หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 209)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The weather is ______________ at this time of the year than in the spring.

(อากาศ _____________________ ในช่วงเวลานี้ของปี  เมื่อเทียบกับในฤดูใบไม้ผลิ)

(a) calm    (สงบ)

(b) calmest    (สงบมากที่สุด)

(c) calmer    (สงบมากกว่า)

(d) more calmer

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree) (สังเกตจาก “Than”)  และ  เมื่อใช้  “Calmer” แล้ว  ไม่ต้องใช้  “More” นำอีก  สำหรับ  “More” ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาว  เช่น  “important, necessary, correct, detailed (มีรายละเอียด), diligent (ขยัน), helpful (ช่วยเหลือ), manageable (จัดการได้), active, dangerous, etc.)

 

2. Jazz music has been called _______________ of the United States to world music.

(ดนตรีแจสได้ถูกเรียกว่าเป็น __________________ ของสหรัฐฯ ที่มีต่อดนตรีของโลก)

(a) the major contribution which    (คุณูปการที่สำคัญซึ่ง)

(b) the major contribution that    (คุณูปการที่สำคัญซึ่ง)

(c) which is the major contribution    (ซึ่งเป็นคุณูปการที่สำคัญ)

(d) the major contribution    {คุณูปการ (สิ่งที่ช่วยเหลือเกื้อกูล) ที่สำคัญ}

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Called”  และขยายด้วย  “of  the ………………..….music

 

3. It is said that the ____________ has improved a great deal in Thailand in recent years.

(มันกล่าวกันว่า  ________ ได้กระเตื้องขึ้นอย่างมากในประเทศไทย  ในช่วงปีที่เพิ่งจะผ่านมาไม่นานนี้)

(a) finance    (การเงิน)

(b) money    (เงิน)

(c) economics    (วิชาเศรษฐศาสตร์)

(d) economy    (เศรษฐกิจ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)  เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด

 

4. Throughout the state of Maine ___________ summer music camps, where young people and adults may study in beautiful rural settings.

(ทั่วทั้งรัฐเมน (ของสหรัฐฯ) ___________  ค่ายดนตรีฤดูร้อน  เป็นที่ซึ่งคนหนุ่มสาวและผู้ใหญ่  อาจจะมาศึกษา (ดนตรี) ในสภาพแวดล้อมในชนบทที่สวยงาม)

(a) there is

(b) there are    (มี)

(c) are found

(d) where there are

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยค    และต้องใช้  “There are” เพราะ   “Music camps”  อยู่ในรูปพหูพจน์  ส่วน  “Throughout the state of Maine”  เป็นวลีที่บอกเกี่ยวกับสถานที่  (Adverb phrase of place)  เท่านั้น

 

5. To the expert investigator, even the most trivial piece of information may _________ significant.

(กับนักสืบสวนผู้เชี่ยวชาญ  แม้แต่ชิ้นของข้อมูลที่ไม่สำคัญ (หรือเล็กน้อย-ขี้ปะติ๋ว) ที่สุด  ก็อาจจะ _________________ มีความสำคัญ)

(a) prove (ปรากฏความจริงว่า, แสดงว่า)

(b) proves

(c) proved

(d) have proven

ตอบ   –   ข้อ   (a)  เนื่องจาก  กริยาหลัง  “May, Might, Will, Would, Shall, Should, Can, Could, Must”  จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (กริยาช่องที่   ไม่ต้องมี “To” นำหน้า)  เสมอ

 

6. Language policy has been a subject of _____________ debate in multilingual nations.

(นโยบายด้านภาษา  ได้เป็นหัวเรื่องของการอภิปรายที่ ______________ ในชาติที่ใช้ – หรือพูด - ภาษาหลายภาษา)

(a) sharp    (เผ็ดร้อน, รุนแรง, คม, คมกริบ, ชัด, ชัดเจน, แจ๋ว, ฉุน, แสบแก้วหู))

(b) sharper

(c) sharpest

(d) more sharp    (ไม่มีรูปนี้ใช้)

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากมิได้มีการเปรียบเทียบแต่อย่างใด

 

7. ___________________ were sold before the end of the month.

( __________________________________ ถูกขายไปก่อนสิ้นเดือน)

(a) A large amount of products

(b) Much of the products

(c) Many of the products    (ผลิตภัณฑ์จำนวนมาก)

(d) A great deal of products

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้   “Many”  กับคำนามนับได้  พหูพจน์ (Products)  ส่วน “A large amount, Much, A great deal”  ล้วนแต่ใช้กับนามนับไม่ได้ (และเป็นเอกพจน์เสมอ)

 

8. The researchers wanted to ensure that experiment was carefully _______________.

(นักวิจัยต้องการให้ความมั่นใจว่า  การทดลองได้รับการ ______________ อย่างระมัดระวัง)

(a) control

(b) controls

(c) controlling

(d) controlled    (ควบคุม)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” (Subject + Verb to be + Verb 3) (experiment was …….controlled)  เพราะการทดลอง  “ได้รับการควบคุม”  หรือ  “ถูกควบคุม

 

9. Fog has always been ____________ hazards to car driving during winter.

(หมอกได้เป็นอันตราย __________ ต่อการขับรถยนต์โดยเสมอมา  ในระหว่างหน้าหนาว)

(a) the greatest ones

(b) ones greatest

(c) the greatest of ones

(d) one of the greatest    (มากที่สุดอย่างหนึ่ง)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นสุด” (Superlative degree)  ในโครงสร้าง  “One of the + Adjective (ขั้นสูงสุด)  + Noun (พหูพจน์)”  (เช่น   “One of the best workers”  =  “หนึ่งในบรรดาคนงานที่ดีที่สุด”)  (“One of the most significant issues”  =  “หนึ่งในบรรดาประเด็นที่สำคัญที่สุด”)

 

10. The car rent business was run quite ___________________.

(ธุรกิจรถเช่าถูกดำเนินไป ____________________________ มากทีเดียว)

(a) profit    (กำไร)

(b) profiting

(c) profitably    (อย่างมีกำไร)

(d) profiteer    (ผู้เอากำไรเกินควร, พ่อค้าหน้าเลือด, เอากำไรเกินควร, ขูดรีดกำไรเกินควร)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายกริยา (Was run) จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์ (Adverb)

 

11. It took five men to carry the tree, which was __________  than a three-story building.

(มันใช้ผู้ชาย  ๕  คนเพื่อแบกต้นไม้นั้น ซึ่ง _________________ อาคารสูง ๓ ชั้น)

(a) more taller

(b) taller    (สูงกว่า)

(c) as tall

(d) the tallest

ตอบ   –   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)

 

12. The supervisors could have prevented this problem ____________ it beforehand.

(ผู้ควบคุมงานคงสามารถที่จะป้องกันปัญหานี้ได้ ___________ มัน (ปัญหา) ล่วงหน้า)

(a) if they knew

(b) had they known    (ถ้าพวกเขาได้ทราบ)

(c) if had they known

(d) whether

ตอบ   –   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่  ๓  หรือ  “Past unreal”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต)  คือการสมมติในอดีตที่มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค ดังเช่นประโยคข้างต้น  ความหมายคือ  “ผู้คุมงานไม่สามารถป้องกันปัญหาได้ เนื่องจากไม่ทราบล่วงหน้า”   ทั้งนี้   เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาแล้ว แต่มาสมมติย้อนหลัง  สำหรับข้อความ  “had they known” ผันมาจาก  “if they had known”  ซึ่งโครงสร้างทั้ง ๒  แบบนี้สามารถใช้แทนกันได้   โดยมีความหมายเหมือน กันทุกประการ  และสามารถนำมาขึ้นต้นประโยคเหมือนกับ  “If clause”  ได้ เช่นเดียวกัน   ดังตัวอย่าง

             - Had they known it beforehand, the supervisors could have prevented this problem.

(= If they had known it beforehand, the supervisors could have prevented this problem.)

(ถ้าพวกเขาได้รู้มันล่วงหน้า  ผู้ควบคุมงานคงสามารถที่จะป้องกันปัญหานี้ได้)

 

            - If he had studied harder last semester, he would have passed the exam.

(= Had he studied harder last semester, he would have passed the exam.)

(ถ้าเขาได้ขยันเรียนมากขึ้นเมื่อเทอมที่แล้ว  เขาคงสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่ความจริงคือ  เขามิได้ขยันเรียน  เขาเลยสอบตก)

 

             - She would have married him if he had proposed her.

(= She would have married him had he proposed her.)

(เธอคงจะได้แต่งงานกับเขาไปแล้ว  ถ้าเขาได้ขอแต่งงานกับเธอ)  (แต่ความจริงคือ  เธอมิได้แต่งงานกับเขา  เพราะว่าเขาไม่ได้ขอแต่งเธอ)

 

13. Because Mr. Thomson worked only a month, the personnel director would not write a recommendation for him even if he ____________.

(เพราะว่ามิสเตอร์ธอมสันทำงาน (กับบริษัท) แค่เพียงเดือนเดียว  ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคลจะไม่เขียนหนังสือรับรองให้เขา  ถึงแม้ว่าเขา________________)

(a) could ask

(b) asks

(c) asked    (ร้องขอ)

(d) will ask

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นกริยาในประโยคย่อย (even if he asked) จึงต้องใช้ Tense” ให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  (would not write)

 

14. _______________ the eight Ivy League schools are among the most prestigious colleges in the United States.

( __________________ สถาบัน (มหาวิทยาลัย) ไอวีลีก  ๘  แห่ง  อยู่ในบรรดามหาวิทยาลัยที่ทรงอิทธิพล-มีชื่อเสียงมากที่สุดในสหรัฐฯ)  (มหาวิทยาลัยในกลุ่มไอวีลีก  อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอเมริกา  มักเป็นมหาวิทยาลัยเก่าแก่  และมีชื่อเสียงโด่งดัง เช่น  ฮาร์วาร์ด  เอ็มไอที  เยล  นิวยอร์ค  โคลัมเบีย  เป็นต้น)

(a) That is generally accepted

(b) Accepting generally that it is

(c) It is generally accepted that    (มันได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่า)

(d) That it is generally accepted

ตอบ   –   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการเรียงประโยคที่ถูกต้อง  “It + Is (was) + Adverb of frequency (always, usually) + Verb 3 + That + Subject + Verb

 

15. The cones of pine trees ____________ two or three years to reach maturity.

(ลูกสน – ซึ่งเป็นโครงสร้างของต้นสนที่ใช้สืบพันธุ์ – ของต้นสน __________ เวลา  ๒  หรือ  ๓  ปี ที่จะไปสู่ความเจริญเติบโตอย่างเต็มที่)

(a) to take

(b) taking

(c) may take    (อาจใช้)

(d) takes

ตอบ   –   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นเพียงข้อเดียวที่ถูกหลักไวยากรณ์  สำหรับข้อ (d) สามารถใช้ได้  ถ้า “Take”  ไม่เติม  “S”  เพราะประธานของประโยค  คือ “The cones”  ซึ่งเป็นพหูพจน์  ที่มี  “of pine trees”  เป็นส่วนขยาย  ส่วนข้อ “a”  และ “b”  ไม่สามารถเป็นกริยาแท้ของประโยค

 

16. Even without strong wings, the ostrich has survived because it ______________ at high speeds to escape predators.

(แม้กระทั่งปราศจากปีกที่แข็งแรง  นกกระจอกเทศรอดชีวิตอยู่ได้  เพราะว่ามัน __________ ด้วยความเร็วสูง เพื่อที่จะหนีผู้ล่า)  (หมายถึง  สัตว์ที่ล่าสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร)

(a) to run

(b) can run (สามารถวิ่ง)

(c) running

(d) run

ตอบ   –   ข้อ  (b)  เนื่องจากสามารถเป็นกริยาแท้ของอนุประโยค  (because it …….. .…………… predators) ได้  (ต่างกับข้อ “a” และ “c” ที่ไม่สามารถเป็นกริยาแท้ได้)  สำหรับข้อ  (d)  ก็สามารถใช้ได้  ถ้าแก้เป็น  “runs” แต่ได้ใจความไม่ดีเหมือนข้อ (b)

 

17. Wolves, which are known to travel in packs, both provide for and defend __________ through group cooperation.

(หมาป่า  ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเดินทางเป็นฝูง  จะจัดหาสิ่งของจำเป็นให้แก่ (ตนเอง)  และป้องกัน __________________ โดยการร่วมมือกันทั้งฝูง)

(a) himself

(b) itself

(c) theirselves    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) themselves    (ตัวเอง, ตนเอง)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจากประธานของประโยค (Wolves)  อยู่ในรูปพหูพจน์  สำหรับข้อ  (a)  ใช้กับคนเพศชาย (คนเดียว)  ส่วนข้อ (c)  ไม่มีรูปนี้ใช้

 

18. The United States and Canada have many trade agreements that benefit __________. 

(สหรัฐฯ และแคนาดา  มีข้อตกลงทางการค้าจำนวนมาก  ซึ่งให้ประโยชน์ ____________ )

(a) other

(b) other one

(c) one the other

(d) each other    (ซึ่งกันและกัน)

ตอบ   –   ข้อ   (d)  เนื่องจากใช้กับ  คน  สัตว์  สิ่งของ  ที่มีจำนวน  ๒  แต่ถ้ามีจำนวน  ตั้งแต่  ๓  ขึ้นไป  ใช้  “One another

 

19. The data on the winter migration patterns of the arctic birds is very ___________. 

(ข้อมูลเรื่องรูปแบบการอพยพย้ายถิ่นในหน้าหนาว  ของนกในบริเวณขั้วโลกเหนือ _______ อย่างมาก)

(a) interested    (มีความรู้สึกสนใจ)

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interest    (ทำให้สนใจ, ความสนใจ)

(d) of interest    (ที่อยู่ในความสนใจ)

ตอบ   –   ข้อ  (b)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด   ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำกริยาประเภทนี้

Satisfy (ทำให้พอใจ), Surprise (ทำให้ประหลาดใจ), Amaze (ทำให้ทึ่ง, ทำให้ฉงนสนเท่ห์), Terrify (ทำให้ตกใจกลัว), etc.”  จากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ 

     -  _______________ at not seeing Mr. Freeman at the cafeteria, Jenny decided to have lunch alone at the park.

(_________________ ที่มิได้พบมิสเตอร์ฟรีแมนที่ห้องอาหาร  เจนนี่ตัดสินใจกินอาหารกลางวันตามลำพังที่สวนสาธารณะ)

(a) Having been disappointing    (น่าผิดหวัง)

(b) Disappointing    (น่าผิดหวัง)

(c) Disappointedly    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) Disappointed    (รู้สึกผิดหวัง)

ตอบ   -   ข้อ   (d) ดูรายละเอียดการใช้คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Disappoint”  จากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ 

        -   I am __________________ in science, not in English.

(ผม _______________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest    (ทำให้สนใจ)

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                 ตัวอย่างที่  

           -   He is ___________________ a house.

(เขา ________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting    (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ   -   ข้อ  (d)

                  ตัวอย่างที่ 

             -  It will take me quite some time to get him _____________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา __________________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                  ตัวอย่างที่  

           -  The little girl was very ___________________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting   (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (ตื่นเต้น)

(c) excite   (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable   (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ    –    ข้อ   (b)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

- The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ   –   ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “Surprising” เนื่องจาก  “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”   แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising”   จะมีความหมายว่า   “น่าประหลาดใจ”   ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised” จะมีความหมายว่า  “มีความรู้สึกประหลาดใจ” ดังตัวอย่างประโยค เช่น

       -   The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

      -   She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

      -   The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                  คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Surprise”   ได้แก่

satisfy – ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint – ทำให้ผิดหวัง

attract – ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse – ทำให้สนุกหรือขบขัน

please – ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy – ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse – ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise – ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust – ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass – ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle – ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate – ทำให้โกรธ

astonish – ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate – ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify – ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

          1.  ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”  จะมีความหมายว่า  “ทำให้”  คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น  เช่น

        -  The accident frightened the passengers a great deal. (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

        -  The exam result disappointed him so much. (past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

        -  The chairman’s speech confused everyone. (past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

        -  The new film interests all viewers. (present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

        -  The professor’s lecture bores all the class. (present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

           2.  ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ingหรือ  (Verb +ing + Noun) มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม  “ing”  พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้    เช่น

        -  His work is boring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

        -  It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

        -  The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

        -  The employee’s work was disappointing.(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

        -  The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

        -  The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

        -  Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

        -  It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding. (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking. (เขากำลังเดิน)present continuous tense}

           3.  ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา ซึ่งถ้าแปลตรงๆ ก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ..........”  แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

        -  We are interested in German. (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

        -  They are very pleased to see their old friends. (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

        -  I was amazed to know of his death. (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

        -  He was very tired of hard work. (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

        -  She was interested in the ballet performance. (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

        -  We were disappointed to lose the match. (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

        -  Most people are frightened of the snakes. (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

        - Jim is fascinated by astronomy. (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

20. According to a recent survey, __________ doctors do not have a personal physician.

(สอดคล้องกับการสำรวจเมื่อเร็วๆมานี้   แพทย์ ______________ ไม่มีหมอประจำตัว)

(a) a large amount of    (จำนวนมาก)

(b) large amount of

(c) a large number of    (จำนวนมาก)

(d) large number of

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำนามพหูพจน์  (Doctors)  ส่วน “A large amount of”  ใช้ขยายคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  เช่น

       - A large amount of rain falls in the South of Thailand each year.

 (ฝนปริมาณมากตกทางภาคใต้ของไทยในแต่ละปี)

       - A large amount of furniture has been exported to Malaysia recently.

 (เฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก  ได้ถูกส่งออกไปยังมาเลเซียเมื่อเร็วๆนี้)

      -  A large amount of water is needed if these trees are to survive.

(ต้องการน้ำในปริมาณมาก  ถ้าจะให้ต้นไม้เหล่านี้รอดตาย)

     -  There is a large amount of equipment used for the construction of the building.

(มีอุปกรณ์จำนวนมากถูกใช้  เพื่อการก่อสร้างอาคารหลังนี้)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้