หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 222)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Unlike other students who are afraid of difficult exams, Billy finds them _____________.

(ไม่เหมือนกับนักเรียนคนอื่นๆ ผู้ซึ่งกลัวการสอบที่ยาก  บิลลี่พบว่ามัน (การสอบ)

________________________)

(a) precious    (เพร้ช-เชิส)  (มีค่า, ล้ำค่า, เป็นที่รัก, ทูนหัว)

(b) compulsory    (ซึ่งต้องกระทำ, เป็นเชิงบังคับ, เป็นหน้าที่ที่ต้องกระทำ, ใช้การบังคับ)

(c) challenging    (ท้าทาย)

(d) essential    (จำเป็น, สำคัญยิ่ง, จำเป็นที่สุด, ซึ่งขาดเสียมิได้, เป็นส่วนประกอบพื้นฐาน)

 

2. His many talents promised wealth, but his careless and wasteful ways of living led him into _______________________.

(พรสวรรค์มากมายของเขาเป็นเครื่องบอกถึงความมั่งคั่งร่ำรวย (ในอนาคต)  แต่วิธีการดำเนินชีวิตที่ประมาทและสุรุ่ยสุร่าย-ฟุ่มเฟือย  นำเขาไปสู่ ____________________________ )

(a) prejudice    (เพร็จ-จู-ดิส)  (อคติ, ความรู้สึกไม่ดีที่มีอยู่ก่อน, ความรู้สึกที่ไม่มีเหตุผล)

(b) discovery    (การค้นพบ)

(c) success    (ความสำเร็จ)

(d) poverty    (ความยากจน)

 

3. He has made my stay at his house unforgettable.  I will soon write a letter to thank him for his ________________________.

(เขาได้ทำให้การพักของผมที่บ้านของเขามิอาจจะลืมได้   ผมจะเขียนจดหมายในไม่ช้าเพื่อขอบคุณเขาสำหรับ ____________________________ ของเขา)

(a) performance    {การแสดง (หนัง, ละคร), การปฏิบัติงาน}

(b) hospitality    (ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, ความมีมิตรไมตรีจิต, ความมีใจเมตตากรุณา, ความมีมารยาทของเจ้าบ้าน)

(c) duty    (หน้าที่)

(d) contact    (การติดต่อ, การสัมผัส)

 

4. His application for the job was turned down because he lacked some______________.

(การสมัครงานของเขาได้รับการปฏิเสธ  เพราะว่าเขาขาด ________________ บางประการ)

(a) advantages    (ประโยชน์, ข้อได้เปรียบ)

(b) qualifications    (คุณสมบัติ, คุณวุฒิ, ความเหมาะสม)

(c) characteristics    (คุณลักษณะ, ลักษณะเฉพาะ, ลักษณะพิเศษเฉพาะ)

(d) possibilities    (ความเป็นไปได้)

 

5. Some families live under conditions of extreme crowding and lack_____________.

(บางครอบครัวดำรงชีวิตภายใต้สภาพความแออัดอย่างยิ่ง  และขาด ______________ )

(a) vacancy    (ตำแหน่งที่ว่าง, ห้องว่าง)

(b) privacy    (ความเป็นส่วนตัว)

(c) tension    (ความตึงเครียด)

(d) compensation    (การชดเชย, การเยียวยา, เงินชดเชย)

 

6. When using welding equipment, workers must use the special glasses provided to _________________________ their eyes from the sparks.

(เมื่อใช้อุปกรณ์การเชื่อม (โลหะ)  คนงานจะต้องใช้แว่นตาพิเศษที่ (ถูก) จัดหาให้เพื่อ ________________________________ ดวงตาของพวกเขาจากประกายไฟ)

(a) prevent    (ป้องกัน, ขัดขวาง)

(b) protect    (คุ้มครอง, ปกป้อง)

(c) patrol    (ตรวจตราดูแล, ตระเวน)

(d) patent    (ได้รับสิทธิบัตร)

ตอบ   -   ข้อ    (b)  หรืออาจใช้  “………….provided to prevent the sparks from contacting their eyes”  (................ (ถูก) จัดหาให้เพื่อป้องกันประกายไฟจากการสัมผัสกับดวงตาของพวกเขา)  ดูเพิ่มเติมความแตกต่างระหว่าง  “Prevent”  (ป้องกัน, ขัดขวาง)  และ   “Protect”  (คุ้มครอง, ปกป้อง)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                   -    The rain prevented me from going out.

(ฝนขัดขวางผมมิให้ออกไปข้างนอก)

                   -    Poor education prevents them from getting good jobs.

(การศึกษาที่ไม่มีคุณภาพ  ขัดขวางพวกเขามิให้ได้งานดีๆ)

                   -    An anti-knock helmet protects drivers from a car accident.

(หมวกกันน็อกคุ้มครองผู้ขับรถจากอุบัติเหตุทางรถยนต์)

                  -    Heavy rain prevented drivers from seeing other cars clearly.

(ฝนตกหนักขัดขวางผู้ขับรถ  มิให้มองเห็นรถคันอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน)

                  -    All soldiers are proud to protect their countries.

(ทหารทุกคนภูมิใจที่ได้ปกป้องคุ้มครองประเทศของตน)

                  -    All soldiers are proud to prevent the enemy from invading their countries.

(ทหารทุกคนภูมิใจที่ได้ขัดขวาง (ป้องกัน) ศัตรูมิให้รุกรานประเทศของตน)

                  -    The medicine protects people from diseases.

(ยานี้คุ้มครองผู้คนจากโรค)

                  -    The medicine prevents diseases from spreading to people.

(ยานี้ขัดขวาง (ป้องกัน) โรคมิให้แพร่กระจายไปสู่ผู้คน)

 

7. We must _____________________________ people’s feeling.

(เราต้อง __________________________________ ความรู้สึกของผู้คน)

(a) to avoid to hurt

(b) avoid to hurt

(c) avoid hurting    (หลีกเลี่ยงการทำร้าย)

(d) avoiding hurting.

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Must” + Verb 1  ส่วน  “Avoid” + “Gerund” (Verb + ing)

 

8. You’ll find cold drinks there whenever you feel ____________.

(คุณจะได้พบกับเครื่องดื่มเย็นๆ ที่นั่น  เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึก ____________ )

(a) thirst    (ความกระหายน้ำ, ความอยาก-ต้องการมาก, ความปรารถนาอย่างแรงกล้า)  (เป็นคำนาม)

(b) thirsty    (กระหายน้ำ, อยากมาก, ปรารถนาอย่างแรงกล้า)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) thirstily    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) thirstiness     (ความกระหายน้ำ, ความอยาก-ต้องการมาก, ความปรารถนาอย่างแรงกล้า)  (เป็นคำนาม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Feel” (รู้สึก)  +  “Adjective”  ดูคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Feel”  จากประโยคข้างล่าง   และดูความแตกต่างการใช้  “Look”  (จ้องมอง)   และ   “Look”  (มีลักษณะ, มีอาการ, มีท่าทาง)  ในตัวอย่างที่ 

                          ตัวอย่างที่  ๑

                      -   Linda looked ________________________ at her husband.

(ลินดาจ้องมองสามีของเธอ ________________________________ )

(a) anger    (ความโกรธ)  (เป็นคำนาม)

(b) angry    (โกรธ)  (เป็นคำคุณศัพท์)   

(c) angrily   (อย่างโกรธเคือง)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) anxious    (วิตกกังวล)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากขยายคำกริยา  (Looked)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  Look at  หมายถึง  “จ้องมอง”   อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Look” (ไม่มี  “At” )  ในความหมาย  “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  (คือ  Look  เป็น  Linking verb)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  เช่น

                - She looked angry this morning.

(เธอมีท่าทางโกรธเมื่อเช้านี้)

              - He looked sad after his wife’s death.

(เขามีอาการเศร้า  หลังจากภรรยาตาย)

              - The girls look very nice in those dresses.

(เด็กผู้หญิงพวกนั้นดู (มีท่าทาง) ดีมาก (สวยมาก) ในชุดที่สวมอยู่)

                                  สำหรับคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Look” (Linking verb)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่  

                       -   Let us __________________________ for a moment.

(พวกเราจง ________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ  (d) เนื่องจาก   “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                          ตัวอย่างที่  

                         -  I _________________________ about his ability to do the work.

(ผม _____________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful     (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่   “I have (a) doubt about………”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ......) และ “I wonder about…………”  (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ..........)   สำหรับกริยาตัวอื่นๆ  ที่ใช้แบบเดียวกับ  “Feel”   ดูจากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

                            -  Everything looks ________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ _________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า   “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)   ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์   (Adverb)

                             ตัวอย่างที่ 

                          -  One who does good feels _____________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก __________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ  -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)  มิใช่  “Adverb”  เช่น   Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                              ตัวอย่างที่  

                            -   The air in that spot smells ____________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _______________________________ )

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet     (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ  -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก   “Smell + Adjective”

                             ตัวอย่างที่      {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ   การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก   ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ   ๔   แก้เป็น  “awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                             ตัวอย่างที่  

                         -  I saw the coach on the field after the game, and he seemed ______________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า ________________ )

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry   (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น   คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น   หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า  “Subjective Complement”  หมายถึง   “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”   และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง  ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา   เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                 - She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

                - He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

                - The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

                - They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่be  (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  become,  seem  (ดูเหมือนว่า), appear  (มีลักษณะท่าทาง), feel  (รู้สึก), get, grow, keep, look   (มีท่าทาง)smell  (มีกลิ่น), sound, taste  (มีรสชาติ),  turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ   เช่น

               -   Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)

               -   Ann seems happy.  (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)

               -   Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)

               -   He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)

               -   The idea sounds interesting(ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)

               -   She looked calm(เธอมีอาการสงบ)

               -   He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)

               -   The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)

              -   She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

9. He has sailed his boat on ___________________ lakes in America.

(เขาได้แล่นเรือบนทะเลสาบ _________________________ แห่งในอเมริกา)

(a) a little    (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a few    (บางแห่ง, สองหรือสาม)

(c) much    (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(d) a most    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “A few”  (สองหรือสาม,  น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์

 

10. A _________________ amount of money is spent on arms by all nations.

(เงินจำนวน ___________________ ถูกใช้ไปกับ (การซื้อ) อาวุธ  โดยทุกประเทศ)

(a) considered    (พิจารณา, คิดคำนึง)

(b) considering

(c) considerate    (เกรงใจ, นึกถึงผู้อื่น, เอาใจเขามาใส่ใจเรา)

(d) considerable    (มากมาย)

 

11. It is no use complaining now.  You ____________ the consequences before.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะบ่นคร่ำครวญในตอนนี้  คุณ ___________________________ ผลลัพธ์ (ของการกระทำ) มาก่อนหน้านี้แล้ว)

(a) should consider

(b) should have considered    (ควรจะได้พิจารณาถึง)

(c) would consider

(d) could consider

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Should have considered”    (ควรจะได้พิจารณาถึง.............)  (คือ  พิจารณาผลลัพธ์ที่จะตามมา  ซึ่งเป็นเรื่องในอดีต  แต่ก็มิได้ทำเช่นนั้น  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่ 

                          -   I’m sorry I’m late.  I _______________________ a taxi.

(ผมเสียใจที่ผมมาช้า  ผม ________________________________ รถแท็กซี่)

(a) should take

(b) may have taken

(c) should have taken    (ควรจะได้ใช้)  (แต่ก็มิได้ใช้)

(d) must have taken

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Should + Have + Verb 3”  =  “ควรจะได้ทำกริยานั้นๆ ในอดีต”  (แต่ก็มิได้ทำ) 

                          ตัวอย่างที่ 

          A: “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

          B: “I know.  I shouldn’t __________________ so long at the library.

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ_______________________ นานมากที่ห้องสมุด)

(a) have been staying

(b) have stayed    (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ (b) เนื่องจาก  “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง คือ  ได้อยู่ หรือ ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน  ทำให้มาสายในการนัดหมาย  สำหรับ  “Should (= Ought to) + Have + Verb 3”  “ควรได้ทำ..................... ในอดีต”  (แต่ก็มิได้ทำ)  

                            ตัวอย่างที่ 

                         -   I’m very sorry.  I should ___________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร _________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b)be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Should (Ought to) + Verb 1” = “ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (Ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

               -  You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

               - He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

                -  The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                            ตัวอย่างที่

                        - You ought _______________________ for her last night.

(คุณควรจะ ____________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + to + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น ประโยคข้างบน   มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3” ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                    - I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว  -  แต่ก็ไม่ได้บอก)

                    - She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว  –  แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

                   - They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย  -  แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                   จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3”   (จะต้องได้ทำไปแล้วในอดีต)  (ผู้พูดมีความมั่นใจมาก)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง 

                            ตัวอย่างที่ 

                        -  What terrible coffee!  She __________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย – ห่วยแตก) อะไรเช่นนี้  เธอ _________ มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็นอดีต  “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)  (เป็นปัจจุบัน หรืออนาคต)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็นอดีต “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า   “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดาด้วยความมั่นใจ  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 - He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

                 - He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว)  (คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

                 - She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่  ๑ ไปแล้ว)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุผลแวดล้อม)

 

12. I’m working on my thesis at the moment, so I __________________________ not be disturbed unless something urgent crops up.

(ผมกำลังทำงานเกี่ยวกับวิทยานิพนธ์อยู่ในขณะนี้  ดังนั้น  ผม ________________________ ไม่ถูกรบกวน  ถ้ามิได้มีบางสิ่งบางอย่างที่เร่งด่วนเกิดขึ้น  ในแบบฉับพลันทันใดและมิได้คาดฝัน)  (คือ  อย่ามารบกวนผม  ยกเว้นเกิดเรื่องเร่งด่วนแบบไม่คาดฝัน)

(a) would like

(b) would rather    (อยากที่จะ)

(c) would mind

(d) would have

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “Would rather” (อยากที่จะ)  + (Not) + Verb 1  (Active voice)  หรือ  “Would rather + (Not) + Be + Verb 3”  (Passive voice) (ดังในประโยคข้างบน)  หรืออาจตอบ  ข้อ  (a)  แต่ต้องแก้เป็น  “…….. so I would not like to be disturbed unless……………..”  ดูเพิ่มเติม  “Would rather + Verb 1 + (Than + Verb 1)”  จากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่ 

                        -   __________________ talk to his wife, he would listen to the radio.

(________________________________ คุยกับภรรยาของเขา  เขาอยากจะฟังวิทยุ)

(a) In order to    (เพื่อที่จะ)

(b) Don’t    (อย่า)

(c) Unless    (ถ้า.................ไม่)

(d) Rather than    (มากกว่าที่จะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Rather than”   จากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่  

                        -  He’d rather read books than ___________________ to the radio.

(เขาอยากอ่านหนังสือมากกว่า ____________________________ วิทยุ) 

(a) to listen

(b) listen    (ฟัง)

(c) listening

(d) listened

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Would rather”   หรือ  “Had rather” =  “อยากจะ...........มากกว่า”   ทั้ง  ๒  คำ ใช้ได้เหมือนกัน  แต่นิยมใช้   “Would rather”  มากกว่า  ทั้งนี้   “Would rather + Infinitive without to” (Would rather + Verb 1)

                    -  I would rather stay home today.

(ผมอยากจะพักอยู่ที่บ้านวันนี้)

                                  ในกรณีเป็น   “Passive voice”   ใช้   “Subject + Would rather + (Not) + Be + Verb 3”  เช่น

                    -   He would rather be killed than be a slave.

(เขาอยากตาย (ถูกฆ่า) มากกว่าที่จะเป็นทาส)

                    -   I would rather (that) she be punished for her crime.

(ผมอยากให้เธอถูกลงโทษสำหรับอาชญากรรมที่เธอก่อ)

                     -   She would rather not be despised despite her poverty.

(เธอไม่อยากถูกเหยียดหยาม  ทั้งๆ ที่ยากจน)

                                      ในกรณีเป็นประโยคปฏิเสธ  วาง  “Not”   ไว้หน้า  “Verb”  เช่น

                   - I would rather not go out today.

(ผมไม่อยากออกไปข้างนอกวันนี้)

                                   ถ้ามีการเปรียบเทียบว่า  “อยากทำสิ่งนี้มากกว่าสิ่งนั้น”  หลัง  “Than”   ให้ใช้ “Verb 1”เช่นเดียวกัน  เช่น

                  - I would rather stay home than go out.

(ผมอยากพักอยู่กับบ้านมากกว่าออกไปข้างนอก)

                                 ทั้งนี้   สามารถเอา  “Rather than”  มาไว้หน้าประโยคได้  เช่น

                   - Rather than go out, I would stay home.

(มากกว่าออกไปข้างนอก  ผมอยากพักอยู่กับบ้าน)

                    - Rather than cry like a little child, she would smile at those who bullied her.

(มากกว่าที่จะร้องไห้เหมือนเด็กเล็กๆ  เธอยิ้มให้กับคนที่รังแกเธอ)

 

13. He died __________________________ his own hands.

(เขาตาย _____________________________­­­­­­­­­­­­______ น้ำมือของตัวเอง)

(a) of

(b) with

(c) from

(d) by    (ด้วย, โดย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “By”   ได้แก่   “by chance”  (โดยบังเอิญ),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด), “by heart”  (โดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ)  “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram”  (โดยทางโทรเลข)  “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio”  (โดยทางวิทยุ)  “by force”  (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ   -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  “by machinery”  (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight){น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม=(ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร)   “remarks by Mr. Schmidt” (คำพูดโดยมิสเตอร์ ชมิดท์)  “She was brought up by her aunt.”  (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government”  (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole)  (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)   “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ) “by degrees”  (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง  –  ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means” (โดยแน่นอน)  “by no means”  (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)  “passer-by”  (ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product”  (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.”  (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance”  (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.”  (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.” (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง  –  โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔)  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)   “Cars are now made by the million.”  (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี)   “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)   “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.”  (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซ็นต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ  –  ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน   พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison”   (โดยการเปรียบเทียบ)    เป็นต้น

 

14. They do not approve ________________________ women smoking.

(พวกเขาไม่เห็นด้วย ________________________________ ผู้หญิง (ที่) สูบบุหรี่)

(a) in

(b) on

(c) of    (กับ)

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่     “In charge of”  (ดูแล, รับผิดชอบ), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ),  “boast”  (คุยโม้), “think”  (คิดถึงเรื่อง),  “warn”  (เตือน),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน),  “beware”  (ระวัง),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย),  “assure”  (รับรอง),  “cure”  (รักษาให้หายจากโลก),  “smell”  (ได้กลิ่น),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ), “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ), “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย), “sure”  (มั่นใจ), “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี), “certain” (มั่นใจ, แน่นอน), “free”  (ยกเว้น), “proud”  (ภูมิใจ), “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ), “capable”  (สามารถ), “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว), “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ), “ignorant”  (ไม่รู้), “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),“the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”  ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  เป็นต้น

 

15. A: “Have you ever been to Songkla?”

(คุณเคยไปสงขลาไหม)

     B: “______________________.”

(a) It is quite far from Bangkok    (มันอยู่ไกลจากกรุงเทพฯ มากเลย)

(b) I love traveling    (ผมชอบการเดินทาง)

(c) Only once    (เพียงครั้งเดียวเท่านั้น)

(d) It isn’t too difficult to get there.    (มันไม่ยากเกินไปที่จะไปที่นั่น)

 

16. A: “Do you mind if I turn on the radio?”

(คุณจะรังเกียจไหม  ถ้าผมจะเปิดวิทยุ)

     B: “_______________________________ .”

(a) No, I don’t want to    (ไม่ ผมไม่ต้องการทำอย่างนั้น)

(b) No, go right ahead    (ไม่ครับ  เชิญ (เปิด) ได้เลย)

(c) Yes, let’s go to the movie    (ครับ  เราไปดูหนังกันเถอะ)

(d) I’m sorry to disturb you    (ผมเสียใจที่รบกวนคุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

 

17. You would never think of spending a week in Las Vegas for gambling, ____________?

(คุณไม่เคยนึกถึงเรื่องใช้เวลา  ๑  อาทิตย์ในลาส เวกัส  เพื่อเล่นการพนัน, ______________)

(a) wouldn’t you

(b) won’t you

(c) would you    (ใช่ไหม)

(d) will you

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากประโยคนี้เป็นปฏิเสธอยู่แล้ว  คือมีคำ  “Never”  จึงไม่สามารถเลือก ข้อ  (a)  ได้  เพราะจะเป็นปฏิเสธซ้อน  ในส่วน  “Tag”  จึงต้องใช้รูปบอกเล่า

 

18. There is also a _____________ local interest in current Western fashions.

(มีความสนใจของท้องถิ่นที่ _______________________ ในเรื่องแฟชั่นตะวันตกในปัจจุบัน)

(a) grow

(b) grown

(c) growth

(d) growing    (เพิ่มมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “local interest”  (ความสนใจของท้องถิ่น)  ทำกริยา  “เพิ่มขึ้น”   ได้เอง  จึงต้องใช้  “growing” {Present participle (Verb + ing)  ซึ่งขยายหน้าหรือหลังคำนามใด  บอกให้รู้ว่านามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้น}

                                   สำหรับ “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

               -    Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

               -    Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

               -    The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

                -    The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

               -    The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

               -    The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

               -    The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

               -    The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

 

19. You should drive carefully, because accidents ________________ easily.

(คุณควรขับรถอย่างระมัดระวัง  เพราะว่าอุบัติเหตุ _________________ อย่างง่ายดาย)

(a) are occurred

(b) occurring

(c) occur    (เกิดขึ้น)

(d) occurred

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากกริยา  “Occur, Happen, Take place” =  (เกิดขึ้น)  ต้องใช้ในรูป   “Active voice”  เสมอ  และประโยคนี้เป็นข้อ แนะนำโดยทั่วไป  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงต้องใช้กับ  “Present simple tense”  (ไม่เลือก   ข้อ D)

 

20. ______________________________ a childhood disease.

( ____________________________________________ โรคในวัยเด็ก)

(a) Measle is

(b) Measles are

(c) Measles is    (โรคหัด – อีสุกอีใส – เป็น)

(d) Measle are

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Measles”  (โรคหัด)  ต้องเติม   “S”  ข้างท้ายเสมอ  และถือเป็นคำนามเอกพจน์  จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์ด้วย  (ในที่นี้ คือ “Is”)  ดูเพิ่มเติมคำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย  “s” และต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ ๑       จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

(1) Basic knowledge of (2) mathematic and electronics was (3) used to develop the high-speed (d) electronic computer.

(ความรู้พื้นฐานของคณิตศาสตร์และอีเล็คทรอนิคส์  ถูกใช้เพื่อพัฒนาคอมพิวเตอร์อีเล็คทรอนิคส์ความเร็วสูง)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น  “Mathematics” เนื่องจาก  (คณิตศาสตร์)  ต้องเติม  “S”  เสมอ แต่ถือเป็นเอกพจน์

                              ตัวอย่างที่ ๒

                          -  Physics _____________________________ taught in most American universities and said to be much more difficult than social science.

(วิชาฟิสิกส์ ______________________________________ สอนในมหาวิทยาลัยอเมริกันส่วนใหญ่  และถูกกล่าวว่ายากกว่าสังคมศาสตร์อย่างมาก)

(a) are

(b) have been

(c) is    (ถูก)

(d) will be

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากชื่อวิชาที่แม้จะมีรูปพหูพจน์  แต่ต้องใช้กริยาเอกพจน์  เช่น“economics  (เศรษฐศาสตร์), phonetics  (วิชาการออกเสียง), statics  (สถิตศาสตร์), dynamics  (พลศาสตร์), statistics  (วิชาสถิติ), psychics  (จิตศาสตร์), aeronautics  (วิชาการบิน), astrophysics  (วิชาว่าด้วยส่วนประกอบของดวงดาว), aesthetics  (วิชาว่าด้วยหลักความงาม), mathematics  (คณิตศาสตร์), politics (การเมือง), รวมทั้ง  news  (ข่าว), mumps  (โรคคางทูม), measles  (โรคหัด),  means  (วิธี), ashes  (เถ้าถ่านศพ), alms  (ทาน),  billiards  (กีฬาบิลเลียด), cross-roads  (จุดที่ถนน ๒ สายมาตัดกัน)   เช่น 

                  -  A cross-roads is a place where two roads cross.

(๔ แยก – หรือทางแยก – คือที่ซึ่งถนน ๒ สายมาตัดกัน)

                -  Politics is the subject he is very interested in.

(การเมืองเป็นหัวเรื่องที่เขาสนใจเป็นอย่างมาก)

                -  Mathematics is a required subject.

(คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็น)

                -  Statistics is too difficult for me to understand.

(วิชาสถิติยากเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

 

21. If I _________________________________ you, I should leave quickly.

(ถ้าผม ___________________________ คุณ  ผมจะจากไป (ออกไป) อย่างรวดเร็ว)

(a) was

(b) am

(c) were    (เป็น)

(d) like

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่ ๒  “Present unreal”   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่  

                        -  This test is in English.  If it were in Thai, I ________________ it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม __________________ มันเลย)

(a) shall not mind

(b) am not minding

(c) would not mind    (จะไม่รังเกียจ)

(d) would not be minded

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๒  “Present unreal”   คือการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน

                            ตัวอย่างที่  ๒

                       -  If you lived closer to the office, you _________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ _________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

(a) don’t have

(b) didn’t have

(c) won’t have

(d) wouldn’t have    (จะไม่มี)

ตอบ   -    ข้อ  (d)  เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค  “If clause”  แบบที่  ๒  “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)   คือ   “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ  “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”  แต่ในความเป็นจริงคือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”  ประโยคเงื่อนไข  “If clauseแบบที่  ๒”  (Present unreal)  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะใช้รูป  “Subject + V.ช่องที่ 2”  และในกรณีมี   “Verb to be”   ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)  ส่วนในประโยคย่อยหรืออนุประโยค  (Subordinate clause)  จะใช้รูป  “Subject + Would + (Not) + V. ช่องที่ 1

                                    สำหรับการใช้   “If clause”  แบบที่  ๒  นี้  มักใช้เมื่อ  (๑) เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  ดังประโยคข้างบน   หรือไม่ก็   (๒)  ผู้พูดมีความเชื่อว่า  ข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่นในประโยค

                    -  If you came to the party today  (หรือtomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะเชื่อว่า  “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”   แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ”  คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาผมแน่  ผู้พูดก็จะพูดในรูป  “If clauseแบบที่1”  คือ  “If + Subject + Verb 1, Subject + Will + Verb 1”  คือ

                    -   If you come to the party today, you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” จะมางานเลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

                                ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “If clause”  แบบที่  ๒  เช่น

                    - If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)   (แต่เนื่องจากผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน  ผมเลยไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)

                    - If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

                    - If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดคิดว่า  มีโอกาสน้อยมากที่คุณจะได้พบกับราชินี)

                    - If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)   เธอเลยไม่มีความสุข)

                    - If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้)  ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)

                    - If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดเชื่อว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มที)

                    - I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless = if …………not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในขณะนี้ หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (แต่ผมก็ไปได้  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)

                    - Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)   แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดสมมติเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

                                  สำหรับใน  “If clause”  ที่มีกริยา  “Were”  เราสามารถใช้  “Were” แทน  “If”  ได้  ดังประโยคข้างล่าง

                    - Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (แต่เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

                    - Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในขณะนี้ หรือ ในอนาคต)   เราจะซื้อมัน)   (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)

                    - Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(คำแปลอยู่ข้างบน)

                    - I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน  -  ในปัจจุบัน)   (แต่ผมไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)

 

22. Thai people always _________________ on their elders on Songkran Day.

(คนไทย ____________________________ ผู้อาวุโส-ผู้มีอายุมากกว่า  ในวันสงกรานต์)

(a) remember calling

(b) remember to call(จำได้, ระลึกได้ (เสมอ) ที่จะไปเยี่ยมเยียน)

(c) remembered calling

(d) remembered to call

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง   (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงใช้ในรูป  “Present simple tense”  (Subject + Verb 1)   (ดังนั้น  จึงตัดข้อ  (c)  และ  (d)  ทิ้ง)  สำหรับข้อ   (b)  หมายถึง  “จำได้-ระลึกได้  ที่จะไปเยี่ยม ผู้อาวุโส  ในวันสงกรานต์ ทุกๆปี”  มิได้ต้องการหมายถึงใน ข้อ  (a)  ที่ว่า  “ระลึกได้ถึงการไปเยี่ยม ฯ”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่  

                         -  Seeing the teacher, ____________________ at once.

(เห็นครู _______________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped    (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped    (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game    (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากประธานของประโยค  ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ “Teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค (Seeing) คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้ คือ  “They” จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”   (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)  มิใช่ข้อ  (d)   “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop”จากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่  

                        -   Try _______________________ water to your drink.

(ทดลอง _______________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition(การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง  “ทดลอง”  จึงต้องตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม” ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี  ๒  ความหมาย  และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน จากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

                           -   Don’t forget ________________________ my letter !

(จงอย่าลืม ______________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง”  (คือ ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)  มิใช่  “ลืมการส่ง”  (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้ ต้องใช้   “Posting

                           ตัวอย่างที่  

                       -  Have you ever tried ___________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง __________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เมื่อ  “Try”  หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้ คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย คือ   “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1)  (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”  จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                            ตัวอย่างที่  

                       -   Please don’t forget ____________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม ________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1”  =   “ลืมที่จะ...........”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing”  =   “ลืมการ.............” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว  แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง 

                               ตัวอย่างที่  

                            -   As soon as it stops _____________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด _________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ  “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1”  =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                            ตัวอย่างที่  

                        -  While we were walking in the park, she often stopped _________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด __________  ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -  ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                           ตัวอย่างที่  

                       -  I remember that restaurant; we stopped there ___________ on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                           ตัวอย่างที่  

                       -   How did the cat get into the house?  I remember __________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง __________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting    (การจับ)

(d) putting away

ตอบ   -   ข้อ   (c)  (Remember + Verb + ing  =   “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ” คือ ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน   “Remember + To + Verb 1” =  “จำได้ (ไม่ลืม) ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป   -   มีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้  “Infinitive with to” (To + Verb 1) และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา   “Remember, Forget, Try Stop”   แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

               -    I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

               -    I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

               -    She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

               -    She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

               -    He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

               -    He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

               -    They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

               -    They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้