หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 220)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. In _____________ , the crime rate has begun to drop due to neighborhood involvement.

(ใน ____________________________ อัตราอาชญากรรมได้เริ่มลดลง  เนื่องมาจากการเข้ามามีส่วนร่วม (การเข้ามาพัวพัน) ของประชาชนในพื้นที่  -  ในละแวกบ้าน)  (คือ  ชาวบ้านเข้ามาเป็นหูเป็นตาให้ตำรวจ)

(a) a few years ago

(b) a few years since

(c) the past few years    (เวลา  ๒ – ๓  ปีที่ผ่านมา)

(d) few years

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “The past few years”  ใช้กับ  “Present perfect tense”  (the crime rate has begun to…………..)

 

2. ____________ was awarded the Nobel Prize in physics for his work on the photoelectric effect.

(________________________________ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์  สำหรับผลงานของเขาในเรื่องผลกระทบเกี่ยวกับไฟฟ้าและแสง)

(a) That Einstein

(b) It was Einstein

(c) Einstein who

(d) Einstein    (ไอน์สไตน์)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากเป็นประธานของประโยค  โดยมี   “Was awarded”  (Passive voice)  เป็นกริยา  หรืออาจตอบ  ข้อ   (b)  แต่ต้องแก้เป็น  “It was Einstein who………

 

3. ___________________________ they are widely perceived as gentle creatures, hippopotamuses are responsible for more human deaths in Africa than any other animal.

(___________________________________ มันได้รับการสังเกตเห็นอย่างกว้างขวางว่าเป็นสัตว์อ่อนโยน-นุ่มนวล  ฮิปโปโปเตมัสเป็นสาเหตุของ (รับผิดชอบต่อ) การตายของมนุษย์ในทวีปแอฟริกา   มากกว่าสัตว์ชนิดอื่นๆ)

(a) Despite of    (ทั้งๆ ที่)  (ไม่ต้องตามด้วย “Of”)

(b) In spite of    (ทั้งๆ ที่)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) Even though    (แม้ว่า)  (ตามด้วยประโยค  คือ “Subject + Verb”)

(d) Nevertheless    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

 

4. Because of its warm tropical climate, Hawaii _______________ subzero temperatures.

(เนื่องมาจากสภาพภูมิอากาศในเขตร้อนแบบอบอุ่นของมัน  รัฐฮาวาย __________ อุณหภูมิต่ำกว่าศูนย์องศา)

(a) almost experiences never

(b) experiences never almost

(c) experiences almost never

(d) almost never experiences    (เกือบจะไม่เคยประสบกับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นการเรียงลำดับคำในประโยค  ดูเพิ่มเติมการวางคำ  “Adverb of frequency”  (Always, Seldom, Never, Rarely, Hardly, Frequently, Often, etc.)   ในประโยค  จากตัวอย่างข้างล่าง

                              “Adverb of frequency” ( always, never, usually, occasionally  (เป็นบางครั้ง), rarely  (แทบจะไม่), often, seldom  (แทบจะไม่), hardly  (แทบจะไม่), scarcely  (แทบจะไม่), sometimes, generally, normally, never)    มีหลักการเรียงคำในประโยค คือ

                               ๑.     วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป   เช่น

               -    They always come late.  (พวกเขามาสายเสมอ)

               -    She usually goes shopping.  (เธอไปซื้อของเป็นประจำ)

               -    He seldom drives to work.  (เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

                               ๒.   วางไว้หลัง  “Verb to be”  เช่น

               -    He is often late for class.  (เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)

               -    They are always busy with their work.  (พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)

               -    She is never contented with her life.  (เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

                              ๓.    ถ้ามีคำกริยา  ๒  ตัวในประโยค  ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น เช่น

               -    They have always had lunch there.  (พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)

               -    She will never love him.  (เธอจะไม่มีวันรักเขา)

               -    You should never come to class late.  (คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)

               -    He is always asking me.  (เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)

               -    We have never traveled to New York.  (เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ค)

                                ๔.     สำหรับ  “Never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ เช่น  “never, hardly, seldom, never before (ไม่เคยมาก่อนเลย), never in my life  (ไม่เคยเลยในชีวิต), no sooner, in vain  (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ), not often, not only  (ไม่เพียงแต่), not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว), not until  (ไม่จนกระทั่ง)”  อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้ คือ   {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.) + subject + verb (แท้)เช่น

               -    Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า “ไม่เคยมาก่อนเลย”

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

 

               -    No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง –เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

 

               -    Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย –เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

 

                   ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

               -    Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.

               -    Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

               -    Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

 

5. Some snakes lay eggs, but others __________________ birth to live offspring.

(งูบางตัววางไข่  แต่ตัวอื่นๆ ______________________________ กำเนิดลูกเป็นตัว)

(a) they give

(b) giving

(c) give    (ให้)

(d) to have given

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยคที่  ๒  (Others give birth to live offspring.)

 

6. _____________________________ that managers commit in problem solving is jumping to a conclusion about the cause of a given problem.

(__________________________________________ ซึ่งผู้จัดการกระทำในการแก้ปัญหา  คือการด่วนสรุปเกี่ยวกับสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น)

(a) Major errors

(b) Since the major error

(c) The major error    (ความผิดพลาดสำคัญ)

(d) Of the major errors

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากต้องใช้ประธานประโยค  (The major error)  ซึ่งเป็นรูปเอกพจน์  เพราะกริยาเป็นเอกพจน์  คือ  {Is (jumping to a conclusion) – คือการด่วนสรุป}

 

7. The best known books of Ross MacDonald, _____________________________ writer of detective novels, feature the character Lew Archer, a private detective.

(หนังสือที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดของรอส  แมคโดนัลด์ __________________________________,นักเขียนนิยายประเภทนักสืบ, ทำให้ตัวละคร (ในหนังสือ) คือ ลิว อาชเชอร์  ซึ่งเป็นนัก สืบเอกชน  มีความโดดเด่น)  (คือ  หนังสือทำให้ตัวละครผู้นี้มีความโดดเด่น) 

(a) is the

(b) is an

(c) they are by

(d) the

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นการใช้   “The”  ขยายคำนาม  “บุคคล”  เพื่อบอกว่านามนั้นเป็นใคร

 

8. A: “_____________________________”

    B: “A question.”

(คำถาม)

(a) What did he ask to you?    (รูปแบบนี้ไม่มีใช้)

(b) What did he ask you a question?    (เขาถามคำถามคุณอะไร)  (รูปแบบนี้ไม่มีใช้)

(c) Did he ask you a question?    (เขาถามคำถามคุณหรือเปล่า)  (ต้องตอบด้วย  “Yes”หรือ  “No”)

(d) What did he ask you?    (เขาถามอะไรคุณ)

 

9. A: “What is the difference between this and that?”

(อะไรคือความแตกต่างระหว่างสิ่งนี้และสิ่งนั้น)

    B: “None, they are _________________________.”

(ไม่มี  มัน _____________________________________ )

(a) like

(b) in the same

(c) the same    (เหมือนกัน)

(d) as the same

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ   “they are similar”,  “they are alike”   หรืออาจตอบ  None, this is like that”  “None, this is the same as that”  "None, this is similar to that."   ก็ได้

 

10. The teacher is late.  He might ______________________ an accident.

(ครูมาสาย (คือยังไม่โผล่หน้ามา) เขาอาจจะ _________________________ อุบัติเหตุ)

(a) have had    (ได้รับ, ประสบ)

(b) had had

(c) had have

(d) will have

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากเป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  เช่น  ในข้อนี้  อาจหมายถึง  ได้รับอุบัติเหตุ เมื่อ  ๑  หรือ  ๒  ชั่วโมงที่ผ่านมา  ทำให้ครูมาไม่ทันเวลานัดหมาย   ให้ดูเปรียบเทียบ  “Might + Have + Verb 3”  (อาจจะเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นในอดีต)  กับ  “Should + Have + Verb 3”  (ควรทำอย่างนั้นในอดีต  แต่ก็มิได้ทำ),  “Should + Not + Have + Verb 3”  (ไม่ควรทำอย่างนั้นในอดีต  แต่ก็ได้ทำลงไปแล้ว), และ  “Must + have +  verb 3”  (คงจะได้ทำเช่นนั้นแน่ๆ เลยในอดีต),จากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ ๑

   A: “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

   B: “I know.  I shouldn’t __________________ so long at the library.”

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ__________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

(a) have been staying

(b) have stayed    (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง คือ  ได้อยู่ หรือ ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน  ทำให้มาสายในการนัดหมาย สำหรับ  “Should (= Ought to) + Have + Verb 3” =   “ควรได้ทำ.......... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ  

                           ตัวอย่างที่ ๒

                        -    I’m very sorry.  I should ______________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร ____________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b)be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Should (Ought to) + Verb 1” = “ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (Ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ) สำหรับความหมายของประโยคข้างบน คือ  “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

 

                   -  You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

                 - He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

                 -  The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                              ตัวอย่างที่ ๓

                          -  You ought _________________________ for her last night.

(คุณควรจะ ___________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะ)  มีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น ประโยคข้างบน  มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                 - I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกค  วามจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว  -  แต่ก็ไม่ได้บอก)

                  - She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว  –  แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

                  - They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย  -  แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                  จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3”  (จะต้องได้ทำไปแล้ว,  คงได้ทำลงไปแล้ว)   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง   

                                 ตัวอย่างที่  ๔

                              -   What terrible coffee!  She ___________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย – ห่วยแตก) อะไรเช่นนี้  เธอ _____________มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน  “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดา   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 - He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน  -  เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

                 - He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว  (เป็นอดีต)  -  คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

                 - She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑ไปแล้ว (เป็นอดีต)  -  เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม)

 

11. A: “What is in your picture?”

(อะไรบ้างอยู่ในรูปภาพของคุณ)

     B: “_______________________.”

(a) Two men, there woman, and a children

(b) Two sheep, three mouses, and a people

(c) Two knives, three gentlemen, and a sheep    (มีด  ๒  ด้าม, สุภาพบุรุษ  ๓  คน   และ แกะ  ๑  ตัว)

(d) Two people, three deers, and a woman

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Knives”  (มีดหลายด้าม)  มาจาก  “Knife” (มีดด้ามเดียว)“Gentlemen”  (สุภาพบุรุษหลายคน),    มาจาก  “Gentleman” (สุภาพบุรุษคนเดียว)“Children” (เด็กหลายคน)   มาจาก  “Child”  (เด็กคนเดียว)   และ  “Mice”  (หนูหลายตัว)   มาจาก  “Mouse”  (หนูตัวเดียว)  ส่วน   “Sheep”  (แกะ)  รูปเอกพจน์  และพหูพจน์เหมือนกัน  คือ   “Sheep”

                                 สำหรับคำนามเอกพจน์ที่เปลี่ยนรูปไป  เมื่อเป็นพหูพจน์  (จัดเป็นแบบพิเศษ  มิได้เติม  “s”  หรือ  “es”ได้แก่  “child” เปลี่ยนเป็น“children”  (เด็กๆ)  datum – data  (ข้อมูล), focus – foci  (จุดรวมแสง), index – indices  (เครื่องชี้, ดรรชนี), foot – feet  (เท้า), goose – geese  (ห่าน), tooth – teeth  (ฟัน), mouse – mice  (หนู), louse – lice  (เหา, หมัด, เห็บ, ไร, โลน), ox – oxen  (วัว), crisis – crises  (วิกฤติกาล), thesis -  theses  (วิทยานิพนธ์), child – children  (เด็ก), synthesis – syntheses  (การสังเคราะห์), parenthesis – parentheses  (วงเล็บ), hypothesis – hypotheses  (สมมติฐาน), phenomenon – phenomena  (ปรากฏการณ์), stratum – strata  (ชั้น), neurosis –neuroses (โรคประสาท), axis – axes  (แกน), medium – media หรือ mediums  (สื่อกลาง)

 

12. Three pupils played (= had played) ball here at 9 o’clock.  _________ were here at 10 o’clock. 

(นักเรียน  ๓  คน  เล่นฟุตบอลที่นี่ตอน  ๙.๐๐ น.  ________________ อยู่ที่นี่  ตอน  ๑๐.๐๐ น.)

(a) Others three    (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) Three others    (นักเรียนคนอื่นๆ อีก  ๓  คน)  (วางจำนวนไว้หน้า “Others”)

(c) Another    (ใช้นำหน้านามเอกพจน์  นับได้)

(d) Anothers    (ไม่มีรูปนี้ใช้)

 

13. I’m not going to write my assignments now; I’m going to ______________ it later.

(ผมจะไม่เขียนงานที่ได้รับมอบหมายในขณะนี้  ผมจะ __________________ มันทีหลัง)

(a) make

(b) do    (ทำ)  (ใช้กริยา  “Do”   แทน  “Write”)

(c) perform

(d) making

 

14. Smith said, “I don’t speak English.”  His friend said, “I wish you _____________.”

(สมิธพูดว่า  “ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ”   (และ)  เพื่อนของเขาพูดว่า  “ผมปรารถนาว่า  คุณ  ____________)

(a) speak

(b) do

(c) did    (พูด)  (แทน  “Speak”)  (ต้องอยู่ในรูป  “Past tense” เนื่องจากเป็น  “Past subjunctive”  คือเป็นกริยาใน “Clause” ที่ตามหลัง “Wish”)

(d) can

ตอบ   -   ข้อ  (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Wish”  จากประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่  

                           -   When I said that I wished I __________________________ Italian, she toldme she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม___________________________ ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ)

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ  -  ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  (Past subjunctive)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”  (ในข้อนี้ เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เรียน)

                              ตัวอย่างที่  

                          -   I wish I ____________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน __________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ มิได้พบกับเธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)  จึงต้องใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”  ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น 

                    -  He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง คือ ไม่ได้รับ)

                                ตัวอย่างที่  ๓

                             -   I wish you _______________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been    (อยู่)

(d) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว) (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)  

                             ตัวอย่างที่  

                          -   I wish I _____________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม ______________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)แต่ในความเป็นจริงคือ    “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน

                              ตัวอย่างที่  

                           -   I wish today _________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ _____________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were    (เป็น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด) จะต้องใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Verb”  แต่   “that”  มักจะละไว้เสมอ (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”  โดยมีหลัก คือ

                                    ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้  “Verb เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be”  ใช้   Were”  กับประธานทุกตัว)

               - I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้  -  แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้มา)

               - She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

               - I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

               - He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี  –  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

               - I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  –  แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

               - They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้  –  แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

·                                      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้ Verb”เป็น “Past perfect” (Had + Verb 3) เช่น

               - I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

               - She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

               - He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

                - I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

                                        ถ้า  “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb” เป็น  “Would”  “Should”  “Could”  “Might”  ความหมาย คือ คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากเช่น

               - I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

               - She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                 - They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า–แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                    อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครงสร้าง  “Wish + To + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้   เช่น

                    - They wish to meet their friends again next year. 

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

                    - She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

                    - He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

                    - They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                                สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ  “Wish + กรรม + noun”  มีความหมาย คือ   “ขออวยพรให้”   เช่น

                    - She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

                    - He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

                    - I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

15. A: “How much ________________________ in that can?”

(_____________________________________ มากเท่าใด ในกระป๋องนั้น)

      B: “About five pounds.”

(ประมาณ  ๕  ปอนด์)

(a) there is sugar

(b) sugar there is

(c) is there sugar

(d) sugar is there    (มีน้ำตาล)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “How much + นามนับไม่ได้   และ  “How many + นามนับได้  พหูพจน์”  แล้วตามด้วยกริยาพิเศษ  + ประธาน + กริยาแท้   เช่น

               -  How much money do you have?

(คุณมีเงินมากเท่าใด)

               -  How much information does he need?

(เขาต้องการข้อมูลข่าวสารมากเพียงใด)

               -  How much furniture did she buy?

(เธอซื้อเฟอร์นิเจอร์มากเท่าใด)

               -  How many cars did the company sell last year?

(บริษัทขายรถไปจำนวนเท่าใดเมื่อปีที่แล้ว)

               -  How many people are there in your country?

(มีประชากรมากเท่าใดในประเทศของคุณ)

               -  How many books do the students read each month (= in a month)?

(นักเรียนอ่านหนังสือมากเท่าใดในแต่ละเดือน)

 

16. A: “____________________________ do you have?”

(คุณมี _________________________________________ )

      B: “About two hours.”

(ประมาณ  ๒  ชั่วโมง)

(a) How many times    (กี่ครั้ง, มากกี่ครั้ง)

(b) How much hour   (“How many hours” = “กี่ชั่วโมง”)

(c) How much time    (เวลามากเท่าใด)

(d) How long  time    (“How long” =   นานเท่าใด  ไม่ต้องมี“Time” )

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูตัวอย่างจากประโยคข้างล่าง

                    - How many times (= How often) do you go to the movies in a year (= each year)?

(คุณไปดูหนังกี่ครั้ง (บ่อยเท่าใด) ใน  ๑  ปี)

                    - How many times (= How often) do you go swimming each month (= in a month)?

(คุณไปว่ายน้ำกี่ครั้ง (บ่อยเท่าใด) แต่ละเดือน)

                     - How much time (= How long) did it take you to do your term paper?

(มันใช้เวลาคุณมากเท่าใด (นานเท่าใด) ในการทำรายงานประจำเทอม)

 

17. They are __________________________ you the captain of the team.

(พวกเขา _______________________________________ คุณเป็นหัวหน้าทีม)

(a) considering to make

(b) considering making    (กำลังพิจารณาแต่งตั้ง)

(c) considered making

(d) considered to make

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ประโยคนี้อยู่ในรูป  “Present continuous tense” (Subject + is (am, are) + Verb + ing)  และกริยาแท้ คือ  “Consider”   ต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย “Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

                           -   Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing __________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร __________ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing (Fixing)}

                           ตัวอย่างที่  

                         -   I can’t help ________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ _______________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing” สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)  “Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)  “Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต),  “Permit”  (อนุญาต)“Postpone”  (เลื่อนออกไป)Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม)Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay”  (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive”  (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)  ตัวอย่างประโยค  เช่น

               -   She enjoys reading novels.

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

               -   I cannot stand listening to his complaints any more.

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

               -   We could not avoid meeting him.

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

               -   They enjoyed listening to music.  

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

               -    She dislikes talking a lot.

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

               -   Jim finished writing a report last night. 

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

               -   The man admitted taking the bicycle. 

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

               -   She is sorry that she missed meeting you.  

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

               -   They practice speaking French every day.

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

                -   We consider buying a new home.

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

                -   They allow smoking in this room.

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

               -   Do you mind opening the window

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

                -  The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ(นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                                     สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่  

                       -   Victor’s car was too badly damaged to be worth __________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ______________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้  มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ  “Busy”  (ยุ่งอยู่กับ)   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                - She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

               - They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

               - Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

               -  These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                 นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี  ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good” (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)  เช่น

                 - It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

                 - It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

18. A: “Why isn’t John studying?”

(ทำไมจอห์นไม่ได้กำลังอ่านหนังสืออยู่ล่ะ)

      B: “He _____________________________.”

(เขา _________________________________________ )

(a) too tired to study

(b) is too tired for studying

(c) is too tired to study    (เหนื่อยเกินไปที่จะอ่านหนังสือ – หรือเรียนหนังสือ)

(d) is tired too much to study

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + is (am, are, was, were) + Too + Adjective + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่  

                           -   This passage is too difficult _______________________.

(ตอนหนึ่งของข้อเขียนนี้ยากเกินไป ________________________________ )

(a) to explain for me

(b) for me to explain it

(c) to explain it for me

(d) for me to explain    (สำหรับผมที่จะอธิบาย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ไม่ต้องมี   “It”  ข้างหลัง   “Explain”  เนื่องจากถือว่ามี   “Passage”  อยู่แล้ว

                                 ตัวอย่างที่  ๒

                              -   I am too busy ________________________ with you.

(ผมมีธุระยุ่งเกินไปที่จะ _________________________________ กับคุณ)

(a) go

(b) going

(c) to go    (ไป)  

(d) that I can’t go

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการใช้  “To + Verb” ตามหลัง  “Adjective” หรือ“Adverb”  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน  (คือ คำคุณศัพท์ หรือ คำกริยาวิเศษณ์)  สำหรับในประโยคข้างบน    ใช้  “To go”  เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายคำคุณศัพท์ “Busy” {มีธุระยุ่ง (เกินไป) ที่จะไป}  ตัวอย่างอื่นๆประเภทนี้   ได้แก่

                    -   Some people think that the Chinese language is too difficult to understand.

(บางคนคิดว่าภาษาจีนยากเกินไปที่จะเข้าใจ)

                   -   She is too arrogant to talk to us.

(เธอหยิ่งยโสเกินไปที่จะพูดคุยกับเรา)

                   -   His house is too far to walk.

(บ้านของเขาไกลเกินไปที่จะเดิน)

                    -   She is well enough to go out again.

(เธอสบายดีพอที่จะออกไปข้างนอกอีกครั้งหนึ่ง)

                   -   The news is too good to believe.

(ข่าวนี้ดีเกินไปที่จะเชื่อได้ว่าเป็นจริง)

                    -   It is easy to say, not to do.

(มันง่ายที่จะพูด  ไม่ใช่ทำ)

                   -   He walked quickly to catch the bus.

(เขาเดินอย่างเร็วเพื่อให้ทันรถเมล์)

 

19. ______________ the heavy storm, a number of houses were severely devastated by it.

(_____________________ พายุจัด  บ้านจำนวนมากถูกทำลายอย่างรุนแรงโดยมัน)

(a) During    (ในระหว่าง)  (เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ วลี)

(b) While    (ในขณะที่)  (ตามด้วยประโยค คือ “Subject + Verb”)

(c) Since    (ตั้งแต่, เพราะว่า)  (เมื่อหมายถึง “ตั้งแต่” อาจตามด้วยวลี หรือ ประโยค ก็ได้  แต่ถ้าหมายถึง  “เพราะว่า”  ต้องตามด้วยประโยคเพียงอย่างเดียว)

(d) Instead of    (แทนที่จะ)  (เป็น  “Preposition” ต้องตามด้วยคำนาม หรือ วลี)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เพราะถูกหลักไวยากรณ์ และได้ความหมาย  ดูตัวอย่างการใช้คำจากประโยคข้างล่าง

                       -  I want you to wait here while I’m buying the fruit.

(ผมต้องการให้คุณรออยู่ที่นี่  ในขณะที่ผมกำลังซื้อผลไม้)

                       -  Did you meet my sister during our stay in Tokyo?

(คุณพบน้องสาวของผม ในระหว่างที่คุณพักในโตเกียวหรือเปล่า)

                      -  During the lecture professor Woods spoke on various topics.

(ในระหว่างเล็คเชอร์  อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

                      -  While he was giving a lecture, professor Woods spoke on various topics.

(ในขณะที่เขากำลังเล็คเชอร์  อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

                      -  During the rain Jim went under a tree for a shelter.

(ระหว่างฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

                      -   When it rained, Jim went under a tree for a shelter.

(เมื่อฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

                       -   Instead of going home to his wife, he took his secretary to the cinema.

(แทนที่จะกลับบ้านไปหาภรรยา  เขาพาเลขาฯ ของเขาไปดูหนัง)

                       -   I wore mittens instead of (= in place of = in lieu(ลู) of) gloves.

(ผมสวมถุงมือแบบปล่อยให้นิ้วโผล่ออกมาแทนถุงมือแบบคลุมนิ้ว)

                       -   The grown-ups had coffee but the children wanted milk instead of (= in place of = in lieu of) coffee.

(ผู้ใหญ่ดื่มกาแฟ  แต่เด็กๆต้องการนมแทนกาแฟ)

                       -   The boys went fishing instead of (= in place of = in lieu of) going to school.

(พวกเด็กผู้ชายไปตกปลาแทนที่จะไปโรงเรียน)

                        -   The Vice-President talked at the meeting instead of (= in place of = in lieu of) the President, because the President was sick.

(รองประธานาธิบดีกล่าวในที่ประชุมแทนท่านประธานาธิบดี  เพราะว่าท่านประธานาธิบดีป่วย)

                       -   The magician appeared on the program instead of (= in place of = in lieu of) a singer.

(นักมายากลปรากฏตัวในรายการแทนนักร้อง  -  เนื่องจากนักร้องป่วยหรือติดภารกิจ)

                       -   While I was overseas, she was in London studying.

(ในขณะที่ผมอยู่ต่างประเทศ  เธออยู่ในลอนดอนเพื่อเรียนหนังสือ)

                       -   She was watching TV while her mother was cooking.

(เธอกำลังดูทีวี  ในขณะที่แม่กำลังปรุงอาหาร)

                       -   He stayed with Mom and me while Dad sat with Dr. Smith in the living-room.

(เขาอยู่กับแม่และฉัน  ในขณะที่พ่อนั่งอยู่กับหมอสมิธในห้องรับแขก)

                        -   They decided to seek a less expensive place while in Paris.

(พวกเขาตัดสินใจหาสถานที่ (พักอาศัย) แพงน้อยกว่ากันในปารีส)

                        -   Jim likes to smoke while eating his dinner.

(เขาชอบสูบบุหรี่ขณะกินอาหารค่ำ)

                        -   He had taken out his handkerchief several times while talking to her and blown his nose.

(เขาควักผ้าเช็ดหน้าออกมาหลายครั้งในขณะที่คุยกับเธอ  และสั่งน้ำมูก)

                                          สำหรับ  “Since”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่  ๑

                             -   Nobody has come to see us since we _____________ to our new home.

(ไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนเรา  ตั้งแต่เรา ______________________ ไปอยู่บ้านหลังใหม่)

(a) moved    (ย้าย)

(b) move

(c) have moved

(d) had moved

ตอบ   -   ข้อ   (a)  กริยาที่อยู่ในอนุประโยคที่นำหน้าด้วย  “Since” (ตั้งแต่) จะอยู่ในรูปอดีต  “Past tense” (Verb 2  )เสมอสำหรับ  “Since”  ถ้าหมายถึง  “เพราะว่า” จะใช้เหมือนกับ  “Because”  แต่ถ้าหมายถึง  “ตั้งแต่”  อาจตามด้วยคำนามหรือวลี  หรือตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  ก็ได้  และมักใช้กับ   “Present perfect tense”  หรือ  “Present perfect continuous tense”   ซึ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  เช่น

                    - He has read since the morning.  (since +วลี)

(เขาอ่านหนังสือมาตั้งแต่เช้าแล้ว – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

                    - She has been cooking since 6:00 p.m(since +วลี)

(เธอปรุงอาหารมาตั้งแต่ ๖.๐๐ น. (ตอนเย็น) แล้ว – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังปรุงอยู่)

                   - They have worked in the factory since last June.  (since +วลี)

(พวกเขาทำงานในโรงงานตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังทำอยู่)

                  - We have lived here since we were young.  (since +ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอาศัยอยู่)

                  - Since 10:00 a.m., they have been reading in the library. (since +วลี)

(ตั้งแต่ ๑๐ โมงเช้าแล้วที่พวกเขาอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

                  - He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)  (since +วลี)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                  - We have lived in Bangkok since we were born.  (since +ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เราเกิด – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

                    - We have played football since we were in college.  (since +ประโยค)

(เราเล่นฟุตบอลตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่)

 

20. A: “Why did they go up the mountain?”

(ทำไมพวกเขาจึงขึ้นไปบนเขา)

       B: “_______________________ the eclipse of the moon.”

(__________________________________________ จันทรคราส)

(a) Watched

(b) Watching

(c) Had watched

(d) To watch    (เพื่อจะดู)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  ใช้   “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  นำหน้าประโยค (หรือ ไว้ข้างในประโยคก็ได้)   เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  ว่าทำกริยานั้นๆ เพื่ออะไร  ในกรณีของประโยคข้างบน   “ขึ้นไปบนเขา  เพื่อดูจันทรคราส”    ดูเพิ่มเติมการใช้โครง สร้างแบบนี้  จากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่             จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑)  -  (๔)

                          -   Designers of (1) consumer products consult research personnel to (2) be determine public (3) reaction to new designs and to (4) obtain new ideas.

(นักออกแบบสินค้าบริโภค  จะปรึกษากับบุคลากรด้านการวิจัยเพื่อกำหนดปฏิกิริยาของสาธารณชน  ที่มีต่อรูปแบบสินค้าใหม่ๆ  และเพื่อให้ได้รับความคิดใหม่ๆด้วย)

ตอบ   –   ข้อ  (2)  ก้เป็น   “determine”  นื่องจากตามหลัง  To”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Infinitive” (Verb ช่องที่ 1)  (ปรึกษากับ.............เพื่อ.............)  กล่าวคือ  “ประธานของประโยค  ทำกริยาอย่างหนึ่ง  เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง”  ซึ่งในกรณีนี้เป็นการใช้  “To + Verb 1”  ขยายหลังคำกริยา  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เพื่อบอกว่า  ทำกริยานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร   เช่น

                  -    All students come to school to learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

                  -    People should eat to live, not live to eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่มิใช่อยู่เพื่อกิน)

                  -    I went there to meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

                  -    She studied hard to get a scholarship.

(เขาเรียนหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

                  -    We stopped at the restaurant to eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

                  -    He works hard to pass the exam.

(เขาขยันเรียนเพื่อจะได้สอบผ่าน)

                  -    She gets up early to catch the bus.

(เธอตื่นแต่เช้าเพื่อให้ทันรถเมล์)

                   -    They stayed up late to study for their exam.

(พวกเขาอยู่จนดึกเพื่อศึกษาสำหรับการสอบ)

                                 ในหลายๆ กรณี  นิยมนำ  “To + Verb 1”  มาวางไว้ข้างหน้าประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ของประธานฯ ที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  ว่าประธานฯ ทำกริยาด้วยวัตถุประสงค์ใด   ดังประโยคข้างล่าง

                    -   To see the doctor at his office, you must make an appointment with him.

(เพื่อที่จะพบแพทย์ที่สำนักงานของเขา, คุณจะต้องทำการนัดหมายกับเขา)

(ใช้วลีที่ขึ้นต้นด้วย   “Infinitive with to” (To + verb 1)  วางไว้ข้างหน้าประโยค เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ หมายถึง  “เพื่อที่จะ..............”หรืออาจใช้   “In order to”  หรือ  “So as to”  แทนก็ได้   นอกจากนั้น   ยังสามารถเอาวลีที่ขึ้นต้นด้วย  “To + verb 1”  ไปไว้ข้างท้ายประโยคก็ได้  โดยความหมายเหมือนเดิมทุกประการ  (แต่ควรมีการเปลี่ยนสรรพนามให้เหมาะสม)   ดังเช่นประโยคข้างบน  สามารถเขียนได้ใหม่เป็น

                    -   You must make an appointment with the doctor to see (so as to see หรือ  in order to see) him at his office.

                         ตัวอย่างประโยคอื่นๆในแบบนี้ เช่น

                    -    To succeed in life, one must work hard.

(เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต  คนเราต้องทำงานหนัก)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก  ๔  ประโยคข้างล่าง)

(= One must work hard to succeed in life.)

(= In order to succeed in life, one must work hard.)

(= So as to succeed in life, one must work hard.)

(= One must work hard in order to (so as to) succeed in life.)

 

                    -    To speak good English, you must practice speaking it every day.

(เพื่อที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี  คุณจะต้องฝึกพูดมันทุกวัน)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก  ๓  ประโยคข้างล่าง)

(= In order to speak good English, you must practice speaking it every day.

(= So as to speak good English, you must practice speaking it every day.)

(= You must practice speaking it every day to (in order to, so as to) speak good English.)

 

                    -    To be there In time, you must get up early.

(เพื่อที่จะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คุณจะต้องตื่นแต่เช้า)

(= So as (In order) to be there in time, you must get up early.

(= You must get up early to (in order to, so as to) be there in time.)

 

                    -    To get a scholarship to study abroad, you must spend more time with your study.

(เพื่อให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  คุณจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนของคุณ)

(= In order (So as) to get a scholarship, you must……….

(= You must spend more time with your study to get (in order to get, so as to get) a scholarship to study abroad.)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้