หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 214)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. In a week’s time I ____________________ in Boston for a year.

(ในเวลาอีก  ๑  สัปดาห์  ผม _______________ ในบอสตันครบ  ๑  ปี)  (คือ  อีก  ๗  วันนับจากนี้  ผมจะอาศัยอยู่ในบอสตันครบ  ๑  ปีพอดี)

(a) are living

(b) have lived

(c) had lived

(d) will have been living    (จะได้กำลังอาศัยอยู่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ 

              -   I _________________ here twenty years next summer.

(ผม _____________________ที่นี่เป็นเวลา  ๒๐  ปีแล้ว ในฤดูร้อนปีหน้า)

(a) shall live

(b) have lived

(c) am living

(d) shall have been living    (จะได้กำลังอาศัยอยู่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเอาโครงสร้าง  “Future tense” {Will (Shall) + Verb 1}  (บอกเหตุการณ์อนาคต)  รวมเข้ากับ  “Present perfect continuous tense”  {Has (Have) + Been + Verb + ing}  (บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  (และมีแนวโน้มจะต่อเนื่องไปถึงอนาคตด้วย)  เน้นตรงความต่อเนื่องที่ยาวนาน  (อาจเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมง  หรือ  วัน  เดือน  ปี  ๑๐ ปี  ก็ได้)  เมื่อรวม  “Tense”  ทั้ง  ๒  แล้ว  จะกลายเป็น  “เหตุการณ์ในอนาคตที่เกิดต่อเนื่องอย่างยาวนานมาตั้งแต่อดีต  และมีแนวโน้มจะเกิดต่อไปอีกเรื่อยๆ  เมื่อถึงเวลาในอนาคตนั้นแล้ว”  สำหรับประโยคในตัวอย่างที่   บอกเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และจะต่อเนื่องยาวไปถึงอนาคตด้วย  คือ  ฤดูร้อนในปีหน้า  หมายความว่า  เมื่อถึงเวลานั้น  “ผมจะได้อาศัยอยู่ที่นี่เป็นเวลา ๒๐ ปี”  กล่าวคือ  ผมเริ่มอาศัยที่นี่เมื่อ ๑๙ ปีที่แล้ว  ครั้นพอถึงปีหน้า (ตอนฤดูร้อน)  ผมก็จะอยู่ที่นี่ครบ  ๒๐  ปีพอดี  และมีแนวโน้มจะอยู่ที่นี่ต่อไปอีกเรื่อยๆ  เราเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present future perfect continuous tense” {Subject + Will (Shall) + Have + Been + Verb + ing}  อนึ่ง  เราสามารถใช้แทน  “Tense”  นี้ด้วย  “Present future perfect tense” {Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3} ก็ได้   แต่จะไม่แสดงการเน้นความยาวนาน  หรือ ต่อเนื่องของเหตุการณ์  รวมทั้งการมีแนวโน้มจะยาวต่อไปในอนาคตเมื่อถึงเวลานั้นแล้ว  เหมือนกับ   “Present future perfect continuous tense” ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               - He will have been working in the company for 20 years next month.

(เขาจะได้ทำงานในบริษัทเป็นเวลาครบ  ๒๐  ปี ในเดือนหน้า)  (เน้นความต่อเนื่องยาวนาน ๒๐  ปี และมีแนวโน้มจะทำต่อไปอีกหลังจากเดือนหน้า)

(= He will have worked in the company for 20 years next month.)(ความหมายเหมือนประโยคข้างบน  แต่ไม่แสดงการต่อเนื่องยาวนานของเหตุการณ์ –ทำงานกับบริษัท – หรือไม่เน้นแนวโน้มที่จะทำต่อไปในอนาคต หลังจากเดือนหน้า  เหมือนกับประโยคข้างบน)

               - She will have been studying in the library for 10 hours by 5 p.m.

(เธอจะได้อ่านหนังสือในห้องสมุดเป็นเวลา  ๑๐  ชั่วโมง  เมื่อถึงเวลา  ๕  โมงเย็น)  (ขณะที่พูดอาจเป็นเวลาเที่ยงหรือบ่าย  ๒  โมง  แต่เริ่มต้นอ่านหนังสือตั้งแต่  ๗  โมงเช้า  จะอ่านครบ  ๑๐  ชั่วโมง  เมื่อตอน  ๕  โมงเย็น)  (แสดงความต่อเนื่องยาวนาน  ๑๐ ชั่วโมง  และมีแนวโน้มจะอ่านต่อไปอีกหลัง  ๕  โมงเย็น)

(= She will have studied in the library for 10 hours by 5 p.m.)

(ความหมายเหมือนประโยคข้างบน  แต่ไม่แสดงการต่อเนื่องของเหตุการณ์ว่ายาวนานเป็น  ๑๐  ชั่วโมง  หรือ ไม่ต้องการบอกว่า  มีแนวโน้มจะอ่านหนังสือยาวต่อไปจนถึง  ๖ โมง หรือ ๒ ทุ่ม  เหมือนกับประโยคข้างบน)

 

2. We as a company feel that it is __________ to maintain good worker-management relations.

(เราในฐานะบริษัทรู้สึกว่า  มัน __________________ ที่จะรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพนักงานและผู้บริหาร  -  ของบริษัท)

(a) moderate    (ม้อด-เดอ-เรท)  (ปานกลาง, พอสมควร, พอประมาณ, ไม่รุนแรง, ไม่มากเกินไป)

(b) special    (พิเศษ, เฉพาะ, จำเพาะ, เจาะจง, เฉพาะอย่าง, แตกต่างจากธรรมดา)

(c) essential    (จำเป็นที่สุด, จะขาดเสียมิได้, เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ, เป็นปัจจัย, เป็นพื้นฐาน)

(d) absolute   (สมบูรณ์, เด็ดขาด, เผด็จการ, อย่างแท้จริง, ล้วน, สุทธิ)

 

3. Although he was under no _______________________, the shopkeeper replaced the defective battery free of charge.

(แม้ว่าเขามิได้อยู่ภายใต้ __________________ , เจ้าของร้านทดแทนแบตเตอรี่ที่เสียด้วยตัวใหม่  โดยไม่คิดมูลค่า)  (คือ  แม้มิได้อยู่ในสัญญา  แต่ก็ยอมเปลี่ยนแบตเตอรี่ตัวใหม่ให้  เป็นการชดเชย)

(a) urgency    (ความเร่งด่วน)

(b) guarantee    (การประกัน, หลักประกัน, เครื่องประกัน, คำรับรอง, ผู้รับรอง)

(c) obligation    (พันธะ, ข้อผูกพัน, ภาระหน้าที่, หน้าที่, ความจำเป็น, หนี้, การบัง คับ, บุญคุณ)

(d) insistence    (การยืนยัน, การยืนหยัด, การยืนกราน, ความหัวรั้น)

 

4. Hotel rooms must be _____________ by noon, but luggage may be left with the porter. 

(ห้องพักโรงแรมจะต้องถูก __________________ ในตอนเที่ยง  แต่อาจฝากกระเป๋าเดินทางไว้กับพนักงานขนของได้)  (คือ  ต้อง  “Check out”  ออกจากห้องตอนเที่ยง  แต่สามารถฝากกระเป๋าไว้กับโรงแรมได้)

(a) vacated    (ทำให้ว่าง, สละตำแหน่ง, ถอนออก, เอาออก, ย้าย, ยกเลิก, เพิกถอน)

(b) evacuated    (อพยพ, โยกย้าย, ถอนออก, ถอย, ระบายออก, ขับออก, ขจัด)

(c) abandoned    (ละทิ้ง, ปล่อย, พลัดพรากจาก)

(d) left    (จากไป, ออกจาก, จาก, ทิ้งไว้, เหลือไว้, ปล่อย)

 

5. You were __________________ to get that ticket as it was the last one left.

(คุณ _________________________ ที่ได้ตั๋วนั้น  เพราะมันเป็นตั๋วใบสุดท้ายที่เหลืออยู่)

(a) willing    (เต็มใจ)

(b) happy    (มีความสุข)

(c) lucky    (โชคดี)

(d) likely    (มีแนวโน้ม, เป็นไปได้)

 

6. Many a linguistics scholar ________________ it difficult to teach his subject.

(ปราชญ์ทางภาษาศาสตร์จำนวนมาก _______________ เป็นการยากที่จะสอนวิชาของตน)

(a) find

(b) finds    (พบว่า)

(c) is finding

(d) are finding

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Many a” + นามเอกพจน์ + Verb  (เอกพจน์)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

            -   Many a worker was injured while working.

(= Many workers were injured while working.)

(คนงานจำนวนมากได้รับบาดเจ็บในขณะทำงาน)

          -   Many a student has made that mistake.

(= Many students have made that mistake.)

(นักเรียนจำนวนมากได้ทำความผิดนั้น)

              สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

                  ตัวอย่างที่ 

             -      ________________ has succeeded in life and become rich before he is fifty.

(___________________ ได้ประสบความสำเร็จในชีวิต  และร่ำรวยก่อนอายุ  ๕๐ ปี)

(a) A many poor boy

(b) Many a poor boy    (เด็กยากจนจำนวนมาก)

(c) A many poor boys 

(d) Many poor boy

(e) Many poor boys

(f) Many a poor boys

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Many a poor boy” =  “Many poor boys” (เด็กยากจนจำนวนมาก)  แต่ใช้กับโครงสร้างต่างกันดังนี้

            - Many a wise student has got a scholarship.

           - Many wise students have got a scholarship.

(ทั้ง ๒ ประโยคข้างบน  มีความหมายเหมือนกัน  คือ “นักเรียนที่ฉลาดจำนวนมากได้รับทุนการศึกษา”)

 

7. My house is too small.  I wish I ___________________ it. 

(บ้านของผมเล็กเกินไป  ผมปรารถนาว่าผม _______________________ มัน )

(a) haven’t bought

(b) didn’t buy

(c) hadn’t bought    (มิได้ซื้อ)

(d) wouldn’t buy

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  (ว่ามิได้ซื้อบ้านในอดีต)   กริยาของอนุประโยคที่ตามหลัง   “Wish”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + (Not) + Verb 3)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ 

                -  I wish you __________________ longer.

(ผมปรารถนา (ว่า) คุณ ________________ (ที่นี่) นานยิ่งขึ้น)  (คือ ไม่รีบกลับ)

(a) will stay

(b) can stay

(c) could stay    (สามารถพัก)

(d) stay

ตอบ   -   ข้อ   (c)  อนุประโยคที่ตามหลัง  “Wish”  ต้องอยู่ในรูปอดีต  (Past simple, Past perfect)  เสมอ  เนื่องจากไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  แต่เป็นเพียงความปรารถนาให้เป็นเช่นนั้นเท่านั้น  เรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”

  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ 

               -  She went to the movies last night but she told me she wished she __________ to see it.

(เธอไปดูหนังเมื่อคืนวาน  แต่เธอบอกผมว่า  เธอปรารถนาว่าเธอ ________________ ดูมัน)

(a) hasn’t gone

(b) didn’t go

(c) hadn’t gone    (มิได้ไป)

(d) doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  กริยาของประโยคที่ตามหลัง  “Wish”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)

ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ 

             -   Why didn’t you keep your promise?  I wish you __________________ it.

(ทำไมคุณจึงไม่รักษาคำมั่นสัญญา  ผมปรารถนาว่าคุณ ____________________ มัน)

(a) kept

(b) would keep

(c) would have kept

(d) had kept    (ได้รักษาฯ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์  (รักษาคำมั่นสัญญา) ในอดีต  จึงใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Had + Verb 3” 

                     ตัวอย่างที่  ๔

                  -  I wish I _______________________ as he does.

(ผมปรารถนา (ว่า) ผม ____________________________ เหมือนที่เขาเล่น)

(a) can play

(b) play

(c) could play    (สามารถเล่น)

(d) will play

ตอบ-   ข้อ  (c)  เนื่องจากอนุประโยค  (Subordinate clause)  ที่ตามหลัง  “Wish”  จะอยู่ในรูป  “Past subjunctive”   คือต้องอยู่ในรูป    “Past simple” หรือ   “Past perfect tense”  เท่านั้น

                      ตัวอย่างที่ 

                 -  Smith said, “I don’t speak English.”  His friend said, “I wish you _______________.”

(สมิธพูดว่า  “ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ”   (และ)  เพื่อนของเขาพูดว่า  “ผมปรารถนาว่า  คุณ  ____________________)

(a) speak

(b) do

(c) did    (พูด)  (“Did”  แทน  “Speak”)  (ต้องอยู่ในรูป  “Past tense” เนื่องจากเป็น  “Past subjunctive”  คือเป็นกริยาใน “Clause” ที่ตามหลัง “Wish)

(d) can

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                 ตัวอย่างที่  

              -  When I said that I wished I _______________ Italian, she told me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม__________  ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  (Past subjunctive)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”   (ในข้อนี้ เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต   แต่จริงๆแล้วไม่ได้เรียน)

                       ตัวอย่างที่  

                   -   I wish I __________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน ____________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

 (c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ ปรารถนาว่าได้พบกับเธอ  แต่ก็มิได้พบกับเธอ   ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ   )  จึงต้องใช้   “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3  )  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”   ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น 

             -   He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง คือ ไม่ได้รับ)

                        ตัวอย่างที่  ๘

                     -   I wish you _______________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _______________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been     (อยู่)

(d) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)  

                       ตัวอย่างที่  ๙

                   -   I wish I _______________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _______________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้) 

 (d) have learnt

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)แต่ในความเป็นจริงคือ   “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน”

                      ตัวอย่างที่  ๑๐

                   -   I wish today __________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ___________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were     (เป็น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่   “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”   (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)   จะต้องใช้รูป   “Subject + Wish + That + Subject + Verb”  แต่ That”   มักจะละไว้เสมอ   (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)  โดยมีหลัก คือ

                          ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ Verb เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

          - I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้  -  แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้มา)

          - She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

          - I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

          - He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี  –  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

          - I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  –  แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

          - They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้  –  แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

·                       ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้ Verb”  เป็น “Past perfect” (Had + Verb 3)  เช่น

             - I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

            - She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

           -  He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

          -  I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

                          ถ้า “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้   “Verb” เป็น“Would”  “Should”  “Could”  “Might”  ความหมาย  คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

          - I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

          - She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

          - They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า – แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                         อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง   “Wish + To + Verb 1”   ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้    เช่น

               - They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

             - She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

            - He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

           - They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                             สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ   “Wish +กรรม+ Noun”   มีความหมาย คือ    “ขออวยพรให้”   เช่น

            - She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

           - He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

           - I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

8. We drove along a road _________________________ with mud.

(เราขับรถไปตามถนน __________________________________ ด้วยโคลน)

(a) cover

(b) covering

(c) being covered

(d) covered    (ซึ่งถูกปกคลุม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “………. a road which (that) was covered with mud

 

9. Don’t risk _____________________________ your car here.

(อย่าเสี่ยง _________________ รถของคุณที่ตรงนี้)  (เพราะอาจโดนใบสั่ง หรือทุบกระจก)

(a) park

(b) to park

(c) parking    (จอด, จอดรถ)

(d) at parking

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Risk + Gerund (Verb + ing)”  ดูกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ 

                   -  Do you mind _______________ for me this time?

(คุณรังเกียจที่จะ __________________________ สำหรับผมไหม คราวนี้)

(a) pay

(b) paying    (จ่ายเงิน, ออกเงิน, จ่ายค่าอาหาร)

(c) to pay

(d) to paying

ตอบ   –   ข้อ   (b)  เนื่องจากหลังกริยา  “Mind”  ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   

                    ตัวอย่างที่ 

A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

B: He signed up, but he’s considering __________________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา __________________________ )

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “Consider + Verb + ing”  =   “พิจารณาทำ...........”  ส่วน  “Consider + Not + Verb + ing”  =    “พิจารณาไม่ทำ..........” เช่น   “She considered not applying for the job.”  (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)  

                    ตัวอย่างที่  

                  -   I don’t mind _______________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ ____________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing

                    ตัวอย่างที่  

                 -   He keeps ________________ the most outrageous things.

(เขา ______________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ เกะกะระราน, รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ   (c)  กริยา  “Keep” =  (.........ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)  

                     ตัวอย่างที่  

                  -  Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing _____________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร ____________ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)}

                      ตัวอย่างที่  

                   -  I can’t help _____________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ___________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

          -   She enjoys reading novels.   

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

          -   I cannot stand listening to his complaints any more.   

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

          -   We could not avoid meeting him.    

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

          -   They enjoyed listening to music.   

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

          -    She dislikes talking a lot.  

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

          -   Jim finished writing a report last night.  

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

          -   The man admitted taking the bicycle.  

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

          -   She is sorry that she missed meeting you.  

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

          -   They practice speaking French every day.   

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

          -   We consider buying a new home.  

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

          -    They allow smoking in this room.  

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

          -   Do you mind opening the window?  

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

          -   The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ   (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                                 สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                        ตัวอย่างที่ 

            -  Victor’s car was too badly damaged to be worth ____________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า _________________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)   และ “Busy”  (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

          -    She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

          -    They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

          -    Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

          -    These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                        นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

          -    It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

          -    It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

10. We will interview _____________________ comes from the employment agency.

(เราจะสัมภาษณ์ _______________________________ (ที่) มาจากหน่วยงานว่าจ้างงาน)

(a) those who    (บุคคลผู้ซึ่ง)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) whoever    (ใครก็ตาม)  (เป็นประธานอนุประโยค)

(d) whomever    (ใครก็ตาม)  (เป็นกรรมอนุประโยค)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  เนื่องจากเป็นประธานของอนุประโยค  (Whoever comes from the employment agency)  อย่างไรก็ตาม  สามารถตอบ  ข้อ  (a)  “Those who” ได้  แต่ต้องแก้กริยาเป็น  “Come”  เพราะ  “Who”  แทน  “Those”  ซึ่งเป็นประธานพหูพจน์

 

11. Jack is a very lazy student; ______________________, he often comes to class late.

(แจ๊คเป็นนักเรียนที่ขี้เกียจมาก ____________________________ เขามาเรียนสายบ่อยๆ)

(a) nevertheless    (อย่างไรก็ตาม)

(b) moreover    (ยิ่งไปกว่านั้น, นอกเหนือจากนั้น, และ)

(c) in case    (ในกรณีที่)

(d) on condition that    (โดยมีเงื่อนไขว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (b)  เนื่องจากข้อความข้างหน้าและหลังคำนี้คล้อยตามกัน  คือ  “เขาขี้เกียจมาก  และ  เขามาเรียนสายบ่อยๆ”

 

12. The quality of these products ______________________ far from satisfactory.

(คุณภาพของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ____________ ไม่น่าพึงพอใจ)  (คือ  ห่างไกลจากความพึงพอใจ)

(a) is

(b) are

(c) has

(d) have

ตอบ   -   ข้อ    (a)  เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “The quality”  ซึ่งเป็นคำเอกพจน์  โดยมี   “of these products”  เป็นส่วนขยายประธาน  และต้องใช้  “Verb to be”  (Is)  กับคำคุณศัพท์  (Far)   ดูโครงสร้างแบบนี้  (ประธานฯ เอกพจน์  แต่มีส่วนขยายเป็นพหูพจน์  จึงต้องใช้กริยาเอกพจน์)  เพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

          -    One half of these books belongs to her.

(ครึ่งหนึ่งของหนังสือพวกนี้เป็นของเธอ)

          -    The sound of drums and trumpets is very noisy.

(เสียงกลองและทรัมเป็ตดังมาก)

          -    A pair of scissors is lying on the table.

(ตะไกรคู่หนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ)

          -    The emigration of animals is greater every year.

(การอพยพออกนอกพื้นที่ (ไปสู่ถิ่นอื่น) ของสัตว์มีมากขึ้นทุกปี)

          -    Freedom of men and women in the country is what they need.

(เสรีภาพของชาย-หญิงในประเทศนี้  คือสิ่งที่พวกเขาต้องการ)

 

13. Do you know __________________________?

(คุณรู้จัก _____________________________________ )

(a) those old two men

(b) those old men two

(c) those two old men    (ชายแก่ ๒ คนเหล่านั้นไหม)

(d) those two men old

ตอบ   –   ข้อ   (c)

 

14. The elephant is ________________________ larger than the horse.

(ช้างตัวใหญ่กว่าม้า __________________________________________ )

(a) so    (ดังนั้น)

(b) far    (มาก)

(c) quite    (มาก)

(d) more

ตอบ   –   ข้อ   (b)  มีคำว่า   “มาก”  ๒  คำ ที่ใช้ขยายในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  คือ “Much”  และ “Far” เช่น “Much bigger(ใหญ่กว่ามาก)  “Much colder” (หนาวกว่ามาก)  “Far smaller” (เล็กกว่ามาก)  “Far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  เป็นต้น 

 

15. She made her guests __________________________.

(เธอทำให้แขกของเธอ ________________________________ )

(a) laugh    (หัวเราะ)

(b) laughed

(c) laughing

(d) to laugh

ตอบ   –   ข้อ   (a)  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Subject + Make + กรรม  + Infinitive without to (Verb 1)”  ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย “Infinitive without to”  จากประโยคข้างล่าง

                        ตัวอย่างที่ 

                     -    Professor Collins _______________________ about him.

(อาจารย์คอลลินส์ _______________________________ เกี่ยวกับตัวเขา)

(a) heard the students to talk

(b) heard the talk by the students

(c) heard the students’ talking

(d) heard the students talk    (ได้ยินนักเรียนพูดคุย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูเพิ่มเติมการใช้คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Hear”  จากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ 

                  -   We begged him to let us ________________ through the telescope.

(เราขอร้องเขาให้อนุญาตให้เรา _____________ ผ่านกล้องโทรทัศน์ (กล้องส่องทางไกล) ตัวนั้น)

(a) look    (มอง, ดู)

(b) to look

(c) looking

(d) looked

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Let + กรรม + Verb 1  ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ตามด้วยกรรม  และ  “Infinitive without to” (Verb 1)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ 

                 -   What she saw made her ___________________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ _________________________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn    (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจาก “Make +กรรม + Verb 1

                      ตัวอย่างที่  

                  -   The manager let everyone ____________ the office early to attend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน____________ สำนักงานแต่เนิ่นๆเพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

(a) to leave

(b) leaves

 (c) left

(d) leave    (ออกจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากหลังกรรมของ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Hear, Feel”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  คือ กริยาช่องที่ ที่ไม่มี  “To” นำหน้า (Verb 1)  ดังตัวอย่างประโยค เช่น

          -   She lets them play in the field.

(เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

          -   We made them laugh.

(เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

          -   I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

          -   He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

          -   She had them clean her room.

(เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

 

16. __________________________________ from her since March.

( ________________________________________ จากเธอตั้งแต่เดือนมีนาคม)

(a) I didn’t receive a letter

(b) I wasn’t receiving a letter

(c) I don’t receive a letter

(d) I haven’t received a letter    (ผมไม่ได้รับจดหมาย)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + Verb 3}  คือ  แสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต (ไม่ได้รับจดหมายตั้งแต่เดือนมีนาฯ)  ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (ก็ยังมิได้รับ)  สำหรับ “Present perfect tense”  มักใช้ในกรณีต่อไปนี้

                          ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก just =  เพิ่งจะ, recently =  เมื่อเร็วๆนี้,  lately =  หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

          - I have just finished my assignment.

  (ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

         - My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

         - I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

                         ๒. ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet” (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี  “Already” และ “Yet”  ก็ได้  เช่น

        - I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

       - She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

       - Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

       - I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

       - Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

                        ๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก For = เป็นเวลา, Since =  ตั้งแต่,  Up to now, up to the present time, up until now =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา

         - She has lived here for 10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

        - He has been in Chicago since last week.

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

         - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

         - So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

         - I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

                       ๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  “Ever”  “Never”  เช่น

          - Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

         - Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

         - I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

                         ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก สังเกตจาก  “Adverb of frequency”  เหล่านี้   “again and again” =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “many times” =  หลายครั้ง,  “sometimes” =  บางที,  “over and over”     (= over and over again) = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “this is the first (second) time” =  นี่เป็นครั้งแรก (ครั้งที่ ๒)  เช่น

          - He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

         - I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์คมาหลายครั้งแล้ว)

         - She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

         - This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

 

17. It is ________________________________ from here to the nearest town.

(มันเป็น _____________________________________ จากที่นี่ไปยังเมืองที่ใกล้ที่สุด)

(a) long

(b) far

(c) long way

(d) a long way    (ระยะทางไกล)

 

18. Mother _________________________ very badly for the last few months.

(แม่ _________________________________ ไม่หลับเลยในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่แล้วมา)

(a) sleeps

(b) slept

(c) has been sleeping    (นอน)

(d) had slept

ตอบ      ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Present perfect continuous tense”  คือบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  และแสดงความยาวนานของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย   “แม่นอนไม่หลับเลยในช่วง ๒ – ๓ เดือนที่ผ่านมา”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Present perfect continuous”  และ “Present perfect”  จากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ 

                    -   I ____________ of changing my job for some time, but I haven’t made up my mind.

(ผม ___________ ถึงการเปลี่ยนงานมาเป็นเวลาหนึ่งแล้ว  แต่ผมยังมิได้ตัดสินใจ  -  ที่จะเปลี่ยน)

(a) am thinking

(b) thought

(c) have been thinking    (ได้กำลังคิดถึง)

(d) think

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ingคือ  กล่าวถึงเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเกิดในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (คือ  คิดจะเปลี่ยนงานตั้งแต่ในอดีต  และปัจจุบัน (ขณะที่พูดประโยคนี้) ก็ยังคิดจะเปลี่ยนงานอยู่)  ดูเพิ่มเติม  “Tense”  นี้ จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ 

                 -    She ____________________ in London for 20 years.

(เธอ ____________________________ ในลอนดอนเป็นเวลา  ๒๐  ปีแล้ว)

(a) has come to live

(b) has been living    (ได้กำลังอาศัย)

(c) comes to live

(d) is living

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + has (have) + been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์หนึ่ง   (เธออาศัยอยู่ในลอนดอน)   ซึ่งเกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดถึง) 

                       ตัวอย่างที่ 

                   -    Although Mark _____________ for years, he _____________ has not graduated. 

(แม้ว่ามาร์ค ________________ เป็นเวลาหลายปี  เขา _____________  ไม่จบการศึกษา)

(a) has been studying …….. already   (ได้กำลังศึกษา.................แล้ว)

(b) has been studied ………still

(c) has been studying ……..still    (ได้กำลังศึกษา.................ยังคง)

(d) has been studied……….already

ตอบ    -    ข้อ   (c)  ใช้โครงสร้าง   “Present perfect continuous tense” {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  ในแบบ  “Active voice”  (ข้อ  (b)  และ  (d)   เป็น  “Present perfect tense”  ในรูป  “Passive voice”)  เนื่องจาก มาร์คเป็นผู้กระทำ  (ศึกษา)  สำหรับข้อนี้หมายความว่า  “มาร์คเรียนหนังสือมาหลายปี  แต่ยังคงไม่จบการศึกษา”   

                        ตัวอย่างที่ 

                     -   Miss Kim ____________________ with us since last October.

(มิสคิม ________________________________ กับเราตั้งแต่เดือนตุลาคม  ปีที่แล้ว)

(a) works

(b) worked

(c) has been working      (ได้กำลังทำงาน)

(d) is working

หมายเหตุ   –    ตอบข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “Present perfect continuous tense”  (Subject + Have (Has) + Been + V. ing)   โดยสังเกตจาก  “since last October”  ทั้งนี้   “Present perfect continuous”  ใช้บอกเหตุการณ์ในอดีตที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   และเน้นความยาวของช่วงเวลา  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วย   ซึ่งอาจจะเป็นหลายๆวัน   เดือน   ปี   หลายๆปี   หรือเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมงก็ได้   ซึ่งประโยคข้างบนมีความหมายว่า    “มิสคิมทำงานกับเราตั้งแต่ตุลาฯ ปีที่แล้ว”  คือปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่   และเน้นความต่อเนื่องของการทำงาน   ว่าทำมานานหลายเดือนแล้ว   อนึ่ง สามารถใช้รูป  “Present perfect” (Subject + Have (Has) + V. 3)   แทนก็ได้   โดย   “Present perfect”  ก็บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเช่นกัน   แต่ไม่เน้นความต่อเนื่อง  หรือยาวนานเหมือนกับ  “Present perfect continuous”  นอกจากนั้น  “Present perfect” ยังบอกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะจบสิ้นลงไปแล้ว  หรือเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด  หรือใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำๆ ในอดีต

                         รูปแบบของ  “Tense”  ทั้ง  ๒  ที่กล่าวมาข้างต้น   มักจะมีคำจำพวกนี้อยู่ในประโยค ได้แก่  since  (ตั้งแต่)  for  (เป็นเวลา)  recently  (หมู่นี้)  lately  (เมื่อเร็วๆนี้)  so far  (เท่าที่ผ่านมาหรือเป็นมา)  up to now  (จนกระทั่งถึงบัดนี้)  up till now  (จนถึงบัดนี้)  up to the present  (จนถึงปัจจุบัน)  already  (แล้ว)  yet  (ใช้ในประโยคคำถาม)  not yet  (ใช้ในประโยคปฏิเสธ)  ever  (เคย)  never  (ไม่เคย)  just  (เพิ่งจะ)  this is the first (second) time  (นี่เป็นครั้งแรก – ครั้งที่สอง)  หรือตามด้วยประโยคที่เป็น   “Past tense   เช่น   since we were born”  (ตั้งแต่เราเกิด)   “since they were at college”  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหา วิทยาลัย)   since I was young”  (ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก)   since she left the country”  (ตั้งแต่ที่เธอจากประเทศไป)  ตัวอย่างประโยค   เช่น

          -    I have already eaten my breakfast.

(ผมกินอาหารเช้าแล้ว– เน้นว่ากินแล้ว และยังไม่นานนัก)

          -    She has not eaten her dinner yet.

(เธอยังมิได้กินอาหารเย็นเลย – เน้นว่ายังไม่ได้ทำ)

          -    He has just gone out.

(เขาเพิ่งจะออกไป – เน้นว่าเพิ่งจะจบสิ้น)

          -    I have seen her on TV several times.

(ผมได้เห็นเธอทางทีวีหลายครั้ง – เน้นว่าทำซ้ำๆ)

          -    They have lived here for ten years.

(พวกเขาอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

          -    We have not seen each other since 2010.

(เราไม่ได้เจอกันตั้งแต่ปี ๒๐๑๐ – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

          -    They have been playing since the morning.

(พวกเขาเล่นกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวของเวลาว่าหลายชั่วโมง)

          -    They have been waiting here for two hours.

(พวกเขารอคอยอยู่ที่นี่มา ๒ ชั่วโมงแล้ว – เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความนานของเวลาคือ ๒ ชั่วโมง)

          -    We have been living here since we were born.

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เราเกิด - เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวนานของการอาศัยที่นี่  คือหลายสิบปีแล้ว)

 

19. I remember Margaret Field very well – the girl with _________________.

 (ผมจำมาร์กาเร็ต ฟิล์วด ได้ดีมาก – เด็กหญิงที่มี _________________________)

(a) that red wonderful hair

(b) that wonderful red hair    (ผมสีแดงน่าพิศวง-มหัศจรรย์คนนั้น)

(c) those red wonderful hairs

(d) those wonderful red hairs

ตอบ     ข้อ   (b)

 

20. Have you picked up your ____________________ from the central office?

(คุณมารับ _______________________________ ของคุณ จากสำนักงานกลางแล้วหรือยัง)

(a) identification card    (บัตรประจำตัว, บัตรประชาชน)

(b) card identification

(c) identify card

(d) card identify

ตอบ     ข้อ  (a)  เรียกย่อๆ ว่า  “ID card

 

21. Pisa is famous _____________________________ its Leaning Tower.

(ปิซา มีชื่อเสียง ____________________________________ หอเอียงของมัน)

(a) as

(b) in

(c) for    (ในเรื่อง, ในด้าน)

(d) by

(e) because

ตอบ     ข้อ   (c)  (ดูคำอธิบายเพิ่มเติม  “Famous for” (โด่งดังในเรื่อง) และ “Famous as” (โด่งดังในฐานะ)   โดยเทียบเคียงกับ “Known for” (เป็นที่รู้จักในเรื่อง)  และ  “Known as” (เป็นที่รู้จักในฐานะ)  ดังตัวอย่างข้างล่าง

             -   He is famous for his language proficiency.

(เขามีชื่อเสียงในเรื่องความสามารถด้านภาษา)

            -   Jim is famous as a kind and devoted doctor.

(จิมมีชื่อเสียงในฐานะหมอที่ใจบุญและอุทิศตัว)

                     ตัวอย่างที่         จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์จาก ข้อ  (๑) – (๔)

                  -   The rhinoceros is (1) known as its (2) distinctive horns, which continue (3) to grow throughout the (4) animal’s lifetime.

(แรดเป็นที่รู้จักกันสำหรับ (หรือในเรื่อง) นอที่เด่นของมัน  ซึ่งยังคงเจริญเติบโตต่อไปตลอดช่วงชีวิตของสัตว์ – คือแรด)

ตอบ   –   ข้อ      แก้เป็น  “known for”  หมายถึง   “เป็นที่รู้จักกันในเรื่อง  หรือสำหรับ”    เช่น

                - He is known for his kindness and generosity.

(เขาเป็นที่รู้จักในเรื่องความกรุณาและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่)

               - Chiang Mai is known for the hospitality of its people.

(เชียงใหม่เป็นที่รู้จักในเรื่องความเอื้อเฟื้อ-ต้อนรับแขกของผู้คนที่นั่น)

             - That judge is known for his fair verdict.

(ผู้พิพากษาคนนั้นเป็นที่รู้จักในเรื่องคำตัดสินที่เป็นธรรม)

             - The President was known for his sensible ant timely decision making.

(ท่านประธานาธิบดีเป็นที่รู้จักในเรื่องการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและเหมาะสมกับเวลา)

                     สำหรับ  “known as”  (เป็นที่รู้จักกันในฐานะ)  ใช้ดังนี้ คือ

             - He is known as a famous doctor.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะแพทย์ที่มีชื่อเสียง)

              - She was known as a dedicated teacher.

(เธอเป็นที่รู้จักในฐานะครูที่อุทิศตัว)

              - They are known as brave people who have sacrificed their lives for the country.

(พวกเขาเป็นที่รู้จักในฐานะคนผู้กล้าหาญ  ผู้ซึ่งสละชีวิตตนเองเพื่อประเทศชาติ)

              - Jim is known as a man who keeps his words.

(จิมเป็นที่รู้จักในฐานะบุคคลซึ่งรักษาคำพูด)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้