หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 219)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. He urged _________________________ for Mr. Brown.

(เขากระตุ้น (พยายามชักนำ) _______________________ ให้มิสเตอร์บราวน์)

(a) her in voting

(b) she to vote

(c) that she voted

(d) that she vote    (ว่าเธอ (ควรจะ) ลงคะแนนเสียง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นตามโครงสร้าง  “Subject + Urge + That + Subject + Verb 1”  ซึ่งอยู่ในรูป “Present subjunctive”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทนี้จากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ 

                   -   We proposed that severe measures ________________ to combat crime.

(เราเสนอว่ามาตรการรุนแรง (เข้มงวด) _________________ เพื่อต่อสู้กับอาชญากรรม)

(a) adopt

(b) be adopted    (ถูกรับมาใช้)

(c) to be adopted

(d) would be adopted

ตอบ   -   ข้อ    (b)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Present subjunctive”  คือมีกริยา   “Propose”  โดยมีรูป  “Propose +That + Subject + Verb 1” (Active voice)  และ  “Propose +That + Subject + Be + Verb 3” (Passive voice)

ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                          ตัวอย่างที่ 

                      -   The teacher suggested that ____________________.

(ครูแนะนำว่า ___________________________________________ )

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ กริยา  “Study” เหมือนมีคำว่า “Should” อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ 

                           ตัวอย่างที่ 

                       -   The company states that it is necessary that an employee ___________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน ____________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                          ตัวอย่างที่ 

                      -   He recommended that I ____________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม __________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    (ควรไป)

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should ลงไปข้างหน้าก็ได้)  

                          ตัวอย่างที่ 

                       -   I suggested to her that her husband ________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ _________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                        ตัวอย่างที่  

                     -  It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ________________________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร)______________________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจากโครงสร้างแบบ  “Passive voice”  (Should be given)  โดยละ “Should”  ไว้ในฐานที่เข้าใจ

                         ตัวอย่างที่ 

                     -   I will recommend that the student __________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น _______________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                            ตัวอย่างที่ 

                        -   Many customers have requested that we _____________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา ____________________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed” หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”      ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

                           ๑.   อยู่หลัง  “กริยา + that”   ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

          demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

          require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

          propose that   (เสนอว่า)

          request that   (ขอร้องว่า)

          recommend that   (แนะนำว่า)

          ask that   (ขอร้องว่า)

          order that   (สั่งว่า)

          urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

          suggest that   (แนะนำว่า)

          advise that   (แนะนำว่า)

          insist that   (ยืนกรานว่า)

          prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                 ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

               -  The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

               -  He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

               -  The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

               -  The passenger demanded (that) his luggage be sent to the address attached on it.

(ผู้โดยสารเรียกร้องว่ากระเป๋าเดินทางของเขาควรถูกส่งไปยังที่อยู่ที่แปะติดกับมัน)

               -  I suggest (that) he come early.

 (ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

               -  The principal ordered (that) the students be punished for coming late.

(ครูใหญ่สั่งว่านักเรียนควรถูกลงโทษที่มาสาย)

               -  The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

               -  The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

               -  The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

               -   She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

               -  The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

               -  I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

               -  He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

              -  Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

               -  They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

               -  She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice = เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

               -  I suggested (that) he (should) be more careful.

               -  She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                   ๒.  “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + that + Subject + Verb 1”    โดยกริยาใน “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

          -    It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

          -    It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

          -    It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

          -    It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

         -    It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

          -    It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

          -     t is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

          -    It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

2. We discussed _______________________ we should close the shop.

(เราประชุมปรึกษากันว่า  เราควรปิดร้าน _____________________________ )

(a) until    (จนกระทั่ง)

(b) whether    (หรือไม่)

(c) or else    (มิฉะนั้น)

(d) as    (เพราะว่า, ในขณะที่)

 

3. Mr. Thomson is the candidate _____________________ I suppose will win.

(มิสเตอร์ทอมสันเป็นผู้สมัครเข้าแข่งขัน ______________________ ผมคาดการณ์ว่าจะชนะ)

(a) which

(b) whom

(c) who    (ผู้ซึ่ง)

(d) whose

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นประธานของอนุประโยค  “Who (I suppose) will win

 

4. Bronze _____________________ with use or grow brittle quickly, as copper does.

(ทองสัมฤทธิ์ ___________ ด้วยการใช้งาน  หรือ (มิได้) เปราะอย่างรวดเร็ว  เหมือนที่ทองแดงเป็น)

(a) not bending

(b) does not bend    (ไม่โค้งงอ)

(c) that does not bend

(d) to not bend

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นกริยาแท้รูปปฏิเสธ (ตัวที่  ๑) ของประโยค  ส่วนกริยาตัวที่  ๒  คือ  “(Does not) grow

 

5. _______________________, Alexander Graham Bell was still a young man.

(_________________________  อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์  ยังคงเป็นคนหนุ่มอยู่)

(a) He invented the telephone

(b) The telephone was invented

(c) His invention of the telephone

(d) When he invented the telephone    (เมื่อเขาประดิษฐ์คิดค้นโทรศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นอนุประโยคในแบบ  “Adverb clause of time” ส่วนที่เหลือเป็นประโยคใหญ่  (Alexander Graham Bell was still a young man)

 

6. The art of making women’s hats ____________________ millinery.

(ศิลปะของการทำหมวกสตรี ___________________________ “millinery”)

(a) called

(b) is called    (ถูกเรียกว่า)

(c) are called

(d) calling

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  เพราะประธานประโยค  (The art)  ซึ่งเป็นเอกพจน์  เป็นผู้ถูกกระทำ  คือ  “ถูกเรียกว่า”  โดยมี   “Of making women’s hats”  เป็นส่วนขยายประธาน

 

7. The grape is the ________________________, juicy fruit of a woody vine.

(องุ่นสีม่วงเป็นผลไม้ที่ ____________________ และมีน้ำมาก  ของเถาองุ่นที่คล้ายไม้)

(a) smooth-skinned    (เปลือกเรียบ)

(b) skinned is smooth

(c) skin, which is smooth

(d) smooth-skin

ตอบ   -   ข้อ    (a)  ดูคำอธิบายจากข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่ 

                        -   They are ___________________________ people.

(พวกเขาเป็นคน _________________________________________ )

(a) skin-dark

(b) dark-skin

(c) skinned-dark

(d) dark-skinned    (ผิวดำคล้ำ)

ตอบ   -   ข้อ   (d) 

                               ตัวอย่างที่ 

                           -    A woman with white hair is a __________________ woman.

(ผู้หญิงที่มีผมสีขาว  คือผู้หญิง ___________________________________ )

(a) white hair

(b) white-hair

(c) white haired

(d) white-haired    (ผมขาว)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

               -   True hibernation takes place only among warm-blooded animals.

(การจำศีลหน้าหนาวของสัตว์อย่างแท้จริง  เกิดขึ้นเฉพาะในบรรดาสัตว์เลือดอุ่น)

                                ประโยคข้างบนต้องใช้ “Warm-blooded”  เนื่องจากมีโครงสร้างเป็น (Compound adjective) คือ คำ  ๒  คำ ที่รวมกันเป็นคุณศัพท์ (Adjective) คำเดียว จะต้องมีขีด  ( - )  คั่นกลางเสมอ  และเป็นกรณีเดียวที่สามารถเติม  “Ed” หลังคำนามได้  ตัวอย่าง เช่น

                - a shame-faced look – ท่าทางเสียใจเพราะความละอาย

                - an absent-minded man – คนใจลอย

                - service-minded people – คนจิตอาสา

                - a short-sighted girl – เด็กหญิงสายตาสั้น หรือไม่มีวิสัยทัศน์

                - a black-haired boy – เด็กชายผมดำ

                - a big-eyed girl – เด็กหญิงตาโต

               - red-faced people คนหน้าแดง (เป็นเผ่าพันธุ์)

              - a baby-faced man คนหน้าเด็ก (หน้าอ่อนกว่าวัย)

              - a thick-skinned boy – เด็กหน้าด้าน (เด็กหนังหนา)

             - a right-handed man – ผู้ชายถนัดมือขวา

             - a left-handed woman – ผู้หญิงถนัดมือซ้าย

             - a light-fingered boy – เด็กมือไว (มือเบา)

             - a cold-blooded animal – สัตว์เลือดเย็น

             - a long-sighted woman – ผู้หญิงสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

             - a long-legged man – ผู้ชายขายาว

             - a big-headed boy – เด็กหัวโต

             - a far-sighted person – คนสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

             - a round-eared girl – เด็กผู้หญิงหูกลม

 

8. Scarcely _____________ his election speech when the assassin shot him down.

(ยังไม่ทันที่ ____________ สุนทรพจน์ในการเลือกตั้ง  เมื่อผู้ลอบสังหารยิงเขาล้มลง)

(a) has he finished    (ผิด  เพราะ “tense” ไม่สอดคล้องกับ “tense” ในประโยคย่อย (อนุประโยค) (when………….. down.) ที่มีคำกริยาเป็นอดีต “shot”)

(b) he has finished

(c) he had finished

(d) had he finished    (เขาจะ – พูด – จบ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจากหลักการเรียงคำในประโยค เมื่อเอา  “scarcely, hardly, rarely, seldom, never, never before, no sooner…….than”  มาไว้หน้าประโยค  เพื่อต้องการเน้นย้ำคำนั้นๆ   คือ

               -    Scarcely (hardly, never, never before) + Verb (ช่วย)  + Subject + Verb (แท้) + กรรม + ข้อความต่อๆไป  เช่น

               -    Never before have they seen such a beautiful place in their lives.

(= They have never before seen such a ……………….)

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่พวกเขาได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้นในชีวิต)

               -    Rarely will she find such a good job with a high income.

(= She will rarely find such a ………………)

(หายากที่เธอจะได้เจองานที่ดีพร้อมด้วยรายได้สูง)

               -    Seldom did we hear a good news like that.

(= We seldom heard a good ……………….)

(เราแทบจะไม่ได้ยินข่าวดีเช่นนั้น)

               -    Never does he come to school in time.

(= He never comes to school in time.)

(ไม่เคยเลยที่เขามาโรงเรียนทันเวลา)  (คือ  เขามาสายเสมอ)

 

9. Mary has never been to Spain, and ______________________.

(แมรี่ไม่เคยไปสเปน  และ __________________________________ )

(a)  I have neither

(b)  neither have I    (ผมก็ไม่ ................. (เคยไป) ................. เช่นเดียวกัน)

(c)  neither I have

(d)  I neither have

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องเรียง   “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + (Verb  แท้)”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบเดียวกันใน  ข้อ  ๘  ของข้อสอบชุดนี้

 

10. An electrical motor _______________ electrical energy into mechanical energy.

(มอร์เตอร์ไฟฟ้า ____________________________ พลังงานไฟฟ้าเป็นพลังงานกล)

(a) is converted    (ถูกเปลี่ยน)

(b) which converts    (ซึ่งเปลี่ยน)

(c) converts    (เปลี่ยน)

(d) is converting    (กำลังเปลี่ยน)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความนี้เป็นข้อเท็จจริง  จึงใช้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน Present simple tense”  และต้องอยู่ในรูป  “Active voice”  ด้วย  เพราะประธานของประโยค  (An electrical motor) เป็นผู้ทำกริยา “Converts”

 

11. I prefer to work in a small company _____________ more intimate than a large company.

(ผมชอบทำงานในบริษัทเล็กๆ __________ ที่คุ้นเคย-สนิทสนม (แก่ผม) มากกว่าบริษัทใหญ่ๆ)

(a) is because it

(b) because is it

(c) because it is    (เพราะว่ามันเป็น)

(d) it is because

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเรียงคำตามปกติ  {because + it + is (was) + adjective (more intimate)}

 

12. Let’s go out for dinner tonight after work, ____________________?

(พวกเราออกไปข้างนอกเพื่อกินอาหารเย็นกันนะคืนนี้  หลังงานเลิก, ____________)

(a)  don’t we

(b)  don’t you

(c)  shan’t we

(d)  shall we    (เอาไหมพวกเรา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากในประโยคชักชวนที่ขึ้นต้นด้วย  “Let’s”  ในส่วนต่อท้าย  (Tag) จะต้องใช้  “shall we”  เสมอ  ส่วนถ้าเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  ในส่วน Tag” จะต้องใช้ “will you” เช่น

                  - Please come and see me at home tomorrow, will you?

 (กรุณามาและพบผมที่บ้านวันพรุ่งนี้,   ได้ไหม)

                  - Stop smoking in the bus, will you?

(หยุดสูบบุหรี่บนรถประจำทาง,  ได้ไหม)

 

13. The gentleman _____________________ is an old friend of my father’s.

(สุภาพบุรุษ _____________________________ เป็นเพื่อนเก่าของพ่อของผม)

(a) is crossing the street    (คำอธิบายเหมือนในข้อ  “c”)

(b) who crossing the street    (ถ้าจะตอบข้อนี้  ต้องแก้เป็น “who is crossing the street”)

(c) crosses the street    ( “is” เป็นกริยาแท้ของประโยคแล้ว “crosses” จะมา

เป็นกริยาแท้ซ้อนอีก โดยไม่มีคำเชื่อมไม่ได้)

(d) crossing the street    (ผู้ข้าม – หรือกำลังข้าม – ถนน)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจาก “who (that) is crossing the street” หรือ   “who (that) crosses the street”  ทั้งนี้  เราเรียก  “crossing the street” ว่าเป็น  “Present participle phrase” ซึ่งทำหน้าที่ขยายคำนาม  เพื่อบ่งบอกว่า คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  ดังเช่น  ในประโยคข้างบน  “สุภาพบุรุษ  ทำกริยา  ข้ามถนน

 

14. Most American families have pie for dinner at times.  The words at times means _________________________.

(ครอบครัวอเมริกันส่วนใหญ่กินขนมพายสำหรับอาหารค่ำ  เป็นครั้งคราว-เป็นบางโอกาส   คำว่า “At times”  หมายความว่า ________________________________ )

(a) occasionally    (เป็นบางโอกาส, เป็นครั้งคราว, ไม่บ่อยนัก)

(b) once in a while    (เป็นบางโอกาส, เป็นครั้งคราว, ไม่บ่อยนัก)

(c) now and then    (เป็นบางโอกาส, เป็นครั้งคราว, ไม่บ่อยนัก)

(d) now and again    (เป็นบางโอกาส, เป็นครั้งคราว, ไม่บ่อยนัก)

(e) all of the above    (ทุกข้อข้างบน)

ตอบ    -    ข้อ   (e)  “At times” หมายถึง  “เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส, ไม่บ่อยนัก

 

15. Literature played __________ important part in the lives of the leisured class in England.

(วรรณคดี-วรรณกรรมมีส่วนสำคัญ ________________________ ในชีวิตของชนชั้นที่มีเวลาว่าง (ชนชั้นกลาง) ในประเทศอังกฤษ  -  เมื่อเปรียบเทียบกับชนชั้นอื่นๆ)  (หมายถึง  เมื่อคนมีเวลาว่างจากการทำงาน  ก็มีเวลามาสนใจอ่านหนังสือประเภทวรรณคดี-วรรณกรรม)

(a) much more

(b) far more

(c) a much more    (มากกว่ากันอย่างมากมาย)

(d) much

ตอบ    -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ระหว่างชนชั้นที่มีเวลาว่าง  คือ ชนชั้นกลาง  กับชนชั้นอื่นๆ ในประเทศอังกฤษ  โดยละชนชั้นอื่นๆ  ไว้ในฐานที่เข้าใจ  (ไม่ได้เขียนลงไป)  และเนื่องจาก  “Important”  เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้  “More”  ขยาย  (สำคัญมากกว่า)  และเมื่อต้องการบอกว่า  “สำคัญมากกว่าอย่างมากมาย”  จึงต้องใช้   “Much”  หรือ  “Far”  ขยายหน้า  “Important”  ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  จากประโยคข้างล่าง

                          ตัวอย่างที่  

                      -   Last night’s homework was hard, but this is ________________ difficult.

(การบ้านของเมื่อคืนนี้ยาก  แต่ (การบ้าน) นี่  ยาก  _________________________)

(a) much more    (กว่ามากมาย)

(b) too much more

(c) too

(d) more too

ตอบ   -   ข้อ  (a)

                            ตัวอย่างที่  

                         -   It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, ________________________________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า  แย่กว่า ___________________________________ ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a) very

(b) so

(c) much    (มาก, มากมาย)  (หรืออาจใช้“Far”ก็ได้)

(d) more

ตอบ   -   ข้อ  (c)   ในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “ร้อนกว่ามาก”“สวยกว่ามาก”  ให้ใช้  “Much” และ  “Far”  ขยาย   (ห้ามใช้  “Very”

                           ตัวอย่างที่  

                        -   She looks much __________________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง _____________________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)เพียงแต่ไม่มี  “Than”ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆแล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต เช่น เมื่อวานนี้ หรือ สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ จะต้องใช้   “Very”  แทน  “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”   ให้ใช้   “Much”  และ  “Far”  เท่านั้น  (สำหรับความหมาย  “อย่างมาก”)   ห้ามใช้“Very

                          ตัวอย่างที่  

                       -   The scenery looks ____________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ _________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”(Comparative degree)  ถ้าต้องการบอกว่า  “มากกว่าอย่างมากมาย”  เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “หนาวกว่ามาก”  ฯลฯ   สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”  ได้  ๒  คำ คือ   “Much” และ   “Far”  ห้ามใช้  “Very”  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “far more pleasant”  ก็ได้

                            ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น  “much bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “much older” (แก่กว่ามาก)  “far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “far colder” (หนาวกว่ามาก)  “much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)  “far smaller” (เล็กกว่ามาก)  “far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)

                           ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”   “หนาวกว่านิดหน่อย”  “หนักกว่าเล็กน้อย”   “เบากว่าเล็กน้อย”   “แพงกว่านิดหน่อย”    “ยากกว่านิดหน่อย”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                          ตัวอย่างที่  

                       -  I hope you will try _________________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น ____________________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -   ข้อ (d)  เมื่อขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น  “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่าเพียง  “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้  “A little, A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger” (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder”  (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important”  (สำคัญกว่าเล็กน้อย)   เป็นต้น

 

16. The two really important things in life are a good bed and a fine pair of shoes.  When you’re not in one, you’re in ____________________.  (Norwegian proverb)

(สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง  ๒  อย่างในชีวิต  คือ  เตียงนอนที่ดีๆ ตัวหนึ่ง  และรองเท้าดีๆ คู่หนึ่ง  ทั้งนี้  เมื่อคุณไม่อยู่ในสิ่งหนึ่ง  คุณก็จะอยู่ใน _____________________  (ในบรรดาของ  ๒  สิ่ง คือ เตียง และ รองเท้า)  (สุภาษิตนอร์เว)  (ความหมาย คือ  เตียงนอนดีๆ คือ ที่สำหรับพักผ่อนหลังจากการทำงานหาเลี้ยงชีพ  ส่วนรองเท้า คือ สิ่งที่คนเราจะต้องสวมใส่เวลาออกไปทำงานนอกบ้าน  เพราะฉะนั้น  ของ  ๒  สิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในทัศนะของคนนอร์เว  กล่าวคือ  คนเราถ้าไม่ทำงาน  (โดยใส่รองเท้าออกไปนอกบ้าน)  ก็พักผ่อน  (อยู่บนเตียง)  ชีวิตคน (นอร์เว) จึงวนเวียนอยู่กับของ  ๒  สิ่งนี้  เพราะคนนอร์เวไม่สนใจกับเรื่องสนุกสนาน  เนื่องจากชีวิตต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บตลอดทั้งปี  เพราะประเทศตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลก)

(a) the other   (อีกสิ่งหนึ่ง)

(b) the others

(c) others

(d) other

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากเราใช้   “The other”  เพื่อชี้เฉพาะ หรือบอกว่า  “อีกหนึ่งที่เหลือ  จากจำนวน   ๒   สิ่ง  ๒  คน  หรือ  ๒   ตัว”  {เมื่อใช้  “The other”  แบบลอยๆ  ถือเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)   แต่ถ้าใช้ขยายคำนาม  ถือเป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)} ดังประโยคข้างล่าง

               - Hold it in your right hand, not the other.  (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ถือมันไว้ในมือขวาของคุณสิ  ไม่ใช่มือซ้าย)  (คนเรามี  ๒  มือ)

               - Tim and Tom had told me that they would come to my party, but only Tim came, the other did not.  (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ทิมและทอมบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงของผม  แต่ทิมมาเพียงคนเดียว  อีกคนหนึ่งไม่มา)  (คือทอมไม่มา  -  ทอมคืออีกคนหนึ่งที่เหลือจาก  ๒  คน)

                - One half of the world does not know how the other half lives.   (ใช้แบบ“Adjective”ขยายคำนาม “Half”)

{(ผู้คน) ครึ่งหนึ่งของโลกไม่รู้ว่า (ผู้คน) อีกครึ่งหนึ่ง (ของโลก) มีชีวิตอย่างไร} (หมายถึง  คนร่ำรวยในซีกโลกหนึ่ง  ไม่รู้ว่าคนยากจนในอีกซีกโลกหนึ่งมีชีวิตอย่างไร)  (โลกแบ่งออกเป็น  ๒  ซีก คือ ตะวันตกและตะวันออก  ประโยคข้างบนกล่าวถึงซีกโลกที่เหลือ  จากซีกที่ได้กล่าวไปแล้ว)

                              กล่าวโดยสรุป  “เมื่อทราบว่ามีของ  ๒  สิ่ง  คน  ๒  คน  สัตว์  ๒  ตัว  ใช้  “One”   คู่กับ   “The other”   ดังประโยคข้างล่าง

                - There are two boys in this room, one is big and the other is small.

(มีเด็ก  ๒  คนในห้องนี้  คนหนึ่งตัวใหญ่  อีกคนหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  คน) ตัวเล็ก)

                - One cooks and the other cleans the house.

(คนหนึ่งปรุงอาหาร  และอีกคนทำความสะอาดบ้าน)  (ในบ้าน มีคนเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

                 - There are 2 sentences on the page.  One is the answer to the first question and the other is the answer to the second question.

(มี  ๒  ประโยคอยู่ในหน้าหนังสือนั้น  ประโยคหนึ่งเป็นคำตอบของคำถามแรก  และอีกประโยคหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  ประโยค) เป็นคำตอบของคำถามที่  ๒)

                - First he stood on one foot, then he stood on the other.

(ในตอนแรก  เขายืนบนขาหนึ่งก่อน  และต่อมา  เขายืนบนขาอีกข้างหนึ่ง)  (คนมี  ๒  ขา)

                - The twins look exactly alike, one can’t be distinguished from the other.

(ฝาแฝดคู่นั้นมีท่าทางเหมือนกันเป๊ะ  ไม่สามารถแยกความแตกต่างของคนหนึ่งจากอีกคนหนึ่งได้)  (แฝด  ๒  มีเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

                - There are 2 seats left, I don’t want to sit near the door, so I guess I’ll have to take the other one.

(มีที่นั่งเหลืออยู่  ๒  ที่  ผมไม่ต้องการนั่ง (ที่นั่ง) ติดประตู  ดังนั้น  ผมคาดว่าผมจำเป็นต้องนั่งที่นั่งอีกตัวหนึ่ง  -  ที่เหลืออยู่)

                               อย่างไรก็ตาม  เราใช้  “The other”   กับ  สิ่ง (คน, สัตว์)  ที่เหลือเพียงสิ่งเดียว (เอกพจน์) สุดท้าย  จากของจำนวนมากเท่าใดก็ได้  (ไม่จำเป็นต้องจากของเพียง  ๒  สิ่ง)   เช่น

                  -  Of these books, two are about space travel, how about the other?

(ในบรรดาหนังสือเหล่านี้    ๒ เล่มเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ  แล้วอีกเล่ม  (ที่เหลือเล่มสุดท้าย) เกี่ยวกับอะไร)  (หนังสือมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด  ๓  เล่ม)

                  -  There are ten cars in the showroom; two are black, three are red, four are white and the other is bronze.

(มีรถ  ๑๐  คันในโชว์รูม  ๒ คันมีสีดำ  ๓ คันสีแดง  ๔ คันสีขาว  ส่วนคันที่เหลือสุดท้าย  สีบรอนซ์)  (มีรถทั้งหมด  ๑๐  คัน  บอกสีไปแล้ว  ๙  คัน  คันสุดท้ายสีบรอนซ์)

                                สำหรับ  “The others”  ใช้บอกจำนวนที่เหลือสุดท้าย   (เป็นพหูพจน์  คือ  ตั้งแต่  ๒  คน  ๒ สิ่ง  หรือ  ๒ ตัว  ขึ้นไป)  จากจำนวนทั้งหมด  ซึ่งอย่างน้อยต้องมีจำนวน  ๓  หรือมากกว่า  (ต้องรู้จำนวนรวมที่แน่นอน  ว่ามีทั้งหมดเท่าใด)   เช่น  

                  -  Here are 4 boxes, but I can carry only 2  -  please bring the others.

(นี่คือกล่อง  ๔  ใบ  แต่ผมแบกได้เพียง  ๒  ใบนะ  คุณกรุณาแบบอีก  ๒  ใบที่เหลือด้วย)

                  -  There are 7 mangoes on the table; you can take 3 and I’ll take the others.

(มีมะม่วง  ๗  ลูกบนโต๊ะ  คุณเอาไป  ๓  ลูกก็ได้  ส่วนผมจะเอาที่เหลือไป)  (คืออีก  ๔  ลูกที่เหลือ)

 

17. The steamship and the railroad, the automobile, and now the airplane have brought people into contact with ________________________.

(เรือกลไฟและรถไฟ  รถยนต์  และปัจจุบันเครื่องบิน  ได้นำผู้คนมาพบปะ-สัมผัส _________________________________ )  (คือ นำผู้คนมาพบกัน)

(a) each other    (ซึ่งกันและกัน)  (ระหว่าง  ๒  คน)

(b) one another    (ซึ่งกันและกัน)  (ตั้งแต่  ๓  คนขึ้นไป)

(c) some others

(d) others    (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากผู้คนจำนวนมากมาย  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                 - If my husband and I parted for a time, we tend to appreciate each other more.

(ถ้าสามีและฉันแยกกันชั่วเวลาหนึ่ง  เรามีแนวโน้มจะชื่นชม-เห็นคุณค่าซึ่งกันและกันมากขึ้น)  (ระหว่าง  ๒  คน)

               - When the two girls heard a knock on the door, they look at each other and said nothing.

(เมื่อเด็กหญิง  ๒  คนนั้นได้ยินเสียงเคาะประตู  เธอมองหน้ากัน  และไม่พูดอะไร)  (ระหว่าง  ๒  คน)

               - The members of community should try to help one another.

(สมาชิกชุมชนควรพยายามช่วยเหลือซึ่งกันและกัน)  (ชุมชนมีสมาชิกมากมาย)

 

18. Chronic bronchitis is _______________ of disablement and death in Great Britain.

(โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังเป็น __________ ของความพิการและการตายในสหราชอาณาจักร)

(a) one of major causes

(b) one of the major causes    (หนึ่งในสาเหตุสำคัญหลายๆประการ)

(c) one of the major cause

(d) one major causes

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                          ตัวอย่างที่ 

                      -  He is ______________________________ on the project.

(เขาเป็น ____________________________________________ ในโครงการ)

(a) one of young artists

(b) one of young artist

(c) one of the young artists    (หนึ่งในบรรดาศิลปินหนุ่ม)

(d) one of the young artist

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “One of the + Noun (plural)”  (หนึ่งในบรรดา.............)  สำหรับในกรณีที่นำมาขึ้นต้นเป็นประธานของประโยค   ต้องใช้กริยาตาม  “One”  เช่น

               -   One of the passengers was killed in the accident.

(ผู้โดยสารคนหนึ่งตายในอุบัติเหตุ)

               -   One of the cars was stolen from the parking lot.

(รถคันหนึ่งถูกขโมยไปจากลานจอดรถ)

                              ในกรณีที่อยู่ในประโยค แต่เป็นส่วนของอนุประโยค ต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับ “นามพหูพจน์” เช่น

                  -  Jim is one of the passengers who were killed in the accident.

(จิมเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งที่ตายในอุบัติเหตุ)

                 -  Tom is one of the students who are awarded a scholarship.

(ทอมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับทุนการศึกษา)

                -  She is one of the girls who have been admitted to the university.

(เธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย)

 

19.  A :  “What did you have for lunch?”

(คุณทานอะไรสำหรับอาหารกลางวัน)

     B : “___________________.”

(a) A few rice and a few oranges

(b) A little rice and a little oranges

(c) A little rice and a few oranges    (ข้าวนิดหน่อย  และส้มสองสามลูก)

(d) A few rice and a little oranges

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   “Few, A few”  ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์  ส่วน   “Little, A little”   ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)  และ  “Rice”  เป็นนามนับไม่ได้   ส่วน  “Orange”  เป็นนามนับได้   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Few, A few, Little, A little”  จากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่  

                        -   There are ______________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ __________________ พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little    (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย – ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little    (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง – ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย – ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง – ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few    (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องการบอกว่า  “มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”  ดังนั้น  การจะเลือกข้อใด  จึงต้องดูว่า  ใช้ขยายคำนามนับได้  (พหูพจน์) (ใช้  “Few”หรือ“A few”)  หรือนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little”  หรือ  “A little”)  และดูด้วยว่า  “มีน้อยมาก”  (ใช้ “Few” หรือ  “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”  (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 - She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

                - She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

               - I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

               - I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

 

20. He had the cook ____________________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว _____________________________________ น้ำชา)

(a) make    (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + Have + Someone + Do + Something”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่  

                       -   Please have the porter ______________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ _________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry    (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use” {(Subject) + have (has) + someone + do + somethingคือ  {(ประธาน) ให้ใครทำอะไร}

                              ตัวอย่างที่  

                          -   What would you have me _______________________?

(คุณจะให้ผม _________________________________________ อะไรครับ)

(a) mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + have + someone + do (verb 1) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ “Passive voice

สำหรับการใช้โครงสร้าง  “Causative use” ในแบบ “Active voice”  คือ“Subject + have+ someone +do (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ๑) + something”หรือ (= Subject + get +  someone + to do (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  มีดังนี้ คือ

               1. Subject + have + someone + do + something (กรรมของ  verb do”)

               2. Subject + get + someone + to do + something (กรรมของverb do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                                ทั้ง ๒ โครงสร้างข้างบน ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

               -  He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

               -  He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

               -  She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

               -  She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

               -  We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

               -  We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                               อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ {Subject + have (get)+ something + done + (by someone)} {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้   ทั้ง  “Have”  และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้  จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการดังตัวอย่าง

               -   He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

               -   He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

               -   She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

               -   She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

               -   We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

               -   We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

               -  He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

               -  She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

               -  We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้