หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 210)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I ran ________________ money yesterday and had to go to the bank.

(ผม ________________________ เงินเมื่อวานนี้  และจำเป็นต้องไปที่ธนาคาร)

(a) away with    (“Run away with”  =  “หนีไปพร้อมกับ”)

(b) out of    (“Run out of”  =  “หมด, ขาดแคลน”)

(c) away from    (“Run away from”  =  “หนีไปจาก”)

(d) out on

 

2. We don’t sell foreign newspapers because there is no _______________ for them.

(เรามิได้ขายหนังสือพิมพ์ภาษาต่างประเทศ  เพราะว่าไม่มี __________________ สำหรับมัน)

(a) request    (การขอร้อง, การเรียกร้อง, การอ้อนวอน, คำขอร้อง, คำอ้อนวอน, ความต้องการ)

(b) claim    (การเรียกร้อง, การขอร้อง, การอ้างสิทธิ, สิ่งที่เรียกร้อง, เงินที่เรียกร้องให้จ่าย)

(c) requirement    (ข้อกำหนด, ความต้องการ, ความประสงค์, ความปรารถนา, การเรียกร้อง, สิ่งที่ต้องการ)

(d) demand    (ความต้องการ, ความต้องการซื้อ, อุปสงค์, การเรียกร้อง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Demand + For

 

3. Many __________________ of wild life are becoming extinct.

(__________________________ ของพืชและสัตว์ป่าจำนวนมากกำลังสูญพันธุ์)

(a) specimens    (ตัวอย่าง, ตัวอย่างในการทดลอง, ผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง, แบบอย่าง)

(b) makes    (แบบ, ลักษณะ, ยี่ห้อ, เครื่องหมายการค้า, กระบวนการ, กิริยามารยาท)

(c) species    (สพี้-ชี่ หรือ สพี้-ซี่)  (ชนิด, จำพวก, รูปแบบ)  (โดยเฉพาะของพืชและสัตว์)

(d) examples    (ตัวอย่าง, แบบอย่าง, แบบฉบับ, อุทาหรณ์)

 

4. Your flight, hotel and meals are all ____________ in the price of this holiday.

(เที่ยวบิน  โรงแรม  และอาหารของคุณถูก _______________ ทั้งหมดในราคาของการไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนครั้งนี้)  (คือ  ราคานี้รวมทุกอย่างแล้ว)

(a) composed    (ประกอบด้วย)

(b) enclosed    (แนบมาด้วย, ล้อมรอบ, ปิดล้อม)

(c) included    (รวมเข้าไว้)

(d) collected    (รวบรวม, เก็บ, สะสม)

 

5. He always has a morning walk _________________ of the weather.

(เขาออกเดินในตอนเช้าเป็นประจำ ______________________ สภาพอากาศ)

(a) despite    (ทั้งๆ ที่)

(b) regardless    (“Regardless of”  =  “โดยไม่คำนึงถึง”)

(c) unless    (ถ้า.................ไม่)  (ตามด้วยประโยค)

(d) however    (อย่างไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ  ข้อ   (a)  แต่ต้องแก้เป็น  {Despite (= In spite of) the bad weather  -  ทั้งๆ ที่อากาศเลว}

 

6. I wish you ______________________ longer.

(ผมปรารถนา (ว่า) คุณ ____________________ (ที่นี่) นานยิ่งขึ้น)  (คือ ไม่รีบกลับ)

(a) will stay

(b) can stay

(c) could stay    (สามารถพัก)

(d) stay

ตอบ   -   ข้อ   (c)  อนุประโยคที่ตามหลัง  “Wish”  ต้องอยู่ในรูปอดีต  (Past simple, Past perfect)  เสมอ  เนื่องจากไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  แต่เป็นเพียงความปรารถนาให้เป็นเช่นนั้นเท่านั้น  เรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”

  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ 

            -  She went to the movies last night but she told me she wished she

_________________ to see it.

(เธอไปดูหนังเมื่อคืนวาน  แต่เธอบอกผมว่า  เธอปรารถนาว่าเธอ ____________ ดูมัน)

(a) hasn’t gone

(b) didn’t go

(c) hadn’t gone    (มิได้ไป)

(d) doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  กริยาของประโยคที่ตามหลัง  “Wish”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)

ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ 

           -  Why didn’t you keep your promise?  I wish you ______________ it.

(ทำไมคุณจึงไม่รักษาคำมั่นสัญญา  ผมปรารถนาว่าคุณ _________________ มัน)

(a) kept

(b) would keep

(c) would have kept

(d) had kept    (ได้รักษาฯ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์  (รักษาคำมั่นสัญญา) ในอดีต  จึงใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Had + Verb 3” 

                ตัวอย่างที่  

            -  I wish I _________________ as he does.

(ผมปรารถนา (ว่า) ผม _______________________ เหมือนที่เขาเล่น)

(a) can play

(b) play

(c) could play    (สามารถเล่น)

(d) will play

ตอบ-   ข้อ  (c)  เนื่องจากอนุประโยค  (Subordinate clause)  ที่ตามหลัง  “Wish”  จะอยู่ในรูป  “Past subjunctive”   คือต้องอยู่ในรูป    “Past simple” หรือ   “Past perfect tense”  เท่านั้น

                  ตัวอย่างที่ 

                 -  Smith said, “I don’t speak English.”  His friend said, “I wish you _______________.”

(สมิธพูดว่า  “ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ”   (และ)  เพื่อนของเขาพูดว่า  “ผมปรารถนาว่า  คุณ  ______________________)

(a) speak

(b) do

(c) did    (พูด)  (“Did”  แทน  “Speak”)  (ต้องอยู่ในรูป  “Past tense” เนื่องจากเป็น  “Past subjunctive”  คือเป็นกริยาใน “Clause” ที่ตามหลัง “Wish)

(d) can

ตอบ   -   ข้อ  (c)

              ตัวอย่างที่  

           -  When I said that I wished I _______________ Italian, she told

me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม___________________ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  (Past subjunctive)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”   (ในข้อนี้ เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต   แต่จริงๆแล้วไม่ได้เรียน)

                    ตัวอย่างที่  

                -   I wish I ________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน ____________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ ปรารถนาว่าได้พบกับเธอ  แต่ก็มิได้พบกับเธอ   ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ   )  จึงต้องใช้   “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3  )  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”   ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น 

          - He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง คือ ไม่ได้รับ)

                     ตัวอย่างที่  ๗

              -  I wish you __________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ __________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been     (อยู่)

(d) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)  

                     ตัวอย่างที่  

             -  I wish I ___________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม ___________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)แต่ในความเป็นจริงคือ   “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน”

                     ตัวอย่างที่  

              - I wish today _____________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ___________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were     (เป็น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่   “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”   (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)   จะต้องใช้รูป   “Subject + Wish + That + Subject + Verb”  แต่ That”   มักจะละไว้เสมอ   (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)  โดยมีหลัก คือ

·              ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ Verb เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

        - I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้  -  แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้มา)

        - She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

        - I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

        - He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี  –  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

        - I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  –  แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

        - They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้  –  แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

·              ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้ Verb”  เป็น “Past perfect” (Had + Verb 3)  เช่น

        - I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

        - She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

        - He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

       -  I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

·              ถ้า “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้   “Verb” เป็น“Would”  “Should”  “Could”  “Might”  ความหมาย  คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

        - I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

        - She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

       - They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า – แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                  อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง   “Wish + To + Verb 1”   ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้    เช่น

        - They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

         - She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

         - He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

          - They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                     สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ   “Wish +กรรม+ Noun”   มีความหมาย คือ    “ขออวยพรให้”   เช่น

        - She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

         - He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

         - I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

7. They were too late.  The plane ______________ off ten minutes earlier.

(พวกเขามาถึง (สนามบิน) ช้าเกินไป  เครื่องบิน __________________ สิบนาทีก่อนหน้านี้)

(a) took

(b) has taken

(c) had taken    (ได้ออกไป, ได้บินขึ้น)

(d) was taking

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเมื่อมีเหตุการณ์ในอดีตที่สัมพันธ์กัน  ๒  เหตุการณ์  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน  (เครื่องบินออกไป)  ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3) ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  (พวกเขามาถึงสนามบิน)  ใช้  “Past simple tense”  (Subject + Verb 2)

 

8. I’m tired today.  I wish I _______________ up late last night.

(ผมเหนื่อยล้าในวันนี้  ผมปรารถนา (ว่า) ผม ________________ จนดึกเมื่อคืนวาน)

(a) not stayed

(b) didn’t stay

(c) had stayed not

(d) hadn’t stayed    (มิได้อยู่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Stay up late”  =   “ทำอะไรอยู่จนดึก”  ต้องใช้รูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + (Not) + Verb 3)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาถึงเหตุการณ์ในอดีต  (เมื่อคืนวาน)  ดูรายละเอียดเกี่ยวกับ  “Wish”  ในข้อ   ของข้อสอบชุดนี้

 

9. You’ve been out of work too long.  It’s time ________________ a job.

(คุณว่างงานนานเกินไปแล้ว  ถึงเวลา ________________________ งานทำ)

(a) you get

(b) you got    (คุณหา)

(c) that you get

(d) you to get

ตอบ   -   ข้อ   (b)  วลีต่อไปนี้  คือ  “It is time, It is high time, It is about time”  =  (ถึงเวลา, ถึงเวลาเหมาะสม, ถึงเวลาสมควร, ถึงเวลาอย่างยิ่งแล้ว)  ต้องตามด้วยรูป  “Past tense”  (Subject + Verb 2)  เสมอ  เช่น

            -  It is time you went to bed. 

(= It is time for you to go to bed.)

      (ถึงเวลาเข้านอน)

           -  It is time she behaved herself well.  

(= It is time for her to behave herself well.)

     (ถึงเวลาประพฤติตัวดี – กลับเนื้อกลับตัว)

           -  It is time we visited a doctor.

(= It is time for us to visit a doctor.)

(ถึงเวลาไปหาหมอ)

               อย่างไรก็ตาม  ประโยคในข้อ  ๙  อาจใช้โครงสร้าง  “It is time for you to get a job.”  ก็ได้  ซึ่งมีความหมายเหมือนกับ  “It’s time you got a job.”

 

10. When the boy _______________ the car, he was badly injured.

(เมื่อเด็กชาย ________________________ รถยนต์  เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส)

(a) is hit by

(b) was hit by    (ถูกชนโดย)

(c) hit

(d) was hitting

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  (เด็กถูกรถชน)  และต้องเป็นอดีต  (Past tense) เพื่อให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  เนื่องจากกริยาในประโยคใหญ่เป็นอดีต  (Was badly injured)

 

11. This is the site _________________________.

(นี่เป็นสถานที่ (ทำเลที่ตั้ง) ____________________________ )

(a) which the university plans to build a new office

(b) where the university plans to build a new office    (ซึ่งมหาวิทยาลัยวางแผนที่จะสร้างสำนักงานแห่งใหม่)

(c) in that the university plans to build a new office

(d) the university plans to build a new office

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากขยายสถานที่  (site)  จึงต้องใช้  “Where”  หรือ  “In which the university plans to build a new office”   ส่วนข้อ   (c)  “in that”  ไม่มีการใช้รูปนี้

 

12. If ___________ enough interest, the proposed flexible work schedule will be implemented.

(ถ้า __________________ ความสนใจพอ  กำหนดเวลาทำงานแบบยืดหยุ่นที่ถูกเสนอ  จะได้รับการปฏิบัติ – คือเอามาใช้จริงๆ)

(a) there be

(b) there will be

(c) there are

(d) there is    (มี)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่   กล่าวคือ ใน  “If clause” ใช้รูป  “Present simple tense” ส่วนใน   “Main clause”   ใช้รูป  “Future tense”

 

13. Relief organizations have contributed _____________ money to farm in Africa.

(องค์กรบรรเทาทุกข์ได้ให้ (มีส่วนช่วยเหลือ) ____________ เงินแก่ไร่นาในทวีปแอฟริกา)

(a) both time and    (ทั้งเวลาและ)

(b) neither and

(c) time but

(d) time nor

ตอบ   –   ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่  ดูเพิ่มเติมการใช้คำคู่   “Such….…as”  (ดังตัวอย่าง  เช่น ............),  “Both…..and”  (ทั้ง.............และ............) , “Neither……… …….nor”  (ไม่ทั้ง .............และ..........), “either……….or”  (ไม่............ก็..........อย่างใดอย่างหนึ่ง), not only………but also” (ไม่เพียงแต่..............เท่านั้น  แต่ยัง .................อีกด้วย),  จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่         จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์จาก ข้อ (๑) – (๔)

          -  In order (1) to adjust to their (2) surroundings, organisms must respond to such stimuli (3) to be light, (4) temperature, and pressure.

(เพื่อที่จะปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมของตน  สิ่งมีชีวิตจะต้องตอบสนองต่อสิ่งเร้า  เช่น  แสง  อุณหภูมิ และความกดดัน)

ตอบ   -   ข้อ  ๓  แก้เป็น   “as” เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่   “Such…………as”  หรือ Such as”  (ดังเช่น, เช่น)  

                 ตัวอย่างที่ 

         -  Household goods are ____________ furniture for the home, and also things needed for cooking and meals.

(สินค้าครัวเรือนคือ _____________ เฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้าน  และรวมถึงสิ่งต่างๆที่จำเป็นสำหรับการปรุงอาหารและมื้ออาหารต่างๆ)

(a) such a thing as

(b) such a thing like

(c) such things like

(d) such things as   (สิ่งต่างๆเช่น)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  เนื่องจากประธานประโยค  เป็นพหูพจน์  (Household goods) จึงต้องใช้  “things”   เป็นรูปพหูพจน์ตามไปด้วย

                 ตัวอย่างที่ 

          -  Both breakfast _______________ lunch are served in the company cafeteria.

(ทั้งอาหารเช้า _______________  อาหารกลางวันได้รับการเสิร์ฟในโรงอาหารของบริษัท)

(a) but  (แต่)

(b) or  (หรือ)

(c) either    (อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(d) and    (และ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่  เช่น  “both……and…..” (ทั้ง.......และ.....)  “either……or…..” (....... หรือ....... คนใดคนหนึ่ง)  “neither…… ……nor…..”  (ไม่ทั้ง.......และ..........)  “not only…… but also……”  (ไม่เพียงแต่......... แต่...........ด้วย)   เช่น

        -   Either John or his sister will come to my party.

(จอห์นหรือน้องสาวของเขาคนใดคนหนึ่ง (ระหว่างเขากับน้องสาว) จะมางานเลี้ยงของผม)

        -   Neither you nor I can achieve the goals.

(ไม่ทั้งคุณและผมสามารถบรรลุจุดหมาย  – คือทั้งคุณและผมไม่สามารถบรรลุจุดหมาย)

        -   Not only Peter but also Frank passes the test.

(ไม่เพียงแต่ปีเตอร์  แต่ยังแฟร้งค์อีกด้วยที่ผ่านการสอบ  –  คือสอบผ่านทั้ง ๒ คน)

        -   Both Mary and her sister have divorced their husbands.

(ทั้งแมรี่และพี่สาวของเธอได้หย่าร้างกับสามี)

 

14. The Olympic judges thought the contestants ran the race ________________.

(กรรมการกีฬาโอลิมปิคคิดว่า  ผู้เข้าแข่งขันวิ่งแข่ง ______________________)

(a) easily and good

(b) easily nor well

(c) easily and well    (อย่างง่ายดายและดี)

(d) easy and good

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำกริยา  “Ran”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์(Adverb)

 

15. The fruit delivered directly from the orchard was _____________ also delicious.

(ผลไม้ซึ่งส่งโดยตรงมาจากสวนผลไม้ _______________________ อร่อยด้วย)

(a) not only ripe and

(b) not only ripe but    (ไม่เพียงแต่สุกแต่ยัง)

(c) only ripe

(d) as ripe as but

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่

 

16. The main sport at the college are ________________, and baseball.

(กีฬาหลักที่มหาวิทยาลัยคือ ___________________________ และเบสบอล)

(a) archery, to ride

(b) archery, ride

(c) archery and ride

(d) archery, riding    (การยิงธนู, การขี่จักรยาน)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากนิยมใช้   “Gerund” (Riding) มากกว่า  “Infinitive with to” (To ride) (ในข้อ “a”)  และใช้   “and” เชื่อมกิจกรรมคู่สุดท้าย  (Riding, Baseball)

 

17. The Empire State Building is quite tall, ____________ the World Trade Center.

(ตึกเอ็มไพร์สเตทสูงมากทีเดียว ___________________ อาคารเวิร์ลเทรดเซนเตอร์

(a) and as is

(b) and so is    (และ..............(อาคารเวิลเทรดฯ)............ก็เช่นเดียวกัน)

(c) and so has

(d) more than

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้ข้อความที่คล้อยตามกันในรูปประโยคบอกเล่า  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบนี้  (So do I,  So is she,  So have they)  จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่           จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์จาก ข้อ (๑) – (๔)

            -  As inevitably as (1) human culture has (2) changed with (3) the

passing of time, so (4) does the environment.

(อย่างไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้เหมือนกับวัฒนธรรมของมนุษย์  ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการผ่านไปของเวลา  สภาพแวดล้อมก็เช่นเดียวกัน – ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไป)

ตอบ   –    ข้อ   (4)  แก้เป็น  “has”  เนื่องจากต้องใช้กริยาในรูป  “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + Verb 3}  ให้เหมือนกับในประโยคข้างหน้าและเพราะว่า  “Environment” อยู่ในรูปเอกพจน์  จึงต้องใช้กริยา  “Has” (changed)  ตัวอย่างอื่นๆ ในแบบเดียวกัน เช่น

        -  He has studied hard, so have they.

(เขาขยันเรียน – พวกเขาก็เช่นกัน)

        -  She had gone to the party, so had I.

(เธอได้ไปงานเลี้ยง – ผมก็เช่นกัน)

        -  They are working hard, so are we.

(พวกเขากำลังทำงานหนัก – พวกเราก็เช่นเดียวกัน)

        -  She is reading. So is he.

(เธอกำลังอ่านหนังสือ – เขาก็เช่นเดียวกัน

        -  I will go to the movies tonight.  So will they.

(ผมจะไปดูหนังคืนนี้ – พวกเขาก็จะไปเช่นเดียวกัน)

        -  He would travel by plane to Hong Kong, so would his parents.

(เขาจะเดินทางโดยเครื่องบินไปฮ่องกง – พ่อแม่ของเขาก็เช่นเดียวกัน)

        -  We can swim well, so can our neighbors.

(พวกเราสามารถว่ายน้ำได้เก่ง – เพื่อนบ้านของเราก็สามารถเช่นเดียวกัน)

        -  He could speak Japanese well.  So could his sister.

(เขาสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี – น้องสาวของเขาก็เช่นเดียวกัน)

หมายเหตุ   –   ในกรณีที่ประโยคข้างหน้าอยู่ในรูป  “Present simple tense” หรือ  “Past simple tense”  กริยาในประโยคหลังจะต้องใช้  “Do”  “Does”  หรือ  “Did”  ทั้งนี้  แล้วแต่   “Tense”  ของประโยคข้างหน้า  และประธานของประโยคหลัง   (ว่าเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์)   ยกเว้นเมื่อประโยคหน้าเป็น  “Past simple” (Verb 2)   กริยาในประโยคหลังจะใช้  “Did”  กับประธานทุกตัวดังตัวอย่างต่อไปนี้

        -  They speak French very fluently, so does she.

(พวกเขาพูดฝรั่งเศสคล่องมาก – เขาก็เช่นเดียวกัน)

        -  She sings beautifully, so do her sisters.

(เธอร้องเพลงเพราะ – น้องสาวของเธอก็เช่นเดียวกัน)

        -  We get up early in the morning.  So does she.

(พวกเราตื่นแต่เช้า – เธอก็เช่นเดียวกัน)

        -  He goes for a walk in the afternoon.  So do his neighbors.

(เขาออกเดินในตอนบ่าย – เพื่อนบ้านของเขาก็เช่นเดียวกัน)

        -  They used to play football when they were young, so did we.

(พวกเขาเคยเล่นฟุตบอลตอนเป็นเด็ก – พวกเราก็เช่นเดียวกัน)

        -  She liked to play sports when she was in college.  So did her sister.

(เธอชอบเล่นกีฬาตอนเธอเรียนมหาวิทยาลัย – น้องสาวของเธอก็เช่นเดียวกัน)

 

18. My house, ____________________, is going to be sold soon.

(บ้านของผม, _________________________ , กำลังจะถูกขายในเร็วๆนี้)

(a)  which the roof is made of brick

(b)  in which the roof is made of brick

(c)  whose roof is made of brick

(d)  of which the roof is made of brick    (ซึ่งหลังคาของมันทำด้วยอิฐ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Of which” ใช้กับการแสดงความเป็นเจ้าของๆ  “สัตว์และสิ่งของ เช่น  บ้าน, รถ, สะพาน, แมว, หมา, เสือ, นก ฯลฯ”  ส่วน  “Whose” ใช้กับการแสดงความเป็นเจ้าของที่เป็นคนเท่านั้น เช่น

        -   The man whose house is next to mine is my teacher.

(ผู้ชายผู้ซึ่งบ้านของเขาอยู่ถัดจากของผมไป  เป็นครูของผมเอง)

        -   The woman whose son was killed in the car accident is a company manager.

(ผู้หญิงซึ่งลูกชายของเธอตายในอุบัติเหตุทางรถยนต์  เป็นผู้จัดการบริษัท – หมายถึงผู้หญิงคนนั้นเป็นผู้จัดการฯ)

 

   19. __________________________, Jim saw a car accident.

  ( __________________________________, จิมเห็นอุบัติเหตุทางรถยนต์)

 (a)  He was standing on the road

 (b)  Stood on the road

 (c)  Standing on the road    (ยืนอยู่บนถนน)

 (d)  Stand on the road

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “Present participle phrase”  ที่ลดรูปมาจากอนุประโยค  “Adverb clause of time” (While he was standing on the road,)

 

20. It is _____________________ day that I can’t go on working.

(มันเป็นวันที่ ____________________ จนกระทั่งผมไม่สามารถทำงานได้ต่อไปอีก)

(a)  a very hot

(b)  so hot

(c)  a so hot

(d)  such a hot    (ร้อนมาก)

ตอบ   –   ข้อ   (d)  เนื่องจากประโยคข้างบนมีที่มาของโครงสร้างดังนี้  คือ

        1.    It is a very hot day.  I can’t go on working. (เมื่อเชื่อม ๒ ประโยคนี้ จะได้  ๔  ประโยคข้างล่าง คือ)

        2.    The day is too hot for me to go on working.

        {Subject + is (was) + too + adjective + for + someone + to + verb..}

        3.    The day is so hot that I can’t go on working.

        {Subject + is (am, are, was, were) + so + adjective + that + ……}

        4.    It is so hot a day that I can’t go on working.

        {It + is + so + adjective + a + noun + that + ………..}

        5.    It is such a hot day that I can’t go on working.

       {It + is + such + a (an) + adjective + noun + that ……..}

    ตัวอย่างอื่นๆ (มีความหมายเหมือนกันทุกประโยค)  เช่น

        (1)    The room is very small.  I can’t sleep in it.

        (2)    The room is too small for me to sleep in.

        (3)    The room is so hot that I can’t sleep in it

        (4)    It is so hot a room that I can’t sleep in it.

        (5)    It is such a hot room that I can’t sleep in it.

 

21. _____________________________ he can not work hard.

( ___________________________ , เขาไม่สามารถทำงานหนัก)

(a)  Because his bad health

(b)  Because of his bad health    (เนื่องมาจากสุขภาพที่ไม่ดีของเขา)

(c)  Although he has bad health    (แม้ว่าเขามีสุขภาพไม่ดี)

(d)  Due to his health is bad

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Because of” (= Due to = Owing to = On account of)  ต้องตามด้วย  “คำนาม หรือ วลี”  ส่วน “Because”  ตามด้วยประโยค   สำหรับ ข้อ  (c)  ประโยคข้างหน้า (ประโยคย่อย)  และประโยคหลัง (ประโยคใหญ่)  มีข้อความไม่รับกัน  ส่วนถ้าจะใช้ข้อ (a) จะต้องแก้เป็นว่า “Because he has bad health,

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้