หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 224)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The solutions to our economic problems must be not only efficacious but also cost-effective and politically _________________________.

(วิธีแก้ปัญหาเศรษฐกิจของเราจะต้องไม่เพียงแต่ชะงัด-ได้ผลเท่านั้น  แต่ยังต้องประหยัดเงินได้มาก (หรือทำเงินได้มาก)  และ ___________________________ ในทางการเมือง)

(a) simple    (ง่ายๆ, ไม่ยุ่งยาก, ไม่สลับซับซ้อน, เข้าใจง่าย, ชัดแจ้ง, มีองค์ประกอบเดียว)

(b) incredible    (ไม่น่าเชื่อ, เหลือเชื่อ)

(c) feasible    (สามารถทำได้)

(d) military    (ทางทหาร, เกี่ยวกับทหาร)

 

2. Cavities are caused by bacteria in the saliva.  Once these bacteria adhere to the teeth, they _______________________ sugar into an acid that dissolves tooth enamel.

(โพรง (ในฟัน) มีสาเหตุมาจากแบคทีเรียในน้ำลาย (ทั้งนี้) เมื่อแบคทีเรียเหล่านี้เกาะติดกับฟัน  มัน (จะ)  _________________ น้ำตาลให้กลายเป็นกรดซึ่งละลายเยื่อเคลือบฟัน)  (ทำให้ฟันเป็นรู)

(a) formulate    (คิดวิธีหรือระบบ, กำหนดสูตร, คิดสูตร, ใช้สูตรแสดง)

(b) distinguish    (เห็นความแตกต่าง, เป็นเครื่องบอกความแตกต่าง, แยก)

(c) transform    (เปลี่ยนแปลง, แปลงสภาพ, เปลี่ยนสภาพ, เปลี่ยนรูป, แปรรูป,      แปลงตัว)

(d) detect    (พบ, ค้นพบ, ค้นหา, สืบหา, จับ)

 

3. A UNESCO working group reported that the effects of acid rain on environments are extremely ______________________.

(คณะทำงานของยูเนสโกรายงานว่า  ผลกระทบของฝนกรดที่มีต่อสภาพแวดล้อม _______________ อย่างยิ่ง)

(a) hopeless    (สิ้นหวัง)

(b) bilingual    (สามารถพูดได้  ๒  ภาษา, พูดหรือเขียนเป็น  ๒  ภาษา)

(c) advantageous    (เป็นประโยชน์, ได้เปรียบ)

(d) disastrous    (ทำให้เกิดความหายนะ, ทำให้เกิดภัยพิบัติ, ทำให้เกิดความล่มจม)

 

4. Jim was very disappointed because his girlfriend _________________ his marriage proposal.

(จิมผิดหวังมากเพราะว่าแฟนของเขา ________________________ คำขอแต่งงานของเขา)

(a) turned up    (เพิ่มเสียง (วิทยุ, ทีวี) ให้ดังขึ้น)

(b) turned down    (ปฏิเสธ, หรี่เสียง (วิทยุ, ทีวี) ให้เบาลง)

(c) turned on    (เปิดไฟ, เปิดสวิทช์)  

(d) turned off    (ปิดไฟ, ปิดสวิทช์)

 

5. English is _______________________ for all Singaporean universities’ students; every student has to take English.

(ภาษาอังกฤษ _____________________________ สำหรับนักเรียนมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์ทุกคน  (โดย) นักเรียนทุกคนต้องเรียนภาษาอังกฤษ)

(a) compulsory    (เป็นวิชาบังคับ, เป็นเชิงบังคับ, ซึ่งต้องกระทำ, เป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำ)

(b) complementary    (ซึ่งทำให้สมบูรณ์, ซึ่งเป็นองค์ประกอบ)

(c) commentary    (ซึ่งให้ข้อคิดเห็น, ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์)

(d) compensatory    (ซึ่งชดเชย, ซึ่งทดแทน, ซึ่งเยียวยา)

 

6. The ladies in the beautiful Indian ____________________ over there are from Sri Lanka.

(สุภาพสตรีใน _________________ ของอินเดียที่สวยงามที่ (อยู่) ตรงนั้น  มาจากศรีลังกา)

(a) customs    (ขนบธรรมเนียมประเพณี, ภาษีศุลกากร)

(b) fragrance    (ความหอม)

(c) costumes    (เสื้อผ้า, เครื่องแต่งกาย)

(d) fantasy    (เรื่องเพ้อฝัน, การจินตนาการ, การนึกฝัน, ความคิดฟุ้งซ่าน, ผลิตผลของจินตนาการ)

 

7. My friend has to _________________________ medicine every hour.

(เพื่อนของผมจำเป็นต้อง ______________________________ ยาทุกๆ ชั่วโมง)

(a) eat

(b) drink

(c) take    (กิน)

(d) have

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Take medicine”  =   “กินยา

 

8. Football is a game which boys like _________________________.

(ฟุตบอลเป็นเกมซึ่งเด็กผู้ชายชอบ _______________________________ )

(a) to play it too much

(b) to play very much    (เล่นอย่างมาก)

(c) to play it very much

(d) playing it very much

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หลังกริยา  “Like”   อาจตามด้วย  “Playing” (Gerund) คือ “Like playing very much”  หรือ   “To play”  (Infinitive with to)  ก็ได้  แต่หลัง “Play”  ไม่ต้องมี  “It”  (แทน A game)  เนื่องจากมี  “Which”  ซึ่งแทน  “A game”  อยู่แล้ว

 

9. If you want to meet ___________________ English people, you might like to go to a holiday camp.

(ถ้าคุณต้องการพบปะคนอังกฤษ ___________ คุณอาจจะอยากไปค่ายพักแรมสำหรับวันหยุด)

(a) a lot

(b) lot of

(c) lots of    (จำนวนมาก)

(d) a lots of

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “A lot of = Lots of”  (มากมาย)  สามารใช้กับทั้งนามนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  และนามนับได้ พหูพจน์   เช่น

                 -   There is a lot of (= lots of) furniture (food) in the room.

(มีเฟอร์นิเจอร์  (อาหาร)  มากมายในห้อง)

                 -   There are a lot of (= lots of) books (ants)on the table.

(มีหนังสือ (มด) มากมายบนโต๊ะ)

 

10. That glass of wine has _________________________ me a world of good.

(ไวน์แก้วนั้นได้ ___________________________ ผมสบายใจ-มีความสุข-ปลอดโปร่ง)

(a) caused

(b) made

(c) given

(d) done    (ทำให้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Do someone good”  หรือ  “Do someone a world of good”  =   “ทำให้...........มีความสุข,  ทำให้.............พอใจ,  ทำให้................ยินดี

 

11. It’s a job I don’t like to do, but I will do it as ____________________ I can.

(มันเป็นงานซึ่งผมไม่อยากจะทำ  แต่ผมจะทำมันให้ ______________ เท่าที่ผมจะสามารถทำได้)

(a) good

(b) well

(c)  better

(d) best    (ดีที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  หรือตอบข้อ (b) แต่ต้องแก้เป็น “as well as I can”  =  “ดีเท่าที่จะสามารถทำได้”  (ต้องใช้ “Well” เพราะเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยาย  “Do)

 

12. Jim: Extension 8810, please.

(จิม : กรุณาต่อเบอร์  ๘๘๑๐  ด้วยครับ)

Operator: _____________________________.

(โอเปอร์เรเตอร์ : _____________________________  )

(a) Sure, if you don’t mind    (แน่นอน (ได้สิ)  ถ้าคุณไม่รังเกียจ)

(b) You’ve got the wrong number    (คุณโทรฯ เบอร์ผิดค่ะ)

(c) Hang on a moment, sir    (ถือสายรอสักครู่นะคะ)

(d) Here you are.    (เอ้านี่ไง)  (แล้วก็ยื่นของส่งให้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

 

13. A: Do you think we can lessen the heat from the sun?

(A: คุณคิดว่าเราสามารถลดความร้อนจากดวงอาทิตย์ได้ไหม)

      B: ______________________ if people stop deforestation and help grow more trees.

(B: __________________________ ถ้าผู้คนหยุดการทำลายป่า  และช่วยปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้น)

(a) Absolutely not    (ไม่ได้อย่างแน่นอน)

(b) I doubt it    (ผมสงสัยมันนะ)

(c) Definitely    {(ได้) อย่างแน่นอน, อย่างเด็ดขาด)}

(d) By no means   (ไม่เลย ไม่มีทาง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

 

14. ____________ near a fire and ___________ a spoonful of brandy, the poor animal revived.

(_____________________ ใกล้กับกองไฟ  และ_________________ (ด้วย)บรั่นดี ๑ ช้อนเต็มๆ  สัตว์ที่น่าสงสารตัวนั้นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอีก)  (กลับฟื้นคืนสภาพเดิม)

(a) Warm _______________ feed

(b) Warming ________________ feeding

(c) Warmed ______________ feeding

(d) Warmed ______________fed   (ถูกทำให้อบอุ่น _____________ ถูกป้อน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากประธานของประโยค  (The poor animal)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา   (ถูกทำให้อบอุ่น)  (Warm,  Warmed,  Warmed   =  ทำให้อบอุ่น)  และ   (ถูกป้อน)  (Feed  Fed  Fed  =  ป้อน, ให้อาหาร)  จึงต้องใช้กริยาช่องที่  ๓  (Past participle)  ทั้ง  ๒  ตัว  เพื่อแสดง  “Passive voice”  กล่าวคือ  ในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธานข้างในประโยค)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่ ๓  (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่  

                         -   _________________________ by the tiger, he ran away.

(______________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen   (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง  ๓  (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                               ตัวอย่างที่  

                           -  ____________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(____________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ  -  ข้อ   (c)  เนื่องจากประธานของประโยค  คือ   “Snails”  ถูกปรุงในไวน์(Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   กริยา  “Cook”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓   (แสดง “Passive voice)

                              ตัวอย่างที่  

                          -  _____________ by this sad example, I shall try to do better in the future.

(__________________ โดยตัวอย่างที่น่าเศร้าอันนี้  ผมจะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต)

(a) Having warned

(b) Warned    (ถูกเตือน)

(c) Warning

(d) To be warned

ตอบ   –   ข้อ   (b)  เนื่องจากประธานประโยค คือ  “I”  เป็นผู้   “ถูกเตือน”  โดยตัวอย่างที่น่าเศร้า   จึงต้องใช้กริยาช่องที่ ๓  (Past participle)  ซึ่งแสดงการ  “ถูกกระทำ” (Passive voice)  นำหน้าประโยค  โดยมีความมุ่งหมายจะแสดงว่า  ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (I)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา   คือ  “ถูกเตือน”   (สำหรับข้อ A   ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  Having been warned”– ได้ถูกเตือนแล้ว)   ดูเพิ่มเติมประโยคอื่นๆในลักษณะเดียวกัน  เช่น

                 -   Loved throughout the Western world, ballet is a theatrical art that tells a story through dance accompanied by music.

 (ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่าเรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

(คำอธิบาย)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Ballet” เป็นสิ่งที่  “ถูกรัก” (ถูกกระทำ)  กริยา “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓ (Past participle)  สำหรับวลี  “Loved throughout the Western world”  เป็นข้อความที่ขยายประธาน(Ballet)  โดยทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase” สำหรับตัวอย่างอื่นๆในแบบเดียวกัน  (Passive voice)  ได้แก่

               -   Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง)  (แจ๊คถูกลงโทษ)

               -   Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย)  (สุนัขถูกกัด)

               -    Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร)  (เขาถูกฆ่าตาย)

               -   Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประ เทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

 

15. I can’t do exactly ___________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง ________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ) เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้  ดูเพิ่มเติม “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

                          -   Did you hear _____________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ___________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear”

                            ตัวอย่างที่ ๒

                        -   She was unable to tell us ______________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด ___________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “Which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  จึงต้องขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                             ตัวอย่างที่  

                        -   I don’t think I’ll buy this dress; it is not ________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ __________________ ผมต้อง การอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “What I really want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ  “Verb to be (Is) 

                             ตัวอย่างที่  

                         -   Tell me _________________________.

(บอกผมซิว่า ______________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง”  ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย“Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่(โดยไม่ต้องมี  “That” อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)   ทั้งนี้ โครงสร้างของ “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                                ๑.  เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

                  -  What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

                 -  How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

                  -  Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

                  -  Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

                  -  That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

                 -  Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                               ๒. เป็นกรรมของ “Verb”  หรือประโยค   เช่น

                   -  I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

                   -  She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

                    -  They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

                    -  We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

                    -  She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

                    -  The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

                    -  I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition” เช่น

                    -  She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

                     -  They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

                     -  We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

                     -  They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                               ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์)   ของ “Verb to be”  เช่น

                    -  This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

                    -  That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

                    -  Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

                    -  I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

                    -  He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

                     -  They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

                     -  We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                 ๖. ใช้แทนคำนาม (Noun) ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

                      -  The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ    เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”ดังนั้น“that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me” จึงเป็น “Adjective clause” มาขยาย “the fact

                      -  The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

                    -  The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น “Noun clause” จะใช้  “that” (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that” จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้   “that”  หรือ  “which”  ก็ได้   (และแปลว่า “ที่” หรือ  “ซึ่ง”) และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น

                      -    The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book” โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของClause

                    -   The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”ขยาย   “The book”  โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน “me” เป็นกรรมรอง)

 

16. ____________________________ was to take down the flag at five p.m.

(_________________________________ คือ นำธงลง (จากเสา) เวลา  ๕  โมงเย็น)

(a) One of his duty

(b) One of duties

(c) One of his duties    (หน้าที่อย่างหนึ่งของเขา)

(d) One of the duty

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “One of + his (her, my, the) + Noun (Plural) + กริยาเอกพจน์  (is, was)  ตาม  “One” + ส่วนขยาย  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

                            -    He is _________________________ on the project.

(เขาเป็น _______________________________________ ในโครงการ)

(a) one of young artists

(b) one of young artist

(c) one of the young artists    (หนึ่งในบรรดาศิลปินหนุ่ม)

(d) one of the young artist

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “One of the + Noun (plural)”  (หนึ่งในบรรดา.............)   สำหรับในกรณีที่นำมาขึ้นต้นเป็นประธานของประโยค   ต้องใช้กริยาตาม   One”  เช่น

                  -   One of the passengers was killed in the accident.

(ผู้โดยสารคนหนึ่งตายในอุบัติเหตุ)

                 -   One of the cars was stolen from the parking lot.

(รถคันหนึ่งถูกขโมยไปจากลานจอดรถ)

                                   ในกรณีที่อยู่ในประโยค แต่เป็นส่วนของอนุประโยค  ต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับ   “นามพหูพจน์”  เช่น

                   -  Jim is one of the passengers who were killed in the accident.

(จิมเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งที่ตายในอุบัติเหตุ)

                   -  Tom is one of the students who are awarded a scholarship.

(ทอมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับทุนการศึกษา)

                     -  She is one of the girls who have been admitted to the university.

(เธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย)

 

17. One of my English teachers is American, ___________________ is British.

(ครูภาษาอังกฤษคนหนึ่งของผมเป็นชาวอเมริกัน ___________________ เป็นชาวอังกฤษ)

(a) any

(b) other

(c) another    (อีกคนหนึ่ง)

(d) others    (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   “Another”  (อีกหนึ่ง)   ที่ไม่ชี้เฉพาะ + Noun   นับได้เอกพจน์  (ประโยคนี้แสดงว่า  “ผม”  มีครูภาษาอังกฤษหลายคน  คือ ไม่ต่ำกว่า  ๓  คน  ถ้ามีเพียง  ๓  คน  และต้องการจะกล่าวถึงคนที่  ๓  จะต้องใช้  “The other” เนื่องจากหมายถึง  “คนสุดท้ายที่เหลือ”  ในบรรดา  ๓  คน)   ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

                  -  We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก  ๑  สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

                  -  She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก  ๑  ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

                  -  He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก  ๑  คัน)

                                   อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก...................”

                     -  They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

                     -  We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

                      -  The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก  ๒  ปี)

                                นอกจากนั้น  “Another”  มักใช้คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “(ไม่)..............ใดก็...............หนึ่ง”  เช่น

                    -  We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

                    -  Almost everyone has a headache at one time or another.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง)

                                     สำหรับการใช้  “One”  (คนหนึ่ง, ตัวหนึ่ง, สิ่งหนึ่ง)  และ  “The other”  (อีกหนึ่ง  ในจำนวนสอง  หรือที่ชี้เฉพาะ)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่ ๑

                        -  The two really important things in life are a good bed and a fine pair of shoes.  When you’re not in one, you’re in __________________________.  (Norwegian proverb)

(สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง  ๒  อย่างในชีวิต  คือ  เตียงนอนที่ดีๆ ตัวหนึ่ง  และรองเท้าดีๆ คู่หนึ่ง  ทั้งนี้  เมื่อคุณไม่อยู่ในสิ่งหนึ่ง  คุณก็จะอยู่ใน ______________________  (ในบรรดาของ  ๒  สิ่ง คือ เตียง และ รองเท้า)  (สุภาษิตนอร์เว)

(ความหมาย คือ  เตียงนอนดีๆ คือ ที่สำหรับพักผ่อนหลังจากการทำงานหาเลี้ยงชีพ  ส่วนรองเท้า คือ สิ่งที่คนเราจะต้องสวมใส่เวลาออกไปทำงานนอกบ้าน  เพราะฉะนั้น  ของ  ๒  สิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในทัศนะของคนนอร์เว  กล่าวคือ  คนเราถ้าไม่ทำงาน  (โดยใส่รองเท้าออกไปนอกบ้าน)  ก็พักผ่อน  (อยู่บนเตียง)  ชีวิตคน (นอร์เว)  จึงวนเวียนอยู่กับของ  ๒  สิ่งนี้  เพราะคนนอร์เวไม่สนใจกับเรื่องสนุกสนาน  เนื่องจากชีวิตต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บตลอดทั้งปี  เพราะประเทศตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลก)

(a) the other   (อีกสิ่งหนึ่ง)

(b) the others

(c) others

(d) other

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากเราใช้   “The other”  เพื่อชี้เฉพาะ  หรือบอกว่า  “อีกหนึ่งที่เหลือ  จากจำนวน  ๒  สิ่ง  ๒ คน  หรือ  ๒ ตัว”  {เมื่อใช้  “The other”  แบบลอยๆ  ถือเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)   แต่ถ้าใช้ขยายคำนาม  ถือเป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)} ดังประโยคข้างล่าง

                   -  Hold it in your right hand, not the other.  (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ถือมันไว้ในมือขวาของคุณสิ  ไม่ใช่มือซ้าย)  (คนเรามี  ๒  มือ)

                   -  Tim and Tom had told me that they would come to my party, but only Tim came, the other did not.   (ใช้แบบ  “Pronoun”)

(ทิมและทอมบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงของผม  แต่ทิมมาเพียงคนเดียว  อีกคนหนึ่งไม่มา)  (คือทอมไม่มา  -  ทอมคืออีกคนหนึ่งที่เหลือจาก  ๒  คน)

                    -  One half of the world does not know how the other half lives.   (ใช้แบบ  “Adjective”  ขยายคำนาม  “Half”)

{(ผู้คน) ครึ่งหนึ่งของโลกไม่รู้ว่า (ผู้คน) อีกครึ่งหนึ่ง (ของโลก) มีชีวิตอย่างไร} (หมายถึง  คนร่ำรวยในซีกโลกหนึ่ง  ไม่รู้ว่าคนยากจนในอีกซีกโลกหนึ่งมีชีวิตอย่างไร)  (โลกแบ่งออกเป็น  ๒  ซีก คือ ตะวันตกและตะวันออก  ประโยคข้างบนกล่าวถึงซีกโลกที่เหลือ  จากซีกที่ได้กล่าวไปแล้ว)

                                  กล่าวโดยสรุป   “เมื่อทราบว่ามีของ  ๒  สิ่ง  คน  ๒  คน  สัตว์  ๒  ตัว  ใช้  “One”  คู่กับ  “The other”   ดังประโยคข้างล่าง

                    -  There are two boys in this room, one is big and the other is small.

(มีเด็ก  ๒  คนในห้องนี้  คนหนึ่งตัวใหญ่  อีกคนหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  คน) ตัวเล็ก)

                    -  One cooks and the other cleans the house.

(คนหนึ่งปรุงอาหาร  และอีกคนทำความสะอาดบ้าน)  (ในบ้าน มีคนเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

                   -  There are 2 sentences on the page.  One is the answer to the first question and the other is the answer to the second question.

(มี  ๒  ประโยคอยู่ในหน้าหนังสือนั้น  ประโยคหนึ่งเป็นคำตอบของคำถามแรก  และอีกประโยคหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  ประโยค) เป็นคำตอบของคำถามที่  ๒)

                  -  First he stood on one foot, then he stood on the other.

(ในตอนแรก  เขายืนบนขาหนึ่งก่อน  และต่อมา  เขายืนบนขาอีกข้างหนึ่ง)  (คนมี  ๒  ขา)

                  -  The twins look exactly alike, one can’t be distinguished from the other.

(ฝาแฝดคู่นั้นมีท่าทางเหมือนกันเป๊ะ  ไม่สามารถแยกความแตกต่างของคนหนึ่งจากอีกคนหนึ่งได้)  (แฝด  ๒  มีเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

                  -  There are 2 seats left, I don’t want to sit near the door, so I guess I’ll have to take the other one.

(มีที่นั่งเหลืออยู่  ๒  ที่  ผมไม่ต้องการนั่ง (ที่นั่ง) ติดประตู  ดังนั้น  ผมคาดว่าผมจำเป็นต้องนั่งที่นั่งอีกตัวหนึ่ง  -  ที่เหลืออยู่)

                                  อย่างไรก็ตาม  เราใช้  “The other”  กับ  สิ่ง (คน, สัตว์)  ที่เหลือเพียงสิ่งเดียว (เอกพจน์) สุดท้าย   จากของจำนวนมากเท่าใดก็ได้   (ไม่จำเป็นต้องจากของเพียง  ๒  สิ่ง)   เช่น

                  -  Of these books, two are about space travel, how about the other?

(ในบรรดาหนังสือเหล่านี้    ๒ เล่มเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ  แล้วอีกเล่ม  (ที่เหลือเล่มสุดท้าย) เกี่ยวกับอะไร)  (หนังสือมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด  ๓  เล่ม)

                   -  There are 10 cars in the showroom.  Two are black; three are red; four are white and the other is bronze.

(มีรถ  ๑๐  คันในโชว์รูม  ๒  คันมีสีดำ  ๓  คันสีแดง  ๔  คันสีขาว  ส่วนคันที่เหลือสุดท้าย  สีบรอนซ์)  (มีรถทั้งหมด  ๑๐  คัน  บอกสีไปแล้ว  ๙  คัน  คันสุดท้ายสีบรอนซ์)

                                  สำหรับ   “The others”  ใช้บอกจำนวนที่เหลือสุดท้าย   (เป็นพหูพจน์  คือ  ตั้งแต่  ๒  คน  ๒ สิ่ง  หรือ  ๒ ตัว  ขึ้นไป)  จากจำนวนทั้งหมด  ซึ่งอย่างน้อยต้องมีจำนวน  ๓  หรือมากกว่า  (ต้องรู้จำนวนรวมที่แน่นอน  ว่ามีทั้งหมดเท่าใด)   เช่น  

                     -  Here are 4 boxes, but I can carry only 2  -  please bring the others.

(นี่คือกล่อง  ๔  ใบ  แต่ผมแบกได้เพียง  ๒  ใบนะ  คุณกรุณาแบบอีก  ๒  ใบที่เหลือด้วย)

                    -  There are 7 mangoes on the table; you can take 3 and I’ll take the others.

(มีมะม่วง  ๗  ลูกบนโต๊ะ  คุณเอาไป  ๓  ลูกก็ได้  ส่วนผมจะเอาที่เหลือไป)  (คืออีก  ๔  ลูกที่เหลือ)

 

18. He was an eloquent man, ____________________ both German and French.

(เขาเป็นคนพูดคล่อง ___________________________ ทั้งภาษาเยอรมันและฝรั่งเศส)

(a) speaks

(b) spoke

(c) spoken

(d) speaking    (พูด)

ตอบ   -   ข้อ    (d เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (who spoke both German and French)  หรือจากข้อความ  “and spoke both………….

 

19. Free movie tickets will be sent to _____________________ comes first.

(ตั๋วหนังฟรีจะถูกส่งไปยัง ______________________________ มาถึงเป็นคนแรก)

(a) whoever    (ใครก็ตาม)  (ทำหน้าที่เป็นประธานของอนุประโยค)

(b) whomever    (ใครก็ตาม)  (ทำหน้าที่เป็นกรรมของอนุประโยค)

(c) whoseever   (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) however   (อย่างไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากทำหน้าที่เป็นประธานของอนุประโยคประเภท  “Noun clause”  (Whoever comes first)   ซึ่งเป็นกรรมของPreposition “To”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Whoever”  จากประโยคข้างล่าง

                     -  Whoever says so is a liar.

(ใครก็ตามที่พูดเช่นนั้น  เป็นคนโกหก)

                     -  If death occurs at home, whoever discovers the body should contact the family doctor.

(ถ้าการตายเกิดขึ้นที่บ้าน  ใครก็ตามที่พบศพ  ควรติดต่อกับแพทย์ประจำครอบครัว)

                     -  Whoever answered the telephone was a very admirable person.

(ใครก็ตามที่รับโทรศัพท์  เป็นบุคคลที่น่ายกย่องชื่นชมอย่างมาก)

                    -  I will give this book to whoever needs it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

                     -  Whoever they are, they’ve violated the laws and orders.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นใครก็ตาม  พวกเขาได้ฝ่าฝืนกฎหมายและความสงบเรียบร้อย)

 

20. A: “Shall we eat out or do you want me to cook something tonight?”

(เราจะออกไปกินอาหารนอกบ้าน  หรือคุณต้องการให้ผมปรุงอาหารกินกันคืนนี้)

      B: “_________________________.  It’s up to you.

(_________________________________ มันแล้วแต่คุณ)

(a) I’d love to    (ชั้นอยากที่จะ...........)

(b) I really don’t mind    (ชั้นไม่รังเกียจหรอก  จริงๆ เลย)  (หมายถึง แบบไหนก็ได้)

(c) I couldn’t agree less    (ชั้นเห็นด้วยอย่างยิ่งเลย)

(d) Let me sleep on it    (ชั้นขอเวลาไตร่ตรองก่อนนะ)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้