หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 217)

 

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Did you hear ______________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน _________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what   (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “what he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”    ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear”  ดูคำอธิบาย   “Noun clause” จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่  

                -   She was unable to tell us ______________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเราว่า  บ้านหลังใด ___________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด   และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  จึงต้องขึ้นต้นด้วย  “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                      ตัวอย่างที่ 

                   -  I don’t think I’ll buy this dress; it is not ________________ I really want.   

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ ___________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what   (สิ่งที่)

(b) whatever   (อะไรก็ตาม)

(c) that   (ที่, ซึ่ง)

(d) which   (ที่, ซึ่ง)

(e) whom   (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก   “what I really want” เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is) 

                      ตัวอย่างที่ 

                  -   Tell me _________________________.

(บอกผมซิว่า __________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า) ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่(โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)   ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause” ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                             ๑.  เป็นประธานของ  “Verb” หรือประโยค  เช่น

              - What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

              - How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

              - Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

              - Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

              - That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

             - Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                           ๒.  เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค เช่น

            - I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

           - She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

           - They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

           - We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

            - She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

            - The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

             - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                             ๓.  เป็นกรรมของ “Preposition”   เช่น

              - She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

               - They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

               - We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

               - They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                           ๔.  วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

               - I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

              - He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

               - They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

               - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                           ๕.  ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน   เช่น

              - The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”ดังนั้น“that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me” จึงเป็น “Adjective clause” มาขยาย “the fact

             - The belief that all men are born equal is not held by everyone. 

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

            - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น “Noun clause” จะใช้  “that”(ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น   (ไม่ใช้ “which”)   และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม   แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้  “that”  หรือ “which”  ก็ได้   (และแปลว่า “ที่” หรือ “ซึ่ง”)   และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

               -  The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”   โดย   “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

              -  The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน “me”  เป็นกรรมรอง)

 

2. Last night’s homework was hard, but this is _________________ difficult.

(การบ้านของเมื่อคืนนี้ยาก  แต่ (การบ้าน) นี่  ยาก  _________________________)

(a) much more   (กว่ามากมาย)

(b) too much more

(c) too

(d) more too

ตอบ   -   ข้อ  (a)  ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   จากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ 

                   -  It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, _____________________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า  แย่กว่า ___________________________ ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a) very

(b) so

(c) much   (มาก, มากมาย)  (หรืออาจใช้  “Far” ก็ได้)

(d) more

ตอบ  -  ข้อ  (c)   ในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

ในกรณีที่ต้องการบอกว่า “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “ร้อนกว่ามาก”  “สวยกว่ามาก”   ให้ใช้  “Much”  และ  “Far”  ขยาย   (ห้ามใช้  “Very”)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                        ตัวอย่างที่  ๒

                     -  She looks much _______________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง _____________________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   เพียงแต่ไม่มี  “Than”  ปรากฏให้เห็น   แต่จริงๆ แล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น  เมื่อวานนี้  หรือ  สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ จะต้องใช้   “Very”  แทน  “Much” เพื่อขยาย  “Happy”  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”   ให้ใช้   “Much”  และ  “Far” เท่านั้น  (สำหรับความหมาย  “อย่างมาก”)   ห้ามใช้  “Very

                       ตัวอย่างที่  ๓

                    -  The scenery looks ____________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ______________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ   –   ข้อ  (b)  เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ถ้าต้องการบอกว่า  “มากกว่าอย่างมากมาย”  เช่น   “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก  “หนาวกว่ามาก” ฯลฯ สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”  ได้   ๒  คำ  คือ Much”  และ  “Far”  ห้ามใช้  “Very”   สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “Far more pleasant”  ก็ได้

                        ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น   “much bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “much older” (แก่กว่ามาก)  “far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “far colder” (หนาวกว่ามาก)  “much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)   “far smaller” (เล็กกว่ามาก)  “far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)

                       ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”  “หนาวกว่านิดหน่อย”  “หนักกว่าเล็กน้อย”  “เบากว่าเล็กน้อย”  “แพงกว่านิดหน่อย”   “ยากกว่านิดหน่อย”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                         ตัวอย่างที่ ๔

                      -   I hope you will try ____________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น __________________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เมื่อขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น  “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่า   “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้  “A little, A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger” (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder” (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting” (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important”  (สำคัญกว่าเล็กน้อย)   เป็นต้น

 

3. The girls wanted to help ______________________ make their costumes for the play.

(เด็กหญิงนั้นต้องการช่วยเหลือ ____________________ ทำเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายสำหรับละคร)

(a) all

(b) each the other

(c) each other   (ซึ่งกันและกัน  -  ๒ คน)  (มีเด็กหญิงเพียง  ๒  คน)

(d) one the other

ตอบ   -   ข้อ  (c)  หรือ อาจใช้  “One another  (ซึ่งกันและกัน  ตั้งแต่  ๓  คนขึ้นไป)

 

4. The amount of steel _____________________ last year showed a considerable increase.

(ปริมาณของเหล็กกล้าซึ่ง ______________ ปีที่แล้ว  แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย)

(a) producing

(b) produced   (ถูกผลิต, ได้รับการผลิต)

(c) was produced

(d) was producing

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (Adjective clause)  “which (that) was produced last year

 

5. I can smell the perfume _______________________.

(ผมสามารถได้กลิ่น (ดมกลิ่น-สูดกลิ่น) น้ำหอม  ________________________)

(a) with faintness

(b) faintily   (คำนี้ไม่มีใช้)

(c) faintly   (อย่างอ่อนๆ,  อย่างเจือจาง)

(d) faint

ตอบ   -   ข้อ  (c) เนื่องจากขยายกริยา  “Smell”  (ดม, สูดกลิ่น)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  แต่ในกรณีที่  “Smell” เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า   “มีกลิ่น”  จะต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective) เช่น ในประโยคข้างล่าง

            -  These roses smell sweet.

(กุหลาบเหล่านี้มีกลิ่นหอม)  

            -  The soup smelled bad.  

(ซุปนี้มีกลิ่นไม่ดี  –  คือ บูด หรือเสีย)

 

6. A: “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

   B: “I know.  I shouldn’t _____________________ so long at the library.

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ__________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

(a) have been staying

(b) have stayed    (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ (b) เนื่องจาก “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง คือ  ได้อยู่ หรือ ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน  ทำให้มาสายในการนัดหมาย  สำหรับ  “Should (= Ought to) + Have + Verb 3”  “ควรได้ทำ..................... ในอดีต”  (แต่ก็มิได้ทำ)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                        ตัวอย่างที่  

                     -   I’m very sorry.  I should _______________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร ___________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Should (Ought to) + Verb 1” = “ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (Ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

                -  You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

               - He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

              -  The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                            ตัวอย่างที่ ๒

                        -  You ought _________________________ for her last night.

(คุณควรจะ ___________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + to + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น ประโยคข้างบน   มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3” ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                - I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว  -  แต่ก็ไม่ได้บอก)

                 - She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว  –  แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

                 - They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย  -  แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                         จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3”   (จะต้องได้ทำไปแล้วในอดีต)  (ผู้พูดมีความมั่นใจมาก)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                         ตัวอย่างที่  ๓

                      -   What terrible coffee!  She _______________๘๘_ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย – ห่วยแตก) อะไรเช่นนี้  เธอ _____________ มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็นอดีต  “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)  (เป็นปัจจุบัน หรืออนาคต)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็นอดีต “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า   “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดาด้วยความมั่นใจ  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               - He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

               - He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว)  (คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

               - She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่  ๑ ไปแล้ว)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุผลแวดล้อม)

 

7. I will talk to the children _______________________.

(ผมจะคุยกับพวกเด็กๆ _______________________________ )

(a) one and then the other

(b) first one then the next

(c) one by one    (ทีละคน)

(d) in singles

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “One by one”  “ทีละคน, ทีละตัว, ทีละสิ่ง”   ตัวอย่าง  เช่น

             - One by one they stood up.

(พวกเขายืนขึ้นทีละคน)

             - She swallows the aspirin, sipping them down with water one by one.

(เธอกลืนยาแอสไพริน   โดยดื่มจิบน้ำกลืนมันลงไปทีละเม็ด)

                       สำหรับ  “One after another”  =  “เหตุการณ์เกิดขึ้น  หรือถูกกระทำอย่างต่อเนื่อง หรือซ้ำซาก  และมักเป็นเวลานาน”   ดังประโยคข้างล่าง

            - She found one excuse after another to postpone submitting her term paper.

(เธอหาข้อแก้ตัวเรื่องแล้วเรื่องเล่า  ที่จะเลื่อนการส่งรายงานประจำเทอมของเธอออกไป)

             - He begins opening bottles, one after another.

(เขาเริ่มต้นเปิดขวด  ขวดแล้วขวดเล่า)

 

8. A: “Jim was late for two classes this morning.” 

(จิมเข้าห้องเรียนสาย  ๒  วิชา  เมื่อเช้านี้)

    B: “He said that he forgot both of the ____________________.”

(เขาพูดว่า  เขาลืม ____________________________ ทั้ง  ๒  หมายเลข)

(a) rooms number

(b) room number

(c) room’s numbers

(d) room numbers    (หมายเลขห้องเรียน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นนามประกอบ  (นามขยายนาม)  (Compound noun) มักแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง   ดูเพิ่มเติม  “นามขยายนาม”  จากประโยคข้างล่าง

                         ตัวอย่างที่  

                     -   My father is working on a _____________ plan for Northeastern Thailand.  

(พ่อของผมกำลังทำงานในเรื่องแผน ______________ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย)

(a) develop

(b) developed    (ที่พัฒนาแล้ว)

(c) developing    (กำลังพัฒนา)

(d) development    (การพัฒนา)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  สำหรับข้อ  (b)  และ  (c)  มักใช้ขยาย  “ประเทศ, เมือง, พื้นที่”  เช่น   “Developed countries”  (ประเทศที่พัฒนาแล้ว)   หรือ  “Developing countries”  (ประเทศที่กำลังพัฒนา)   ส่วน  “Development plan”  เป็นการใช้คำนามขยายคำนาม หรือ“นามประกอบ”  (Compound noun)

                        ตัวอย่างที่  

                    -  Thailand’s population ______________ is an average of 0.8 percent each year.

(_______________________ ของประชากรประเทศไทย  คือ  โดยเฉลี่ย ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ ทุกปี)

(a) increases

(b) increase    (การเพิ่มขึ้น)

(c) to increase

(d) increased

ตอบ   –   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  (Compound noun) หรือ  “นามประกอบ” (Population increase)  ในกรณีนี้  คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์  คือไม่เติม  “S” แต่จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  ตัวอย่าง  เช่น

             -  service buses   (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

             -  bus service   (บริการรถประจำทาง)

             -  flower garden  (s)(สวนดอกไม้)

             -   wood house   (บ้านไม้)

             -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

             -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

             -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

             -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

              -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

              -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

              -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

              -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

              -  debt payment  (การชำระหนี้)

              -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

              -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

              -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

              -  capital market   (ตลาดทุน)

              -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

              -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

              -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

              -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

              -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

              -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

              -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

              -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

              -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

              -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

              -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

              -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

              -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

              -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

              -  business partner (s)   (คู่ค้า)

              -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

              - business transaction (s) (การดำเนินธุรกิจ)

 

9. Please put these books back ___________________ they belong.

(โปรดนำหนังสือเหล่านี้กลับไปเก็บ _______________________ ที่มันเคยวางอยู่)

(a) to

(b) where    (ณ สถานที่)

(c) whom

(d) who

 

10. ________________________ you may say, I still think I am right.

(___________________ คุณอาจจะพูด ________________ ผมยังคงคิดว่าผมเป็นฝ่ายถูก)

(a) However    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(b) Whatever    {ไม่ว่า ................(คุณอาจจะพูด)............... อะไรก็ตาม}

(c) Though    (ถึงแม้ว่า)

(d) As    (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Whatever”  และ  “However” จากประโยคข้างล่าง

               - Whatever he may say, she doesn’t believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ตาม  เธอไม่เชื่อเขาเลย)

               - Whatever happens, keep calm.

(ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม  ให้นิ่งเข้าไว้  - หรือใจเย็นเข้าไว้)

               -  He volunteered to do whatever he could.

(เขารับอาสาทำ  อะไรก็ตามที่เขาสามารถทำได้)

               - Bill had given up whatever hopes he may have had.

(บิลได้ยกเลิกความหวังอะไรก็ตาม  ที่เขาอาจจะเคยมี)

               -  I have to bring my family back whatever happens.

(ผมจำเป็นต้องนำครอบครัวกลับมา  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

               - Whatever you do, don’t take a trip to the Arctic.

(ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม  จงอย่าเดินทางไปอาร์คติก  - หรือขั้วโลกเหนือ)

              - He will never succeed however hard he may try.

(เขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ  ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างหนักอย่างไรก็ตาม)

             - However quickly they walked, they could not catch the bus.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเดินเร็วอย่างไรก็ตาม  พวกเขาไม่สามารถไปขึ้นรถได้ทัน)

             - However carefully she walked, she was hit by a car.

(ไม่ว่าเธอจะเดินอย่างระมัดระวังอย่างไรก็ตาม  เธอถูกรถชน)

             - He studied hard; however, he did not pass the exam.

(เขาขยันเรียน  อย่างไรก็ตาม (= แต่)  เขาสอบตก)

 

11. You must work harder _____________________ now on.

(คุณจะต้องทำงานให้หนักขึ้น (ขยันทำงาน หรือ เรียนหนังสือให้มากขึ้น) ___________ บัดนี้เป็นต้นไป)

(a) since

(b) until

(c) up to

(d) from    (ตั้งแต่, นับตั้งแต่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “From now on” = “นับจากนี้เป็นต้นไป”

                              สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ  “From”  ได้แก่Different”  (แตกต่าง)  -  She is very different from her twin sister.  (เธอแตกต่างอย่างมากมาย  จากน้องสาวฝาแฝด),  “Far”  (ไกล)  -  My house is very far from the office.  (บ้านของผมอยู่ไกลจากที่ทำงานมาก), “Free”  (เป็นอิสระ),  “Safe”  (ปลอดภัย),  “Immune”  (ปลอดภัยจาก, ได้รับความคุ้มกันจาก),  “Absent”  (ไม่อยู่, ขาดหายไป)  -   Some students are frequently absent from school.  (นักเรียนบางคนขาดเรียนบ่อย),  “Away”  (อยู่ห่าง)  -  Most people don’t like to be away from home for a long time.  (คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอยู่ห่างจากบ้านเป็นเวลานานๆ), “Evident”  (เห็นได้ชัดจาก),   เป็นต้น

                            สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “From”   ได้แก่  “Differ”  (แตกต่าง),  “Borrow”  (ขอยืม),  “Abstain”  (ละเว้น),  “Prevent”  (ขัดขวาง),  “Suffer”  (ป่วยเป็น หรือ เดือดร้อนเพราะ),  “Refrain”  (ละเว้น, หลีกเลี่ยง),  “Stop”  (หยุด, ขัดขวาง),  “Separate”  (แยก, แยกออก, สกัด),  “Protect”  (ปกป้อง, คุ้มครอง),  “Prohibit”  (ห้ามไม่ให้),  “Hinder”  (ขัดขวางไม่ให้),  “Defend”  (ป้องกัน),  “Draw”  (ดึงหรือลากออกมา),  “Recover”  (ฟื้นจาก),เป็นต้น

                           ส่วนวลีอื่นๆ ที่ใช้  “From”  ได้แก่  “From time to time”  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Live from hand to mouth”  (ดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ),  “From the beginning”  (จากเริ่มต้น, จากเริ่มแรก),  “From place to place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From one place to another place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From the bottom of one’s heart”  (จากก้นบึ้งหัวใจของคนๆนั้น,  ด้วยความจริงใจ),  “From 2 to 4 p.m.”  (จาก  ๒  โมง  ถึง  ๔  โมงเย็น),  “From January to April”  (จากเดือนมกราคม ถึงเมษายน),  “Go from bad to worse”  (เลวร้ายหรือแย่ยิ่งกว่าเดิมที่แย่อยู่แล้ว)  - Jack’s conduct in school has gone from bad to worse.  (ความประพฤติของแจ๊คในโรงเรียนเลวหนักยิ่งกว่าเดิม  ซึ่งก็เลวอยู่แล้ว)  -  Dick’s typing went from bad to  worse when has was tired.  (การพิมพ์ของดิ๊ก  ซึ่งห่วยแตกอยู่แล้ว   กลับห่วย มากขึ้นไปอีก  เมื่อตอนเขามีอาการเหนื่อยล้า),  “From hand to hand”  (จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งและอีกคนหนึ่ง)  -  The box of candy was passed from hand to hand.  (กล่องลูกอมถูกส่งจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง  และอีกคนหนึ่งจนทั่วถึง),  “Fall from grace”  (กลับไปมีนิสัยเลวเหมือนเดิมอีก, ทำสิ่งเลวๆอีกครั้ง)  -  The boy fell from grace when he lied.  (เด็กคนนั้นทำในสิ่งที่ไม่ดี  เมื่อเขาโกหก),  “From pillar to post”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง  หลายๆครั้ง  แบบระเหเร่ร่อน  -  เปรียบเหมือนนกเกาะเสาต้นหนึ่ง  แล้วโผไปอีกต้นหนึ่ง)  -  Jim’s father changed jobs several times a year, and the family was moved from pillar to post  (พ่อของจิมเปลี่ยนงานหลายครั้งในแต่ละปี  และครอบครัวต้องย้ายบ้านหลายครั้งหลายหน),  “From scratch”  (จากศูนย์, จากไม่มีอะไรเลย, จากมือเปล่า)  -  Tom started his business from scratch.  (ทอมเริ่มต้นธุรกิจของเขาจากที่ไม่มีอะไรเลย  -  หรือจากศูนย์),  “From across the world”  (จากทั่วโลก),  “From door to door”  (จากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง)  -  She sells face cream from door to door.  (เธอขายครีมทาหน้าจากบ้านหลังหนึ่ง  สู่บ้านอีกหลังหนึ่ง  และอีกหลังหนึ่ง),  “From head to foot”  (จากหัวถึงเท้า,  อย่างพินิจพิเคราะห์, อย่างรอบคอบ)  -  The stranger looked the boy over from head to foot.  (คนแปลกหน้ามองเด็กคนนั้นอย่างรอบคอบ-ระมัดระวัง),  “From end to end”  (ทั่วทั้งบริเวณ)  -  The dog sniffed the yard from end to end in search of a bone  (หมาสูดดมสนามทั่วทั้งบริเวณ  เพื่อค้นหากระดูก), “From top to bottom”  (จากบนถึงล่าง, ทั่วทั้งหมด)  -  This new car has been redesigned from top to bottom.  (รถใหม่คันนี้ถูกแปลงโฉมตลอดทั้งคัน),

เป็นต้น

 

12. The best way to learn a new language is _________________ practice it every day.

(วิธีที่ดีที่สุดที่จะเรียนรู้ภาษาใหม่  คือ __________________________ ฝึกฝนมันทุกๆวัน)

(a) by

(b) through

(c) to

(d) from

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Infinitive with to” (To + Verb 1) ในที่นี้ คือ  “to practice”  ตามหลัง “Verb to be” (is) ทำหน้าที่เป็น “Complement” ของ  “Verb to be”  และกลายเป็นคำนาม  “การฝึกฝน” {สำหรับข้อนี้อาจใช้  “Gerund” (Verb + ing) ก็ได้  คือ  “………. is practicing it every day”}  ดูตัวอย่างการใช้  (To + Verb 1)  และ   “Gerund” (Verb + ing)   เป็น  “Complement” ของ  “Verb to be”  จากประโยคข้างล่าง

               -  His job is to drive a taxi.

(= His job is driving a taxi.)

(งานของเขาคือการขับรถแท็กซี่)

               -  Her career is to teach in a kindergarten school.

(= Her career is teaching in a kindergarten school.)

(อาชีพของเธอคือการสอนในโรงเรียนอนุบาล)

               -  Their duty is to safeguard the building.

(Their duty is safeguarding the building.)

(หน้าที่ของพวกเขาคือการรักษาความปลอดภัยตัวอาคาร)

 

13. You will be late _________________________ you hurry.

(คุณจะสาย ______________________ คุณ _______________________ รีบ)

(a) if

(b) because

(c) except

(d) unless    (ถ้า................................ไม่)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Unless”  =  “If not” (ถ้าไม่) แต่ต้องใช้ในรูป “Unless + Subject + Verb”   ทั้งนี้   “Unless”  ต้องตามด้วยประโยคบอกเล่าเสมอ  เช่น

              - You will fail in the exam unless you work harder.

(คุณจะสอบตกถ้าคุณไม่ขยันให้มากขึ้น)

              - The burglar will come in unless you lock the door.

(โจรย่องเบาจะเข้ามาในบ้าน  ถ้าคุณไม่ล๊อคประตู)

               - Unless you comply to his order, the manager will dismiss you from your job.

(ถ้าคุณไม่ทำตามคำสั่งของเขา  ผู้จัดการจะไล่คุณออกจากงาน)

               - Unless she came to my party, I would not invite her again.

(ถ้าเธอไม่มางานเลี้ยงของผม  ผมจะไม่เชิญเธออีก)

 

14. We’ve lived in this town ________________________.

(เราได้อาศัยในเมืองนี้ _________________________________ )

(a) during six years

(b) since six years

(c) six years ago.

(d) for six years.    (เป็นเวลา ๖ ปี)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “for” + ความยาวของเวลา  ส่วน “Since” (ตั้งแต่) + จุดเริ่มต้นของเวลา  เช่น (for a few minutes, for 2 hours, for 3 days, for 4 weeks, for 5 months, for 6 years, for a century, for a long/short time, for the whole semester เป็นเวลาทั้งเทอม, for the whole month) (since this morning, since last night, since yesterday, since Monday, since last week/month/year, since (last) January, since noon, since summer/winter, since I was young, since she was in college, since we met last year)

 

15. Don’t speak to her __________________________ that.

(อย่าพูดกับเธอ ____________________________________ นั้น)

(a) as    (ตามที่, ในฐานะ, ในขณะที่)

(b) like    (เช่น, แบบ)

(c) alike    (เหมือนกัน, คล้ายกัน)

(d) such as    (ตัวอย่างเช่น)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   ในที่นี้   “Like” เป็น   “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม หรือ   “This, That, These, Those”   สำหรับ   “Alike” (เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน)   เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  แต่จะใช้ขยายหน้าคำนามไม่ได้  ต้องขยายหลัง   “Verb to be”    หรือ กริยาตัวอื่นๆ   เช่น

              - Jane and her sister look alike.

(เจนและพี่สาวของเธอมีลักษณะคล้ายกัน)

              - They all looked alike to me.

(พวกมัน – พวกเขา – ทั้งหมดมีลักษณะเหมือนกันสำหรับผม)

              - The Joneses sisters were remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาวตระกูลโจนเซสมีลักษณะรูปร่างท่าทางคล้ายกันอย่างมาก)

              - They behaved alike.

(พวกเขาประพฤติตัวคล้ายๆกัน)

              - They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนกัน)

              - The children are all treated alike.

(เด็กทั้งหมดได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกัน)

              - The strike is damaging to managers and workers alike.

(การหยุดงานทำความเสียหายให้ผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

                          สำหรับ “Like” เป็น “Preposition” หมายถึง “เหมือน” ต้องตามด้วย กรรม”  (คำนาม)  เช่น

            - He is like his father. (เขาเหมือนพ่อ)

            - She sings like a bird. (เธอร้องเพลงเหมือนนก)

            - He looks like Donald Trump. (เขาเหมือนโดนัลด์ ทรัมพ์)

            - I saw a dog like ours on the beach. (ผมเห็นหมาเหมือนของเราที่ชายหาด)

            - They are so close like brothers. (พวกเขาสนิทกันเหมือนพี่น้อง)

            - It tastes like a mango. (มันมีรสชาติเหมือนมะม่วง)

            - You look like you have seen a ghost.

 (คุณมีท่าทางเหมือนเจอผีมา)

            - She has nothing like I imagined. (เธอไม่มีอะไรเหมือนที่ผมคิดไว้เลย)

            - He is like a little baby. (เขาเหมือนกับทารกตัวน้อยๆ)

            - The lake was like a bright blue mirror.

 (ทะเลสาบเหมือนกับกระจกสีน้ำเงินสว่างจ้า)

            - a scream of pain, like a tiny child’s

(เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด  เหมือนเสียงของเด็กเล็กๆ)

                          สำหรับ “As” เมื่อหมายถึง “เหมือน” ต้องตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)   เช่น

               -  She sings as a bird does.

(เธอร้องเพลงเหมือนนกร้อง)

               -  He did as I told him.

(เขาทำเหมือนที่ – ตามที่ – ผมบอกเขา)

               -  You may do as you like it.

(คุณอาจจะทำเหมือนที่ – ตามที่ – คุณชอบมัน)

               -  She likes the freedom to dress herself as she wants to.

(เธอชอบเสรีภาพที่จะแต่งตัวเหมือนที่เธอต้องการจะแต่ง)

 

16. I’ll come back _____________________________.

(ผมจะกลับมา _______________________________________ )

(a) as soon as I am possible

(b) as soon as it can

(c) as quickly as possible

(d) as soon as possible    (เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้)

 

17. It is ____________________________________.

(มันเป็น _______________________________________ )

(a) hard work    (งานหนัก)

(b) a hard work

(c) work hard

(d) work hardly

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Work”  เมื่อหมายถึง  “งาน”  ถือเป็นคำนามนับไม่ได้ จึงไม่สามารถใช้   “A”  นำหน้าได้

 

18. ______________________ his poor eyesight, he did not pass the medical examination.

(____________________________ สายตาที่แย่ของเขา  เขาไม่ผ่านการตรวจทางการแพทย์)

(a) According to    (สอดคล้องกับ, ตามที่........ว่าไว้-กล่าวไว้)

(b) Owing to    (เนื่องมาจาก)

(c) In spite of    (ทั้งๆที่)

(d) In case    (ในกรณีที่)

 

19. I have drunk ___________________________ today.

(ผมได้ดื่ม ______________________________________ วันนี้)

(a) two beer-bottles    (ขวดเบียร์ ๒ ใบ)

(b) two bottles beer

(c) beer two bottles

(d) two bottles of beer    (เบียร์ ๒ ขวด)

 

20. This road ____________________________ to Chiangrai.

(ถนนสายนี้ _____________________________________ สู่เชียงราย)

(a) leads    (นำไปสู่)

(b) go    (ไป)

(c) runs

(d) is

ตอบ   –   ข้อ   (a)   ทั้งนี้  สามารถใช้ข้อ   (b)  ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Goes” เนื่องจาก  Road”  เป็นคำเอกพจน์

 

21. Bill is ________________________ on tennis than his elder brother.

(บิล ________________ กับกีฬาเทนนิสกว่าพี่ชายของเขา)  (คือสนใจกับเทนนิส มากกว่าพี่ชายเยอะเลยทีเดียว)

(a) very keen

(b) more keener

(c)much keener    (ขะมักเขม้นมากกว่า มากมาย)

(d) more keener

ตอบ   –   ข้อ   (c)   ต้องใช้   “Keener” เนื่องจากเป็นคำพยางค์สั้น  ส่วนคำว่า  “มาก” ที่จะมาขยายคำคุณศัพท์  “ขั้นกว่า” มี  ๒  คำ คือ  “Much” และ “Far” (ห้ามใช้ “Very”)  เช่น “Much bigger”(ใหญ่กว่ามาก)  “Much older” (แก่กว่ามาก) “Much more important”  (สำคัญกว่ามาก)  “Far smaller”(เล็กกว่ามาก)  “Far thinner”(ผอมหรือบางกว่ามาก)  “Far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)  แต่ถ้าต้องการจะบอกว่า   “ร้อนกว่าเล็กน้อย”  ให้ใช้รูป  “a little hotter”  “a bit hotter”  หรือ  “a little bit hotter

(ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทียบคุณศัพท์ “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ใน  ข้อ  ๒ ของข้อสอบชุดนี้)

 

22. I got married ____________________________ the age of thirty.

(ผมแต่งงาน _________________________________________ อายุ ๓๐)

(a) in

(b) at    (เมื่อ)

(c) during

(d) when

ตอบ   –   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ   “at thirty”  หรือ  “when I was thirty”  หรือwhen I was thirty years old”  ก็ได้

 

23. Don’t leave the children alone ______________________; he’ll be afraid.

(อย่าทิ้งเด็กไว้ _______________________________ ตามลำพัง (เพราะว่า) แกจะกลัว)

(a) in a dark

(b) in the dark    (ในที่มืด)

(c) in darkness

(d) in the darkness

ตอบ   –   ข้อ   (b)   ต้องใช้รูปนี้เสมอ

 

24. He has wasted _____________________________.

(เขาได้ใช้ _________________________________ ไปโดยเปล่าประโยชน์)

(a) many times

(b) much times

(c) many time

(d) much time    (เวลามากมาย)

ตอบ   –   ข้อ   (d)  ส่วน  “Times”  หมายถึง  “หลายครั้งหลายหน”  หรือ  “ยุคสมัย

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้