หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 206)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. She asked me whether I had traveled much and I told her I had done ________________ traveling.

(เธอถามผมว่าผมได้เดินทางมากมายหรือไม่  และผมบอกเธอไปว่า  ผมได้เดินทาง ________________ )

(a) few    (น้อยมาก จนแทบไม่มี)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(b) little    (นิดหน่อย, เล็กน้อย)

(c) small

(d) less    (น้อยกว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Traveling”  (Gerund)  ถือเป็นนามนับไม่ได้  จึงใช้กับ  “Little

 

2. I think my report is ___________________ informative than hers.

(ผมคิดว่ารายงานของผมให้ข้อมูลข่าวสาร-ความรู้ ________________ รายงานของเธอ)

(a)  many more

(b) more much

(c) less much

(d) far more    (มากกว่า................(รายงานของเธอ)...............มากมาย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  หรืออาจตอบ   “Much more”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ 

                -   Tea here is _________________ than coffee.

(ชาที่นี่_________________________________ กาแฟ)

(a) very good, very better    (ตัวหน้าถูก, ตัวหลังผิด)

(b) much good, much better    (ตัวหน้าผิด, ตัวหลังถูก)

(c) much good, very better    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) very good, much better    {ดีมาก, ดีกว่า (กาแฟ) มาก}

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ต้องใช้   “Very good”  และ   “Much better”  ดูคำอธิบาย   “Much better”  จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ 

                  -    There is ________________ demand for oil than rice.

(มีความต้องการน้ำมัน _____________________________ ข้าว)

(a) much

(b) much less    (น้อยกว่า........ (ข้าว)........... มาก)

(c) as much

(d) more or less the same

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”   (Comparative degree)

               ตัวอย่างที่  

              -   It is ______________ to keep down your head while they are shooting.  

(มัน _______________ ที่จะก้มหัวของคุณให้ต่ำ   ในขณะที่พวกเขากำลังยิงกัน)

(a) much the better

(b) much more better

(c) much better    (ดีกว่ากันอย่างมาก)

(d) more better

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เป็นการเปรียบเทียบขั้นกว่า  (Comparative degree)

                 ตัวอย่างที่  

               -  Literature played _________________ important part in the lives of the leisured class in England.

(วรรณคดี-วรรณกรรมมีส่วนสำคัญ _____________________ ในชีวิตของชนชั้นที่มีเวลาว่าง (ชนชั้นกลาง) ในประเทศอังกฤษ  -  เมื่อเปรียบเทียบกับชนชั้นอื่นๆ)  (หมายถึง  เมื่อคนมีเวลาว่างจากการทำงาน  ก็มีเวลามาสนใจอ่านหนังสือประเภทวรรณคดี-วรรณ กรรม)

(a) much more

(b) far more

(c) a much more    (มากกว่ากันอย่างมากมาย)

(d) much

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ระหว่างชนชั้นที่มีเวลาว่าง คือ ชนชั้นกลาง  กับชนชั้นอื่นๆ ในประเทศอังกฤษ  โดยละชนชั้นอื่นๆ ไว้ในฐานที่เข้าใจ  (ไม่ได้เขียนลงไป)  และเนื่องจาก  “Important”  เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้  “More”  ขยาย  (สำคัญมากกว่า)  และเมื่อต้องการบอกว่า  “สำคัญมากกว่าอย่างมากมาย”  จึงต้องใช้  “Much”  หรือ  “Far”  ขยายหน้า  “more important”  นอกจากนี้  ยังต้องมี   “A”  ด้วย  เนื่องจากขยาย  “Part”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้  เอกพจน์

                   ตัวอย่างที่  

                  -     Last night’s homework was hard, but this is __________________difficult.

(การบ้านของเมื่อคืนนี้ยาก  แต่ (การบ้าน) นี่  ยาก  __________________)

(a)  much more    (กว่ามากมาย)

(b) too much more

(c) too

(d) more too

ตอบ   -   ข้อ  (a)

               ตัวอย่างที่  

-   It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, __________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า  แย่กว่า _________ ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a) very

(b) so

(c) much    (มาก, มากมาย(หรืออาจใช้  “Far”  ก็ได้)

(d) more

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “ร้อนกว่ามาก”  “สวยกว่ามาก”  ให้ใช้  “Much”  และ  “Far”  ขยาย   (ห้ามใช้ “Very”

                   ตัวอย่างที่  ๗

                  -    She looks much ___________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง ______________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than”  ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆแล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น  เมื่อวานนี้ หรือ สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ  ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ จะต้องใช้   “Very”  แทน  “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”  ให้ใช้   “Much”  และ  “Far”  เท่านั้น    (สำหรับความหมาย  “อย่างมาก”)  ห้ามใช้“Very

                  ตัวอย่างที่  

-   The scenery looks ____________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ____________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant     (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน  (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree) ถ้าต้องการบอกว่า  “มากกว่าอย่างมากมาย”  เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “หนาวกว่ามาก” ฯลฯ  สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”   ได้  ๒  คำ คือ “Much”  และ “Far”  ห้ามใช้   “Very”  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “far more pleasant”  ก็ได้

                     ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น  “much bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “much older” (แก่กว่ามาก)  “far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “far colder” (หนาวกว่ามาก)  “much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)  “far smaller” (เล็กกว่ามาก)  “far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)

ในกรณีที่ต้องการบอกว่า   “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”   “หนาวกว่านิดหน่อย”   “หนักกว่าเล็กน้อย”   “เบากว่าเล็กน้อย”   “แพงกว่านิดหน่อย”   “ยากกว่านิดหน่อย”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่  

  -   I hope you will try ______________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น __________________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เมื่อขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น  “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่าเพียง  “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้   “A little, A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger” (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter” (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder” (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important” (สำคัญกว่าเล็กน้อย)   เป็นต้น

 

3. She was brought up to be ______________; therefore, she was very careful with her spending.

(เธอถูกอบรม-เลี้ยงดูให้ ______________ ดังนั้น  เธอระมัดระวัง-รอบคอบอย่างมากกับการใช้จ่ายของตัวเอง)

(a) economic    (ทางเศรษฐกิจ, เกี่ยวกับเศรษฐกิจ)  (คำคุณศัพท์)

(b) economical    (ประหยัด, มัธยัสถ์, อดออม(คำคุณศัพท์)

(c) economy    (เศรษฐกิจ, การประหยัด)  (คำนาม)

(d) economics    (วิชาเศรษฐศาสตร์)  (คำนาม)

 

4. Though English is difficult to learn, it isn’t ________________ learning Japanese.

(แม้ว่าภาษาอังกฤษเรียนยาก  มันไม่ ____________________ การเรียนภาษาญี่ปุ่น)

(a) so difficult than

(b) so difficult as    (ยากเท่ากับ)

(c) as much difficult as

(d) the same difficult as

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ 

-     The cost of living in the provinces is not quite ______________ high as in the capital. 

(ค่าครองชีพในต่างจังหวัดไม่สูง ______________________ เท่ากับในเมืองหลวง)

(a) very

(b) so    (มาก)

(c) so much

(d) so as

ตอบ   -   ข้อ  (b)  (อาจใช้   “As”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบแบบปฏิเสธ) 

             ตัวอย่างที่  

-   I don’t want to be __________________ you are.

(ผมไม่ต้องการที่จะ _____________________________ คุณอ้วน)

(a) fat as

(b) so fat that

(c) quite fat as

(d) so fat as    (อ้วนเหมือนกับที่, อ้วนเท่ากับที่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   อาจใช้   “as fat as”   ก็ได้

                    ตัวอย่างที่  

    -   I want to be ______________________ you are.

(ผมต้องการ __________________________________ ที่คุณสูง)

(a) quite so tall as

(b) so tall that

(c) so tall as    (ใช้ไม่ได้  เพราะประโยคข้างบนเป็นบอกเล่า)

(d) as tall as    (สูงเท่ากับ, สูงเท่ากัน)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “As…………..as”  (........เหมือนกันกับ, ...........เท่ากันกับ)  ใช้ได้ทั้งในประโยคบอกเล่าและปฏิเสธ  ส่วน “So…………as”  (......... เหมือนกันกับ, ............ เท่ากันกับ)   ใช้ในประโยคปฏิเสธพียงอย่างเดียว  (ห้ามใช้ในประโยคบอกเล่า)   เช่น

            - He is as clever as his brother.

(เขาฉลาดเท่าๆกับพี่ชาย)  (บอกเล่า)  (ต้องใช้ “as…………as” อย่างเดียวเท่านั้น)

            - She is not as beautiful as her sister.

(เธอไม่สวยเท่ากับน้องสาว)  (ปฏิเสธ)  (อาจใช้ “so………..as” ก็ได้)

           - Jim was not as (so) hard-working as his colleagues.

(จิมไม่ขยันเท่าๆ กับเพื่อนร่วมงาน)  (ปฏิเสธ)  (ใช้ “as……….as”  หรือ “so………..as”  ก็ได้  ทั้ง  ๒  แบบ)

***** (ห้ามใช้)  We are so diligent as our neighbors. (บอกเล่า)

(เราเพียรพยายามเท่าๆกับเพื่อนบ้านของเรา)  (ใช้ “so…………..as”  ไม่ได้  เนื่องจากเป็นประโยคบอกเล่า)

  ******   (ต้องใช้)   They are as economical as we are. (บอกเล่า)

 (พวกเขาประหยัดเท่าๆกับพวกเรา)  (ต้องใช้ “as…………..as”  เพียงอย่างเดียว เนื่องจากเป็นประโยคบอกเล่า)

 

5. Nobody will help me do this assignment, so _______________.

(จะไม่มีใครช่วยผมทำงาน (ภารกิจ) นี้  ดังนั้น ___________________ )

(a) I will do it lonely    (ผมจะทำมันอย่างว้าเหว่-เปล่าเปลี่ยว-หงอยเหงา)

(b) I lonely will do it

(c) I will do it alone    (ผมจะทำมันตามลำพัง)  (ทำเองคนเดียว)

(d) I will do alone it

 

6. When I had arrived at the market last night, I found that it was not open.  If I ____________, I wouldn’t have bothered to drive over there.

(เมื่อผมไปถึงตลาดเมื่อคืนวาน  ผมพบว่ามันปิด  (ทั้งนี้)  ถ้าผม __________ ผมคงจะไม่ยุ่ง (เดือดร้อน) กับการขับรถไปที่นั่น)

(a) know

(b) known

(c) would know

(d) had known    (ได้รู้)  (ว่าตลาดปิดเมื่อคืน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  “Past unreal”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต)  (เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค)  ทั้งนี้  ข้อความในประโยค  คือ  “ถ้าผมรู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืนวาน  ผมคงไม่ขับรถไปที่นั่น”  แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าตลาดปิดเมื่อคืน  ผมจึงขับรถไปที่นั่น”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบนี้  จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ 

-     Nancy ___________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  If clause” แบบที่  ๓  ได้แก่

          -   If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลังการสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้ คืออนุประโยค  “If + Subject + Had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง  3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ   แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น   ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต  เช่น

         -    If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

         -    If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

         -   If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

       -   She would have gone to the market if she had had something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ) จะเห็นว่าใน“If clause”มี  “Had” 2ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb  ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2ตัว

        -   I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย – แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

        -   If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

        -   If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

สรุป   -   ใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)   จะเป็นรูป  “Past perfect” {Subject + Had + (not) + V 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect” {would (should, could, might) + (not) + have + V 3}  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

7. She went to the movies last night but she told me she wished she ______________ to see it.

(เธอไปดูหนังเมื่อคืนวาน  แต่เธอบอกผมว่า  เธอปรารถนาว่าเธอ _______________ ดูมัน)

(a) hasn’t gone

(b) didn’t go

(c) hadn’t gone    (มิได้ไป)

(d) doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  กริยาของประโยคที่ตามหลัง  “Wish”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)

ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ 

             -   Why didn’t you keep your promise?  I wish you ______________it.

(ทำไมคุณจึงไม่รักษาคำมั่นสัญญา  ผมปรารถนาว่าคุณ _________________ มัน)

(a)  kept

(b) would keep

(c)  would have kept

(d) had kept    (ได้รักษาฯ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์  (รักษาคำมั่นสัญญา) ในอดีต  จึงใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Had + Verb 3” 

                ตัวอย่างที่  

               -   I wish I ____________________ as he does.

(ผมปรารถนา (ว่า) ผม _______________________ เหมือนที่เขาเล่น)

(a) can play

(b) play

(c) could play    (สามารถเล่น)

(d) will play

ตอบ-   ข้อ  (c)  เนื่องจากอนุประโยค  (Subordinate clause)  ที่ตามหลัง  “Wish”  จะอยู่ในรูป  “Past subjunctive”   คือต้องอยู่ในรูป    “Past simple” หรือ   “Past perfect tense”  เท่านั้น

                  ตัวอย่างที่ 

                    -   Smith said, “I don’t speak English.”  His friend said, “I wish you _______________.”

(สมิธพูดว่า  “ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ”   (และ)  เพื่อนของเขาพูดว่า  “ผมปรารถนาว่า  คุณ  ______________________)

(a) speak

(b) do

(c) did    (พูด)  (“Did”  แทน  “Speak”)  (ต้องอยู่ในรูป  “Past tense” เนื่องจากเป็น  “Past subjunctive”  คือเป็นกริยาใน “Clause” ที่ตามหลัง “Wish)

(d) can

ตอบ   -   ข้อ  (c)

            ตัวอย่างที่  

 -    When I said that I wished I ____________ Italian, she told me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม_________ ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  (Past subjunctive)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”   (ในข้อนี้ เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต   แต่จริงๆแล้วไม่ได้เรียน)

                    ตัวอย่างที่  

-   I wish I ________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน ____________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ ปรารถนาว่าได้พบกับเธอ  แต่ก็มิได้พบกับเธอ   ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ   )  จึงต้องใช้   “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3  )  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”   ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น 

        -   He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง คือ ไม่ได้รับ)

                    ตัวอย่างที่  ๖

     -  I wish you _____________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ ____________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been     (อยู่)

(d) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)  

                    ตัวอย่างที่  

   -   I wish I ___________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _______________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)แต่ในความเป็นจริงคือ   “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน”

                   ตัวอย่างที่  

   -   I wish today _____________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ___________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were     (เป็น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่   “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”   (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)   จะต้องใช้รูป   “Subject + Wish + That + Subject + Verb”  แต่ That”   มักจะละไว้เสมอ   (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)  โดยมีหลัก คือ

·              ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ Verb เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

- I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้  -  แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้มา)

- She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

- I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

- He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี  –  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  –  แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

- They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้  –  แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

·              ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้ Verb”  เป็น “Past perfect” (Had + Verb 3)  เช่น

- I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

                      -  I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

·                    ถ้า “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้   “Verb” เป็น“Would”  “Should”  “Could”  “Might”  ความหมาย  คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

                   - I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

                  - She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                 - They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า – แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                  อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง   “Wish + To + Verb 1”   ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้    เช่น

       - They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

       - She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

       - He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

       - They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                  สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ   “Wish +กรรม+ Noun”   มีความหมาย คือ    “ขออวยพรให้”   เช่น

       - She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

       - He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

       - I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

8. If the rain did not stop all night, the rain did not let _________________.

(ถ้าฝนไม่หยุดตกตลอดทั้งคืน  ฝนไม่ ____________________________ )

(a) out

(b) up    (“Let up”  =  หยุด หรือลดน้อยลง)

(c) of

(d) off

 

9. I told Jim I couldn’t concentrate on my work and asked him to turn________ the volume of his TV.

(ผมบอกจิมว่า  ผมไม่สามารถมีสมาธิกับการทำงาน  และขอร้องให้เขา _______ เสียงของทีวีของเขา)

(a) off    (“Turn off”  =  ปิดไฟ-ทีวี-วิทยุ  ฯลฯ)

(b) up    (“Turn up”  =  เพิ่ม, ทำให้มากขึ้น)  (ปรับเสียงให้ดังขึ้น)

(c) on    (“Turn on”  =  เปิดไฟ-ทีวี-วิทยุ  ฯลฯ)   

(d) down    (Turn down”  =  เบา, หรี่, ทำให้ลดลง)  (หรี่เสียงให้เบาลง)

 

10. Professor Collins ___________________ about him.

(อาจารย์คอลลินส์ _______________________________ เกี่ยวกับตัวเขา)

(a) heard the students to talk

(b) heard the talk by the students

(c) heard the students’ talking

(d) heard the students talk    (ได้ยินนักเรียนพูดคุย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูเพิ่มเติมการใช้คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Hear”  จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ 

                 -   We begged him to let us _________________ through the telescope.

(เราขอร้องเขาให้อนุญาตให้เรา ______________ ผ่านกล้องโทรทัศน์ (กล้องส่องทางไกล) ตัวนั้น)

(a) look    (มอง, ดู)

(b) to look

(c) looking

(d) looked

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจาก  “Let + กรรม + Verb 1  ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ตามด้วยกรรม  และ  “Infinitive without to” (Verb 1)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ 

                -   What she saw made her ________________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ ______________________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn    (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจาก “Make +กรรม + Verb 1

                  ตัวอย่างที่  

                 -   The manager let everyone ________________ the office early to attend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน_______________ สำนักงานแต่เนิ่นๆเพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

(a) to leave

(b) leaves

 (c) left

(d) leave    (ออกจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากหลังกรรมของ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Hear, Feel”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  คือ กริยาช่องที่ ที่ไม่มี  “To” นำหน้า (Verb 1)  ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-        She lets them play in the field.

(เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

-        We made them laugh.

(เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

-        I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

-        He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

-        She had them clean her room.

(เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

 

11. I hope _________________________ home early.

(ผมหวังจะ _____________________________ กลับบ้านแต่วัน  -  แต่เนิ่นๆ)

(a) to drive to

(b) to drive    (ขับรถ)

(c) drive to

(d) drive

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Hope + To + Verb 1” ดูกลุ่มคำกริยาที่ใช้เหมือนกับ  “Hope”  จากประโยคข้างล่าง

           ตัวอย่างที่  ๑

           -   If you promise ________________ angry with me, I’ll tell you what I broke.

(ถ้าคุณสัญญา _________  โกรธผม  ผมจะบอกคุณว่า  ผมทำอะไรแตก (เสียหาย) บ้าง)

(a) not getting

(b) to not get

(c) not to get    (จะไม่)

(d) you not get

ตอบ   -   ข้อ   (c)   กริยา  “Promise + To + Verb 1  หรือเมื่อเป็นปฏิเสธ  ใช้  “Promise + Not + To + Verb 1”  เช่นในประโยค

          - He promised to do better in the future.

(เขาสัญญาว่าจะทำให้ดีขึ้นในอนาคต)

        - They promise not to come to work late again.

(พวกเขาสัญญาว่าจะไม่มาทำงานสายอีก)

                   สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  ได้แก่  “promise  (สัญญา), offer  (เสนอ), want  (ต้องการ), hope  (หวัง), plan  (วางแผน), hesitate  (รีรอ, ลังเลใจ), fail   (ล้มเหลว), learn (เรียนรู้), expect  (คาดหวัง), refuse  (ปฏิเสธ), need  (ต้องการ), dare  (กล้า), claim  (อ้าง), agree  (ตกลง), demand  (เรียกร้อง), wish  (ปรารถนา), intend (ตั้งใจ), seem  (ดูเหมือนว่า), resolve  (ตกลงใจ), determine (ตัดสินใจ), decide  (ตัดสินใจ), pretend  (แสร้งทำ), afford  (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้), happen  (บังเอิญ), appear  (ดูเหมือนว่า), prove  (พิสูจน์ว่า), ask  (ขอร้อง), beg  (ขอร้อง), choose  (เลือก), manage  (ประสบความสำเร็จ), hurry  (เร่งรีบ), tend  (มักจะชอบ), arrange  (จัดแจง, เตรียมการ), care  (สนใจ), come  (มา)  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

-         She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

-         He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

-         We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

-         They decided not to travel abroad this year.

(พวกเขาตัดสินใจไม่เดินทางไปต่างประเทศปีนี้)

-         He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

-         We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

-         She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา

-         She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

-         They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

-         We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

-         He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

-         She asked not to attend the meeting next week.

(เธอขอร้องที่จะไม่เข้าประชุมสัปดาห์หน้า)

-         They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

-         The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

-         They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

-         Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

 

12.  It seems very difficult ________________________.

(มันดูเหมือนยากมาก ___________________________________ )

(a) to stop the child to cry

(b) restraining the child to cry

(c) to keep the child from crying    (ที่จะป้องกันเด็กคนนั้นมิให้ร้องไห้)

(d) holding the child’s crying

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ตามโครงสร้าง  “It is (was, seems, appears) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ 

-      _________________ to sign my name at the bottom of the page?

(_____________________  ที่จะเซ็นชื่อของผมที่ด้านล่างของหน้า (กระดาษหรือเอกสาร) หรือไม่)

(a) Is it necessary for me    (มันจำเป็นสำหรับผม)

(b) Is it necessity for me    (“Necessity”  =  ความจำเป็น)

(c) Is it necessarily for me

(d) Am I necessary    (ไม่ใช้โครงสร้างนี้)

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากมาจากโครงสร้างประโยคบอกเล่า  “It + is (was) + Adjective + (for someone) + to + Verb 1” 

                  ตัวอย่างที่ 

                 -    It is not a good thing _______________ in front of a television set all evening.

(มันมิใช่สิ่งที่ดี _______________________ หน้าเครื่องรับโทรทัศน์ตลอดทั้งคืน)

(a) for children sit

(b) for children to sit    (สำหรับเด็กๆที่จะนั่ง)

(c) for children will sit

(d) for children sitting

ตอบ   -   ข้อ   (b)  มีค่าเท่ากับ   “It is not good for children to sit….. ……………”  ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + is (was) + (not) + Adjective + (for someone) + to + Verb 1” (สำหรับข้อความในวงเล็บ  จะมีหรือไม่ก็ได้)   ดังประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ 

                -  Don’t do anything.  I believe ______________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) ___________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it    (มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + is (was, will be, would be) + Adjective  (เช่น “Important, Necessary, Possible, Normal, Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1

                   ตัวอย่างที่ 

                -  It is usually necessary for the international business person ________________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ _____________  มากไปกว่าภาษา  ที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ   แต่เพียงภาษาเดียว  –  หมายถึงควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a)  to understand    (เข้าใจ)

(b)  to observe     (สังเกต)

(c)   knowing     (รู้)

(d)  speaking     (พูด)

ตอบ   –   ข้อ   (a)  เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ ตามโครงสร้าง {It is (was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, etc.) + (for someone) + to + Verb 1 (กริยาอะไรก็ได้) + something}  เช่น

            - It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

            - It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

            - It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

            - It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

            - It is good (for her) to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่แต่งงานกับเขา)

            - It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

 

13. They ____________________________ for the program.

(พวกเขา ____________________________________ ต่อโครงการ-รายการ)

(a) responsible    (รับผิดชอบ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) should be responsible    (ควรรับผิดชอบ)

(c) should responsible

(d) should response    (response –ริส-พ้อนซ – เป็นคำนาม หมายถึง “คำตอบ, การตอบ, การตอบสนอง, การโต้ตอบ, การขานรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Responsible”  เป็นคำคุณศัพท์  จึงต้องใช้กับ “Verb to be”  ดังนั้น  จึงต้องใช้เป็น “Should be, Shall be, Will be, Would be, Can be, Could be, Must be, May be”  ดังตัวอย่างข้างล่าง

         - I shall be there before noon.

(ผมจะอยู่ที่นั่นก่อนเที่ยง)

       - We should be careful when we cross the street.

(เราควรระมัดระวัง  เมื่อเราข้ามถนน)

       - She will be glad to get a new job.

(เธอจะดีใจที่ได้งานใหม่)

       - They can be helpful in time of need.

(พวกเขาสามารถให้ความช่วยเหลือได้  ในเวลาที่ต้องการ)

       - It could be dangerous to swim across that river.

(มันอาจมีอันตรายที่จะว่ายข้ามแม่น้ำนั้น)

       - We must not be late for the class.

(เราจะต้องไม่ไปเรียนสาย)

       - He may be too confident about the future of his company.

(เขาอาจจะมั่นใจมากเกินไป  เกี่ยวกับอนาคตของบริษัท)

        - She might be reluctant to accept your offer.

(เธออาจไม่เต็มใจที่จะรับข้อเสนอของคุณ)

 

14. What ________________________ when he saw you?

(_____________________________________ อะไร  เมื่อเขาพบคุณ)

(a) does he say

(b) did he say    (เขาพูด)

(c) he said

(d) he had said

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  สร้างประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How)  จากกริยา ในที่นี้  คือ  “Say”  ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

        - Why do you look so tired?

(ทำไมคุณจึงมีท่าทางเหน็ดเหนื่อย)

       - When did you arrive at the meeting this morning?

(คุณมาถึงที่ประชุมเมื่อใดเช้านี้)

       - Where did she stay when she was in London?

(เธอพักที่ไหนเมื่อเธออยู่ในลอนดอน)

       - What does he do for a living?

(เขาทำงานอะไรเพื่อการดำรงชีพ)

         - How did they get back their lost dog?

(พวกเขาได้หมาที่หายไปคืนมาได้อย่างไร)

 

15. He doesn’t believe in spoken agreements.  He always insists on ________________ .

(เขาไม่เชื่อในข้อตกลง-สัญญาโดยทางวาจา  เขายืนกรานเสมอในเรื่อง ________      _)

(a)  have them written

(b) have them write

(c) having them in writing    (มีมัน (ข้อตกลง-สัญญา) เป็นลายลักษณ์อักษร)

(d) having them writing

ตอบ  -  ข้อ  (c)  “In writing” หมายถึง  “เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน”สำหรับวลีที่ใช้  “In”  ได้แก่  “deep in water and mud” (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร,  วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”)  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”(ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน), “in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden” (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of” (ในทิศทางของ), “in a restaurant” (ในภัตตาคาร), “in the bathroom” (ในห้อง น้ำ), “in school” (ในโรงเรียน), “in hospital”(ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว),“in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months” (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances” (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)“in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”(เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”(สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds” (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt” (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา), “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)  เป็นต้น

 

16. Mary does not know ______________________ for a living.

(แมรี่ไม่รู้ว่า___________________________________ เพื่อการดำรงชีพ)

(a) what will she do

(b) how will she do

(c) what she will do    (เธอจะทำงานอะไร)

(d) that she will do

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนประโยค  “Direct speech” (What will she do for a living?)  ให้เป็นประโยค   “Indirect speech”  (Mary does not know what she will do for a living.)  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ 

              -   He asked me __________________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว ________________________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if    (หรือไม่)

(e) weather   (อากาศ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากมาจากประโยค  “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?” เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  If” หรือ  “Whether” (He asked me if (whether) I was hungry.)  ซึ่งทั้ง  ๒  คำมีความหมายเหมือนกัน คือ   “หรือไม่, หรือเปล่า”  กล่าวโดยสรุป  คือ  ถ้าประโยค “Direct speech”  ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ (Verb to be, to have, to do)  หรือ  “Modal verb” (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง  “Reporting speech” (He asked me)  และ “Reported speech” (I was hungry)  ด้วย  “If” หรือ  “Whether”  เสมอ ห้ามใช้  “That”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

          - Are you a student?  (คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

          - Do you like to play tennis? 

(คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

          - Will you go to my party?

(คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

         - Can you play the piano?

(คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                    ในกรณีที่ประโยค   “Indirect speech”  เป็นประโยคบอกเล่า ให้ใช้ “That”  เชื่อม หรืออาจละไว้ก็ได้ (ไม่ต้องเขียนลงไป)   เช่น

        -   I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

      (ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

         -   I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

(She said(that) she had been to London several times.)

          (เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

                     สำหรับในกรณีที่ ประโยค  “Direct speech”  เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  ให้เอา “Question word”  นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย  “ไม่ต้องใช้”  “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  “ห้ามใช้”“………..….to find that where it is hiding”

                    ตัวอย่างที่           จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์จากข้อ (๑) – (๔)

       -   Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่

ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน

เพื่อจะได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ   –    ข้อ   (4)   แก้เป็น  “it is”  เนื่องจากอยู่ในรูป   “Indirect speech” หรือ Reported speech”  คือ  “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”   เป็นการเปลี่ยนจากประโยค Direct speech”(Where is it hiding?)  มาเป็นประโยค  “Indirect speech”ที่ขึ้นต้นด้วย  “are you going to find …….”  จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำ กริยา  “where it is………….…..”  ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า  มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน (where is it)  เหมือนในประโยคคำถาม  ดังตัวอย่างข้างล่าง

          -    How old are you? (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

 (I want to know how old you are.)  

 

17. It is generally accepted that to educate huge populations _____________ a great problem.

(เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า  การให้การศึกษาแก่ประชากรจำนวนมาก _________ ปัญหาที่ยิ่งใหญ่)

(a) are

(b) were

(c) is    (เป็น)

(d) to be

(e) being

ตอบ  -  ข้อ   (c)  เนื่องจากประธานของประโยคย่อย  (to educate huge…… ……………………...problem)  คือ  “to educate (huge populations)   ซึ่งเป็น  “Infinitive with to” (To + verb 1)   และถือเป็นคำนามเอกพจน์เสมอ  เหมือนกับ  “Gerund” (Verb + ing)  ดังนั้น  จึงต้องใช้กับกริยา  “Is” (Was)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Infinitive with to” (To + verb 1)  และ  “Gerund” (Verb + ing)  เป็นประธานของประโยค  และถือเสมือนเป็นคำนามเอกพจน์  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         To swim is a good exercise.

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

(= Swimming is a good exercise.)

-         To learn Japanese is difficult.

(การเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นเรื่องยาก)

(= Learning Japanese is difficult.)

-         To escape from the prison seems impossible.

(การหลบหนีจากคุกดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้)

(= Escaping from the prison seems impossible.) 

 

18. I get tired of cleaning the house and ______________ to the market every day.  

(ผมเบื่อการทำความสะอาดบ้านและ (เบื่อ) _____________________ ไปตลาดทุกวัน)

(a) ran

(b) run

(c) to run

(d) running    (การวิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Cleaning”  โดยถือว่าตามหลัง   Preposition” (Of) เหมือนกันทั้ง  ๒  คำ  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Gerund” (Verb + ing)  เมื่อตามหลัง  “Preposition”{ทำหน้าที่เป็นกรรมของ“Preposition”}  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             - He is interested in collecting stamps.

(เขาสนใจกับการสะสมแสตมป์)

             - She was surprised at finding her lost ring.

(เธอประหลาดใจกับการพบแหวนที่หาย)

             - They are fond of reading.

(พวกเขาชอบการอ่าน)

              - We came here by taking a taxi.

(เรามาที่นี่โดยการนั่งรถแท็กซี่)

             - This equipment is for gardening.

(อุปกรณ์นี้สำหรับการทำสวน)

 

19. She gave him the wrong telephone number ___________________.

(เธอให้เบอร์โทรศัพท์ผิดแก่เขา ____________________________________ )

(a) with mistake

(b) by mistake    (โดยการเข้าใจผิด)

(c) from mistake

(d) with a mistake

ตอบ  -  ข้อ  (b)  สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ  “By”  ได้แก่  “by heart”  (โดยการท่องจำ)  “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์)  “by bus” (= in a bus)  (โดยรถประจำทาง)  “by train” (= in a train)  (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ)  “by sea”  (โดยทางทะเล)  by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram” (โดยทางโทรเลข) “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio”  (โดยทางวิทยุ)  “by force”  (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name”  (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  “by machinery”  (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.”  (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม  =   (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์)  “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government”  (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole)  (โดยทั่วๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident” (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)  “by degrees”  (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)   ‘by all means”  (โดยแน่นอน)  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass”  (= short cut)  (ทางลัด)  “passer-by”(ผู้ที่ผ่านไปมา)   “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product”  (ผลพลอยได้)  I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค) “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance”  (โดยบังเอิญ) She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.”  (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)   “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)   “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง  –  โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”   (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔)   “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)   “Cars are now made by the million.”  (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี)  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)  “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.”  (เศรษฐกิจเติบโต  ๑๐  เปอร์เซ็นต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ  –  ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)   “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)   “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison”  (โดยการเปรียบเทียบ)

 

20. She understood the question after I ___________________ twice.

(เธอเข้าใจคำถาม  หลังจากผม ___________________________ สองครั้ง)

(a) had explained her

(b) had explained her it

(c) had explained it to her    (ได้อธิบายมันให้เธอฟัง)

(d) had explained it her

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากต้องใช้ตามโครงสร้าง  “To explain something to someone” (explain it to her)   หรือ   “To explain to someone about something” (explain to her about it)  (ต้องจำโครงสร้าง  ๒  แบบข้างบน)

 

21. We will go out after I ___________________ typing this application.

(เราจะออกไปข้างนอกหลังจากผม _______________ การพิมพ์ใบสมัครนี้)

(a) shall finish

(b) have finished    (ได้ทำเสร็จสิ้นแล้ว)  

(c) had finished

(d) shall have finished

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นกฎข้อหนึ่งของการใช้  “Present perfect tense{Subject + Has (Have) + Verb 3}  คือ  ใช้กับ  “เหตุการณ์ที่ได้ทำแล้ว (เกิดขึ้นแล้ว)  หรือ เหตุการณ์ที่ยังมิได้ทำ (ยังไม่เกิดขึ้น)  หรือ ใช้ถามคำถามว่า  “ทำแล้วหรือยัง”  (ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง)  แต่ในข้อ  ๒๑  ได้นำมาปนกับเหตุการณ์ในอนาคต  “Future tense” {Subject + will (shall) + verb 1}   คือ  บอกว่า  “เราจะออกไปข้างนอก   ถ้าผมได้เสร็จสิ้นการพิมพ์ใบสมัครแล้ว

                  อนึ่ง  “Present perfect tense”  ที่บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ  “Yet”  (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี “Already” และ  “Yet”ก็ได้

           - I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

           - She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)  

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

          - Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

          - I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

          - Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?)   

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

                   ทั้งนี้  เมื่อเอาประโยคใน  “Present perfect tense”   มารวมกับ   Future tense”  (เหตุการณ์อนาคต)   หรือ  “Present simple tense  (เหตุการณ์ปัจจุบัน)  จะได้ประโยคดังตัวอย่างข้างล่าง

             - He will go to work in Japan after (when) he has studied Japanese.

(เขาจะไปทำงานในญี่ปุ่น  หลังจาก (เมื่อ) เขาได้ศึกษาภาษาญี่ปุ่นแล้ว)

           - We will go out for dinner after (when) we have finished our work.

(เราจะออกไปกินอาหารค่ำข้างนอกบ้าน  หลังจาก (เมื่อ) เราได้ทำงานเสร็จแล้ว)

           - They will visit her in England after (when) they have received her letter.

(พวกเขาจะไปเยี่ยมเธอในอังกฤษ  หลังจาก (เมื่อ) พวกเขาได้รับจดหมายจากเธอ)

           - She arrives after (when) the train has left the station.

(เธอมาถึง  หลังจาก (เมื่อ) รถไฟได้ออกจากสถานีไปแล้ว)

           - He goes to sleep after (when) he has closed the window.

(เขาเข้านอน  หลังจาก (เมื่อ) เขาได้ปิดหน้าต่างแล้ว)

           - I go to the concert after (when) I have got a free ticket.

  (ผมไปดูคอนเซิร์ต  หลังจาก (เมื่อ)  ผมได้ตั๋วฟรีแล้ว)                           

          

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้