หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 213)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. This weather is terrible!  I can’t ________________ it any longer.

(อากาศนี้แย่มาก (คือ ร้อนมาก-หนาวมาก) ผมไม่สามารถ __________________ มันอีกต่อไป)

(a) support    (สนับสนุน)

(b) accept    (ยอมรับ)

(c) stand    (“Can’t stand”  =  ไม่สามารถทน, ไม่สามารถทนได้)

(d) attract    (ดึงดูดใจ, ทำให้หลงเสน่ห์)

 

2. We should take plenty of money with us _________________ there are any emergencies.

(เราควรนำเงินติดตัวไปกับเราเยอะๆ ________________________ มีเหตุการณ์ฉุกเฉินใดๆ)

(a) in the long run    (ในที่สุด, ในบั้นปลาย)

(b) in due course    (ในเวลาที่เหมาะสม, ในเวลาสมควร, ในเวลาที่กำหนด)

(c) in case    (เผื่อว่า, ในกรณีที่)

(d) in the end    (ในตอนจบ)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “In case”  ได้แก่

          -  In case I forget please remind me about it.

(ในกรณีที่ผมลืม  โปรดเตือนผมเกี่ยวกับมันด้วย)

          -  You should take a lot of clothes with you in case you need it.

(คุณควรนำเสื้อผ้าติดตัวไปเยอะๆ  เผื่อว่าคุณต้องการใช้มัน)

          -  Wait for me till half past six in case I’m late.

(รอผมจนกระทั่งหกโมงครึ่ง  ในกรณีที่ผมมาช้า)

          - Take an umbrella in case it rains.

(เอาร่มติดไปด้วยนะ  เผื่อว่าฝนตก)

          -  Set the alarm-clock in case you don’t wake up in time.

(ตั้งนาฬิกาปลุกไว้นะ  เผื่อว่าคุณตื่นไม่ทัน)

หมายเหตุ   -   ให้สังเกตว่า  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลัง  “In case”  ะไม่อยู่ในรูปอนาคต  Future Tense”

                  เมื่อ  “In case” อยู่ท้ายอนุประโยค  จะหมายถึง  “เผื่อไว้”  เช่น

          -  The bus is usually on time, but start early, just in case.

(รถบัสมักจะออกตรงเวลา  แต่ไปแต่เนิ่นๆ นะ  เผื่อเอาไว้)  (หมายความว่า  ถ้าคุณไปที่ขนส่งแต่เนิ่นๆ  แล้วรถบัสเกิดออกก่อนเวลา  คุณก็จะยังทันรถ)

          -  It may rain, you’d better take an umbrella, just in case.

(ฝนอาจตก  คุณควรนำร่มไปด้วย  เผื่อเอาไว้)  (คือ  ถ้าบังเอิญฝนตก  คุณจะได้ไม่เปียก)

           ส่วน  “In case of” + วลี“ในกรณีที่มี,  ถ้าหากว่าเกิดมี”  เช่น

          -  In case of fire, ring the alarm bell.

(ในกรณีที่เกิดไฟไหม้  ให้กดสัญญาณเตือนภัย)

          -  In case of accident, call the police.

(ในกรณีที่มีอุบัติเหตุ  แจ้งตำรวจนะ)

 

3. ____________________ you work harder, you are going to fail your exams.

(____________________________________ คุณขยันมากขึ้น  คุณจะสอบตก)

(a) If    (ถ้า)

(b) Unless    (ถ้า..............(คุณ)............ไม่)  (ขยันมากขึ้น)

(c) Although    (แม้ว่า)

(d) Because    (เพราะว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Unless”  จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ 

                -   I don’t like to begin writing a letter, ________________.

(ผมไม่ชอบที่จะเริ่มต้นเขียนจดหมาย ________________________ )

(a) unless I don’t have time

(b) unless I have plenty of time    (ถ้าผมมีเวลาไม่มาก)

(c) If I have plenty of time

(d) unless I have no time

ตอบ    -   ข้อ   (b)

                    ตัวอย่างที่  

                -   Don’t open a shop ______________ to smile.  (Chinese proverb)

(จงอย่าเปิดร้าน (ทำการค้า) ___________________ ที่จะยิ้ม)  (สุภาษิตจีน)

(a) if you like

(b) as you don’t like

(c) not like

(d) unless you like    (ถ้าคุณไม่ชอบ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)

                    ตัวอย่างที่ 

                -   He won’t pass his examination _________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน _____________________________ )

(a) if he is not enough diligent   (ต้องใช้“diligent enough”)

(b) unless he is not diligent enough   (หลัง“Unless” ต้องเป็นรูปบอกเล่า)

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough    (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Unless  =  If…………… not”   แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb (บอกเล่า)”  ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง “Unless” จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก “Unless”  มี  “not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธรวมอยู่ในคำด้วยแล้ว   ตัวอย่าง  เช่น

                 -    He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มา  ถ้าเขาไม่มีเวลา)

                -    I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา  ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

              -   You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน ๕ ปี)

             -   Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

            -   She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย  -  คือ ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

           -  Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

 

4. I went to Tibet and it lived ______________________ all my expectations.

(ผมไปทิเบต  และมัน ____________________________ ความคาดหวังทั้งหมดของผม)  (คือ  ทิเบตดี-วิเศษ  ตามที่ผมคาดหวังเอาไว้)

(a) to

(b) up to    (“Live up to”  =  ได้มาตรฐานตามที่คาดหวัง, ทำสำเร็จตามที่     สัญญาไว้, กระทำสอดคล้องกับ)

(c) up on

(d) in to

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “Live up to”  เช่น

                 -  The hotel did not live up to its reputation.

(โรงแรมไม่ได้มาตรฐานตามชื่อเสียงของมัน)  (คือ  มีชื่อเสียงดี  แต่ไม่ได้มาตรฐาน)

               -  He did not live up to the great expectations everyone once had of him.

(เขามิได้ทำตัวได้ตามความคาดหวังไว้อย่างสูง  ที่ทุกคนครั้งหนึ่งมีต่อเขา)  (คือ  ทุกคนเคยคาดหวังในตัวเขาไว้สูงมาก  แต่เขาก็ทำไม่ได้ตามที่คาดหวัง)

              -  So far as he could, John had always tried to live up to the example he saw in Lincoln.

(เท่าที่เขาจะสามารถ (ทำได้) จอห์นพยายามอยู่เสมอที่จะทำให้ได้ตามตัวอย่างที่เขาเห็นในตัวประธานาธิบดีลิงคอล์น)  (คือ  ลิงคอล์นทำดีอย่างไร  จอห์นก็พยายามทำให้ได้อย่างนั้น)

 

5. The usual reason for exemption from tax does not _________________ in this case.

(เหตุผลโดยปกติสำหรับการยกเว้นภาษี  มิได้ _______________________ ในกรณีนี้)  (คือ ในกรณีนี้  มิได้ยกเว้นภาษีให้ตามเหตุผลปกติทั่วไป)

(a) apply    (ใช้, ใช้เป็นประโยชน์, ประยุกต์, สมัคร, ร้องเรียน)

(b) impose    (กำหนด, กำหนดให้มี, กำหนดโทษ, จัดเก็บภาษี, บังคับเอา, ยัดเยียดให้)

(c) regard    (พิจารณา, ถือว่า, เห็นว่า, เอาใจใส่, นับถือ, เคารพ, สนใจ)

(d) concern    (เกี่ยวกับ, เกี่ยวข้องกับ, พัวพัน, กังวล, เป็นห่วง)

 

6. I’m very ________________________ to you for your help.

(ผม ____________________________ คุณเป็นอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณ)

(a) grateful    (ขอบคุณ, ปลื้มปิติ, ชื่นชมยินดี)

(b) agreeable    (น่าคบ, น่าพอใจ, เต็มใจหรือพร้อมที่จะตกลง, เห็นด้วย, สอดคล้อง)

(c) pleased    (ยินดี, พอใจ)

(d) thanks    (ขอบคุณ, การขอบคุณ)

ตอบ   -   ข้อ    (a)  หรืออาจตอบ   “Thankful”  (ขอบคุณ)  ก็ได้

 

7. Over 100,000 people ______________________ to evacuate their homes as wildfires swept into many parts of California in December 2017.

(ประชาชนกว่า  ๑๐๐,๐๐๐  คน _____________________________ ให้อพยพจากบ้านเรือนของตน  ในขณะที่ไฟป่าลุกลามเข้าไปในหลายส่วนของรัฐแคลิฟอร์เนีย  ในเดือนธันวาคม  ๒๐๑๗)

(a) told

(b) had told

(c) who were told

(d) were told    (ถูกบอก)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  เนื่องจากประชาชน  “ถูกบอก”  สำหรับ  ข้อ  (a)  และ  (b)  อยู่ในรูป  “Active voice”  ส่วน  ข้อ  (c)  มิใช่กริยาแท้ของประโยคใหญ่  (Over………………..their homes)

 

8. After the car accident, Jenny decided to ______________________ by a famous plastic surgeon suggested to her by a close friend.

(หลังจากอุบัติเหตุทางรถยนต์  เจนนี่ตัดสินใจที่จะ __________________________ โดยศัลยแพทย์พลาสติกที่มีชื่อเสียง  ซึ่งได้รับการแนะนำกับเธอ  โดยเพื่อนที่ใกล้ชิดคนหนึ่ง)

(a) have her nose to reshape

(b) have her nose reshape

(c) have reshaped her nose

(d) have her nose reshaped    (แปลงโฉมจมูกของเธอ)  (โดยให้หมอทำให้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ 

                 -    What would you _______________ me do for you?

(คุณจะ __________________________ ให้ผมทำอะไรให้คุณครับ)

(a) want

(b) hope

(c) wish

(d) have

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากเป็น  “Causative use”  (ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร)  (Subject + have + someone + do + something)  สำหรับ  “Want”  และ “Wish” จะต้องใช้โครงสร้างเป็น  “What would you want (wish) me to do?

                    ตัวอย่างที่ 

                 -   Today if I finish my shopping early enough, I may go and ________________.

(วันนี้  ถ้าผมไปช้อปปิ้งเสร็จแต่เนิ่นๆพอ  ผมอาจจะไป (และ) _____________________ )

(a) to have my hair done

(b) have my hair do

(c) have my hair done    (ทำผม)  (ให้ช่างทำผม)

(d) will have my hair done

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้  “Have”  เพราะถือว่าอยู่หลัง  “May”  เหมือนกับ “Go”  และดูคำอธิบายการใช้   “I have my hair done.”  จากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่  

              -   He had the cook ___________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว _________________________________ น้ำชา)

(a) make     (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Have + Someone + Do + Something

                   ตัวอย่างที่  

                -    Please have the porter __________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ ______________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry    (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use” {Subject + Have (Has) + Someone + Do + Something}  คือ  {ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร}

                   ตัวอย่างที่  

                -   What would you have me _____________________?

(คุณจะให้ผม _________________________________ อะไรครับ)

(a) mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -    ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + Has (Have) + Someone + Do (Verb 1) + Something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ “Passive voice

               สำหรับการใช้โครงสร้าง  “Causative use”  ในแบบ “Active voice”  คือ  “Subject + have + someone + do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ๑) + something”  หรือ  (= Subject + get +  someone + to do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  มีดังนี้ คือ

1. Subject + have + someone + do + something  (กรรมของ  Verb “Do”)

2. Subject + get + someone + to do + something  (กรรมของ Verb Do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                ทั้ง  ๒  โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

          -  He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

          -  He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

          -  She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

          -  She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

          -  We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

          -  We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                  อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ {Subject + have (get) + something + done + (by someone)} {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้   ทั้ง  “Have” และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ  ดังตัวอย่าง

          -  He had his eyes examined (by the doctor).

ถ้าแปลตรงๆ ตัว คือ  “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า  “เขาไปตรวจตา”)

          -  He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

          -  She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

          -  She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

          -  We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

          -  We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

         - He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

         - She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

          - We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

 

9. The alarm clock ______________________ at six and woke her up.

(นาฬิกาปลุก ____________________________ ตอน  ๖  โมง  และปลุกเธอให้ตื่นขึ้น)

(a) went on    (ดำเนินต่อไป)

(b) went off    {ดังขึ้น, (ระเบิด) ระเบิดขึ้น}

(c) went out    {(ไฟฟ้า) ดับ}

(d) went down

 

10. The company states that it is necessary that an employee ____________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน ___________________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ 

              -  He recommended that I ________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม _____________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    (ควรไป)

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should ลงไปข้างหน้าก็ได้)  

                  ตัวอย่างที่  

               -  I suggested to her that her husband ______________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ _______________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                   ตัวอย่างที่  

                -  It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ________________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร)_________________กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ “Should”ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                    ตัวอย่างที่ 

                -  I will recommend that the student _______________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น ____________________กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                     ตัวอย่างที่  

                 -   Many customers have requested that we ____________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา __________________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed” หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”      ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

                          ๑.   อยู่หลัง  “กริยา + that”   ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

propose that   (เสนอว่า)

request that   (ขอร้องว่า)

recommend that   (แนะนำว่า)

ask that   (ขอร้องว่า)

order that   (สั่งว่า)

urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

suggest that   (แนะนำว่า)

advise that   (แนะนำว่า)

insist that   (ยืนกรานว่า)

prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                       ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

          -  The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

          -  He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

          -  The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

          -  I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

          -  The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

          -  The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

          -  The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

          -  She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

          -  The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

          -  I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

          -  He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

          -  Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

          -  They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

          -  She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice = เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

          -  I suggested (that) he (should) be more careful.

          -  She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

                        ๒.    “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + that + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

          -  It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

          -  It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

          -  It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

          -  It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

          -  It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

          -  It is crucial that Tom find a new job.

 (เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

          -  It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

          -  It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

11. You mustn’t forget _____________________ tomorrow morning.

(คุณจะต้องไม่ลืม ________________________________ เช้าวันพรุ่งนี้)

(a) turning in your assignment

(b) turn in your assignment

(c) to turn in your assignment    (ส่งการบ้าน)

(d) turn your assignment in

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Forget + To + Verb 1”  =  “ลืมที่จะ..............”  (คือ  ไม่ได้ทำกริยานั้น  เพราะลืม)  ส่วน  “Forget + Verb + ing”  =   “ลืมการกระทำกริยานั้น”  (คือ  ทำกริยานั้นไปแล้ว  แต่เวลาอาจผ่านไปนานมาก  จนลืมว่าได้เคยทำสิ่งนั้น)  ดูกริยาประเภทที่มี  ๒  ความหมาย  จากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ 

             - I don’t remember __________________ any books from you.

(ผมจำไม่ได้ ____________________ หนังสือใดๆจากคุณ)  (คือ  ยืมไปแล้ว  แต่จำไม่ได้ว่าเคยยืม)

(a) borrow

(b) borrowed

(c) to borrow    (ที่จะยืม)  (ยังไม่ได้ยืม)     

(d) borrowing    (การยืม)  (คือ ยืมไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d) 

                  ตัวอย่างที่ 

               -  At noon Miss Green stopped _______________ and went out to lunch.  

(ในตอนเที่ยง  มิสกรีนหยุด ____________________ และออกไปกินอาหารกลางวันข้างนอก) 

(a) to work

(b) from work

(c) work    (งาน)

(d) from working

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   กริยา   “Stop” สามารถใช้ได้     แบบ คือ  ๑.  “Stop + To + Verb 1” =  “หยุด.......เพื่อที่จะทำกริยานั้น”    ๒.  “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำกริยานั้น   และ  ๓.   “Stop + Noun” = “หยุดการกระทำสิ่งนั้น (คำนามนั้น)  (ความหมายเหมือนใน ข้อ  ๒)   สำหรับในประโยคข้างบน  เข้าหลักเกณฑ์ข้อ  ๓  คือ  “หยุดงาน”  ซึ่งสามารถตอบแบบใน ข้อ  ๒  ก็ได้เช่นกัน  คือ  “Stopped working”  ดูเพิ่มเติมการใช้คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop”   กล่าวคือ  เมื่อตามด้วย   “To + Verb 1”  และ  “Verb + ing”  แล้วมีความหมายต่างกัน   จากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่  

               -   Thai people always _________________ on their elders on Songkran Day.

(คนไทย _______________________ ผู้อาวุโส-ผู้มีอายุมากกว่า  ในวันสงกรานต์)

(a) remember calling

(b) remember to call    (จำได้, ระลึกได้ (เสมอ) ที่จะไปเยี่ยมเยียน)

(c) remembered calling

(d) remembered to call

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง   (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน   จึงใช้ในรูป  “Present simple tense” (Subject + Verb 1)   (ดังนั้น  จึงตัดข้อ  (c)  และ  (d)  ทิ้ง)  สำหรับข้อ  (b) หมายถึง  “จำได้-ระลึกได้  ที่จะไปเยี่ยม ผู้อาวุโส  ในวันสงกรานต์ทุกๆ ปี”  มิได้ต้องการหมายถึงใน ข้อ  (a) ที่ว่า  “ระลึกได้ถึงการไปเยี่ยม ฯ” 

                     ตัวอย่างที่  

                 -   Seeing the teacher, ___________________ at once.

(เห็นครู _________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped   (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped   (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game   (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากประธานของประโยค  ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค  (Seeing)  คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้ คือ  “They”  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”   (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)   มิใช่ข้อ  (d)   “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม” 

                     ตัวอย่างที่  

                 -   Try ______________________ water to your drink.

(ทดลอง _________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง  “ทดลอง”  จึงต้องตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม” ต้องตามด้วย “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม  ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด) 

                     ตัวอย่างที่  

                  -   Don’t forget _________________ my letter !

(จงอย่าลืม _______________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง”  (คือ ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)  มิใช่   “ลืมการส่ง”  (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว  จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้   ต้องใช้  “Posting

                   ตัวอย่างที่  

                -   Have you ever tried _________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง ______________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ  -   ข้อ  (b)   เมื่อ  “Try”  หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้ คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย  คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1)  (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”  จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                       ตัวอย่างที่  

                   -    Please don’t forget ______________ me your address.

(โปรดอย่าลืม ____________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1” =  “ลืมที่จะ...........”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing” =  “ลืมการ.............” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว   แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น   ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง 

                       ตัวอย่างที่  

                    -    As soon as it stops __________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ______________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”  กล่าว คือ  “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน   “Stop + To + Verb 1” =   “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น”  (ในกรณีนี้  คือ “หยุด..........เพื่อที่จะตก”  ซึ่งไม่ได้ความหมายแต่อย่างใด

                   ตัวอย่างที่  ๑๐

                -   While we were walking in the park, she often stopped __________________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _______________ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -  ข้อ  (a)  เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                       ตัวอย่างที่  ๑๑

                    -    I remember that restaurant; we stopped there __________ on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร   (Stop to eat)

                      ตัวอย่างที่  ๑๒

                   -   How did the cat get into the house?  I remember _____________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ___________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting    (การจับ)

(d) putting away

ตอบ   -   ข้อ   (c)  (Remember + Verb + ing  =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”  คือ   ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน   “Remember + To + Verb 1”=  “จำได้  (ไม่ลืม)  ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป   -    มีหลักไวยากรณ์ดังนี้   คือ  เราใช้   “Infinitive with to” (To + Verb 1)   และ   “Gerund” (Verb + ing)   ตามหลังคำกริยา “Remember, Forget, Try Stop”   แต่มีความหมายต่างกัน    เช่น

          -  I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

          - I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

          -  She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์ค เมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

          -  She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

          -  He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

          -  He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

          -  They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

          -  They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

12. It took her three weeks to _____________________ her influenza.

(เธอใช้เวลา  ๓  สัปดาห์ที่จะ ______________________________ ไข้หวัดใหญ่)

(a) get out of    (ออกจาก)

(b) get off    (ลงจาก  -  รถยนต์, รถไฟ)

(c) get out

(d) get over    (หายจาก, ฟื้นจาก, เอาชนะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

                -  She has got over the shock now.  She feels much better.

(เธอหายจากการตกใจแล้วตอนนี้  เธอรู้สึกดีขึ้นมาก)

               -  I hope my explanation will get over your objections to the proposal.

(ผมหวังว่าคำอธิบายของผมจะ  เอาชนะการคัดค้านของคุณต่อข้อเสนอของผม)  (คือ  หวังว่าคำอธิบายจะทำให้คุณเปลี่ยนใจ  ไม่คัดค้านข้อเสนอของผม)

 

13. Some people take _____________________ pride in their work.

(คนบางคน _______________________________ มีความภูมิใจในงานของตน)

(a) none

(b) no    (ไม่)

(c) not

(d) nothing

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “No, Not”  จากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ 

              -   I am very sorry that you have ________________ good books to read.(ผมเสียใจอย่างมากว่า  คุณ ___________________________ มีหนังสือดีๆอ่าน)

(a) some

(b) any

(c) no    (ไม่)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้าง แม้ไม่มาก)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากดูจากข้อความ   “ผมเสียใจอย่างมาก”  จึงควรบอกว่า  “ไม่มีหนังสือดีๆอ่าน”  ดูเพิ่มเติมการใช้   “No”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่            จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

(1)            Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.  

(ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี – หมายถึงผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี – ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี  ๑๙๓๓  เมื่อฟรานเซส  เพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน)

ตอบ  -  ข้อ    แก้เป็น  “No” เนื่องจาก   “No”  ใช้นำหน้าคำนาม  (Woman)   ส่วน  Not”  มักใช้วางไว้ข้างหน้า   “A, A, The, Any”  ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

         - No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

        - No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

        - We saw no difference between them.  (= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

        - She has no book. (= She has no books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

        - He has not a book. (= He does not have a book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

        - They have not any books. (= They do not have any books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

        - No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้)  (ใช้  “No”  แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ  “Man”  ในที่นี้ หมายถึง  “บุคคล”)

        - No two men think alike.

(ไม่มีใคร (บุคคล)  ๒  คน  ที่คิดเหมือนกัน)  (แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ  -  Not”  อาจจะใช้กับคำนามได้  โดยหมายถึง  “ไม่ใช่”  แต่  “No + Noun”  =  ไม่มี  ดังตัวอย่าง

         - You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

         - No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

                     นอกจากนั้น  เรายังสามารถใช้  “Not”  กับ  “Infinitive with to”  และ“Gerund” (Verb + ing) ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  - He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

                 - You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

                - She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

                - They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

                     ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป  “No + Verb + ing”  เช่น  “No Swimming” (ห้ามว่ายน้ำ)  “No Fishing” (ห้ามตกปลา)  “No Parking” (ห้ามจอดรถ)  No Smoking(ห้ามสูบบุหรี่)

                    สำหรับตัวอย่างของ  “No” และ  “Not”   ในความหมายต่างๆ  ได้แก่

                     - No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

                   - You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม)  (หมายถึง จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม  ก็เข้ามาไม่ได้)

                   - He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

                  - She no longer loves him.  (= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

                  - The two men no longer talk to each other.

(ชาย ๒ คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป  -  คือโกรธกัน)

                 - The shore was no longer in sight.

(มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ไม่อยู่ในสายตา)  -  คือ เรือออกมาไกลมากแล้ว)

                - He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป  -  คือไล่เขาออก)

               - There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

              - Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

              - No doubt Susan is the smartest girl in her class.

(ไม่ต้องสงสัยเลย (แน่นอนทีเดียว) ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

              - Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย  -  อย่างแน่นอนเลย)

              - There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

              - There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

               - It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

              - There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

               - There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

               - There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

                         สำหรับ  “Few”  (มีน้อยมาก  -  ใช้ในทางลบ คือไม่ดี)    และ“A few”  (พอมีอยู่บ้าง  แม้ไม่มาก  -  ใช้ในทางบวก  คือดี)  ทั้ง  ๒  คำนี้ต้องตามด้วยคำนามนับได้-พหูพจน์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

              - She has few friends, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมาก  ดังนั้น  เธอเหงามาก)  (ความหมายในทางลบ)

              - She has a few friends, so she is happy.

(เธอพอมีเพื่อนอยู่บ้าง  ดังนั้น  เธอมีความสุข)  (ความหมายในทางบวก)

               - It was a rainy day, so few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่ฝนตก  ดังนั้น  มีคนน้อยมากมาดูการแข่งขันฟุตบอล)  (ความหมายในทางลบ)

               - It was a sunny day, so a few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่แดดจ้า  ดังนั้น  พอมีคนมาดูการแข่งขันฟุตบอลอยู่บ้าง)  (ความหมายในทางบวก)

 

14. My teacher can write a beautiful poem in _______________________.

(ครูของผมสามารถเขียนโคลงที่ไพเราะใน (เวลา)  ______________________ )

(a) little than half an hour

(b) a little than half an hour

(c) less than half an hour    (น้อยกว่าครึ่งชั่วโมง)

(d) least than half an hour

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  โดยดูจาก  “Than”  (Little, Less, Least  =  “น้อย, น้อยกว่า, น้อยสุด)

 

15. Both of them can drive but Bill drives ____________________.

(ทั้ง ๒ คนขับรถเป็น  แต่บิลขับ ________________________________ )

(a) careful

(b) more careful

(c) more carefully    (ระมัดระวังมากกว่า)

(d) most carefully

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากขยายกริยา  “Drives” “Careful” จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  และขยายด้วย  “More”  เมื่อแสดงการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า(Comparative degree)

 

16. How long ago _____________________________ the Second World War?

(นานเท่าใดมาแล้ว _______________________________ สงครามโลกครั้งที่  ๒)

(a) was

(b) happened    (เกิดขึ้น)

(c) occurred    (เกิดขึ้น)

(d) took place    (เกิดขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากข้อนี้มาจากประโยคบอกเล่า  “The Second World War was 70 years ago.”  เมื่อเป็นประโยคคำถาม  จึงตัดข้อความ  “70 years”  ทิ้งไป  (เพราะเป็นส่วนของคำตอบ)   อย่างไรก็ตาม  ถ้าประโยคบอกเล่าเป็น “The Second World War happened (occurred, took place) 70 years ago.”  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคคำถาม  จะต้องใช้ว่า  “How long ago did the Second World War happen (occur, take place)?   กล่าวคือ   ต้องใช้  “Verb to do” (Did) ในการสร้างประโยคคำถาม

 

17. In some countries today there’s only one party at elections.  No ___________ at all !

(ในบางประเทศในปัจจุบัน  มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวตอนเลือกตั้ง  ไม่มี _________ ใดๆเลย)

(a) choose    (เลือก) (กริยาช่องที่ ๑)

(b) chose    (กริยาช่องที่ ๒)

(c) chosen    (กริยาช่องที่ ๓)

(d) choice    (ทางเลือก, การเลือก, สิ่งหรือคนที่ถูกเลือก) (เป็นคำนาม)

ตอบ   –   ข้อ   (d)  เนื่องจากหลัง  “No” ต้องเป็นคำนาม   แม้จะมีคำคุณศัพท์มาคั่นก็ตาม   เช่น  “no good food” (ไม่มีอาหารดี)  “no appropriate person”  (ไม่มีบุคคลที่เหมาะสม)  ฯลฯ.

 

18. American children learn Lincoln’s Gettysburg speech ______________.  

(เด็กๆ อเมริกัน เรียนสุนทรพจน์ที่เมืองเก็ตตีสเบิร์กของประธานาธิบดี ลิงคอล์น  - กล่าวไว้อาลัยทหารที่ตายในการสู้รบกับทหารของฝ่ายใต้  ในสงครามกลางเมืองของอเมริกาเพื่อเลิกทาส - ___________________ )

(a) in heart

(b) by heart    (โดยการท่องจำ)

(c) with heart

(d) to heart

ตอบ   –    ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “by heart”  หมายถึง  “โดยการท่องจำ”  (เด็กๆ เรียนสุนทรพจน์ดังกล่าวด้วยการท่องจำ)  สำหรับวลีที่ใช้กับ “BY” ได้แก่  “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์)  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง)  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane) (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ) “by sea” (โดยทางทะเล)  “by telephone” (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram” (โดยทางโทรเลข) “by letter” (โดยทางจดหมาย)  “by trade” (โดยทางการค้า)  “by radio” (โดยทางวิทยุ)  “by force” (โดยใช้กำลัง) “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ - ไม่เคยพบตัว)  “by himself/ herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  “by machinery” (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม =  (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “remarks by Mr. Schmidt” (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์)  “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.” (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake” (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident”(โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)  “by degrees” (ทีละน้อย)  “by the way (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  ‘by all means” (โดยแน่นอน)  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)  “passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา) “by-gone” (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product” (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค) “read a book by candlelight” (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance” (โดยบังเอิญ) “She came in by the back door.” (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960” (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.” (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.” (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.” (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.” (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.” (๑๒  หารด้วย  ๓  เหลือ  ๔) “Multiply the amount by three.” (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)  “Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”(แต่ละปี)  “She took him by the hand.” (เธอจับมือเขา)  “Hold it by the handle!” (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.” (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซ็นต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.” (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.” (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side” (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand” (เดินจูงมือกัน)  “by-election” (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison” (โดยการเปรียบเทียบ)

 

19. Who’s the girl _______________________ this photograph?

(เด็กหญิง _________________________________ รูปภาพนี้คือใคร)

(a) on

(b) of

(c) at

(d) in    (ใน)

ตอบ    –    ข้อ   (d)

 

20. Did you meet my sister ___________________ your stay in Tokyo?

(คุณพบน้องสาวของผม _______________________ ที่พักในโตเกียวหรือเปล่า)

(a) while

(b) when

(c) during    (ในระหว่าง)

(d) between

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “During”  เป็น  “Preposition”   ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี  ส่วน  “While”  และ  “When”  ต้องตามด้วยประโยค (Subject + Verb)  เช่น

              - During the lecture professor Woods spoke on various topics.

(ในระหว่างเล็คเชอร์  อาจารย์วูดพูดหลายหัวข้อ)

             - While he was giving a lecture, professor Woods spoke on various topics.

(ในขณะที่เขากำลังเล็คเชอร์  อาจารย์วูดพูดหลายหัวข้อ)

             - During the rain Jim went under a tree for a shelter.

 (ระหว่างฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

             - When it rained, Jim went under a tree for a shelter.

(เมื่อฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

 

21. I bought this car _____________________________.

(ผมซื้อรถยนต์คันนี้ _____________________________________ )

(a) for three years    (เป็นเวลา ๓ ปี)

(b) since three years

(c) three years ago    (  ปีมาแล้ว)

(d) only three years    (เพียง  ๓  ปี)

ตอบ   –   ข้อ   (c)  สังเกตได้จากกริยา  “Bought”  ซึ่งเป็นอดีต จึงต้องใช้กับ  “three years ago”   หรืออาจใช้อีกรูปแบบหนึ่ง   คือ   “I owe this car for 3 years  หรือ  for only 3 years.” (ผมเป็นเจ้าของรถคันนี้ได้  ๓  ปี หรือ เพียง  ๓  ปี)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้