หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 218)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. They are __________________________ people.

(พวกเขาเป็นคน __________________________________ )

(a) skin-dark

(b) dark-skin

(c) skinned-dark

(d) dark-skinned    (ผิวดำคล้ำ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ 

                   -   A woman with white hair is a __________________ woman.

(ผู้หญิงที่มีผมสีขาว  คือผู้หญิง _________________________________ )

(a) white hair

(b) white-hair

(c) white haired

(d) white-haired    (ผมขาว)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  -  True hibernation takes place only among warm-blooded animals.

(การจำศีลหน้าหนาวของสัตว์อย่างแท้จริง  เกิดขึ้นเฉพาะในบรรดาสัตว์เลือดอุ่น)

                             ประโยคข้างบนต้องใช้ “Warm-blooded”  เนื่องจากมีโครงสร้างเป็น (Compound adjective) คือ คำ  ๒  คำ ที่รวมกันเป็นคุณศัพท์ (Adjective) คำเดียว จะต้องมีขีด  ( - )  คั่นกลางเสมอ  และเป็นกรณีเดียวที่สามารถเติม  “Ed” หลังคำนามได้  ตัวอย่าง เช่น

                - a shame-faced look – ท่าทางเสียใจเพราะความละอาย

                - an absent-minded man – คนใจลอย

                - service-minded people – คนจิตอาสา

                - a short-sighted girl – เด็กหญิงสายตาสั้น หรือไม่มีวิสัยทัศน์

                - a black-haired boy – เด็กชายผมดำ

                - a big-eyed girl – เด็กหญิงตาโต

                 - red-faced people คนหน้าแดง (เป็นเผ่าพันธุ์)

                - a baby-faced man คนหน้าเด็ก (หน้าอ่อนกว่าวัย)

                - a thick-skinned boy – เด็กหน้าด้าน (เด็กหนังหนา)

               - a right-handed man – ผู้ชายถนัดมือขวา

               - a left-handed woman – ผู้หญิงถนัดมือซ้าย

              - a light-fingered boy – เด็กมือไว (มือเบา)

              - a cold-blooded animal – สัตว์เลือดเย็น

              - a long-sighted woman – ผู้หญิงสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

              - a long-legged man – ผู้ชายขายาว

              - a big-headed boy – เด็กหัวโต

              - a far-sighted person – คนสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

              - a round-eared girl – เด็กผู้หญิงหูกลม

 

2. We proposed that severe measures ________________ to combat crime.

(เราเสนอว่ามาตรการรุนแรง (เข้มงวด) _______________ เพื่อต่อสู้กับอาชญากรรม)

(a) adopt

(b) be adopted    (ถูกรับมาใช้)

(c) to be adopted

(d) would be adopted

ตอบ   -   ข้อ    (b)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Present subjunctive”  คือมีกริยา   “Propose”  โดยมีรูป  “Propose +That + Subject + Verb 1” (Active voice)  และ  “Propose +That + Subject + Be + Verb 3” (Passive voice)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                         ตัวอย่างที่ 

                      -  The teacher suggested that ___________________.

(ครูแนะนำว่า __________________________________________ )

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ กริยา  “Study” เหมือนมีคำว่า “Should” อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ 

                        ตัวอย่างที่ 

                     -   The company states that it is necessary that an employee ____________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน _____________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                            ตัวอย่างที่ 

                        -   He recommended that I ______________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม __________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    (ควรไป)

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should ลงไปข้างหน้าก็ได้)   

                         ตัวอย่างที่ 

                      -   I suggested to her that her husband ________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ _______________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                          ตัวอย่างที่  

                       -   It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ________________________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร)___________________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจากโครงสร้างแบบ  “Passive voice”  (Should be given)  โดยละ “Should”  ไว้ในฐานที่เข้าใจ

                           ตัวอย่างที่ 

                      -  I will recommend that the student ___________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น _______________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                          ตัวอย่างที่ 

                       -  Many customers have requested that we ____________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา __________________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed” หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”      ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

                    ๑.   อยู่หลัง  “กริยา + that”   ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

          demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

          require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

          propose that   (เสนอว่า)

          request that   (ขอร้องว่า)

          recommend that   (แนะนำว่า)

          ask that   (ขอร้องว่า)

          order that   (สั่งว่า)

          urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

          suggest that   (แนะนำว่า)

          advise that   (แนะนำว่า)

          insist that   (ยืนกรานว่า)

          prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                           ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

           -   The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

           -   He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

           -  The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

           -  The passenger demanded (that) his luggage be sent to the address attached on it.

(ผู้โดยสารเรียกร้องว่ากระเป๋าเดินทางของเขาควรถูกส่งไปยังที่อยู่ที่แปะติดกับมัน)

           -  I suggest (that) he come early.

     (ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

           -  The principal ordered (that) the students be punished for coming late.

(ครูใหญ่สั่งว่านักเรียนควรถูกลงโทษที่มาสาย)

            -  The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

           -  The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

           -  The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

           -  She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

           -  The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

           -  I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

           -  He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

            -  Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

            -  They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

            -  She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice = เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

            -  I suggested (that) he (should) be more careful.

            -  She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                    ๒.  “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + that + Subject + Verb 1”    โดยกริยาใน “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

          -  It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

          -  It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

          -  It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

           -  It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

           -  It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

           -  It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

           -  It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

           -  It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

3. I wish ________________________________ here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า _____________________ ที่นี่เมื่อวานนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

(a) you to be

(b) you were

(c) you had been    (คุณได้อยู่)

(d) that you would be

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ในอดีต  ซึ่งไม่เกิดขึ้นจริง  เรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                         ตัวอย่างที่ 

                      -   My house is too small.  I wish I ______________________ it. 

(บ้านของผมเล็กเกินไป  ผมปรารถนาว่าผม __________________________ มัน )

(a) haven’t bought

(b) didn’t buy

(c) hadn’t bought    (มิได้ซื้อ)

(d) wouldn’t buy

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  (ว่ามิได้ซื้อบ้านในอดีต)   กริยาของอนุประโยคที่ตามหลัง   “Wish”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + (Not) + Verb 3)

                         ตัวอย่างที่ 

                      -  I wish you ________________________ longer.

(ผมปรารถนา (ว่า) คุณ _____________________ (ที่นี่) นานยิ่งขึ้น)  (คือ ไม่รีบกลับ)

(a) will stay

(b) can stay

(c) could stay    (สามารถพัก)

(d) stay

ตอบ   -   ข้อ   (c)  อนุประโยคที่ตามหลัง  “Wish”  ต้องอยู่ในรูปอดีต  (Past simple, Past perfect)  เสมอ  เนื่องจากไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  แต่เป็นเพียงความปรารถนาให้เป็นเช่นนั้นเท่านั้น  เรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”

                            ตัวอย่างที่ 

                         -   She went to the movies last night but she told me she wished she ____________ to see it.

(เธอไปดูหนังเมื่อคืนวาน  แต่เธอบอกผมว่า  เธอปรารถนาว่าเธอ _________________ ดูมัน)

(a) hasn’t gone

(b) didn’t go

(c) hadn’t gone    (มิได้ไป)

(d) doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  กริยาของประโยคที่ตามหลัง  “Wish”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)

                           ตัวอย่างที่ 

                        -   Why didn’t you keep your promise?  I wish you ______________ it.

(ทำไมคุณจึงไม่รักษาคำมั่นสัญญา  ผมปรารถนาว่าคุณ ___________________ มัน)

(a) kept

(b) would keep

(c) would have kept

(d) had kept    (ได้รักษาฯ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์  (รักษาคำมั่นสัญญา) ในอดีต  จึงใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Had + Verb 3” 

                               ตัวอย่างที่  

                             -  I wish I ______________________________ as he does.

(ผมปรารถนา (ว่า) ผม _________________________________ เหมือนที่เขาเล่น)

(a) can play

(b) play

(c) could play    (สามารถเล่น)

(d) will play

ตอบ-   ข้อ  (c)  เนื่องจากอนุประโยค  (Subordinate clause)  ที่ตามหลัง  “Wish”  จะอยู่ในรูป  “Past subjunctive”   คือต้องอยู่ในรูป    “Past simple” หรือ   “Past perfect tense”  เท่านั้น

                              ตัวอย่างที่ 

                           -  Smith said, “I don’t speak English.”  His friend said, “I wish you _____________.”

(สมิธพูดว่า  “ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ”   (และ)  เพื่อนของเขาพูดว่า  “ผมปรารถนาว่า  คุณ  ____________)

(a) speak

(b) do

(c) did    (พูด)  (“Did”  แทน  “Speak”)  (ต้องอยู่ในรูป  “Past tense” เนื่องจากเป็น  “Past subjunctive”  คือเป็นกริยาใน “Clause” ที่ตามหลัง “Wish)

(d) can

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                        ตัวอย่างที่  

                     -   When I said that I wished I _____________________________ Italian, she told me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม_________________________________ ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  (Past subjunctive)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”   (ในข้อนี้ เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต   แต่จริงๆแล้วไม่ได้เรียน)

                            ตัวอย่างที่  

                         -   I wish I _______________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน ___________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ ปรารถนาว่าได้พบกับเธอ  แต่ก็มิได้พบกับเธอ   ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ   )  จึงต้องใช้   “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3  )  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”   ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น 

                   -   He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง คือ ไม่ได้รับ)

                            ตัวอย่างที่  ๙

                         -  I wish you __________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ ________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been     (อยู่)

(d) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)  

                            ตัวอย่างที่  ๑๐

                         -   I wish I ____________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)แต่ในความเป็นจริงคือ   “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน”

                             ตัวอย่างที่  ๑๑

                           -  I wish today __________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ____________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were     (เป็น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่   “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”   (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)   จะต้องใช้รูป   “Subject + Wish + That + Subject + Verb”  แต่ That”   มักจะละไว้เสมอ   (ไม่เขียนลงในประโยค)  แต่ถ้า  “ปรารถนาว่าเมื่อวานเป็นวันหยุด”  (ซึ่งจริงๆ ก็มิได้เป็นเช่นนั้น)  จะต้องใช้ว่า  “I wish yesterday had been a holiday”   โดยเรียกการใช้โครงสร้างของประโยคทั้ง  ๒  ข้างต้นว่า   “Past subjunctive”)  โดยมีหลัก คือ

                                 ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ Verb เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be”  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

               - I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้  -  แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้มา)

               - She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

               - I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

               - He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี  –  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

               - I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  –  แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

               - They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้  –  แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

                                  ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้ Verb”  เป็น “Past perfect” (Had + Verb 3)  เช่น

               - I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

               - She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

               - He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

               - I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

                                 ถ้า “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้   “Verb” เป็น“Would”  “Should”  “Could”  “Might”  ความหมาย  คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

               - I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

               - She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

               - They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า – แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง   “Wish + To + Verb 1”   ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้    เช่น

               - They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

               - She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

               - He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

               - They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                               สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ   “Wish +กรรม+ Noun”   มีความหมาย คือ    “ขออวยพรให้”   เช่น

               - She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

               - He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

               - I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

4. His failure resulted _____________________ his frequent truancy.

(ความล้มเหลว (การสอบตก) ของเขาเป็นผล __________ การละทิ้งหน้าที่ (หรือการหนีโรงเรียน) บ่อยๆ ของเขา)

(a) of

(b) by

(c) from    (จาก)

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ซึ่งมีความหมายเหมือนกับประโยคข้างล่าง

                - His frequent truancy resulted in his failure.

(การละทิ้งหน้าที่ (หรือการหนีโรงเรียน) บ่อยๆ ของเขา เป็นผลให้เกิดความล้มเหลว – หรือการสอบตก)

                            สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ  “From”  ได้แก่Different”  (แตกต่าง)  -  She is very different from her twin sister.  (เธอแตกต่างอย่างมากมาย  จากน้องสาวฝาแฝด),  “Far”  (ไกล)  -  My house is very far from the office.  (บ้านของผมอยู่ไกลจากที่ทำงานมาก), “Free”  (เป็นอิสระ),  “Safe”  (ปลอดภัย),  “Immune”  (ปลอดภัยจาก, ได้รับความคุ้มกันจาก),  “Absent”  (ไม่อยู่, ขาดหายไป)  -   Some students are frequently absent from school.  (นักเรียนบางคนขาดเรียนบ่อย),  “Away”  (อยู่ห่าง)  -  Most people don’t like to be away from home for a long time.  (คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอยู่ห่างจากบ้านเป็นเวลานานๆ), “Evident”  (เห็นได้ชัดจาก),   เป็นต้น

                           สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “From”   ได้แก่  “Differ”  (แตกต่าง),  “Borrow”  (ขอยืม),  “Abstain”  (ละเว้น),  “Prevent”  (ขัดขวาง),  “Suffer”  (ป่วยเป็น หรือ เดือดร้อนเพราะ),  “Refrain”  (ละเว้น, หลีกเลี่ยง),  “Stop”  (หยุด, ขัดขวาง),  “Separate”  (แยก, แยกออก, สกัด),  “Protect”  (ปกป้อง, คุ้มครอง),  “Prohibit”  (ห้ามไม่ให้),  “Hinder”  (ขัดขวางไม่ให้),  “Defend”  (ป้องกัน),  “Draw”  (ดึงหรือลากออกมา),  “Recover”  (ฟื้นจาก),เป็นต้น

                            ส่วนวลีอื่นๆ ที่ใช้  “From”  ได้แก่  “From time to time”  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Live from hand to mouth”  (ดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ),  “From the beginning”  (จากเริ่มต้น, จากเริ่มแรก),  “From place to place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From one place to another place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From the bottom of one’s heart”  (จากก้นบึ้งหัวใจของคนๆนั้น,  ด้วยความจริงใจ),  “From 2 to 4 p.m.”  (จาก  ๒  โมง  ถึง  ๔  โมงเย็น),  “From January to April”  (จากเดือนมกราคม ถึงเมษายน),  “Go from bad to worse”  (เลวร้ายหรือแย่ยิ่งกว่าเดิมที่แย่อยู่แล้ว)  - Jack’s conduct in school has gone from bad to worse.  (ความประพฤติของแจ๊คในโรงเรียนเลวหนักยิ่งกว่าเดิม  ซึ่งก็เลวอยู่แล้ว)  -  Dick’s typing went from bad to  worse when has was tired.  (การพิมพ์ของดิ๊ก  ซึ่งห่วยแตกอยู่แล้ว   กลับห่วย มากขึ้นไปอีก  เมื่อตอนเขามีอาการเหนื่อยล้า),  “From hand to hand”  (จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งและอีกคนหนึ่ง)  -  The box of candy was passed from hand to hand.  (กล่องลูกอมถูกส่งจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง  และอีกคนหนึ่งจนทั่วถึง),  “Fall from grace”  (กลับไปมีนิสัยเลวเหมือนเดิมอีก, ทำสิ่งเลวๆอีกครั้ง)  -  The boy fell from grace when he lied.  (เด็กคนนั้นทำในสิ่งที่ไม่ดี  เมื่อเขาโกหก),  “From pillar to post”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง  หลายๆครั้ง  แบบระเหเร่ร่อน  -  เปรียบเหมือนนกเกาะเสาต้นหนึ่ง  แล้วโผไปอีกต้นหนึ่ง)  -  Jim’s father changed jobs several times a year, and the family was moved from pillar to post  (พ่อของจิมเปลี่ยนงานหลายครั้งในแต่ละปี  และครอบครัวต้องย้ายบ้านหลายครั้งหลายหน),  “From scratch”  (จากศูนย์, จากไม่มีอะไรเลย, จากมือเปล่า)  -  Tom started his business from scratch.  (ทอมเริ่มต้นธุรกิจของเขาจากที่ไม่มีอะไรเลย  -  หรือจากศูนย์),  “From across the world”  (จากทั่วโลก),  “From door to door”  (จากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง)  -  She sells face cream from door to door.  (เธอขายครีมทาหน้าจากบ้านหลังหนึ่ง  สู่บ้านอีกหลังหนึ่ง  และอีกหลังหนึ่ง),  “From head to foot”  (จากหัวถึงเท้า,  อย่างพินิจพิเคราะห์, อย่างรอบคอบ)  -  The stranger looked the boy over from head to foot.  (คนแปลกหน้ามองเด็กคนนั้นอย่างรอบคอบ-ระมัดระวัง),  “From end to end”  (ทั่วทั้งบริเวณ)  -  The dog sniffed the yard from end to end in search of a bone  (หมาสูดดมสนามทั่วทั้งบริเวณ  เพื่อค้นหากระดูก), “From top to bottom”  (จากบนถึงล่าง, ทั่วทั้งหมด)  -  This new car has been redesigned from top to bottom.  (รถใหม่คันนี้ถูกแปลงโฉมตลอดทั้งคัน),

เป็นต้น

 

5. His diet was deficient ______________________ vitamins.

(อาหารลดน้ำหนักของเขาขาดแคลน ________________________ วิตามิน)

(a) from

(b) in

(c) at

(d) of

ตอบ   -   ข้อ    (b)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “In”  ได้แก่  “Her father was killed in an accident.”  (= His father died in an accident.  –  พ่อของเขาตายในอุบัติเหตุ)  “In a plane = By plane”  (โดยทางเครื่องบิน),  “In a car = By car”  (โดยรถยนต์),  “In a bus = By bus”  (โดยรถประจำทาง),  “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),   “in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา), “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time  (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจังหวะ), “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สมบูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล),  “in writing” (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน),  “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน,  ธนาคาร, วัด,  บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in” (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in”  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath” (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area” (ในพื้นที่),  “in the garden”  (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ),  “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ),  “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล),  “in the kitchen”  (ในครัว)“in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว),  “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society”  (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์),  “in the dark”   (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ),  “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ),  “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก),  “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา),  “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙),  “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “in her view” (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน),  “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ),  “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน),  “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black” (ใส่ชุดสีดำ),  “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน),  “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะ

 

6. The kind professor always gives assistance to _______________ during his lecture.

(อาจารย์ใจดีคนนั้นให้ความช่วยเหลือเสมอแก่ ______________ ในระหว่างการบรรยายของเขา)

(a) whomever needs helps and suggestions

(b) whoever needs some help or suggestions    (ใครก็ตามที่ต้องการความช่วยเหลือหรือคำแนะนำ)

(c) whoever is needed some help or suggestions

(d) whomever that are needing some help or suggestions

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ต้องใช้   “Whoever”  เนื่องจากเป็นประธานของอนุประโยค   whoever needs some help or suggestions”   

 

7. A lot of schools in Thailand ________________________ schools for boys, most of which have become coeducational nowadays, serving both boys and girls.

(โรงเรียนจำนวนมากในประเทศไทย __________________________ โรงเรียนสำหรับเด็กชาย  ซึ่งส่วนใหญ่ได้กลายเป็น (โรงเรียน) สหศึกษาในปัจจุบัน (ซึ่ง) ให้บริการทั้งเด็กชายและหญิง)

(a) was used to be    (“Was used to”  =  คุ้นเคย, เคยชิน........ในอดีต)

(b) used to be    (เคยเป็น)

(c) had used to be

(d) which used to be    (ตอบข้อนี้ไม่ได้  เพราะจะทำให้ประโยคไม่มีกริยาแท้)

 

8. Smoking too much can bring ___________________, including cancer.

(สูบบุหรี่มากเกินไปสามารถ __________________________________ รวมทั้งมะเร็ง)

(a) up various healthy problems

(b) down various health problems

(c) over various healthy problems

(d) about various health problems    (ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพมากมาย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Bring about”  =  “ทำให้เกิด”  และ  “Bring up”  =  “เลี้ยงดู, อบรม”  ส่วนปัญหาสุขภาพ  ต้องใช้  “Health problems”   ส่วน  “Healthy” =  “มีสุขภาพดี”

 

9. Our strict father never __________________________ at night with friends.  He always says it is too risky and inappropriate for girls.

(พ่อที่เข้มงวดของเราไม่เคย ______________________________ ในเวลากลางคืนกับเพื่อนๆ  เขาพูดเสมอว่า  มันอันตรายเกินไปและไม่เหมาะสมสำหรับเด็กผู้หญิง)

(a) lets us to go out

(b) lets us going out

(c) lets we go out

(d) lets us go out    (ยอมให้เราออกไปข้างนอก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Let + กรรม + Verb 1” ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Let”  ในประโยคข้างล่าง

                             ตัวอย่างที่ 

                          -  She made her guests ______________________.

(เธอทำให้แขกของเธอ _____________________________________ )

(a) laugh    (หัวเราะ)

(b) laughed

(c) laughing

(d) to laugh

ตอบ   –   ข้อ   (a)  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Subject + Make + กรรม  + Infinitive without to (Verb 1)

                               ตัวอย่างที่ 

                          -  Professor Collins ________________________ about him.

(อาจารย์คอลลินส์ ____________________________________ เกี่ยวกับตัวเขา)

(a) heard the students to talk

(b) heard the talk by the students

(c) heard the students’ talking

(d) heard the students talk    (ได้ยินนักเรียนพูดคุย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                ตัวอย่างที่ 

                            -   We begged him to let us ____________________ through the telescope.

(เราขอร้องเขาให้อนุญาตให้เรา _____________ ผ่านกล้องโทรทัศน์ (กล้องส่องทางไกล) ตัวนั้น)

(a) look    (มอง, ดู)

(b) to look

(c) looking

(d) looked

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Let + กรรม + Verb 1  ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ตามด้วยกรรม  และ  “Infinitive without to” (Verb 1)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่ 

                           -   What she saw made her __________________________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ _______________________________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn    (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจาก “Make +กรรม + Verb 1

                                ตัวอย่างที่ 

                             -   The manager let everyone _______________ the office early to attend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน___________________ สำนักงานแต่เนิ่นๆเพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

(a) to leave

(b) leaves

 (c) left

(d) leave    (ออกจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากหลังกรรมของ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Hear, Feel”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  คือ กริยาช่องที่ ที่ไม่มี  “To” นำหน้า (Verb 1)  ดังตัวอย่างประโยค เช่น

               -   She lets them play in the field.

(เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

               -   We made them laugh.

(เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

               -   I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

               -   He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

               -   She had them clean her room.

(เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

 

10. I’m sorry I’m late.  I ____________________________ a taxi.

(ผมเสียใจที่ผมมาช้า  ผม _______________________________ รถแท็กซี่)

(a) should take

(b) may have taken

(c) should have taken    (ควรจะได้ใช้)  (แต่ก็มิได้ใช้)

(d) must have taken

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Should + Have + Verb 3”  =  “ควรจะได้ทำกริยานั้นๆ ในอดีต”  (แต่ก็มิได้ทำ)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                         ตัวอย่างที่ 

A: “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

B: “I know.  I shouldn’t ___________________ so long at the library.

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

(a) have been staying

(b) have stayed    (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง คือ  ได้อยู่ หรือ ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน  ทำให้มาสายในการนัดหมาย  สำหรับ  “Should (= Ought to) + Have + Verb 3”  “ควรได้ทำ..................... ในอดีต”  (แต่ก็มิได้ทำ)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                          ตัวอย่างที่ 

                        - I’m very sorry.  I should ______________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร __________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b)be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Should (Ought to) + Verb 1” = “ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (Ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

             -  You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

            - He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

             -  The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                             ตัวอย่างที่

                        -  You ought ________________________ for her last night.

(คุณควรจะ _____________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + to + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น ประโยคข้างบน   มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3” ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

               - I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว  -  แต่ก็ไม่ได้บอก)

                - She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว  –  แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

                - They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย  -  แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                   จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3”   (จะต้องได้ทำไปแล้วในอดีต)  (ผู้พูดมีความมั่นใจมาก)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง 

                           ตัวอย่างที่ 

                        -  What terrible coffee!  She ___________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย – ห่วยแตก) อะไรเช่นนี้  เธอ ___________ มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็นอดีต  “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)  (เป็นปัจจุบัน หรืออนาคต)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็นอดีต “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า   “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดาด้วยความมั่นใจ  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                - He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

                - He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว)  (คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

                - She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่  ๑ ไปแล้ว)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุผลแวดล้อม)

 

11. Tell me what books ___________________________ recently.

(บอกผมซิว่า ____________________________ หนังสืออะไรบ้างหมู่นี้  -  เมื่อเร็วๆ มานี้)

(a) do you read

(b) you are reading

(c) have you read

(d) you have read    (คุณได้อ่าน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ใช้   “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  กับ  “Recently”  และดู  “Noun clause”  (What books you have read recently)  ใน  ข้อ  ๑๙  ของข้อสอบชุดนี้

 

12. He does not hold himself ___________________ for his wife’s debts.

(เขามิได้ถือว่าตนเองต้อง _______________________ กับหนี้สินของภรรยาของเขา)

(a) responsible    (รับผิดชอบ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) responsibility    (ความรับผิดชอบ)  (เป็นคำนาม)

(c) in being responsible

(d) being responsible

ตอบ   -   ข้อ    (a)  “Hold + กรรม + Adjective”  =  “ถือว่ากรรม + คุณศัพท์”

 

13. The Prime Minister is giving a press conference now; he also gave__________ at this time last week.

(นายกรัฐมนตรีกำลังประชุมให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์อยู่ในขณะนี้   และเขาได้จัดประชุม _____________________________ ด้วย  ในเวลาเดียวกันนี้  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

(a) it

(b) the same

(c) them

(d) one    (ครั้งหนึ่ง, หนหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากแทนคำนามนับได้  เอกพจน์  (Press conference)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่  

                         -  The houses here are a little less modern than _______________ in the city.  

(บ้านที่นี่ทันสมัยน้อยกว่า ______________________________ ในเมืองอยู่เล็กน้อย)

(a) that

(b) those    (บ้าน)

(c) they

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากแทน  “Houses”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้พหูพจน์   แต่ถ้าเป็นคำนามนับได้เอกพจน์  (House, Car, Book, Pen, Dog) ให้แทนด้วย  “One”   และถ้าเป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (เช่นFurniture, Advice, News, Information, Equipment, Evidence, etc.)  ให้แทนด้วย  “That”

                          ตัวอย่างที่  

                       -   When the boy saw the kite I had made, he asked me to make ____________ for him. 

(เมื่อเด็กคนนั้นเห็นว่าวที่ผมทำ  เขาขอร้องผมให้ทำ ____________________ ให้แก่เขา)

(a) other

(b) it

(c) one    (ตัวหนึ่ง)

(d) the kite

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Kite”  เป็นคำนามนับได้ เอกพจน์  เมื่อจะกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง (กล่าวซ้ำ)   ต้องใช้  “One”  แทน

                            ตัวอย่างที่  

                          -  The air of the hills is cooler than _______________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า _____________________________________ )

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains    (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Air”   เป็นคำนามนับไม่ได้ จึงต้องแทนด้วย  “That” และตามด้วย  “of the plains”  เพื่อให้สมดุลกัน  ในกรณีเป็นนามนับได้  ให้ใช้ “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์  ให้ใช้   “Those” แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d) เนื่องจาก  จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง  “อากาศ” และ  “ที่ราบ”   มิใช่   “อากาศของเนินเขา”  และ  “อากาศของที่ราบ”  ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบเทียบ) ตัวอย่างอื่นๆ    เช่น

                 - The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ)  (Book เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้  One  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

                 - The students in this class are more hard-working than those in that class.

(นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (Students เป็นนามพหูพจน์ จึงต้องใช้ Those แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

                 - The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียนมากมายทีเดียว)  (Knowledge เป็นนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ – จึงต้องใช้  That แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

 

14. I’ve lost my handkerchief.  Please give me one of ___________________.

(ผมได้ทำผ้าเช็ดหน้าของผมหาย   โปรดให้ผ้าเช็ดหน้า _________________ แก่ผม  ๑  ผืน)

(a) your

(b) yours    (ของคุณ)

(c) it

(d) its

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากแทน   “Your handkerchief”   จึงต้องใช้รูป  “Possessive pronoun” (mine, yours, his, hers, its, theirs, ours)

 

15. They will be glad ____________________________ into a new house.

(พวกเขาจะยินดี-ดีใจ _______________________________ เข้าอยู่ในบ้านหลังใหม่)

(a) to move    (ที่จะย้าย)

(b) in moving

(c) for moving

(d) moving

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่ 

                         -  We were pleased __________________ that the work had been started.  

(เรายินดี-พอใจ___________________________________ ว่า  งานได้ถูกเริ่มต้นแล้ว)

(a) we see

(b) seeing

(c) to see    (ที่ได้เห็น-พบ-ทราบ)

(d) when saw

ตอบ    -    ข้อ    (c)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง   “Subject + is (am, are, was, were) + Adjective + to + Verb + ส่วนขยาย)   เช่น

                 - I am happy to see my old friends.

(ผมดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่า)

                 -  They were glad to know that we would go to visit them next month.

(พวกเขาดีใจที่รู้ว่า  เราจะไปเยี่ยมพวกเขาเดือนหน้า)

                 - She is interested to apply for a job as a model.

(เธอสนใจที่จะสมัครงานเป็นนางแบบ)

                 - We are afraid to think that the third word war may take place soon.

(เราหวั่นกลัวที่จะคิดว่า  สงครามโลกครั้งที่ ๓ อาจจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้)

                   - He was excited to meet a famous star he appreciated.

(เขาตื่นเต้นที่ได้พบดารามีชื่อเสียงที่เขาชื่นชอบ)

 

16. ________________________ won’t be difficult to find enough time to study.

(_______________________ จะไม่ยากลำบากที่จะหาเวลาเพียงพอในการศึกษาเล่าเรียน)

(a) You

(b) One

(c) It    (มัน)

(d) Every student

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่  

                         - Don’t do anything.  I believe ________________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) ___________________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it    (มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + is (was, will be, would be) + Adjective (เช่น “Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1

                          ตัวอย่างที่  ๒

                      -  It is usually necessary for the international business person ______________________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ _____________________  มากไปกว่าภาษาที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ   แต่เพียงภาษาเดียว  –  หมายถึงควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a) to understand    (เข้าใจ)

(b) to observe(สังเกต)

(c) knowing    (รู้)

(d) speaking    (พูด)

ตอบ    –    ข้อ   (a)  เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์  ตามโครงสร้าง {It is (was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, etc.) + (for someone) + To +Verb 1 (กริยาอะไรก็ได้) + something (กรรมของ“Verb”)}  เช่น

              - It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

              - It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

              - It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

              - It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

              - It is good (for her) to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่แต่งงานกับเขา)

              - It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

 

17. The food was delicious.  That was a _________________________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่  ___________________________________)

(a) satisfied    (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying    (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy    (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                              ตัวอย่างที่  

                          -   Bill heard that he had won a scholarship.  The news ________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ _______________________________ )

(a) were excited

(b) was exciting   (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited   (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้   และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ   “Was

                              ตัวอย่างที่  

                           -  She was very ________________________ to meet her friend.

(เธอ ________________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                ตัวอย่างที่  ๓

                            -   I ________________________ with the result of my exam.

(ผม _____________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying   (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied    (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภท   “Satisfy, Excite, Interest, Disappoint, Please, Attract, Frighten, etc.”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                            ตัวอย่างที่  

                         -   I am _______________________ in science, not in English.

(ผม __________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)

                            ตัวอย่างที่  

                       -  He is _____________________________ a house.

(เขา _____________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting    (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ   -    ข้อ  (d)

                             ตัวอย่างที่  

                        -   It will take me quite some time to get him _______________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา ______________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested    (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                             ตัวอย่างที่  

                         -  The little girl was very _______________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น __________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

                   -  The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ    –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising” เนื่องจาก  “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า   “ทำให้ประหลาดใจ” แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising” จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”   ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised” จะมีความหมายว่า   “มีความรู้สึกประหลาดใจ”  ดังตัวอย่างประโยค   เช่น

                 -  The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

                 -  She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

                 -  The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                          คำกริยาประเภทเดียวกับ   “Surprise”   ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                 กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

                              1.  ถ้าใช้ในรูป   “Subject + Verb + Object”  จะมีความหมายว่า  “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

               -  The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

               -  The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

               -  The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

                - The new movies interested all audience.

 (หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

               -  The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                2.  ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ingหรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า “น่า............” หรือ   “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม  “ing”  พวกนี้  ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลังVerb to be”หรือหน้าคำนามก็ได้เช่น

               -  His work is boring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

               - It is a very exciting football match.  (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

               -  The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

               -  The employee’s work was disappointing(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

               -  The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

               -  The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

               -  Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

               -  It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.  (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค “He is walking. (เขากำลังเดิน) present continuous tense}

                                 3.  ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ

“..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า  “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

               -  We are interested in German.  (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

               -  They are very pleased to see their old friends.  (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

               -  I was amazed to know of his death.  (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

               -   He was very tired of hard work.  (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

               -  She was interested in the ballet performance.  (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

               -  We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

               -  Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

               -  Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

18. I expect to _________________________ the concert at the Opera House.

(ผมคาดหวังที่จะ ______________________________ คอนเซิร์ตที่โรงโอเปร่า)

(a) hear to    (ได้ยิน, ได้ฟัง)

(b) attend to

(c) listen    (ฟัง)

(d) attend    (ข้าร่วมฟัง)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Attend”  ตามด้วย  “กรรม”  เลย  ไม่ต้องมี  “To” (เช่นเดียวกับกริยา  “Hear”)  สำหรับ  “Listen”  ต้องตามด้วย  “To”  และ “กรรม

 

19. Please tell me what _________________________.

(โปรดบอกผม ____________________________________ อะไร)

(a) means “mustang”

(b) “mustang” means    {“มัสแตง” (ม้าป่า) หมายความว่า}

(c) does “mustang” mean

(d) does mean “mustang”

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “What mustang means”   เป็นกรรมตรงในรูป  “Noun clause”   ของกริยา  “Tell”   ในประโยค   “Indirect speech”  (Please tell me what “mustang” means.)   ดังนั้น  จึงต้องเรียงประโยคในรูปบอกเล่า  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                          ตัวอย่างที่  

                       -   Did you hear ___________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน _____________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)    (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “what he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear”  ดูคำอธิบาย   “Noun clause” จากประโยคข้างล่าง

                           ตัวอย่างที่  

                        -   She was unable to tell us ___________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเราว่า  บ้านหลังใด ____________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ   (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”   จึงต้องขึ้นต้นด้วย  “Question word”(What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                           ตัวอย่างที่  

                       -  I don’t think I’ll buy this dress; it is not ____________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ __________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก   “what I really want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is) 

                           ตัวอย่างที่  

                        -   Tell me _____________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า) ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่(โดยไม่ต้องมี   “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้  โครงสร้างของ   “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”   ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                              ๑. เป็นประธานของ  “Verb” หรือประโยค   เช่น

                - What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

                - How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

                - Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

                 - Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

                - That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

               - Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                             ๒.  เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค เช่น

                 - I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

                - She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

                - They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

                - We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

                 - She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

                 - The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

                  - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                ๓. เป็นกรรมของ “Preposition”   เช่น

                   - She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

                    - They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

                    - We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

                    - They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                 ๔. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)   เช่น

                    - I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

                   - He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

                    - They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

                    - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                  ๕. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

                      - The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”ดังนั้น“that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me” จึงเป็น “Adjective clause” มาขยาย “the fact

                    - The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

                   - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น “Noun clause” จะใช้  “that”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้  “which”)  และ  “that” จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้  “that”  หรือ  “which”  ก็ได้   (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)   และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)   อย่างใดอย่างหนึ่ง   เช่น

               -    The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”   โดย   “which (that)”   ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

               -  The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”  โดย “which (that)”   ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน “me”   เป็นกรรมรอง)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้