หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 225)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. ____________________________ dog was the first animal to be domesticated is generally agreed upon by authorities in the field.

(_____________________________________ สุนัขเป็นสัตว์ชนิดแรกที่ถูกทำให้เชื่อง  ได้รับการเห็นด้วยโดยทั่วไปโดยผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้)

(a) Until the

(b) It was the

(c) The

(d) That the    (ที่ว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากข้อความ   “That the dog was the first animal to be domesticated”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมีข้อความส่วนที่เหลือเป็นกริยาและส่วนขยายกริยา  ดูเพิ่มเติมหน้าที่ของ  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง  โดยเฉพาะกฎข้อ 

                           ตัวอย่างที่ 

                       -   Did you hear ___________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน _____________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)   (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”    ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear”  ดูคำอธิบาย   “Noun clause” จากประโยคข้างล่าง

                          ตัวอย่างที่  

                      -   She was unable to tell us ___________ _ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเราว่า  บ้านหลังใด _________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด   และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  จึงต้องขึ้นต้นด้วย  “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                          ตัวอย่างที่ 

                       -   I don’t think I’ll buy this dress; it is not ______________ I really want.   

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ _________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก   “What I really want” เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is) 

                           ตัวอย่างที่ 

                       -   Tell me __________________________.

(บอกผมซิว่า _____________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า) ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่(โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)   ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause” ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                                ๑.  เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

                  -   What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

                  -   How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

                  -  Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

                    -   Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

                   -   That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

                  -   That we, the Earth, live alone in the universe is still a question.

(ที่ว่าเรา, มนุษย์บนโลก, มีชีวิตอยู่ตามลำพังในจักรวาล  ยังคงเป็นปัญหา (เป็นที่สงสัย) อยู่)  (คือ  เชื่อกันว่ามีมนุษย์ต่างดาวในดาวอื่นๆ ด้วย)

                 -   That she was not compatible with her husband was known to all.

(ที่ว่าเธอไปกันไม่ได้กับสามีของเธอ  เป็นที่รู้กันกับทุกคน)

                  -   Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                               ๒.  เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค   เช่น

                    -   I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

                   -   She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

                   -   They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

                   -   We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

                    -   She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

                    -   The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

                     -   I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                  ๓.  เป็นกรรมของ  “Preposition”   เช่น

                      -   She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

                       -   They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

                       -   We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

                       -   They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                    ๔.  วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

                       -   I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

                      -  He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

                       -   They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

                       -   We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                     ๕.  ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน   เช่น

                         -   The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”ดังนั้น“that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me” จึงเป็น “Adjective clause” มาขยาย “the fact

                     -   The belief that all men are born equal is not held by everyone. 

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

                   -   The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น “Noun clause” จะใช้  “that”(ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น   (ไม่ใช้ “which”)   และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม   แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้  “that”  หรือ “which”  ก็ได้   (และแปลว่า “ที่” หรือ “ซึ่ง”)   และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

                    -   The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”   โดย   “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

                   -   The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน “me”  เป็นกรรมรอง)

 

2. Over the past decades people have wondered __________ exists elsewhere in the universe.

(ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา  ผู้คนสงสัยว่า ____________________ มีอยู่ในที่อื่นๆอีกในจักรวาล (นอกเหนือจากบนโลก) ______________________ )

(a) that life

(b) life which

(c) whether life    (สิ่งมีชีวิต  _____________  หรือไม่)

(d) life as it

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากประโยค  “Direct speech”  (Does life exist elsewhere in the universe?”  พอเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”      (………… have wondered whether (if) life exists …………)  จึงต้องเชื่อมด้วย  “Whether”  หรือ  “If

 

3. Novelist Eva Ferber _____________________ her youth in Appleton, Wisconsin.

(นักเขียนนิยาย  อีวา  เฟอร์เบอร์ __________ ในช่วงวัยรุ่นของเธอในเมืองแอปเปิลตัน  รัฐวิสคอนซิน)

(a) spending

(b) was spent

(c) spent    (ใช้เวลา)

(d) who spent

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยค

 

4. The water of a hot spring carries many dissolved minerals, usually _______________ the water an unusual taste and smell.

(น้ำของน้ำพุร้อนพาเอาแร่ธาตุจำนวนมากที่ละลายน้ำไปด้วย  ซึ่งปกติ ______________ รสชาติและกลิ่นพิเศษแก่น้ำนั้น)

(a) give

(b) gives

(c) to be given

(d) giving    (ให้)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “…………minerals, which usually give the water an unusual taste and smell

 

5. ______________ in all parts of the state, pines are the most common trees in Georgia. 

(__________ ในทุกส่วนของรัฐ  ต้นสนเป็นต้นไม้ที่ธรรมดาสามัญ (พบได้ทั่วไป) ที่สุดในรัฐจอร์เจีย)

(a) Found    (ถูกพบ)

(b) Finding them

(c) To find them

(d) They are found

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากขยายประธานของประโยค  (Pines)   ซึ่งถูกกระทำ  คือ  “ถูกพบ”  จึงต้องเป็นกริยาช่องที่  ๓  (Passive voice)    ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                          ตัวอย่างที่ 

                      -   ______________ the test result, Judy doesn’t feel like doing anything right now.

(_________________________ ผลการสอบ  จูดี้ไม่รู้สึกอยากจะทำอะไรเลยในขณะนี้)

(a) She is disappointed with    (เธอผิดหวังกับ)

(b) She is disappointing with    (เธอน่าผิดหวังกับ)

(c) Be disappointed with

(d) Disappointed with    (รู้สึกผิดหวังกับ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้กริยาช่องที่  ๓  ขึ้นต้นวลี  ซึ่งนำหน้าประโยค  เพื่อแสดงว่า  ประธานของประโยค  ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  (Judy)  เป็นผู้  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  ในกรณีประโยคข้างบน  คือ  “จูดี้ถูกทำให้ผิดหวัง  คือ  มีความรู้สึกผิดหวัง”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่  

                         -   ______________________ by the tiger, he ran away.

(________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง  ๓  (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ  (Passive voice)

                             ตัวอย่างที่  

                         - ______________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(____________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking   (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)  หรือเป็นผู้  “ถูกกระทำ”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓   (แสดง “Passive voice)

 

6. Natural resources provide the raw materials __________ to produce finished goods.

(ทรัพยากรธรรมชาติให้วัตถุดิบ (ที่) _________________________ เพื่อใช้ผลิตสินค้าสำเร็จรูป)  (คือ  สินค้าที่ผลิตเสร็จสิ้นแล้ว  พร้อมวางจำหน่าย)

(a) are needed

(b) needed    (ถูกต้องการ, ได้รับความต้องการ)

(c) need

(d) needing

ตอบ   -   ข้อ    (b)  เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “…………. raw materials which (that) are needed to produce finished goods”

 

7. Galaxies and clusters of galaxies are the largest units _________ the structures of the universe.

(กาแลกซี่และกลุ่มกาแลกซี่เป็นหน่วยที่ใหญ่ที่สุด _____________ โครงสร้างของจักรวาล)

(a) among    (ในบรรดา)

(b) and

(c) but

(d) that

 

8. ________________________ charming shops and restaurants, Old Town is the most picturesque section of Albuquerque.

(__________________ ร้านและภัตตาคารที่มีเสน่ห์ _________________ (ทำให้) ย่าน “โอลด์ทาวน์”  เป็นส่วนที่สวยงาม-น่าดูที่สุดในเมืองอัลบูเคอร์เค  -  รัฐเทกซัส)

(a) With its    (ด้วย  (ร้านและภัตตาคารที่มีเสน่ห์)  ของมัน)

(b) Its

(c) Because its

(d) For its

ตอบ   -   ข้อ   (a)  หรืออาจตอบ  ข้อ  (c)  แต่ต้องแก้เป็น  “Because of its”  ก็ได้

 

9. He went to his home town by car ____________ the fact that the road was very bad.

(เขาเดินทางไปบ้านเกิดโดยรถยนต์ __________ ข้อเท็จจริงที่ว่า  ถนนอยู่ในสภาพที่แย่อย่างมาก)

(a) in spite of    (ทั้งๆ, ทั้งๆ ที่)

(b) although    (ถึงแม้ว่า)

(c) unless    (ถ้า....................ไม่)

(d) because    (เพราะว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “In spite of” +  “คำนาม หรือวลี”  หรือ  + “the fact that”  แล้วตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  ดูเพิ่มเติม  “In spite of” (= Despite = Notwithstanding)  จากประโยคข้างล่าง

                      -   He hasn’t been able to get a good job in spite of (= despite =notwithstanding) his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้  ทั้งๆที่มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆ มีการศึกษาแพง  หรือ เสียค่าเรียนราคาแพง)

                      -   In spite of (= Notwithstanding= Despite) the bad storm, John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)  (ทอมเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์)

                       -   In spite of (= Notwithstanding = Despite) all their differences, Mary and Ann remain friends.

(ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

                       -   They went out in spite of (= notwithstanding = despite) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆ ที่ฝนตกหนัก)

                       -    Mary graduated in spite of the fact that she had a very poor health.

(แมรี่จบการศึกษา   ทั้งๆ ข้อเท็จจริงที่ว่า  เธอมีสุขภาพที่แย่มาก)        

                       -   She married him in spite of the fact that she did not love him.

(เธอแต่งงานกับเขา  ทั้งๆ ข้อเท็จจริงที่ว่า  เธอมิได้รักเขา)

 

10. The man who was arrested by the police had nothing _______________.

(ชายที่ถูกจับกุมโดยตำรวจ  ไม่มีอะไรที่จะ __________________________ )

(a) for saying

(b) to say    (พูด)

(c) to be said

(d) said

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + Has (Have) + nothing (something) + To + Verb 1” {ประธานฯ  + ไม่มีอะไร (มีบางสิ่ง)  + ที่จะ..............ทำ (พูด, บอก, เล่า, เสนอ  ฯลฯ)}  เช่น

                   -   The manager had something to say to his staff.

(ผู้จัดการมีอะไรที่จะบอกลูกน้องของเขา)

                  -   I have so many things to do this weekend.

(ผมมีอะไรต้องทำเยอะแยะปลายสัปดาห์นี้)

                  -   She has a lot to tell you.

(เธอมีอะไรมากมายที่จะเล่าให้คุณฟัง)

                  -   We have nothing to give you except this ring.

(เราไม่มีอะไรจะให้คุณ  นอกจากแหวนวงนี้)

                   -   They even had no money to buy food.

(พวกเขาไม่มีแม้กระทั่งเงินจะซื้ออาหาร)

                   -   He has no time to waste if he wants to succeed.

(เขาไม่มีเวลาจะใช้อย่างเปล่าประโยชน์  ถ้าเขาต้องการประสบความสำเร็จ)

 

11. ______________ is my favourite sport.  I often fish for hours whenever I’m free.

(______________________________  คือกีฬาที่โปรดปรานของผม   ผมไปตกปลาบ่อยๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมง  เมื่อใดก็ตามที่ผมว่าง)

(a) The fish    (ปลา)

(b) The fishing

(c) Fishing    (การตกปลา)

(d) Fishery    (การทำประมง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Fishing”  (การตกปลา)  ไม่ต้องมี  “A, An, The” นำหน้า

 

12. Not ________________________ furniture is sold in that shop.

(เฟอร์นิเจอร์ไม่ ____________________________ ถูกขายออกไปในร้านนั้น)

(a) many    (มากมาย)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(b) much    (มากมาย)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(c) a lot

(d) every kind    (ทุกชนิด)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Furniture”  เป็นนามนับไม่ได้  ต้องใช้กับ  “Much”  หรืออาจใช้กับ  “A lot of  =  Lots of”  (มากมาย)  หรือ  “Every kind of” (ทุกชนิด)  ก็ได้   สำหรับคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  อื่นๆ  ได้แก่   Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร), Paper  (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน), Scenery  (ทิวทัศน์), Damage  (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic  (การจราจร, ยวดยาน), Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้), Progress  (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ), News, Fruit, Behavior  (พฤติกรรม)   เป็นต้น  

 

13. I went out shopping with my friend __________________ buying anything.

(ผมออกไปซื้อของกับเพื่อน  _____________________ ซื้ออะไรเลย  -  หรือสิ่งใดเลย)

(a) having no intention    (ไม่มีเจตนา)

(b) had the intention of    (มีเจตนาที่จะ)

(c) with no intention of    (ด้วยความตั้งใจ (เจตนา) จะไม่)

(d) did not intend    (มิได้ตั้งใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  (ต้องจำโครงสร้างนี้)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                   -  She had no intention of spending the rest of her life working as a waitress.

(เธอไม่มีเจตนาที่จะใช้ (เวลา) ส่วนที่เหลือของชีวิต  ทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟ)

 

14. The cost of living in the provinces is not quite ___________ high as in the capital. 

(ค่าครองชีพในต่างจังหวัดไม่สูง ______________________ เท่ากับในเมืองหลวง)

(a) very

(b) so    (มาก)

(c) so much

(d) so as

ตอบ   -   ข้อ  (b)  (อาจใช้   “As”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบแบบปฏิเสธ)  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่  

                        -   I don’t want to be _____________________ you are.

(ผมไม่ต้องการที่จะ ________________________________ คุณอ้วน)

(a) fat as

(b) so fat that

(c) quite fat as

(d) so fat as    (อ้วนเหมือนกับที่, อ้วนเท่ากับที่)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   อาจใช้   “as fat as”   ก็ได้

                            ตัวอย่างที่  

                         -   I want to be ________________________ you are.

(ผมต้องการ ____________________________________ ที่คุณสูง)

(a) quite so tall as

(b) so tall that

(c) so tall as    (ใช้ไม่ได้  เพราะประโยคข้างบนเป็นบอกเล่า)

(d) as tall as    (สูงเท่ากับ, สูงเท่ากัน)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “As…………..as” (........เหมือนกันกับ, ...........เท่ากันกับ)  ใช้ได้ทั้งในประโยคบอกเล่าและปฏิเสธ  ส่วน  “So…………as”  (................... เหมือนกันกับ, .................. เท่ากันกับ)   ใช้ในประโยคปฏิเสธพียงอย่างเดียว  (ห้ามใช้ในประโยคบอกเล่า)   เช่น

                    - He is as clever as his brother.

(เขาฉลาดเท่าๆกับพี่ชาย)  (บอกเล่า)  (ต้องใช้ “as…………as” อย่างเดียวเท่านั้น)

                    - She is not as beautiful as her sister.

(เธอไม่สวยเท่ากับน้องสาว)  (ปฏิเสธ)  (อาจใช้ “so………..as” ก็ได้)

                   - Jim was not as (so) hard-working as his colleagues.

(จิมไม่ขยันเท่าๆ กับเพื่อนร่วมงาน)  (ปฏิเสธ)  (ใช้ “as……………..as” หรือ “so……………....as”  ก็ได้  ทั้ง  ๒  แบบ)

***** (ห้ามใช้) We are so diligent as our neighbors. (บอกเล่า)

(เราเพียรพยายามเท่าๆกับเพื่อนบ้านของเรา)  (ใช้ “so…………..as”  ไม่ได้  เนื่องจากเป็นประโยคบอกเล่า)  ต้องใช้   “We are as diligent as our neighbors.” 

หรือ   ******   (ต้องใช้) They are as economical as we are. (บอกเล่า)

 (พวกเขาประหยัดเท่าๆกับพวกเรา)  (ต้องใช้ “as…………..as”  เพียงอย่างเดียว เนื่องจากเป็นประโยคบอกเล่า)

 

15. While traveling through the Rocky Mountains, _________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  _____________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers    (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply    (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes    (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes    (นักเดินทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ) ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี  “While traveling”  หรือ  “Traveling” (Present participle) ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น  ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling”  (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ (a) และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ  (c)  ผิดความหมาย  เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”  ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                        ตัวอย่างที่  

                       -   _________________________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(_________________________________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering    (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค (Peter) เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  กล่าวคือ   เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย   “Verb + ing”  (Present participle)   ดังตัวอย่าง  เช่น

                     - Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

                      - Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

                     - Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา “มอง”)

                     -  Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา

“หวัง”)

                                  สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

                   -   Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

                  -  Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

                   -  The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

                   -  The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

                  -  The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

                   -  The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

                   -  The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

                   -  The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                    สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่    (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่  

                        -   _______________________ by the tiger, he ran away.

(____________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง ๓  (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                            ตัวอย่างที่  

                         -  ____________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_______________ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking   (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Snails”ซึ่งถูกปรุงในไวน์(Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓  (แสดง “Passive voice)

                           ตัวอย่างที่  

                       -  _____________ by this sad example, I shall try to do better in the future.

(_________________ โดยตัวอย่างที่น่าเศร้าอันนี้  ผมจะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต)

(a) Having warned

(b) Warned    (ถูกเตือน)

(c) Warning

(d) To be warned

ตอบ   –   ข้อ   (b)    เนื่องจากประธานประโยค คือ  “I”  เป็นผู้  “ถูกเตือน” โดยตัวอย่างที่น่าเศร้า  จึงต้องใช้กริยาช่องที่  ๓ (Past participle)  ซึ่งแสดงการ   “ถูกกระทำ” (Passive voice)  นำหน้าประโยค  มีความมุ่งหมายจะแสดงว่า  ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (I)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา   คือ  “ถูกเตือน”   (สำหรับข้อ A   ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Having been warned”– ได้ถูกเตือนแล้ว)   ดูเพิ่มเติมประโยคอื่นๆ ในลักษณะเดียวกัน  เช่น

                  -   Loved throughout the Western world, ballet is a theatrical art that tells a story through dance accompanied by music.

 (ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่าเรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

(คำอธิบาย)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ “Ballet”  เป็นสิ่งที่ “ถูกรัก”  (ถูกกระทำ)  กริยา “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓  (Past participle)  สำหรับวลี  “Loved throughout the Western world”  เป็นข้อความที่ขยายประธาน(Ballet)  โดยทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆในแบบเดียวกัน  (Passive voice)  ได้แก่

                -   Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง)  (แจ๊คถูกลงโทษ)

                -   Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย)  (สุนัขถูกกัด)

                  -   Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร)  (เขาถูกฆ่าตาย)

                  -  Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประ เทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

 

16. Many of these costumes for the play are torn ________________.

(เครื่องแต่งกายสำหรับละครเหล่านี้จำนวนมากฉีกขาด  ___________________)

(a) and mending is required for them

(b) but need mending    (แต่จำเป็นต้องถูกซ่อมแซม  หรือได้รับการซ่อมแซม)

(c) and need to be mended    (จำเป็นต้องถูกซ่อมแซม  หรือ ได้รับการซ่อมแซม)

(d) but require to be mended

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Need”  (จำเป็น)  สามารถตามด้วยโครงสร้าง   ๒  แบบ คือ   “Need + Verb + ing”  และ  “Need + To be + Verb 3”   โดยมีความหมายเหมือนกัน   สำหรับประโยคข้างบน   อาจตอบข้อ  (b)  ก็ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “and need mending”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ 

                    -   That little child will need ______________________.

(เด็กเล็กๆคนนั้นจำเป็นต้องได้รับ______________________________ )

(a) looking after    (การดูแล, การเอาใจใส่)

(b) to look after

(c) being looked after

(d) to be looking after

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “Need”  (จำเป็น)  สามารถตามด้วยโครงสร้าง ๒ แบบ  โดยมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “Need + Verb + ing” (Need + Looking after)  และ “Need + To Be + Verb 3” (Need + To Be + Looked after)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                -   These clothes need washing.

(= These clothes need to be washed.)

(เสื้อผ้าเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการซักล้าง)

                -   The room needs cleaning.

(= The room needs to be cleaned.)

(ห้องจำเป็นต้องได้รับการทำความสะอาด)

                -   His car needs repairing soon.

(= His car needs to be repaired soon.)

(รถยนต์ของเขาจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมโดยเร็ว)

 

17. On enough logical reasons, the fewer seeds, ______________________.

(ตามเหตุผลที่เป็นไปตามหลักตรรกะอย่างเพียงพอ  ยิ่งเมล็ดน้อย  ______________)

(a) the less plants grow

(b) the fewer plants    (ก็ยิ่งต้นไม้ (หรือพืช) น้อย)  (ความหมาย คือ  ยิ่งหว่านเมล็ดลงไปน้อย  ก็ยิ่งได้ต้นไม้น้อย)

(c) the less plants

(d) the plants the fewer

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Fewer”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Few”  ต้องใช้กับคำนามนับได้ พหูพจน์  ส่วน  “Less”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  ในประโยคข้างบน  “Seeds”  และ  “Plants”   เป็นนามนับได้ พหูพจน์  จึงต้องตัด  ข้อ   (a)  และ  (c)   ทิ้งไป  สำหรับการเรียงโครงสร้าง  “ยิ่ง.......................ก็ยิ่ง.................”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                          ตัวอย่างที่  

                      -  The longer you stay here, _____________________.

(ยิ่งคุณพักอยู่ที่นี่นานยิ่งขึ้น  __________________________________)

(a) it will be better

(b) it will be the better

(c) the better will it be

(d) the better it will be    (มันก็ยิ่งดีมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb”  หรือ  แบบย่อๆ  เช่น

               -   The sooner, the better.   (ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี)

               -   The more, the merrier.   (ยิ่ง (คน) มาก  ก็ยิ่งสนุก)

               -   The slower, the safer.   (ยิ่งช้า  ก็ยิ่งปลอดภัย)

               -   The longer, the higher price.   (ยิ่งนานไป  ก็ยิ่งราคาสูงขึ้น)

                              ตัวอย่างที่  ๒

                           -   The older he grows, ____________________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ __________________________________ )

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher    (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish    (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                            ตัวอย่างที่ ๓      (จงเลือกข้อที่ผิดไวยากรณ์จากข้อ  ๑ – ๔)

                        -  Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.  

(บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น  “Worse”  (มาจาก  “bad,  worse,  worst” – แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)   เนื่องจากมาจากรูป   “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง................”  โดยมีโครงสร้าง  คือ (The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า) + Subject + Verb)  เช่น

                 -  The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)

                -  The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

                -  The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

                 -  The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

                 -  The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

                  -  The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

                  -  The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

                  -  The more money we gave them, the more (money) they wanted from us. 

(ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

                  -  The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

                 -  The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

 

18. The explosion was terrific _______________ the house shook violently.

(การระเบิดน่ากลัว-สยองขวัญ  ___________________ บ้านสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง)

(a) and    (และ)

(b) but    (แต่)

(c)  nonetheless   (อย่างไรก็ตาม)

(d) where

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการบอกข้อมูลเพิ่มเติม   จึงเชื่อมด้วย  “And

 

19. ____________________________ people were at Hua-Hin this year.

(ผู้คน (จำนวน) ___________ ไป (เที่ยว) หัวหิน  ในปีนี้)  (เปรียบเทียบกับเมื่อปีที่แล้ว)

(a) Less    (น้อยลง, น้อยกว่า)  (ใช้กับนามนับไม่ได้ เช่น  “Information, Advice, Furniture, Equipment”)

(b) Fewer    (น้อยลง, น้อยกว่า)  (ใช้กับนามนับได้ พหูพจน์  เช่น  “Cars, Books, Houses, People, Children, Women, Participants” )

(c) Much    (มาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(d) Little    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

 

20. ________________________ unemployment, many are leaving the town.

(__________________ การว่างงาน  ผู้คนจำนวนมากกำลังทิ้ง (อพยพออกจาก) เมืองไป)

(a) Due   (Due to  =  เนื่องมาจาก)   (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(b) Because    (เพราะว่า)  (ต้องตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”)

(c) By

(d) Owing to    (เนื่องมาจาก)  (เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ วลี)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   ดูตัวอย่างการใช้   “Owing to, Due to, Because of, On account of”  (เนื่องมาจาก)  ในประโยคข้างล่าง

                   -  Because of (= On account of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

                  -  Because of (= On account of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

                   -  He could not go to university because of (=owing to = on account of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

 

21. I wish I ______________________________ as he does.

(ผมปรารถนา (ว่า) ผม ________________________ เหมือนที่เขาเล่น)

(a) can play

(b) play

(c) could play    (สามารถเล่น)

(d) will play

ตอบ    -   ข้อ  (c)  เนื่องจากอนุประโยค  (Subordinate clause)  ที่ตามหลัง  “Wish”  จะอยู่ในรูป  “Past subjunctive”  คือต้องอยู่ในรูป    “Past simple, Past perfect tense”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่  

                      -   Smith said, “I don’t speak English.”  His friend said, “I wish you _____________.”

(สมิธพูดว่า  “ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ”   (และ)  เพื่อนของเขาพูดว่า  “ผมปรารถนาว่า  คุณ  ____________)

(a) speak

(b) do

(c) did    (พูด)  (“Did”  แทน  “Speak”)  (ต้องอยู่ในรูป  “Past tense” เนื่องจากเป็น  “Past subjunctive”  คือเป็นกริยาใน “Clause” ที่ตามหลัง  “Wish”)

(d) can

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                         ตัวอย่างที่   

                     -   When I said that I wished I _______________________ Italian, she told me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม__________________________ ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  (Past subjunctive)   จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”  (ในข้อนี้  เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต  แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เรียน)

                           ตัวอย่างที่  

                        -   I wish I ________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน ____________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ มิได้พบกับเธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)  จึงต้องใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”  ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น 

                      -   He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง คือ ไม่ได้รับ)

                              ตัวอย่างที่  ๔

                           -   I wish you ____________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ ______________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been    (อยู่)

(d) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว) (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)  

                          ตัวอย่างที่  

                        -   I wish I __________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม ____________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)แต่ในความเป็นจริงคือ    “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน”

                             ตัวอย่างที่  

                          -   I wish today _______________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were    (เป็น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)จะต้องใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Verb”  แต่   That”  มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”  โดยมีหลัก  คือ

·                                ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้  “Verb  เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be”  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

               -   I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้  -  แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้มา)

               -   She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

               -   I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

               -   He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี  –  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

               -   I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  –  แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

               -   They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้  –  แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

                                  ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Past perfect” (Had + Verb 3)   เช่น

               -   I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

               -   She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

               -   He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

               -   I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

                                     ถ้า  Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น“Would”  “Should”  “Could”  “Might”  ความหมาย คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา    หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากเช่น

               -   I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

               -   She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                -   They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า–แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                   อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Wish”   แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครงสร้าง  “Wish + To + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริง  หรือไม่เป็นจริงก็ได้   เช่น

                    -  They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

                   -  She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

                   -  He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

                   -  They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                               สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ   “Wish + กรรม + Noun”  มีความหมาย  คือ   “ขออวยพรให้”   เช่น

                    -  She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

                    -  He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

                    -  I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

22. Let us _____________________________ for a moment.

(พวกเราจง ________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                        ตัวอย่างที่  

                       -   I _____________________ about his ability to do the work.

(ผม ________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่   “I have (a) doubt about………”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ......) และ  “I wonder about…………” (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ..........)  สำหรับกริยาตัวอื่นๆ  ที่ใช้แบบเดียวกับ   “Feel”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่  ๒

                        -   Everything looks _______________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ _________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า   “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์ (Adverb)

                               ตัวอย่างที่  

                            -   One who does good feels _____________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก ____________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)   มิใช่  “Adverb”  เช่น  Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                              ตัวอย่างที่  

                           -   The air in that spot smells ___________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _______________________________ )

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   นื่องจาก   “Smell + Adjective”

                           ตัวอย่างที่ ๕    {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

                      (1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพนกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ  ๔  แก้เป็น   “awkward”  เนื่องจาก   “Seem + Adjective

                           ตัวอย่างที่  

                        -   I saw the coach on the field after the game, and he seemed ______________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _______________ )

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry   (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า   “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”   คือช่วยเชื่อมระหว่าง  ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                   -  She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

                  -  He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

                  -  The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

                  -  They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป   -    คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่  Be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  Become,  Seem  (ดูเหมือนว่า),  Appear  (มีลักษณะท่าทาง),  Feel  (รู้สึก),  Get,  Grow,  Keep,  Look  (มีท่าทาง),  Smell  (มีกลิ่น), Sound,  Taste  (มีรสชาติ)Turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ  เช่น

                  -  Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)

                  -   Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)

                  -  Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)

                  -   He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)

                  -   The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)

                  -   She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)

                  -   He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)

                  -  The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)

                  -   She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้