หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 216)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Mr. Johnson arrived in Bangkok _________________ November 15.

(คุณจอห์นสันมาถึงกรุงเทพ ____________________ วันที่  ๑๕  เดือนพฤศจิกายน)

(a) in

(b) on    (เมื่อ)

(c) at

(d) during

ตอบ   –   ข้อ   (b)  วันที่ต้องใช้   “On”   สำหรับวลีที่ต้องใช้  “On”  ได้แก่  on request”  (เมื่อมีการร้องขอ), “on page 5”  (ในหน้าที่ ๕),  “waste his time on  (ใช้เวลา– ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on (ดำเนินต่อไป), rely on (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)(พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on(ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor(บนพื้น), on a hill(บนเนินเขา), on the top shelf(บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa(บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary(ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board(กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล),on the (an) average(โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree(หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.(ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck(อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย) – The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account. (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่  ๑  คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world)  (ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?(ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)-  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage. (พวกเด็กๆสงสัยว่า  เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา), have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ   และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน),  on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.   (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน), the posters on the walls  (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night  (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made(ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol  (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย),  on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน),  on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่),  be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย),  on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า),  on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  on holiday  (อยู่ในระหว่างวันหยุด),  เป็นต้น

 

2. I would rather ____________________________.

(ผมอยากจะ _______________________________________ )

(a) die than beg.    (ตายมากกว่าที่จะขอทาน)

(b) dying than begging

(c) dying to begging

(d) to die than beg

ตอบ   –   ข้อ   (a)   “Would rather” (อยากที่จะ) ต้องตามด้วย  “Infinitive without to” (Verb 1)   และ ใช้กับ   “Than” (มากกว่า)

 

3. If you want to make sure of a seat on the bus, you had better go to the _______________.

(ถ้าคุณต้องการมั่นใจว่าจะมีที่นั่งบนรถประจำทาง  คุณควรจะไปที่ ____________________ )

(a) station bus    (รถของสถานี)

(b) station’s bus

(c) bus’s station

(d) bus station    (สถานีรถประจำทาง)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  หรือ  “นามประกอบ” (Compound noun) ในกรณีนี้  คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์  คือไม่เติม “S” แต่จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง   ตัวอย่าง  เช่น

         -  service buses (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

        -  bus service (บริการรถประจำทาง)

        -  flower garden (s) (สวนดอกไม้)

        -   wood house (บ้านไม้)

        -  steel table (s) (โต๊ะเหล็ก)

        -  government policy (นโยบายรัฐบาล)

        -  personnel development (การพัฒนาบุคลากร)

        -  insurance policy (กรมธรรม์ประกันภัย)

        -  growth rate (อัตราการเติบโต)

         -  oil price rise (การขึ้นราคาน้ำมัน)

        -  birthday party (งานเลี้ยงวันเกิด)

        -  dividend payment (การจ่ายเงินปันผล)

        -  debt payment (การชำระหนี้)

        -  income tax deduction (การหักภาษีเงินได้)

        -  motor insurance (การประกันภัยรถยนต์)

        -  fire insurance (การประกันอัคคีภัย)

        -  capital market (ตลาดทุน)

        -  exchange rate (s) (อัตราการแลกเปลี่ยน)

        -  traffic problem (s) (ปัญหาจราจร)

        -  greenhouse gas (กาซเรือนกระจก)

        -  tourism sector (ภาคการท่องเที่ยว)

        -  climate change (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

        -  terrorism risk (s) (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

        -  commodity price (s) (ราคาสินค้า)

        -  price competition (การแข่งขันด้านราคา)

        -  household debt (หนี้ครัวเรือน)

        -  car sale (s) (การขายรถยนต์)

        -  distribution channel (ช่องทางการจำหน่าย)

        -  accident occurrence (การเกิดอุบัติเหตุ)

        -  branch office (s) (สำนักงานสาขา)

        -  insurance company (บริษัทประกันภัย)

        -  business partner (s) (คู่ค้า)

        -  leather belt (เข็มขัดหนัง)

        -  business transaction (s) (การดำเนินธุรกิจ)

       -  computer knowledge (ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์)

        -  world war (สงครามโลก)

        -  sky walk (ทางเดินยกระดับสูงจากพื้นดินขึ้นไป)

        -  work process (กระบวนการทำงาน)

 

4. When I was a boy, we had no _____________________ in the village.

(ตอนผมเป็นเด็ก  เราไม่มี _________________________________ ในหมู่บ้าน)

(a) electric    (ซึ่งใช้ไฟฟ้า, เกี่ยวกับไฟฟ้า) (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) electrical    (ซึ่งใช้ไฟฟ้า, ด้านไฟฟ้า) (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) electrify    (อัดไฟฟ้า, ปล่อยกระแสไฟฟ้า, ทำให้มีกระแสไฟฟ้าใช้, ทำให้ตื่นเต้น-ตกใจ)  (เป็นคำกริยา)

(d) electricity    (ไฟฟ้า, กระแสไฟฟ้า, วิชาไฟฟ้า)  (เป็นคำนาม)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

 

5. _______________________________ hard, and you will succeed.

(___________________________________ หนัก  แล้วคุณจะประสบความสำเร็จ)

(a) Work    (จงทำงาน)

(b) Working

(c) To work

(d) Having worked

ตอบ   –   ข้อ  (a)  เนื่องจากประโยคคำสั่งหรือขอร้อง ต้องขึ้นต้นด้วย   “Infinitive without to” (Verb 1)   ดูเพิ่มเติมประโยคคำสั่ง-ขอร้อง  จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ 

                -   If you need any help filling out the forms, _______________ somebody at the front desk.

(ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือใดๆในการกรอกแบบฟอร์ม  ให้ ___________  ผู้ที่ (นั่ง) อยู่ที่โต๊ะหน้าเคาน์เตอร์)

(a) to ask

(b) asking

(c) asks

(d) ask    (ถาม)

ตอบ   -    ข้อ  (d)  เนื่องจากในประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  (ในที่นี้ คือ “ask somebody at the front desk”)  ให้ถือเสมือนว่ามีประธาน  “you”   อยู่หน้าประโยค  (แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)  จึงต้องตามด้วยกริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To”  นำหน้า  (Infinitive without to)   ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

            -   Buy me a newspaper. (ซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมฉบับหนึ่งนะ)

            -   Go out. (ออกไปห่างๆ – ออกไปให้พ้น)

            -  Open the window, please. (กรุณาเปิดหน้าต่างหน่อยครับ)

            -  (Please) come into the room. (โปรดเข้ามาในห้อง)

                         ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย   “Be” เสมอ เช่น

            -   Be careful.   (จงระวัง)

            -   Be patient.   (อดทนหน่อยนะ)

            -   Be thoughtful to other people.   (จงนึกถึงคนอื่นบ้าง)

                          อนึ่ง   ถ้าเป็นประโยคที่สั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำ   ก็ยังถือเสมือนว่ามี  “You” เป็นประธานนำหน้าประโยค  ดังนั้น  จึงต้องขึ้นต้น  “ประโยคคำสั่ง-ขอร้องไม่ให้ทำ” ด้วย  “Don’t”  เสมอ   เช่น

            -   Don’t make a loud noise.   (จงอย่าทำเสียงดัง)

            -   Don’t get up late.   (อย่าตื่นสายนะ)

            -   Don’t bother me while I’m working.   (อย่ากวนผมในขณะที่ผมกำลังทำงาน)

                ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย  “Don’t be”  เสมอ  เช่น

            -   Don’t be late for class.   (อย่าเข้าห้องเรียนสายนะ)

            -   Don’t be careless while walking across the street.   (จงอย่าประมาทขณะเดินข้ามถนน)

            -   Don’t be too serious with your work.    (จงอย่าเอาจริงเอาจังกับงานมากเกินไป)

 

6. I have spent ___________________________ today.

(ผมได้ใช้เงิน _____________________________________ วันนี้)

(a) money ten dollars

(b) ten dollars money

(c) ten dollars of money

(d) ten dollars    (๑๐  เหรียญ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   ให้บอกจำนวนเงิน  และสกุลเงิน  โดยไม่ต้องมีคำว่า  “Money

 

7. She said, “_______________________________”

(เธอพูดว่า “ _____________________________________ 

(a) Seldom we hear him sing.

(b) We hear him sing seldom.

(c) Seldom do we hear him sing.    (เราไม่ใคร่ได้ยินเขาร้องเพลง)

(d) We seldom hear him to sing.

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง {Seldom (hardly, scarcely) + Verb (ช่วย)  + Subject + Verb (แท้)} ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ 

                  -   __________________________ with the opposition.

(___________________________________________ กับฝ่ายค้าน)

(a) The government agrees seldom

(b) Seldom agrees the government

(c) Seldom the government agrees

(d) Seldom does the government agree    (รัฐบาลไม่ใคร่จะเห็นด้วย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  โดยแปลงมาจากประโยค  “The government seldom agrees with the opposition.”  แต่การนำ  “Seldom”  มาขึ้นต้นประโยค  และเปลี่ยนโครงสร้างประโยคตาม ข้อ  (d)  “Seldom + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb 1 (แท้)” (ยกเว้น  “Never have I seen…...”  หรือ  “Seldom had she played”)   ก็เพื่อ   ต้องการเน้นย้ำคำว่า  “ไม่ใคร่จะ”

                     ตัวอย่างที่ 

                 -   My mother doesn’t drink coffee.  ____________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ _____________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่..............(ดื่มชา)...............เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                       ตัวอย่างที่  

                    -   Traveling by air is not cheap.  Neither ________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  _________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable    (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                       ตัวอย่างที่  

                    -  Never before in my life ____________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ _______________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                          ตัวอย่างที่ 

                      -   Not only _________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  _________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง....................................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

            -  Seldom did they arrive at school in time.

(พวกเขาไม่ใคร่จะมาถึงโรงเรียนทันเวลา)  (เน้นตรงคำว่า  “ไม่ใคร่จะ”)

(= They seldom arrived at school on time.)

 

            -  Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น)  (เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

 

            -  No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง)  (เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

 

            -  Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย)  (เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

 

               ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

            -   Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

            -   Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

            -   Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย

            -   Never has he seen his father since he divorced his mother.

(= He has never seen his father since he divorced his mother.)

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

8. The applicant was turned down by the college __________________ were too low.

(ผู้สมัครถูกปฏิเสธโดยมหาวิทยาลัย ______________________________ ต่ำเกินไป)

(a) his test scores

(b) if test scores

(c) because it

(d) because his test scores     (เพราะว่าคะแนนทดสอบของเขา)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ใจความและถูกหลักไวยากรณ์

 

9. Working with computers is the best way to learn _______________________ capabilities.

(การทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่จะเรียนรู้ความสามารถ ____________________ )

(a) our

(b) its

(c) their    (ของมัน)

(d) his

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากแทน   “ของคอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่อง

 

10. The group of students touring on bicycles went __________ to the mountains, but also to the coast as well.

(กลุ่มนักเรียนที่ท่องเที่ยวไปโดยรถจักรยาน  ไป __________ ที่ภูเขา  แต่ยังไปที่ชายฝั่งทะเลอีกด้วย)

(a) also    (ด้วย, เช่นกัน)

(b) neither    (ไม่ทั้ง ๒ คนหรือสิ่ง)

(c) either    (คนหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง)

(d) not only    (ไม่เพียงแต่)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจากได้ใจความที่สุด และ  “Not only”   ใช้คู่กับ  “But also” เหมือนกับการใช้คำคู่  “Both……and”,   Either…….or”,  “Neither…….nor”

 

11. If the art dealer ___________________ the money, he would have bought the painting.

(ถ้าพ่อค้าศิลปะ ______________________________ เงิน  เขาก็คงจะได้ซื้อภาพวาดไปแล้ว)

(แต่ความจริงก็คือว่า  พ่อค้าไม่มีเงิน  เขาก็เลยไม่ได้ซื้อภาพวาด)

(a) has

(b) had had    (มี)

(c) had

(d) would have

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือการสมมติเรื่องในอดีตที่มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ดูเพิ่มเติม “If clause” แบบที่  ๓  นี้ในประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ 

                  -   When I had arrived at the market last night, I found that it was not open.  If I ___________________, I wouldn’t have bothered to drive over there.

(เมื่อผมไปถึงตลาดเมื่อคืนวาน  ผมพบว่ามันปิด  (ทั้งนี้)  ถ้าผม ____________________________ ผมคงจะไม่ยุ่ง (เดือดร้อน) กับการขับรถไปที่นั่น)

(a) know

(b) known

(c) would know

(d) had known    (ได้รู้)  (ว่าตลาดปิดเมื่อคืน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต)  (เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค)  ทั้งนี้  ข้อความในประโยค  คือ  “ถ้าผมรู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืนวาน  ผมคงไม่ขับรถไปที่นั่น”  แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืน  ผมจึงขับรถไปที่นั่น” 

                           ตัวอย่างที่ 

                       -   Nancy __________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ _________________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  If clause” แบบที่  ๓  ได้แก่

                   -   If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลังการสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้ คืออนุประโยค  “If + Subject + Had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง  3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ   แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น   ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต  เช่น

                 -   If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

                -   If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

               -   If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

               -   She would have gone to the market if she had had something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ) จะเห็นว่าใน“If clause”มี  “Had” 2ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb  ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2ตัว

                -   I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย – แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

               -   If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

                -   If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

สรุป   -   ใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)   จะเป็นรูป  “Past perfect” {Subject + Had + (not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Subject + Would (should, could, might) + (not) + Have + Verb 3}   จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้  ให้ได้

 

12. Today’s lecture was _________________________ than ever before.

(เล็คเช่อร์ของวันนี้ ___________________________________ ที่เคยมีมาก่อน)

(a) stimulating    (เร้าใจ, ปลุกใจ, กระตุ้น)

(b) most stimulating    (เร้าใจ-ปลุกใจ-กระตุ้นมากที่สุด)

(c) more stimulating    (เร้าใจ-ปลุกใจ-กระตุ้นมากกว่า)

(d) the more stimulating

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (Comparative degree)

 

13. Although the mission was to be kept a secret, it ____________________ to the press.

(แม้ว่าภารกิจจะต้องถูกเก็บไว้เป็นความลับ  มัน ____________________ ต่อหนังสือพิมพ์)

(a) reveals    (เปิดเผย)

(b) revealed

(c) was revealed    (ถูกเปิดเผย)

(d) will reveal

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป   “Passive voice” {Subject + was (were) + Verb 3}  เพราะ   “ภารกิจถูกเปิดเผย”   และเป็นเหตุการณ์ในอดีตด้วย  เพราะข้อความในอนุประโยคเป็นอดีต  (กริยาคือ  “Was”)

 

14. Efficient teachers _____________________ and understand the needs of their students.

(ครูที่มีประสิทธิภาพ ________________________ และเข้าใจความต้องการของนักเรียนของตน)

(a) thoroughly know their subjects are    (ข้อนี้ใช้ได้ถ้าตัด “are” ข้างท้ายทิ้ง)

(b) know their subjects thoroughly    (รู้วิชาของตนอย่างทะลุปรุโปร่ง)

(c) subjects are thoroughly known

(d) whose subjects are thoroughly known

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เป็นการเรียง   “ประธาน + กริยา + กรรม + กริยาวิเศษณ์” ตามปกติ  คือ   “Efficient teachers + know + their subjects + thoroughly

 

15. When companies cannot supply what is ordered, they usually try to ship a _______________ product.

(เมื่อบริษัทไม่สามารถจัดหาสิ่งที่ถูกสั่งซื้อได้   พวกเขามักพยายามที่จะขนส่ง  ผลิตภัณฑ์ _________________)

(a) remaining    (ที่เหลืออยู่)

(b) substitute    (ทดแทน, สิ่งที่เป็นตัวแทน)

(c) defective    (เสีย, ชำรุด, บกพร่อง)

(d) stored    (ที่เก็บไว้ในโกดัง)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด

 

16. He must do this, _____________________________ he’ll be punished.

(เขาจะต้องทำสิ่งนี้ ____________________________________ เขาจะถูกลงโทษ)

(a) otherwise    (มิฉะนั้น)

(b) although    (ถึงแม้ว่า)

(c) because    (เพราะว่า)

(d) due to    (เนื่องมาจาก)  (ต้องตามด้วยคำนาม หรือ วลี)

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากมีข้อความเป็นการให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง  เหมือนเป็นเงื่อนไข   คือ  “จะต้องทำ  ไม่เช่นนั้นจะโดนลงโทษ”  หรือ  “ถ้าทำ  ก็จะไม่โดนลงโทษ”    อีก  ๒  คำที่อาจใช้แทน  “Otherwise”  ได้คือ  “Or”  และ “Or else” (มิฉะนั้น)

 

17. The teacher suggested that ________________________.

(ครูแนะนำว่า ________________________________________ )

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ กริยา  “Study” เหมือนมีคำว่า “Should” อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ 

                 -   The company states that it is necessary that an employee ______________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน ______________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                        ตัวอย่างที่ 

                      -   He recommended that I __________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม ________________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    (ควรไป)

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should ลงไปข้างหน้าก็ได้)  

                       ตัวอย่างที่ 

                   -   I suggested to her that her husband _________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ __________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                     ตัวอย่างที่  

                  -   It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority __________________________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร)____________________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ “Should”ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                      ตัวอย่างที่ 

                  -  I will recommend that the student __________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น _________________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                          ตัวอย่างที่ 

                      -   Many customers have requested that we _______________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา ____________________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed” หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”      ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

                               ๑.   อยู่หลัง  “กริยา + that”   ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

          demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

          require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

          propose that   (เสนอว่า)

          request that   (ขอร้องว่า)

          recommend that   (แนะนำว่า)

          ask that   (ขอร้องว่า)

          order that   (สั่งว่า)

          urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

          suggest that   (แนะนำว่า)

          advise that   (แนะนำว่า)

          insist that   (ยืนกรานว่า)

          prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                           ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

            -  The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

            -  He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

            -  The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

            -  I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

            -  The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

            -  The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

            -  The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

            -  She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

            -  The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

            -  I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

            -  He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

            -  Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

            -  They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

            -  She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice = เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

            -  I suggested (that) he (should) be more careful.

            -  She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                  ๒.    “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + that + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

            -  It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

            -  It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

            -  It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

            -  It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

            -  It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

            -  It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

             -  It is important that he be brave.

 (เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

            -  It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

18. Simon would not have been killed if he _____________________ there.

(ไซม่อนคงไม่ (ถูกฆ่า) ตาย   ถ้าเขา _______________________________ ที่นั่น)

(a) wouldn’t have gone

(b) would have gone

(c) hadn’t gone    (มิได้ไป)

(d) went

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่  ๓  คือ เหตุการณ์เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค   ทั้งนี้   ความจริงที่เกิดขึ้นในประโยคข้างบน   คือ  “ไซม่อนตาย  เพราะเขาไปที่นั่น”  โดยใน  “If clause”  จะต้องใช้รูป  “If + Subject + Had + (not) + Verb 3

 

19. A hundred dollars _______________________ too expensive for this camera.

(เงิน ๑๐๐ เหรียญ _______________________________ แพงเกินไปสำหรับกล้องตัวนี้)

(a) are

(b) were

(c) have been

(d) is    (มีราคา)

ตอบ   –   ข้อ   (d)  เนื่องจากคำนามที่เป็น  “จำนวนเงิน, ระยะทาง, เวลา, ชื่อหนังสือ”  ไม่ว่าจะมากอย่างไรก็ตาม (คือมีรูปพหูพจน์)   ถือเป็นเอกพจน์เสมอ  และต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  เช่น

                 - Ten kilometers is a long distance to walk in one hour.

         (๑๐ กิโลเมตรเป็นระยะทางยาวที่จะเดินใน ๑ ชั่วโมง)

                 - Five hundred pounds is a large amount of money.

         (๕๐๐ ปอนด์เป็นเงินจำนวนมาก)

                - The Stories of Shakespeare’s Plays” is an interesting book.

           (เรื่องบทละครของเชคสเปียร์เป็นหนังสือที่น่าสนใจ)

                - Two months is too long time to wait.  

         (๒ เดือนเป็นเวลานานเกินไปที่จะรอคอย)

 

20. Physics _________________________ taught in most American universities and said to be much more difficult than social science.

(วิชาฟิสิกซ์ ______________________________ สอนในมหาวิทยาลัยอเมริกันส่วนใหญ่  และถูกกล่าวว่ายากกว่าสังคมศาสตร์อย่างมาก)

(a) are

(b) have been

(c) is    (ถูก)

(d) will be

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากชื่อวิชา  ที่แม้จะมีรูปพหูพจน์  แต่ต้องใช้กริยาเอกพจน์  เช่น  economics (เศรษฐศาสตร์), phonetics (วิชาการออกเสียง), statics (สถิตศาสตร์), dynamics (พลศาสตร์), statistics (วิชาสถิติ), psychics (จิตศาสตร์), aeronautics (วิชาการบิน), astrophysics (วิชาว่าด้วยส่วนประกอบของดวงดาว), aesthetics (วิชาว่าด้วยหลักความงาม), mathematics (คณิตศาสตร์), politics (การเมือง)รวมทั้ง  news (ข่าว), mumps (โรคคางทูม), measles (โรคหัด),  means (วิธี), ashes (เถ้าถ่านศพ), alms (ทาน),  billiards (กีฬาบิลเลียด), cross-roads (จุดที่ถนน  ๒  สายมาตัดกัน)   เช่น 

                - A cross-roads is a place where two roads cross.

        (๔ แยก – หรือทางแยก – คือที่ซึ่งถนน ๒ สายมาตัดกัน)

               - Politics is the subject he is very interested in.

          (การเมืองเป็นหัวเรื่องที่เขาสนใจเป็นอย่างมาก)

                - Mathematics is a required subject.

         (คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็น)

                - Statistics is too difficult for me to understand.

         (วิชาสถิติยากเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

 

21. The report of the global economy has been ______________ prepared by the economic experts.

(รายงานเรื่องเศรษฐกิจของโลก   ได้ถูกจัดเตรียม _______________ โดยผู้เชี่ยว ชาญด้านเศรษฐกิจ)

(a) careful    (รอบคอบ, ระมัดระวัง)

(b) carefully    (อย่างรอบคอบ)

(c) carefulness    (ความรอบคอบ)

(d) cared and    (การเอาใจใส่ และ)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากขยายกริยา   “Prepared”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์ (Adverb)

  

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้