเดินเร็วอย่างไรก็ตาม  พวกเขาไม่สามารถไปขึ้นรถได้ทัน)

                  -  However carefully she walked, she was hit by a car.

(ไม่ว่าเธอจะเดินอย่างระมัดระวังอย่างไรก็ตาม  เธอถูกรถชน)

                  -  He studied hard; however, he did not pass the exam.

(เขาขยันเรียน  อย่างไรก็ตาม (= แต่)  เขาสอบตก)

 

10. A: Is he an honest man?

(A:  เขาเป็นคนซื่อสัตย์หรือเปล่า)

    B: He always ________________ his word when he worked here.

(B: เขา ______________________ คำพูดของเขาเสมอ  เมื่อเขาทำงานที่นี่)

(a) has kept

(b) was kept

(c) keeps

(d) kept  (รักษา)

ตอบ-   ข้อ   (d)   ต้องใช้  “Kept”  (Past tense)  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยา  “Worked”   ในประโยคย่อย  ซึ่งข้อนี้เป็นเหตุการณ์ในอดีตแม้จะเกิดขึ้นเสมอก็ตาม  (มี “Always”)   แต่เป็นการเกิดขึ้นเสมอในอดีต

 

11. If you promise _______________ angry with me, I’ll tell you what I broke.

(ถ้าคุณสัญญา __________________________ โกรธผม  ผมจะบอกคุณว่า  ผมทำอะไรแตก  -หรือเสียหายบ้าง)

(a) not getting

(b) to not get

(c) not to get   (จะไม่)

(d) you not get

ตอบ   -   ข้อ   (c)   กริยา  “Promise + to + Verb 1  หรือเมื่อเป็นปฏิเสธ  ใช้  “Promise + not + to + Verb 1”  เช่นในประโยค

                  - He promised to do better in the future.

(เขาสัญญาว่าจะทำให้ดีขึ้นในอนาคต)

                  - They promise not to come to work late again.

(พวกเขาสัญญาว่าจะไม่มาทำงานสายอีก)

                                สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย“Infinitive with to” (To + Verb 1)  ได้แก่  “promise  (สัญญา),offer  (เสนอ), want  (ต้องการ), hope  (หวัง), plan  (วางแผน), hesitate  (รีรอ, ลังเลใจ), fail   (ล้มเหลว), learn (เรียนรู้), expect  (คาดหวัง), refuse  (ปฏิเสธ), need  (ต้องการ), dare  (กล้า), claim  (อ้าง), agree  (ตกลง), demand  (เรียกร้อง), wish  (ปรารถนา), intend (ตั้งใจ), seem  (ดูเหมือนว่า), resolve  (ตกลงใจ), determine (ตัดสินใจ), decide  (ตัดสินใจ), pretend  (แสร้งทำ), afford  (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้), happen  (บังเอิญ), appear  (ดูเหมือนว่า), prove  (พิสูจน์ว่า), ask  (ขอร้อง), beg  (ขอร้อง), choose  (เลือก), manage  (ประสบความสำเร็จ), hurry  (เร่งรีบ), tend  (มักจะชอบ), arrange  (จัดแจง, เตรียมการ), care  (สนใจ), come  (มา)  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                    -    They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

                    -    She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

                    -    He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

                    -    We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

                    -    They decided not to travel abroad this year.

(พวกเขาตัดสินใจไม่เดินทางไปต่างประเทศปีนี้)

                    -    He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

                    -    We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

                    -    She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา

                    -    She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

                    -    They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

                    -    We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

                    -    He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

                    -    She asked not to attend the meeting next week.

(เธอขอร้องที่จะไม่เข้าประชุมสัปดาห์หน้า)

                    -    They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

                    -    The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

                    -    They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

                    -    Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

 

12. ______________ her friendly personality, she is admired by all her friends.

(_________________  บุคลิกที่เป็นมิตรของเธอ  เธอได้รับการยกย่องโดยเพื่อนๆ ทุกคน)

(a) Because    (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb”)

(b) Because of    (เนื่องมาจาก)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) In spite of    (ทั้งๆที่)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) Although    (ถึงแม้ว่า)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb”)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Because of (= Due to = On account of = Owing to)  และ  “In spite of (= Despite = Notwithstanding)  จากประโยคข้างล่าง

                    - Because of (= On account of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

                   - Because of (= On account of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

                  - He could not go to university because of (=owing to = on account of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

                  -  He hasn’t been able to get a good job in spite of (= despite = notwithstanding) his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้  ทั้งๆที่มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆมีการศึกษาหรือ เสียค่าเรียนราคาแพง)

                    - In spite of (= Notwithstanding= Despite) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา-  ทอมเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์)

                    - In spite of (= Notwithstanding = Despite) all their differences, Mary and Ann remain friends.

(ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

                     - They went out in spite of (= notwithstanding = despite) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆที่ฝนตกหนัก)

 

13. Today if I finish my shopping early enough, I may go and ________________.

(วันนี้  ถ้าผมไปช้อปปิ้งเสร็จแต่เนิ่นๆพอ  ผมอาจจะไป  และ ___________________ )

(a) to have my hair done

(b) have my hair do

(c) have my hair done    (ทำผม)  (ให้ช่างทำผม)

(d) will have my hair done

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ต้องใช้   “Have”  เพราะถือว่าอยู่หลัง  “May”  เหมือนกับ “Go”  และดูคำอธิบายการใช้  “I have my hair done.”  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

                          -   He had the cook ___________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว ___________________________________ น้ำชา)

(a) make   (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + have + someone + do + something

                           ตัวอย่างที่  

                        -  Please have the porter ________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ _____________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry    (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use”{Subject + have (has) + someone + do + something}คือ  {ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร}

                               ตัวอย่างที่  

                            -   What would you have me ____________________ ?

(คุณจะให้ผม _______________________________________ อะไรครับ)

(a) mend   (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -    ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + has (have) + someone + do (verb 1) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ “Passive voice

                                     สำหรับการใช้โครงสร้าง“Causative use” ในแบบ “Active voice”  คือ  “Subject + have + someone +do (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ๑) + something”  หรือ  (= Subject + get +  someone + to do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)มีดังนี้ คือ

                    1. Subject + have + someone + do + something  (กรรมของ  verb “do”)

                    2. Subject + get + someone + to do + something  (กรรมของverb do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                                    ทั้ง ๒ โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                    -  He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

                    -  He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

                    -  She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

                    -  She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

                    -  We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                    -  We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                                      อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ {Subject + have (get) + something + done + (by someone)} {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)ในกรณีนี้   ทั้ง “Have” และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ  ดังตัวอย่าง

                    -    He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

                    -    He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

                    -    She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

                    -    She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

                    -    We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

                    -    We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

                    -   He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

                    -   She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

                     -   We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

 

14. New York City is ___________________________ populated.

(กรุงนิวยอร์คมีประชากรอาศัยอยู่ ____________________________)

(a) sparse    (เบาบาง, บางตา, หร็อมแหร็ม, ขาดแคลน)

(b) sparsely    (อย่างเบาบาง, อย่างบางตา)

(c) dense    (แน่น, หนาแน่น, (ผม) หนาทึบ, มีแสงสว่างน้อย)

(d) densely    (อย่างหนาแน่น)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากขยายกริยา  “Populated”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)

 

15. Susan takes _____________________ her mother in many ways. 

(ซูซาน ______________________________ แม่ของเธอในหลายๆ ประการ)

(a) for

(b) by

(c) with

(d) after   (take after = resemble = เหมือน, คล้าย)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

 

16. My friend would not tell me _______________________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) ________________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid   (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b)  “how much he paid” เป็น  “Noun clause” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me” )  ดูเพิ่มเติมคำอธิบาย“Noun clause” จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่  

                          -   I can’t do exactly _____________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง _________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what   (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก   “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)   เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา “Do”  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้ 

                               ตัวอย่างที่  

                            -   Did you hear ___________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน _____________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what   (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “what he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear”

                               ตัวอย่างที่  

                           -   She was unable to tell us ____________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด ____________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what   (อะไร)
(b) where   (ที่ไหน)

(c) that

(d) which   (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยา “Tell”  โดยมี “กรรมรอง”  คือ  “Us”)  จึงต้องขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                             ตัวอย่างที่  

                         -   I don’t think I’ll buy this dress; it is not ______________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ _______________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what   (สิ่งที่)

(b) whatever   (อะไรก็ตาม)

(c) that   (ที่, ซึ่ง)

(d) which   (ที่, ซึ่ง)

(e) whom   (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “what I really want” เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is) 

                              ตัวอย่างที่  

                            -   Tell me _______________________.

(บอกผมซิว่า ____________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย“Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่) (โดยไม่ต้องมี “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้  โครงสร้างของ “Noun clause”  คือQuestion word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                                       ๑.  เป็นประธานของ “Verb” หรือประโยค  เช่น

                         - What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

                       - How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

                      - Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

                       - Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

                      - That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

                     - Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                  ๒. เป็นกรรมของ  “Verb” หรือประโยค  เช่น

                    - I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

                    - She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

                     - They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

                     - We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

                     - She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

                     - The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

                     - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                   ๓. เป็นกรรมของ “Preposition” เช่น

                     - She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

                      - They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

                      - We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

                      - They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                    ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be”  เช่น

                     - This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

                     - That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

                     - Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                   ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

                     - I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

                    - He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

                     - They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

                     - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                    ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun) ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

                          - The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”ดังนั้น“that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me” จึงเป็น  “Adjective clause”  มาขยาย  “the fact

                        - The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

                      - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that” (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that”จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้ “that”หรือ “which”  ก็ได้   (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

                    -  The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book” โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของClause

                     -  The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”  โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”   ส่วน “me” เป็นกรรมรอง)

 

17. The teacher said he was not accustomed _____________ insolence.

(ครูพูดว่า  เขาไม่คุ้นเคย-เคยชิน __________ การทะลึ่ง-อวดดี-ไร้มารยาท  -  ของนักเรียน)

(a) by

(b) from

(c) to    (กับ)

(d) with

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “Be (Get) accustomed + to” = “คุ้นเคย, เคยชิน” +“คำนาม”  หรือ  “วลี”  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)

 

18. The girl you ________________ yesterday is waiting for you downstairs. 

(เด็กผู้หญิง (ผู้ซึ่ง) คุณ ____________ เมื่อวานนี้  กำลังรอคอย (พบ) คุณอยู่ข้างล่าง)

(a) told me

(b) tell about

(c) told me about her

(d) told me about    (บอกผมเกี่ยวกับ  -  เธอ)

ตอบ  -  ข้อ  (d) หลัง  “About”  ไม่ต้องมี  “Her” (แต่ต้องมี  “About”  เพราะมาจากประโยค  “You told me about the girl.”)  เนื่องจากในประโยคข้างบนหลัง  “The girl”  ละ  “Who”  หรือ  “Whom”  ซึ่งทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของ  “About”  และแทน  “The girl”อยู่แล้ว   (ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง)

                               ตัวอย่างที่  ๑

                            -   Football is a game which boys like ____________________.

(ฟุตบอลเป็นเกมซึ่งเด็กผู้ชายชอบ _______________________________ )

(a) to play it too much

(b) to play very much   (เล่นอย่างมาก)

(c) to play it very much

(d) playing it very much

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หลังกริยา  “Like”   อาจตามด้วย  “Playing” (Gerund)  คือ “Like playing very much” หรือ  “To play”  (Infinitive with to) คือ  “Like to play very much”   ก็ได้   แต่หลัง  “Play”   ไม่ต้องมี  “It”  (ซึ่งแทน  A game)  เนื่องจากมี   “Which”  ซึ่งก็แทน  “A game”  อยู่แล้ว

 

19. A: Thanks!  I’ll never forget your kindness. 

(A: ขอบคุณ!  ผมจะไม่ลืมความกรุณาของคุณเลย)

     B: ______________________.  Think nothing of it.

(B: _______________________.  อย่าไปคิดอะไรเลย  -  หรือ อย่าคิดมากน่ะ)

(a) You’re too kind    (คุณกรุณามากจังเลย)

(b) If I were you, I would    (ถ้าผมเป็นคุณ  ผมก็จะทำเช่นนั้นเหมือนกัน)

(c) Don’t mention it    (ไม่เป็นไรหรอก  หรือ  ไม่ต้องพูดถึงมันก็ได้)

(d) You should say so    (คุณควรจะพูดเช่นนั้นแหละ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด   ข้อความในประโยคหลังรับกับประโยคหน้า

 

20. A: Would you like to go swimming with me on Sunday?

(A: คุณอยากจะไปว่ายน้ำกับผมในวันอาทิตย์ไหม)

    B: ______________________.  I have to finish my term paper.

(B: ______________________.  ผมจำเป็นต้องทำรายงานประจำเทอมให้เสร็จ)

(a) Sure, I would    (แน่นอน  ผมอยากไป)

(b) Oh, that’s terrific    (โอ้  นั่นเจ๋งมากเลย  หรือยอดมากเลย)

(c) I’m afraid I can’t    (ผมเกรงว่า  ผมจะไม่สามารถไปได้)

(d) Let me think about it    (ขอให้ผมคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนนะ)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด   ใจความประโยคหลังรับกับประโยคหน้า

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้