หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 221)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Wool is _____________ characteristic on which to classify breeds of sheep.

(ขนที่นิ่มและละเอียดของสัตว์เป็นลักษณะที่ __________ ซึ่งใช้จำแนกประเภทพันธุ์ของแกะ)

(a) most obviously

(b) obviously the most

(c) the most obvious    (เด่นชัดหรือเห็นได้ง่ายที่สุด)

(d) the most obvious that is

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นคำคุณศัพท์  “ขั้นสุด”  (Superlative degree)  ขยายหน้าคำนาม  (Characteristic)

 

2. _______________________________ people depend to such a great extent on forests, every effort must be made to preserve trees and wildlife.

(__________________________________________ ผู้คนพึ่งพาอย่างมากมายกับป่า  จะต้องใช้ความพยายามทุกวิถีทางที่จะอนุรักษ์ต้นไม้และพันธ์พืชและสัตว์ป่าเอาไว้)

(a) How

(b) That

(c) Which

(d) Since    (เพราะว่า, เนื่องจาก)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากเป็นคำนำหน้าอนุประโยค  (Since people ………………….. on forests)  สำหรับข้อความที่เหลือเป็นประโยคใหญ่  (Main clause)

 

3. _________________ wild dogs have very keen senses of sight, hearing, and smell.

(_____________ หมาป่ามีประสาทสัมผัสที่แหลมคมในด้านการมองเห็น  การได้ยิน  และการดมกลิ่น)

(a) Like the cats,    (เช่นเดียวกับแมว)

(b) Cats are like

(c) Although the cats like

(d) They are like the cats,

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “Like”  ในที่นี้เป็น  “Preposition”  (เช่นเดียวกับ, เหมือน)  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี

 

4. _____________________________ in history when remarkable progress was made in relatively short periods of time.

(________________________________ ในประวัติศาสตร์  เมื่อความก้าวหน้าอย่างน่าสังเกตได้ถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่ค่อนข้างสั้น)  (คือ  ความก้าวหน้าอย่างมากมายถูกทำขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ)

(a) Moments

(b) Throughout moments

(c) Moments have been

(d) There have been moments    (มีช่วงเวลาสั้นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “There have been moments in history”  เป็นประโยคใหญ่  (Main clause)  ส่วนข้อความที่เหลือ  (when remarkable ……………….. of time)  เป็นอนุประโยค  (Adverb clause of time)

 

5. One of the ___________________________ Black poets in America, Lucy Terry, was a slave in Deerfield, Massachusetts. 

(หนึ่งในบรรดากวีผิวดำ ______________________________ ในอเมริกา, ลูซี่ เทอรี่, เป็นทาสอยู่ในเมืองเดียร์ฟิวด์  รัฐแมสซาชูเซตส์)  (หมายถึง  ลูซี่  กวีผิวดำเป็นทาส)

(a) first    (รุ่นแรกๆ,  คนแรกๆ)

(b) first was

(c) first to

(d) first has the

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “One”  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Of the first Black poets in America, Lucy Terry,”  เป็นส่วนขยายประธาน   และมี  “Was”  เป็นกริยา  โดยมี  “A slave in Deerfield, Massachusetts”  เป็น  “Complement”  ของ  “Was

 

6. I am the one who, in spite of your protest, ____________________.

(ผมเป็นบุคคลผู้ซึ่ง,  ทั้งๆที่คุณคัดค้าน,  __________________________ )

(a) am responsible

(b) is responsible   (รับผิดชอบ)  (ต่อ  โครงการ, การจัดงาน, การวางแผน ฯลฯ)

(c) are responsible

(d) are responsive

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากต้องใช้กริยาในประโยคย่อย  (who, in spite of your protest, is responsible)  คือ   “Is”  ตาม  “the one”  ซึ่งเป็นเอกพจน์  ทั้งนี้  ให้สังเกตความแตกต่างกับประโยคข้างล่าง

                  - It is I who am the leader, not you.

(ผมเป็นผู้นำ (หัวหน้า) นะ,   ไม่ใช่คุณ)  (ต้องใช้กริยา  “am”  ในประโยคย่อย  (who am the leader)  ตาม “I”)

 

7. In the afternoon we went __________________________.

(ในตอนบ่าย  เราไป ______________________________________ )

(a) to window-shop

(b) to window-shopping

(c) window-shop

(d) window-shopping    (เดินดูสินค้าที่ตั้งโชว์ไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Window-shop” เป็นคำกริยา  หมายถึง  “เดินดูสินค้าที่ตั้งแสดงไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน  โดยไม่ได้ซื้อ”   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                          ตัวอย่างที่ 

                         -  Her job is _______________________.

(งานของเธอคือ ____________________________________ )

(a) go shopping every morning.

(b) to go shopping every morning.   (การไปจ่ายตลาดทุกๆเช้า)

(c) to go to shop every morning

(d) going to shop every morning

ตอบ   –   ข้อ  (b) เนื่องจากหลังกริยา  “Verb to be”  (is)  ของประโยคต้องการส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์  (Complement)  ซึ่งอาจเป็น  “Infinitive with to” (To + Verb)  หรือ “Gerund” (V. + ing)   ก็ได้  ซึ่งในที่นี้อาจใช้  “To go” หรือ “Going” ได้ทั้งคู่

                                 อย่างไรก็ตาม  เมื่อกริยา  “Go”  หมายถึง  “การออกกำลังกายเพื่อพักผ่อนและความเพลิดเพลิน”  กริยาที่ตามหลัง  “Go”  จะต้องอยู่ในรูป  “V. + ing”  เสมอเช่น   “go shopping,  go swimming,  go hunting,  go fishing,  go shooting,  go skating,  go skiing,  go climbing,  go diving, etc.”  (แต่ใช้ “do our shopping”– ไปซื้อของ, ไปจ่ายตลาด)   ดังนั้น  ในประโยคข้างบน  จึงต้องตอบข้อ  (b)  หรือไม่ก็ใช้   “going shopping every morning

 

8. He keeps ______________________ the most outrageous things.

(เขา _____________________________________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ เกะกะระราน, รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ   (c)  กริยา  “Keep” =  (.........ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด   ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                         ตัวอย่างที่  

                         -   Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing __________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร ________ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)}

                           ตัวอย่างที่ ๒

                       -  I can’t help ______________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ____________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ),  “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit”  (ยอมรับ),  “Delay”  (ประวิงเวลา), “Confess”   (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”   (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive”  (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

               -   She enjoys reading novels.    

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

               -   I cannot stand listening to his complaints any more.   

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

               -   We could not avoid meeting him.    

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

               -   They enjoyed listening to music.   

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

               -    She dislikes talking a lot.  

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

               -   Jim finished writing a report last night.  

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

               -   The man admitted taking the bicycle.  

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

               -   She is sorry that she missed meeting you.   

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

               -   They practice speaking French every day.   

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

               -   We consider buying a new home.  

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

               -  They allow smoking in this room.

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

                -  Do you mind opening the window?  

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

                -  The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ   (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                                      สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ ๓

                            -   Victor’s car was too badly damaged to be worth _______________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ________________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing   (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ “Busy” (ยุ่งอยู่กับ)   ดังประโยคข้างล่าง

               -    She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

               -    They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

               -    Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

               -    These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                  นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ   “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

                     -  It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

                    -  It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

9. I don’t seem ____________________________ glasses.

(ผมดูเหมือนว่าไม่ __________________________________ แว่นตา)

(a) get used to

(b) to get used to wearing   (คุ้นเคย หรือเคยชินกับการสวม)

(c) to get used to wear

(d) getting used to wear

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Seem (ดูเหมือนว่า) + To + Verb 1”  (จึงตัดข้อ  (a)  และ  (d)  ทิ้งไป)  ส่วน  “Get used to (= Be used to)” =   (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เสมอ  เนื่องจาก  ในที่นี้   “To” ถือเป็น   “Preposition”  {จึงเลือกข้อ  (b)} ดูเพิ่มเติม  “Get used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  และ  “Used to” (เคย)  จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่  

                            -   I used _________________________ in the north of Thailand.

(ผมเคย ________________________________ ทางภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) lived

(b) to living

(c) living

(d) to live   (อาศัยอยู่)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Used to + Verb 1” =  “เคย” (เป็นอดีตเสมอ)    ส่วน  “Be (Get) + Used + To + Verb + ing” “คุ้นเคย, เคยชิน”  (อาจเป็นเรื่องอดีต หรือปัจจุบันก็ได้) 

                             ตัวอย่างที่  

                          -   They will get ______________________ English newspapers.

(พวกเขาจะ __________________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading    (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Get used to” หรือ “Be (is, am, are, was, were) used to” =   “คุ้นเคย, เคยชิน”  (เป็นอดีต, ปัจจุบัน  หรือ อนาคต ก็ได้  โดยสังเกตจาก กริยา  “Get”  หรือ  “Be”)   ส่วน  “Used to” “เคย”  (เป็นอดีตเสมอ) 

                           ตัวอย่างที่ ๓

                       -   My grandfather ______________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม ______________________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to   (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to   (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to   (เคย)  (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Used to + Verb 1” =  เคย 

                             ตัวอย่างที่ ๔

                         -  He got used to __________________________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ _____________)  (ในอดีต  โดยสังเกตจากกริยา  “Got)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment   (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วย คำนาม หรือ “Gerund” (Verb + ing)  เพราะในที่นี้  “To” เป็น  “Preposition” สำหรับ   “Get used to”  หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)   จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  ปัจจุบัน  หรือ  อนาคต  ก็ได้   ดังตัวอย่าง  เช่น

                   -  We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

                   -  They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

                   -  He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

                   -  She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

                   -  They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

                   -   She will get (be) used to (living in) cold weather in the U.S.soon.

{เธอจะคุ้นเคยกับ (การอาศัยอยู่ใน) อากาศหนาวในสหรัฐในไม่ช้า(เป็นการคาดเดาว่าจะคุ้นเคยในอนาคต

                           ******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑  (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง เช่น

               -  He used to go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)  (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

               -  She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว)  (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

 

10. ___________________________ he tries to hide, the police will find him.

(___________________ (ไม่ว่า)____________  เขาพยายามหลบซ่อน ______________ (ที่ใด)________ _____,  ตำรวจก็จะหาเขาเจอ)

(a) Where

(b) No matter where   (ไม่ว่า ...........(เขาพยายามหลบซ่อน).............. ที่ใด)  หรือ  (ไม่ว่าที่ใดที่.....................เขาพยายามหลบซ่อน  ตำรวจก็จะหาเขาเจอ)

(c) If

(d) Even

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “No matter……..” จากประโยคข้างล่าง

                  - She is going to be a singer no matter what difficulties she meet.

(เธอจะเป็นนักร้องให้ได้  ไม่ว่าเธอจะต้องพบกับความยากลำบากเพียงใด)

                - Mary wanted to get to school on time, no matter if she went without breakfast.

(แมรี่ต้องการไปโรงเรียนให้ทันเวลา  ไม่ว่าถ้าเธอจะไม่ได้กินอาหารเช้าก็ตาม)

                - No matter how much is for the TV set, she will buy one because her family really needs it.

(ไม่ว่าทีวีจะราคาแพงเท่าใด  เธอก็จะซื้อเครื่องหนึ่ง  เพราะว่าครอบครัวของเธอต้องการมันจริงๆ)

                - He’ll be glad to accompany his girlfriend no matter when she goes swimming.  (หรือ  no matter where she goes)

(เขาจะยินดีที่ติดตามแฟนของเขาไป  ไม่ว่าเธอจะไปว่ายน้ำเมื่อใดก็ตาม)  (หรือ  ไม่ว่าเธอจะไปที่ใดก็ตาม)

                 - We’ll love you no matter what you do.

(เราจะรักคุณ  ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม)

                  - No matter where she goes, he’ll follow her.

(ไม่ว่าเธอจะไปที่ใดก็ตาม  เขาจะติดตามเธอไป)

                  - No matter what you say, I won’t believe you.

(= Whatever you say, I won’t believe you.

(ไม่ว่าคุณจะพูดอย่างไรก็ตาม  ผมไม่เชื่อคุณหรอก)

                   - Phone me when you arrive, no matter how late it is.

(= Phone me when you arrive, however late it is.)

(โทรมาหาผมเมื่อคุณมาถึง  ไม่ว่าจะดึก (หรือ สาย) เพียงใดก็ตาม)

                   - We’ll always love you, no matter what happens.

(พวกเราจะรักคุณเสมอ  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

 

11. This book is too difficult ____________________ any help to the students.

(หนังสือเล่มนี้ยากเกินไป ______________ ประโยชน์ (ช่วยเหลือ) ใดๆ กับนักเรียน)

(a) to be of   (ที่จะเป็น)

(b) being of

(c) be of

(d) having been of

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + is (are) + too + Adjective + (for someone) + to + Verb 1 (หรือ + Be + วลี)”  เช่น

                  - The news is too good (for us) to believe.

(ข่าวนี้ดีเกินไป – สำหรับเรา – ที่จะเชื่อได้)

                 - The news is too good to be true.

(ข่าวนี้ดีเกินไปที่จะเป็นจริง)

                 - The car is too small to be of any use.

(รถคันนั้นเล็กเกินไปที่จะเป็นประโยชน์ใดๆ)

 

12. Peter feels that most ________________ are impossible to get along with.

(ปีเตอร์รู้สึกว่า __________ ส่วนใหญ่  ไม่สามารถ (เป็นไปไม่ได้) ที่จะเข้ากันได้  -  กับลูกเขย)

(a) mothers-in-law    (แม่ยาย หรือ แม่ภรรยา)  (รวมถึงแม่สามีด้วย)

(b) mother-in-laws

(c) mothers in law

 (d) mother in laws

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจากคำนามผสม ไม่ว่าจะผสมกับบุรพบท (Preposition)  หรือกับคำนาม  เมื่อต้องการทำให้เป็นรูปพหูพจน์  ต้องเติม  s ที่คำนามหลักเท่านั้น  เช่น

เอกพจน์

พหูพจน์

คำแปล

Son-in-law

Sons-in-law

ลูกเขย

Daughter-in-law

Daughters-in-law

ลูกสะใภ้

Father-in-law

Fathers-in-law

พ่อตา, พ่อสามี

Mother-in-law

Mothers-in-law

แม่ยาย, แม่สามี

Step-son

Step-sons

ลูกเลี้ยง (ชาย)

Step-daughter

Step-daughters

ลูกเลี้ยง (หญิง)

Brother-in-law

Brothers-in-law

พี่เขย, น้องเขย

Sister-in-law

Sisters-in-law

พี่สะใภ้, น้องสะใภ้

Looker-on

Lookers-on

ผู้ดู, ผู้ชม

Living-room

Living-rooms

ห้องรับแขก

Looking-glass

Looking-glasses

กระจกส่องหน้า

Passer-by

Passers-by

ผู้ที่เดินผ่านไปมา

Runner-up

Runners-up

ผู้ที่ได้ตำแหน่งรองชนะ

เลิศ  ตั้งแต่ลำดับที่  ๒ – ๑๐

 

 

13. A: “How often do you go to the movies?”

(คุณไปดูหนังบ่อยเพียงใด)

     B: “________________________.

(a) Hardly never    (ต้องใช้   “Hardly ever” (แทบจะไม่เคยเลย) เพราะ “Hardly =  แทบจะไม่” เป็น “Negative”   อยู่แล้ว  ไม่สามารถใช้กับ“Never”  เพราะจะเป็นปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ)

(b) Only once a month    (เพียงเดือนละครั้ง)

(c) Well enough    (ดีเพียงพอ)

(d) Once and for all    (ครั้งเดียวและตลอดไป)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  สำหรับ “Once an for all”  ใช้ดังนี้ คือ

                    ๑.  ครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย  เช่น

                   - Let me say, for once and for all, you must not go to the party on Sunday.

(ผมขอบอกนะ  ครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายเลย  คุณต้องไม่ไปงานเลี้ยงวันอาทิตย์)

                    ๒.  อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย เช่น

                  - For once and for all, I will not go swimming with you.

(แน่นอนเลย  ผมจะไม่ไปว่ายน้ำกับคุณ)

                    ๓.  อย่างถาวร เช่น

                  - The repair will end the leak once and for all.

(การซ่อมจะยุติการรั่วไหล – ของท่อประปา – อย่างถาวร)

                  - The President decided that an air strike would destroy the enemy and terminate the war once and for all.

(ท่านประธานาธิบดีตัดสินใจว่า  การโจมตีทางอากาศจะทำลายข้าศึกและยุติสงครามอย่างถาวร)

 

14. You lost all your money, didn’t you?  You _____________ that much on you.

(คุณสูญเงินหมดเลยใช่ไหม   คุณ __________________ เงินติดตัวจำนวนมากเช่นนั้น)

(a) should carry    (ควรพกพา หรือถือ)

(b) did not carry    (ไม่พกพา หรือถือ)

(c) should have carried    (ควรได้พกพา หรือถือ)

(d) shouldn’t have carried    (ไม่ควรได้พกพา หรือถือ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Shouldn’t + Have + Verb 3”  =  “ไม่ควรได้ทำเช่นนั้น”   (แต่ก็ทำ)  ในประโยคข้างบน  “คุณสูญเงินไปหมดแล้ว”  ผู้พูดจึงบอกว่า  “คุณไม่ควรพกเงินไปมากเช่นนั้น”  แต่ก็ได้พกไปแล้วและสูญเงินจนหมด  ซึ่งอาจเกิดจากการถูกปล้น หรือถูกขโมย  สำหรับโครงสร้าง  “Should + Have + Verb 3” (ควรได้ทำเช่นนั้น   แต่ก็ไม่ได้ทำ)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างทั้ง  ๒  แบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่  

A: “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

B: “I know.  I shouldn’t _____________________ so long at the library.”

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

(a) have been staying

(b) have stayed    (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง คือ  ได้อยู่ หรือ ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน  ทำให้มาสายในการนัดหมายสำหรับ  “Should (= Ought to) + Have + Verb 3”  “ควรได้ทำ..................... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ  

                             ตัวอย่างที่ ๒

                         -  I’m very sorry.  I should ______________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร ______________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b)be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Should (Ought to) + Verb 1”  =  “ควรทำ..................ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (Ought to) + Have + Verb 3”  =  “ควรได้ทำ.......................ไปแล้วในอดีต” (แต่ก็ไม่ได้ทำ)   สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”   ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

                 -  You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

                 - He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

                  -  The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                             ตัวอย่างที่  ๓

                         -  You ought ___________________________ for her last night.

(คุณควรจะ _____________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited     (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -    ข้อ  (c)  เนื่องจาก   “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    เช่น ประโยคข้างบน    มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3”   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                      - I ought to (= should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว  -  แต่ก็ไม่ได้บอก)

                       - She ought to (= should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว  –  แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

                       - They ought to (= should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย  -  แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                       จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3” (จะต้องได้ทำไปแล้ว,  คงได้ทำลงไปแล้ว)   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง   

                              ตัวอย่างที่  ๔

                         -   What terrible coffee!  She ________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย –ห่วยแตก) อะไรเช่นนี้  เธอ ____________ มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน  “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน   เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า   “กาแฟเฮงซวยฯ”   ดังนั้น   “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”   เป็นการคาดการณ์หรือเดา   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                    - He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน  -  เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

                    - He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว(เป็นอดีต)  -  คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

                    - She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ไปแล้ว  (เป็นอดีต)  -  เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม)

 

15. Last night nobody __________________________ till late.

(เมื่อคืนที่แล้ว  ไม่มีใคร _____________________________ จนกระทั่งดึกดื่น)

(a) got at home

(b) got to home

(c) got the house

(d) got home    (กลับบ้าน, กลับถึงบ้าน)

 

16. The trees here are the largest and the flowers the most gigantic that I _____________.

(ต้นไม้ที่นี่ใหญ่ที่สุด  และดอกไม้ใหญ่ที่สุด ที่ผม ___________________________ )

(a) had ever seen    (เคยเห็น)

(b) ever saw

(c) have ever seen    (เคยเห็นมา)

(d) had never seen    (ไม่เคยเห็น)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก   “Ever”  “Never”  (แต่ในกรณีที่ประโยคใหญ่  เป็น  “The trees here were the ………..”   ในประโยคย่อย  ต้องเป็น “……that I had ever seen” )เช่น

                      - He is one of the best students I have ever talked to.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย)

(แต่ใช้   “He was one of the best students I had ever talked to.)

                     - It is one of the best movies we have ever seen in our life.

(มันเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่พวกเราเคยดูมาในชีวิต)

                     - Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

                    - Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

                    - I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

 

17. When we saw Mary openly flirting with Nellie’s husband, we _________________________ hardly believe our eyes.

(เมื่อเราเห็นแมรี่เกี้ยวพาราสี-จีบสามีของเนลลี่อย่างเปิดเผย  เราแทบจะไม่ ________________________________ เชื่อสายตาของเราเลย)

(a) could    (สามารถ)

(b) couldn’t

(c) can    (สามารถ)

(d) can’t

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “Could hardly” =  “แทบจะไม่สามารถ”  และเราไม่สามารถใช้    “Couldn’t”   กับ   “Hardly” (“แทบจะไม่”  ถือเป็นปฏิเสธ) ได้  เนื่องจากเป็นปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ  (Double negative)  อย่างไรก็ตาม  ถ้าเปลี่ยนรูปประโยคย่อยเป็น  “When we see Mary……………husband”  จะต้องเปลี่ยนประโยคใหญ่เป็น  “we can hardly…………….eyes)   เพื่อให้  “Tense”  สอดคล้องกัน

 

18. I ________________________ your salary if you work harder.

(ผม ______________________ เงินเดือนของคุณ  ถ้าคุณขยันทำงานมากขึ้น)

(a) raise

(b) will raise    (จะเพิ่ม, จะขึ้น)

(c) rose    (ลุกขึ้น, ยืนขึ้น, ตื่นขึ้น, ยืนตรง, ลอยขึ้น, ผุดขึ้น, สูงขึ้น, เพิ่มขึ้น, ฟูขึ้น)

(d) have raised

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่   (If + Subject + Verb 1, Subject + Will + Verb 1)  คือ  ถ้าเหตุการณ์ใน  “If clause”  (อนุประโยค) เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ในประโยคใหญ่  (Main clause) ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย  (คือ  ถ้าคุณขยันทำงานมากขึ้น  ผมก็จะขึ้นเงินเดือนให้คุณ)  และ  {“Raise,  Raised,  Raised”  =  ยก, ยกขึ้น, ชูขึ้น, ทำให้สูงขึ้น, เพิ่ม, ขึ้น (เงินเดือน), เพาะปลูก, เลี้ยง (สัตว์)  -  ต้องตามด้วยกรรม }  ส่วน  {“Rise  Rose  Risen”  =  (ดวงอาทิตย์, ราคา) ขึ้น, ลุกขึ้น, ยืนขึ้น, ตื่นขึ้น  -  ไม่ต้องตามด้วยกรรม}

 

19. I cannot go to your party _________________ a previous engagement.

(ผมไม่สามารถไปงานเลี้ยงของคุณ_________________ (มี) การนัดหมายก่อนหน้า)

(a) for

(b) for fear of    (ด้วยเกรงว่า)

(c) on account of    (เนื่องมาจาก)

(d) in spite of    (ทั้งๆที่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   คำในทั้ง  ๔  ข้อข้างบนเป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ  Gerund” (Verb + ing)   ดังประโยคข้างล่าง

                     -   He hasn’t been able to get a good job in spite of (= despite =notwithstanding) his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้  ทั้งๆที่มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆมีการศึกษาหรือ เสียค่าเรียนราคาแพง)

                     -  In spite of (= Notwithstanding= Despite) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)

                      - In spite of (= Notwithstanding = Despite) all their differences, Mary and Ann remain friends.

(ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

                      - They went out in spite of (= notwithstanding = despite) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆที่ฝนตกหนัก)

                       - Because of (= On account of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

                       - Because of (= On account of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

                       - He could not go to university because of (=owing to = on account of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

                      - He left an hour early for fear of missing his train.

(เขาออกไปก่อนเวลา ๑ ชั่วโมง  ด้วยเกรงว่าจะตกรถไฟ)

                      - She worried for fear of the child’s being hurt.

(เธอวิตกกังวล  ด้วยเกรงว่าเด็กจะได้รับอันตราย)

 

20. Your husband doesn’t believe that you are older than ______________ .

(สามีของคุณไม่เชื่อว่า  คุณแก่กว่า _____________________________ )

(a) I (ผม{= I am (old)}

(b) me

(c) mine

(d) us

ตอบ    -    ข้อ   (a)  ต้องใช้   “I”  เนื่องจากเป็น  Subject” ของกริยา  “am” เหมือนกับ  “You are older”  แต่ถ้าเป็นกรรมของกริยา  ก็ต้องใช้  “Pronoun” ในรูป  “Object”  เช่น

                    - He loves his mother more than he loves her (his girlfriend).

(เขารักแม่ของเขามากกว่าเขารักเธอ  -  แฟน)  (ต้องใช้  “her” เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา “love” )

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้