หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 215)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. _________________________ with the opposition.

(_____________________________________ กับฝ่ายค้าน)

(a) The government agrees seldom

(b) Seldom agrees the government

(c) Seldom the government agrees

(d) Seldom does the government agree    (รัฐบาลไม่ใคร่จะเห็นด้วย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  โดยแปลงมาจากประโยค  “The government seldom agrees with the opposition.”  แต่การนำ  “Seldom”  มาขึ้นต้นประโยค  และเปลี่ยนโครงสร้างประโยคตาม ข้อ  (d)  “Seldom + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb 1 (แท้)” (ยกเว้น  “Never have I seen…...”  หรือ  “Seldom had she played”)   ก็เพื่อ  ต้องการเน้นย้ำคำว่า  “ไม่ใคร่จะ”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ 

                -   My mother doesn’t drink coffee.  _________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ _________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่,,,,,,,,,,,,,,เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่  

                  -   Traveling by air is not cheap.  Neither _________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  _________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable    (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                       ตัวอย่างที่  

                   -  Never before in my life _______________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ _________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                       ตัวอย่างที่  

                    -  Not only ________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง....................................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)” เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

            -  Seldom did they arrive at school in time.

(พวกเขาไม่ใคร่จะมาถึงโรงเรียนทันเวลา)  (เน้นตรงคำว่า  “ไม่ใคร่จะ”)

(= They seldom arrived at school on time.)

            -  Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น)  (เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

            -  No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง)  (เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

            -  Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย)  (เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

            -  Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.   

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

            -  Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

            -    Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

            -  Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

2. Peter, _________________ late, was not permitted to enter the lecture hall.

(ปีเตอร์, _________________________ สาย, ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในห้องบรรยาย)

(a) that arrived

(b) arriving    (มาถึง)

(c) arrived

(d) to arrive

ตอบ   -   ข้อ   (b)  โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “Peter, who arrived late, was not……………..”  ซึ่ง “Arriving”  เป็น  “Present participle”  บอกให้รู้ว่า  ปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา  “มาถึง

 

3. He gave us ____________________ we couldn’t move for an hour afterwards.

(เขาเลี้ยงเรา (ด้วย) ____________________ เราไม่สามารถเคลื่อนไหว (เดิน) ได้เป็นเวลา  ๑  ชั่วโมงหลังจากนั้น)  (คือ  อิ่มมากหลังจากกินอาหาร  จนเดินแทบไม่ไหว)

(a) such a huge meal as

(b) so a huge meal that

(c) such a huge meal that    (อาหารมื้อใหญ่มากจนกระทั่ง)

(d) such an huge meal that

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ  “ so huge a meal that”  ก็ได้  ดูเปรียบเทียบโครงสร้างที่มีความหมายเดียวกันจากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ 

                  -   The food is _______________________ that I can’t eat it.

(อาหาร _______________________________ จนกระทั่งผมไม่สามารถกินมัน)

(a) very hot

(b) too hot    (ร้อนเกินไป)

(c) so hot    (ร้อนมาก)

(d) hot enough    (ร้อนพอ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                      ตัวอย่างที่ 

                   -   I am _______________________ weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแอ) ________________________ ที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

(a) so

(b) very

(c) too    (เกินไป, มากเกินไป)

(d) quite

ตอบ   -   ข้อ  (c)  สำหรับโครงสร้างที่แตกต่างกัน  แต่มีความหมายเหมือนกันมีดังนี้ คือ

                  - I am too weak to lift this heavy stone.

                 - I am very (หรือ so, quite) weak and I cannot lift this heavy stone.

                 - I am not strong enough to lift this heavy stone.

                 - I am so weak that I cannot lift this heavy stone.

                 - I am so weak a person that I cannot lift this heavy stone.

                - I am such a weak person that I cannot lift this heavy stone.

(ประโยคทั้ง    ประโยคข้างบนมีความหมายเหมือนกัน)

                           ตัวอย่างประโยคอื่นๆที่มีโครงสร้างต่างกัน  แต่ความหมายเหมือนกัน เช่น

                - The car is too small for us to get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กเกินไปสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

              - The car is very (หรือ so, quite) small and we cannot get into it.

             - The car is not big enough for us to get into it.

             - The car is so small that we cannot get into it.

             - It is so small a car that we cannot get into it.

             - It is such a small car that we cannot get into it.

หมายเหตุ   -   ประโยคทั้งหมดข้างบนมีความหมายเหมือนกัน

 

4. He gave me some very _________________ advice on buying a house.

(เขาให้คำแนะนำ (ที่) ____________________________ มากแก่ผม  ในการซื้อบ้าน)

(a) profitable    (ให้ผลกำไร, มีกำไร)

(b) wealthy    (มั่งคั่ง, ร่ำรวย)

(c) valuable    (มีคุณค่า)

(d) precious    (มีค่า  เช่น  แก้ว, แหวน, เงิน, ทอง, น้ำ, อากาศ)

 

5. He was a much older tennis player but he had the great ___________ of experience.

(เขาเป็นนักเทนนิสที่มีอายุแก่กว่ามาก  แต่เขามี ___________ ในด้านประสบการณ์อย่างมากมาย)

(a) profit    (กำไร)

(b) talent    (ความสามารถพิเศษ, พรสวรรค์, บุคคลที่มีความสามารถพิเศษ)

(c) value    (ค่า, คุณค่า, มูลค่า, ราคา, ค่าเป็นเงิน, ค่าตอบแทน)

(d) advantage    (ข้อได้เปรียบ, ประโยชน์)

 

6. I read an interesting _____________ in a newspaper about modern technology today.

(วันนี้ผมอ่าน ______________________ ที่น่าสนใจในหนังสือพิมพ์  เกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่)

(a) article    (บทความ)

(b) objective    (วัตถุประสงค์)

(c) brochure    (หนังสือเล่มเล็ก)  (ให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ)

(d) description    (คำบรรยาย, การพรรณนา, รูปร่างลักษณะ, ลักษณะ, ชนิด, ประเภท)

 

7. ___________________________ such as Chinese or German without any teachers seems very difficult for most learners.

(_______________________________ เช่น  ภาษาจีนหรือเยอรมัน  โดยไม่มีครู (สอน)  ดูเหมือนว่ายากมากสำหรับผู้เรียนส่วนใหญ่)

(a) To studying foreign languages

(b) Studying foreign languages    (การศึกษาภาษาต่างประเทศ)

(c) Study foreign languages    (ศึกษาภาษาต่างประเทศ)

(d) When studying the foreign languages    (เมื่อศึกษาภาษาต่างประเทศ)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เป็นการใช้  “Gerund”  (Verb + ing)  หรือ  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  เป็นประธานของประโยค  โดยถือว่าทั้ง  ๒  อยู่ในรูปเอกพจน์  ดังนั้น  ต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  (Seems)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

             - Swimming is a good exercise.

(= To swim is a good exercise.)

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

            - Playing badminton is his favorite hobby.

(= To Play badminton is his favorite hobby.)

  (การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

            - Working in cool weather is pleasure.

(= To Work in cool weather is pleasure.)

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

            - Breathing is indispensable to all living things.

(= To Breathe is indispensable to all living things.)

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

            - Sleeping is necessary to health.

(= To Sleep is necessary to health.)

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

              -  To learn Japanese is difficult.

(= Learning Japanese is difficult.)

(การเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นเรื่องยาก)

            -  To escape from the prison seems impossible.

(= Escaping from the prison seems impossible.)

(การหลบหนีจากคุกดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้)

            -  To walk a long distance has made me tired.  

(= Walking a long distance has made me tired.  

(การเดินระยะทางไกลทำให้ผมเหนื่อย)

            -  To scuba dive has become very popular recently.   

( = Scuba diving has become very popular recently.   

(การดำน้ำลึกแบบมีเครื่องช่วยหายใจ  กลายเป็นที่นิยมกันอย่างมากเมื่อเร็วๆนี้)

 

8. Do not use this elevator _______________________.

(อย่าใช้ลิฟต์ตัวนี้ ___________________________________ )

(a) due to it fires    (“Due to”  =  “เพราะว่า, เนื่องมาจาก”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(b) instead of the fire    (แทนที่ไฟไหม้)

(c) whether it fires or not    (ไม่ว่ามันจะไฟไหม้-ติดไฟหรือไม่)

(d) in case of fire    (ในกรณีเกิดไฟไหม้)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “In case”  และ  “In case of”  จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ 

                -   We should take plenty of money with us ______________ there are any emergencies.

(เราควรนำเงินติดตัวไปกับเราเยอะๆ ______________________ มีเหตุการณ์ฉุกเฉินใดๆ)

(a) in the long run    (ในที่สุด, ในบั้นปลาย)

(b) in due course    (ในเวลาที่เหมาะสม, ในเวลาสมควร, ในเวลาที่กำหนด)

(c) in case    (เผื่อว่า, ในกรณีที่)

(d) in the end    (ในตอนจบ)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “In case”  ได้แก่

               -  In case I forget please remind me about it.

(ในกรณีที่ผมลืม  โปรดเตือนผมเกี่ยวกับมันด้วย)

               -  You should take a lot of clothes with you in case you need it.

(คุณควรนำเสื้อผ้าติดตัวไปเยอะๆ  เผื่อว่าคุณต้องการใช้มัน)

               -  Wait for me till half past six in case I’m late.

(รอผมจนกระทั่งหกโมงครึ่ง  ในกรณีที่ผมมาช้า)

               -  Take an umbrella in case it rains.

(เอาร่มติดไปด้วยนะ  เผื่อว่าฝนตก)

               -  Set the alarm-clock in case you don’t wake up in time.

(ตั้งนาฬิกาปลุกไว้นะ  เผื่อว่าคุณตื่นไม่ทัน)

หมายเหตุ   -   ให้สังเกตว่า  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลัง  “In case”  จะไม่อยู่ในรูปอนาคต  “Future Tense”

                             เมื่อ  “In case” อยู่ท้ายอนุประโยค  จะหมายถึง  “เผื่อไว้”  เช่น

               -  The bus is usually on time, but start early, just in case.

(รถบัสมักจะออกตรงเวลา  แต่ไปแต่เนิ่นๆ นะ  เผื่อเอาไว้)  (หมายความว่า  ถ้าคุณไปที่ขนส่งแต่เนิ่นๆ  แล้วรถบัสเกิดออกก่อนเวลา  คุณก็จะยังทันรถ)

               -  It may rain, you’d better take an umbrella, just in case.

(ฝนอาจตก  คุณควรนำร่มไปด้วย  เผื่อเอาไว้)  (คือ  ถ้าบังเอิญฝนตก  คุณจะได้ไม่เปียก)

                        ส่วน  “In case of” + วลี“ในกรณีที่มี,  ถ้าหากว่าเกิดมี”  เช่น

               -  In case of fire, ring the alarm bell.

(ในกรณีที่เกิดไฟไหม้  ให้กดสัญญาณเตือนภัย)

               -  In case of accident, call the police.

(ในกรณีที่มีอุบัติเหตุ  แจ้งตำรวจนะ)

               -  In case of emergency, go out through the back door.

(ถ้าหากว่าเกิดเหตุฉุกเฉิน  ให้ออกไปทางประตูหลัง)

 

9. There are a lot of students who desire to continue their study in the United States, ___________?

(มีนักเรียนมากมาย  ผู้ซึ่งประสงค์จะศึกษาต่อในสหรัฐฯ ___________________________ )

(a) are they

(b) aren’t they

(c) aren’t there    (ใช่หรือไม่)

(d) isn’t it

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เมื่อประโยคขึ้นต้นด้วย  “There are”  ในส่วน  “Tag”  ใช้  “aren’t there

 

10. __________________ the test result, Judy doesn’t feel like doing anything right now.

(___________________________ ผลการสอบ  จูดี้ไม่รู้สึกอยากจะทำอะไรเลยในขณะนี้)

(a) She is disappointed with    (เธอผิดหวังกับ)

(b) She is disappointing with    (เธอน่าผิดหวังกับ)

(c) Be disappointed with

(d) Disappointed with    (รู้สึกผิดหวังกับ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้กริยาช่องที่  ๓  ขึ้นต้นวลี  ซึ่งนำหน้าประโยค  เพื่อแสดงว่า  ประธานของประโยค  ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  (Judy)  เป็นผู้  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  ในกรณีประโยคข้างบน  คือ  “จูดี้ถูกทำให้ผิดหวัง  คือ  มีความรู้สึกผิดหวัง”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่  

                   -    ___________________________ by the tiger, he ran away.

(_______________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง  ๓  (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ  (Passive voice)

                       ตัวอย่างที่  

                    - _______________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking   (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์(Cooked)  หรือเป็นผู้  “ถูกกระทำ”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓   (แสดง “Passive voice)

 

11. They work in Manila, _________________________.

(พวกเขาทำงานในมนิลา, ________________________________ )

(a) that is the capital of the Philippines

(b) which is the capital of the Philippines    (ซึ่งเป็นเมืองหลวงของฟิลิปปินส์)

(c) being the capital of the Philippines

(d) where is the capital of the Philippines

ตอบ   -   ข้อ    (b)  เนื่องจาก  “Manila”  เป็นชื่อเฉพาะ  โดยมีอยู่เมืองเดียวในโลก  ดังนั้น  “Clause”  ที่ขยายมัน  จึงต้องเป็น  “Non-defining clause”  คือไม่ได้เน้นย้ำคำที่มันขยาย  หรือมาแยกสิ่งนั้นจากสิ่งอื่นๆ (เพราะมีอยู่เพียงสิ่งเดียว)  เพียงแต่ต้องการบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                         ตัวอย่างที่ 

                     -  “Mr. West has two daughters who are teachers.”

(มิสเตอร์เวสต์มีลูกสาว  ๒  คน  ซึ่งเป็นครู)

The sentence above tells us that Mr. West has ___________________.

(ประโยคข้างบนบอกเราว่า  มิสเตอร์เวสต์มี ________________________ )

(a) two daughters    (ลูกสาว  ๒  คน)

(b) more than two daughters    (ลูกสาวมากกว่า  ๒  คน)

(c) four daughters    (ลูกสาว  ๔  คน)

(d) at least five daughters    (ลูกสาวอย่างน้อย  ๕  คน)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “who are teachers”  เป็น  “Defining clause”  (สังเกตได้จากหลัง  “Daughters”  ไม่มีเครื่องหมายคอมม่า)  คือ  “Clause”  ที่มีความสำคัญ  และจำเป็นต้องมี  เพราะว่ามาช่วยขยายประโยคใหญ่  คือ  “Mr. West has two daughters”   ซึ่งยังไม่มีความชัดเจน คนฟังไม่รู้ว่า  ลูกสาว  ๒  คนมีอาชีพอะไร  ดังนั้น  “Clause” (ประโยคย่อย) นี้  จึงมาช่วยแยก  “ลูกสาว  ๒  คน”  ออกจากลูกสาวคนอื่นๆ  ทำให้เรารู้ว่า  มิสเตอร์เวสต์ยังมีลูกสาวคนอื่นๆ อีก (อย่างน้อย  ๑  คน)  ซึ่งทำอาชีพอื่น  (ทั้งนี้  อาจมีลูกสาวอีกหลายคนก็ได้)  เช่น  ลูกสาวอีกคนเป็นนางพยาบาล  และอีกคนเป็นเสมียน  เป็นต้น  (ซึ่งในกรณีนี้  ก็จะมีลูกสาวทั้งหมด  ๔  คน)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่  

                   -   “Mr. North has two daughters, who are nurses.”

(มิสเตอร์นอร์ธมีลูกสาว  ๒  คน, ผู้ซึ่งเป็นพยาบาล)

The sentence above tells us that Mr. North has_____________________.

(ประโยคข้างบนบอกเราว่า  มิสเตอร์นอร์ธมี ___________________________ )

(a) three daughters    (ลูกสาว  ๓  คน)

(b) only two daughters    (ลูกสาวเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

(c) at least three daughters    (ลูกสาวอย่างน้อย  ๓  คน)

(d) at least two daughters    (ลูกสาวอย่างน้อย  ๒  คน)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Who are nurses”  เป็น “Non-defining clause”มาขยาย  “Daughters”  โดยเพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  เพราะ  “Mr. North has two daughters”   เป็นประโยคที่ชี้เฉพาะ  มีความสมบูรณ์ชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว   คือบอกว่ามิสเตอร์นอร์ธมีลูกสาว  ๒  คน  (เท่านั้น)  สังเกตจากมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหลัง  “Daughters”  ส่วนข้อความหลังคอมม่า  ไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น เสมือนกับว่าอยู่ในวงเล็บ

                       ตัวอย่างที่  

                    -   The _________________________ a grateful animal.

(___________________________________ สัตว์ที่กตัญญูรู้คุณ)

(a) dog which is found all over the world is

(b) dog, which is found all over the world is

(c) dog which is found all over the world, is

(d) dog, which is found all over the world, is    (สุนัข, ซึ่งถูกพบอยู่ทั่วโลก,  เป็น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “สุนัข” ในประโยคนี้  หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่ง  ที่แตกต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่น  และเป็นตัวแทนของสุนัขทั้งโลก  มิได้แยกแยะว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร หรือที่ไปทำอะไร  (คือมิได้แยกสุนัขตัวนี้   ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ)  จึงถือว่า “สุนัข”  ในประโยคนี้เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในโลก  ที่ต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่นๆ   และมีความชี้เฉพาะอยู่ในตัวของมันเองแล้ว  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายมัน  จึงต้องเป็นประเภท  “Non-defining Adjective Clause”  (อนุประโยคที่ไม่ได้เน้นย้ำคำนามที่มันขยาย)  คือ เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “สุนัข” เท่านั้น  มิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  และข้อความในอนุประโยคดังกล่าว  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่า (Comma)  กั้นหัวและท้ายเสมอ  เปรียบเสมือนกับอยู่ในวงเล็บ  โดยจะไม่ต้องมีข้อความนี้ก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟัง  ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  มันคือ   “สุนัข” สัตว์ประเภทหนึ่งในโลกนั่นเอง   โดยขอให้เปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง  ที่ข้อความในอนุประโยคที่มาขยาย  “สุนัข”  ต้องเป็น   “Defining Adjective Clause”  เนื่องจากช่วยแยกสุนัขตัวที่มัน (อนุประโยค) ขยาย  ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ ซึ่งมีอยู่มากมาย  ซึ่งในกรณีนี้  อนุประโยคดังกล่าว  ไม่ต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นหน้าหลัง  เพราะข้อความของมันมีความสำคัญที่จะบอกให้ ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  รู้ได้ว่าเป็นสุนัขตัวใด  ของใคร  หรือไปทำอะไร

               -   The dog which (that) was hit by a car yesterday belongs to my neighbor.

(สุนัขซึ่งถูกรถชนเมื่อวานนี้  เป็นของเพื่อนบ้านของผม) (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง จะไม่รู้เลยว่าสุนัขตัวใดเป็นของเพื่อนบ้าน)

               -   The dog which (that) she bought from the market last month has been stolen.

(สุนัขซึ่งเธอซื้อมาจากตลาดเมื่อเดือนที่แล้ว  ได้ถูกขโมยไปแล้ว)  (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  จะไม่รู้เลยว่า  สุนัขตัวใดถูกขโมย)

                            ดูเพิ่มเติมคำอธิบาย  “Non-defining adjective clause” และ “Defining adjective clause”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                        ตัวอย่างที่  

                    -  This __________________________ very good.

(_______________________ (นี้)______________________ ดีมากเลย)

(a) school which we have just seen is

(b) school, which we have just seen is

(c) school which we have just seen, is

(d) school, which we have just seen, is    (โรงเรียน (นี้) ซึ่งเราเพิ่งจะได้เห็น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “Non-defining Adjective Clause”  คือ “อนุประโยคที่ขยายนามหรือสรรพนามแบบไม่เน้นหรือชี้เฉพาะลงไป  เนื่องจากคำนามหรือสรรพนามที่ถูกมันขยาย  มีความชัดเจนอยู่แล้ว หรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นใครหรืออะไร  ซึ่งมีอยู่คนเดียวหรือสิ่งเดียวเท่านั้น  และอาจเป็นชื่อเฉพาะที่มีอยู่แห่งเดียวในโลกก็ได้  เช่น เมือง  ประเทศ  หรือบุคคลผู้นั้นผู้นี้  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายนามหรือสรรพนามนั้นๆ  จึงไม่ได้แยกมันออกจากนามหรือสรรพนามอื่นๆ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนามหรือสรรพนามนั้นเท่านั้น  ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่บอก (หรือมาขยายนาม-สรรพนามนั้น)  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  นามหรือสรรพนามนั้นหมายถึงใคร  สิ่งใด หรือเมืองใดประเทศใด  เราจึงเรียกอนุประโยค  เหล่านี้ว่า “Non-defining Adjective Clause”  เพราะเพียงแต่มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้นซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟังก็ยังสามารถเข้าใจได้ว่า  หมายถึงใคร สิ่งใด หรือเมือง-ประเทศใด  ซึ่งอนุประโยคเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นข้างหน้าและข้างหลังมัน  เหมือนกับเป็นวงเล็บ  ที่มีข้อความระหว่างคอมม่า หรือในวงเล็บ  มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  จะมีหรือไม่มีก็ได้  ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด   ดังเช่นประโยคข้างบน  “โรงเรียน (นี้) – ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น –  ดีมากเลย”  ซึ่งเราจะเห็นว่า   “โรงเรียนนี้”  มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนแห่งใด  ดังนั้น  ข้อความ  “ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น”  จึงเพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เท่านั้น  มิได้แยกโรงเรียนนี้ออกจากโรงเรียนอื่นๆ  เหมือนกับใน “Defining Adjective Clause”  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า” กั้นระหว่าง “Clause”) อนุประโยคดังกล่าวข้างต้น  จึงมิได้มีความสำคัญอย่างใด  จึงต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า”  กั้นระหว่างอนุประโยคเสมอ  ดังตัวอย่างข้างล่าง

                 -   Donald Trump, who is currently the American president, is a business tycoon.

(โดนัล  ทรัมพ์  -  ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีอเมริกา – เป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยและมีอิทธิพลมาก)  (โดนัล  ทรัมพ์ มีอยู่คนเดียวในโลกนี้  อนุประโยคที่มาขยายจึงเพียงบอกข้อมูลเพิ่มเติม  มิได้แยกตัวเขาออกจากบุคคลอื่น  จึงต้องเป็น “Non-defining clause” ต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นระหว่าง  Clause    ข้อความที่มาขยายมิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด)

               -   Bangkok, which is the capital of Thailand, is a crowded city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น)

                -   Mr. Collin Woods, who lives next door, is coming to see me.

(คอลลิน  วูดส์ – ผู้ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป – กำลังจะมาพบผม)

                -   Rome, where the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(กรุงโรม – ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย – เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุดเมืองหนึ่ง)

                -   Ramkhamhaeng University, which is an open university, enrolls thousands of students each year.

(ม. รามคำแหง – ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด – ลงทะเบียนนักเรียนหลายพันคนในแต่ละปี)

                 -   Charles Dickens, who was a very famous writer, was poor all through his life.   

(ชาร์ลส  ดิคเค่นส์  -  ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง –  ยากจนตลอดชีวิตของเขา)

                 -   Ayuthaya, which we learnt about, was our former capital.

(อยุธยา – ซึ่งเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมัน – เป็นเมืองหลวงเก่าของเรา)

                  -   My house, of which the roof is made of brick, is going to be sold. 

(บ้านของผม – ซึ่งหลังคาทำด้วยอิฐ – กำลังจะถูกขายไป)

                 -   Dr. John Smith, whom I met in London, is an oculist.

(ด็อกเตอร์ จอห์น สมิธ  - ผู้ซึ่งผมพบในลอนดอน – เป็นจักษุแพทย์)

                 -   Our teacher of English, who has just returned from abroad, is getting married soon.

(ครูสอนภาษาอังกฤษของเรา – ผู้ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ – กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า)

                          จากประโยคตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด  จะเห็นว่าทุกประโยคมี   “Non-defining Clause” ขยายประธานของประโยค  และต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น  อยู่ระหว่าง “Clause”  ซึ่งไม่สู้จะมีความจำเป็นแก่ใจความในประโยคเท่าใดนัก  เนื่องจากประธานฯ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  เป็นใคร  เป็นอะไร  สิ่งไหน หรือ ของใคร  ดังนั้น “Clause”   ที่เพิ่มเข้ามาในประโยค (ขยายประธานฯ)   จึงเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่รู้กันดีอยู่แล้วเท่านั้น   แม้จะตัดข้อความที่เพิ่มเข้ามานี้ทิ้งไป  ก็จะไม่ทำให้ประโยคนั้นเสียใจความแต่อย่างใด  ทั้งนี้  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหน้า-หลัง “Clause” เสมอ  (ในกรณีขยายประธานฯ ประโยค)  หรือคั่นเฉพาะข้างหน้า “Clause”  (ในกรณีขยายคำนามที่อยู่กลางประโยค)

สรุป  -  เราสามารถสรุปลักษณะของ “Non-defining Clause”   ได้ดังนี้

             ๑.  ไม่มีความจำเป็นแก่ใจความในประโยค  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้ละเอียดมากขึ้นจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น

            ๒.  ต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  คั่นหน้าและหลัง  “Clause”  เสมอ

            ๓.  ต้องใช้  “Relative Pronoun”  ซึ่งไม่มีลักษณะชี้เฉพาะเจาะจง เช่น Who”  “Whom”  “Where”  หรือ “Which”  เป็นต้น  จะใช้  “That”  ไม่ได้  และต้องให้สอดคล้องกับหน้าที่  (Function)  ของมันด้วย

                         สำหรับ  “Defining Adjective Clause”  ใช้ขยายนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความสมบูรณ์และชัดเจนขึ้นว่า  เป็นคนไหน  สิ่งไหน  อะไร  ของใคร  เป็นต้น  ทั้งนี้  หากไม่มี   “Defining Adjective Clause” มาขยายแล้ว  คำนามหรือสรรพนามที่กล่าวถึงนั้นก็จะไม่เจาะจง  จะเป็นเพียงการกล่าวลอยๆ  ยากที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้ชัดเจนว่าเป็นใคร  อะไร หรือของใคร  ทั้งนี้   เพราะขาด  “Defining Adjective Clause” มาช่วยขยายความหรือชี้เฉพาะให้เห็นเด่นชัดนั่นเอง  กล่าวคือ  มาช่วยแยกนามหรือสรรพนามตัวที่ถูกมันขยาย  ออกจากนามหรือสรรพนามทั่วๆไป  เพื่อให้รู้ว่า เป็นใคร อะไร  สิ่งไหน ที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  - The robber was arrested.

(โจรถูกจับ)

                  - The car belongs to my father.

(รถยนต์เป็นของพ่อของผม)

                  - The house is near the railway station

(บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

                - The police questioned the woman.

(ตำรวจซักถามผู้หญิง)

               - The plan was finally turned down.

(แผนในที่สุดถูกปฏิเสธ)

               - The subject is English.

(วิชาคือภาษาอังกฤษ)

             - He will take us to the town.

(เขาจะพาเราเข้าเมือง)

             - Some of the boys didn’t come to my party.

(เด็กบางคนไม่มางานเลี้ยงของผม)

                           จากทุกประโยคที่ยกมาข้างบน  ผู้ฟังจะไม่รู้เลยว่า ขโมยคนไหนถูกจับ  รถคันไหนเป็นของพ่อผม  บ้านหลังไหนอยู่ใกล้สถานีรถไฟ  ตำรวจซักถามผู้หญิงคนไหน  แผนอะไรที่ถูกปฏิเสธ  วิชาอะไรคือภาษาอังกฤษ  เขาจะพาเราไปเมืองไหน  เด็กคนไหนที่ไม่มางานเลี้ยง  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเราเพิ่ม  “Defining Adjective Clause”  เข้าข้างหลังคำนาม (ประธานประโยค)  ใจความก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  เช่น

                  - The robber who plundered the bank yesterday was arrested.

(โจรซึ่งปล้นธนาคารเมื่อวานนี้ถูกจับ)

                  - The car which I drive to the university belongs to my father.

(รถซึ่งผมขับไปมหาวิทยาลัยเป็นของพ่อของผม)

                   - The house where I live is near the railway station.

(บ้านที่ผมอาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

                   - The police questioned the woman whose car was stolen.

(ตำรวจซักถามผู้หญิงซึ่งรถของเธอถูกขโมย)

                  - The plan which I proposed to the committee was finally turned down. 

(แผนซึ่งผมเสนอต่อคณะกรรมการได้รับการปฏิเสธในที่สุด)

                  - The subject in which I am interested is English.

(วิชาซึ่งผมสนใจคือภาษาอังกฤษ)

                   - He will take us to the town where we can see old temples.

(เขาจะพาเราไปที่เมือง  ซึ่งเราสามารถดูวัดเก่าแก่ได้)

                   - Some of the boys (whom) I invited did not come to my party.

(เด็กบางคนซึ่งผมเชิญไม่มางานเลี้ยงของผม)

สรุป  -  จากประโยคข้างบนที่มี   “Defining Adjective Clause” ขยายประธาน  หรือคำนามข้างในประโยค  เราสามารถสรุปลักษณะของ   “Defining Adjective Clause”ได้ดังนี้

                   ๑.  ทำหน้าที่ขยายนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  หมายถึงใคร  อะไร  (คือแยกนามนั้นออกจากนามตัวอื่นๆ)

                   ๒.  ไม่มีเครื่องหมาย “คอมม่า” คั่นอยู่ระหว่างคำนาม (ประธานประโยค หรือคำนามที่อยู่กลางประโยค)  กับ  “Defining Adjective Clause

                   ๓.  ใช้คำ “Relative Pronoun” ที่ขึ้นต้น (นำหน้า)  “Defining Adjective Clause” ให้เหมาะสมกับนามที่ถูกมันขยาย  และหน้าที่ของมันด้วย

 

12. Each of the girls in this class _______________________.

(เด็กหญิงแต่ละคนในชั้นนี้ __________________________________ )

(a) must meet her adviser once per week

(b) must meet her adviser once a week    (จะต้องพบอาจารย์ที่ปรึกษาสัปดาห์ละครั้ง)

(c) have to meet her adviser once a week

(d) has to meet her adviser once per week

ตอบ   -   ข้อ    (b)  หรืออาจตอบ  ข้อ   (c)  แต่ต้องแก้เป็น  “has to meet………..”  (จำเป็นต้องพบ..........)   เนื่องจาก  “Each of the girls”  ถือเป็นประธานเอกพจน์  จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์   (Has to meet)  สำหรับ  “Once per week”  ไม่มีการใช้รูปนี้

 

13. Do you think you _________________________  Peter at any time over the weekend?  If so, can you give him a message?

(คุณคิดว่าคุณ____________________ ปีเตอร์เวลาใดๆ  ช่วงสุดสัปดาห์บ้างไหม)

(a) see

(b) will have seen    (จะได้พบแล้ว)

(c) will see    (จะพบ)

(d) would see

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นเรื่องอนาคต  (Present future) (ช่วงสุดสัปดาห์ที่ยังมาไม่ถึง)  โดยให้สอดคล้องกับ “Do you think………”  (Present simple tense) ส่วนข้อ  (b) “will have seen”  ใช้บอกเหตุการณ์ในอนาคต  ว่าเมื่อถึงเวลาหนึ่งในอนาคต  เหตุการณ์หนึ่งจะได้เกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว   เช่น

               - By this time tomorrow, I will have flown to London.

(ณ ช่วงเวลานี้ของวันพรุ่งนี้  ผมคงจะได้บินไปลอนดอนแล้ว)

              - By February next year, she will have graduated from New York University.

(ราวเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า  เธอคงจะได้เรียนจบจากมหาวิทยาลัยนิวยอร์คไปแล้ว)

 

14. I would have met you at the airport if I ________________ that you were arriving.

(ผมคงได้ไปพบคุณที่สนามบินแล้ว  ถ้าผม_______________________ ว่าคุณกำลังมาถึง)

(a) knew

(b) would know

(c) would have known

(d) had known    (ได้ทราบ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓  (Past unreal) คือไม่เป็นจริงในอดีต  แต่มาสมมติย้อนหลัง  ความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมไม่ได้ไปพบคุณที่สนามบิน  เพราะผมไม่รู้ว่าคุณกำลังมาถึง”   ในประโยค  “If clause” แบบที่ ๓ ในประโยคใหญ่ใช้ {Subject + would (should, could, might) + have + Verb 3}  ส่วนประโยคย่อย (If clause)  ใช้  (If + Subject + Had + Verb 3)  หรืออาจแปลงรูปเป็น (Had + Subject + Verb 3)

 

15._____________________ people depend to such a great extent on forests, every effort must be made to preserve trees and wildlife.

(_________________________ ผู้คนต้องพึ่งพาป่าไม้ในขอบเขตที่กว้างขวางมาก (ดังนั้น)  จะต้องใช้ความพยายามทุกๆวิถีทาง  ที่จะอนุรักษ์ต้นไม้และสัตว์ป่าไว้)

(a) That

(b) Which

(c) How

(d) Since    (เพราะว่า, ตั้งแต่)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

 

16. ____________________, none of the guests were injured when the fire broke out at the hotel.

(___________________________ , ไม่มีแขกคนใดได้รับบาดเจ็บ  เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้นที่โรงแรม)

(a) Fortunate

(b) Fortunately    (โชคดี, เคราะห์ดี)

(c) To be fortunate    (เพื่อที่จะโชคดี)

(d) It is fortunate    (มันโชคดี)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากใช้ขยายข้อความทั้งประโยค  (none of……… ………………… the hotel)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)

 

17. Cars in smaller models need ______________ in greater numbers for today’s customers.

(รถยนต์ในรูปแบบที่เล็กลงจำเป็นต้อง _____________ ในปริมาณที่มากขึ้น  สำหรับลูกค้าในปัจจุบัน)

(a) produce

(b) produced

(c) to be produced     (ได้รับการผลิต, ถูกผลิต)

(d) to be producing

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Need” สามารถตามด้วย  ๒  รูปแบบ  คือ  “Need to be produced”  หรือ “need Producing”  ซึ่งหมายถึง  “จำเป็นต้องได้รับการผลิต”  ทั้ง  ๒  ข้อความ   ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

                - The room needs to be cleaned.

(= The room needs cleaning.)

(ห้องจำเป็นต้องได้รับการทำความสะอาด)

              - Those children need to be taken care of.

(= Those children need taking care of.)

(เด็กๆ เหล่านั้นจำเป็นต้องได้รับการดูแล)

 

18. There are two temples and ____________________ of them are Thai style.

(มีวัด  ๒  วัด และ ___________________________________ เป็นแบบทรงไทย)

(a) one

(b) all

(c) both    (ทั้งคู่)

(d) each

ตอบ   –   ข้อ  c)   เนื่องจาก  ใช้กับ  “จำนวน  ๒”  สำหรับ  “All”  ใช้กับจำนวนตั้งแต่  ๓ ขึ้นไป  ส่วน ข้อ  (a)  และ (d)  ถ้าจะใช้ ต้องแก้ข้อความเป็น  one  หรือ  each of them is Thai style

 

19. I bought _____________________________ yesterday.

(ผมซื้อ _____________________________________ เมื่อวานนี้)

(a) a trouser

(b) a trousers

(c) a pair of trousers    (กางเกงขายาว    ตัว)

(d) the trouser

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากเครื่องแต่งกายที่มี  ๒  ขา เช่น กางเกงขาสั้น-ขายาว  ถ้าจะนับเป็นตัวๆ  ต้องใช้  “Pair” (คือ คู่หนึ่ง หมายถึง  ๑  ตัว)  เสมอ  ยกเว้นไม่ระบุจำนวน  ก็ไม่ต้องใช้  ดูเพิ่มเติมการใช้คำนามที่ถือเป็นพหูพจน์เสมอ ประเภท เครื่องแต่งกาย  ของใช้ และเครื่องมือ  จากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่            จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์จาก ข้อ (๑) – (๔)

                 -   In (2) addition to (2) applications of sight correction, (3) eyeglass are also (4) worn for protection.

(นอกเหนือจากการใช้แก้ไขสายตา (การมองเห็น) ให้ถูกต้องแล้ว  แว่นตายังถูกสวมใส่เพื่อการป้องกัน (ดวงตา) อีกด้วย)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น   “eyeglasses” เนื่องจากต้องอยู่ในรูปพหูพจน์เสมอ เมื่อหมายถึง  “แว่นตา”  สำหรับเครื่องมือชนิดอื่นๆ  ที่ต้องใช้เป็นคู่หรือประกอบด้วย  ๒  ส่วน  ซึ่งจะต้องอยู่ในรูปพหูพจน์  และใช้กับกริยาแบบพหูพจน์  ได้แก่   scissors (กรรไกร), glasses (eyeglasses)  (แว่นตา), spectacles  (แว่นตา), tongs (ปากคีบ, คีม), chopsticks  (ตะเกียบ), pincers  (คีม), pliers  (คีมปากยาว), dividers  (วงเวียน), sheers  (กรรไกรตัดต้นไม้), calipers (callipers)  (วงเวียนใช้วัด)  เป็นต้น

                        นอกจากนั้น  เครื่องแต่งกายที่ต้องใช้ในรูปพหูพจน์เสมอ  คือ  shorts (กางเกงขาสั้น), trousers  (กางเกงขายาว), pants  (กางเกง, กางเกงชั้นใน – ของผู้หญิงหรือเด็ก), panties  (กางเกงชั้นในของผู้หญิงหรือเด็ก), clothes  (เสื้อผ้า), breeches  (กางเกงขี่ม้า), pajamas (pyjamas)  (เสื้อกางเกงชุดนอน)  เป็นต้น

 

20. Silver is ________________________________ gold.

(เงินมี ___________________________________________ ทอง)

(a) valuable less than

(b) more valuable than    (ค่ามากกว่า)

(c) less valuable than    (ค่าน้อยกว่า)

(d) valuable more than

(e) as valuable as    (ค่าเท่ากัน, ค่าเท่ากับ)

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากเรียงคำถูกต้องและเป็นข้อเท็จจริง   สำหรับการเรียงคำในข้อ  (b)  และ  (e)  ก็ถูกต้อง  แต่ผิดความหมาย

 

21. Do you come to school _____________________________?

(คุณมาโรงเรียนโดย ____________________________________ ใช่ไหม)

(a) by foot

(b) with foot

(c) on foot    (ทางเท้า, เดินมา)

(d) by feet

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้รูปแบบนี้  หรืออาจใช้   “by walking”  แทนก็ได้

 

22. The ______________________________ month of the year is called December.

(เดือน_______________________________________ ของปี ถูกเรียกว่าเดือนธันวาคม)

(a) twelve    (๑๒)

(b) twelveth

(c) twelvth

(d) twelfth    (ที่ ๑๒)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากหมายถึง   “ลำดับที่ ๑๒”  สำหรับข้อ (b) และ  (c)  ไม่มีใช้

 

23. My sister got home ____________________________ ago.

(น้องสาวของผมกลับถึงบ้าน ______________________________ ที่ผ่านมา)

(a) a half of hour

(b) an hour’s half

(c) half an hour    (ครึ่งชั่วโมง)

(d) a half hour

ตอบ   –   ข้อ   (c)  ต้องใช้รูปแบบนี้เสมอ

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้